ปลูก “ทุเรียน” ให้ได้คุณภาพ ต้องใส่ใจเรื่องอะไรบ้าง

“ทุเรียน” เป็นไม้ผลที่เริ่มให้ผลิตหลังปลูกตั้งแต่อายุ 4-5 ปี ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น โดยที่แปลงของเฮียสิน สามารถทำให้ทุเรียนได้ผลผลิตตั้งแต่ อายุ 3 ปีเท่านั้น โดยปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ทุเรียนได้ผลผลิตมีคุณภาพ ควรใส่ใจใน 3 เรื่องหลัก คือ

1. การปรับปรุงสภาพแปลงให้เหมาะสม เนื่องจากทุเรียนเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง คุณนิสิน แนะนำว่า หากปลูกในพื้นที่ดอน ให้ศึกษาช่องทางการระบายน้ำภายในแปลงก่อน ถ้าบริเวณใดมีน้ำท่วมขัง ต้องทำทางน้ำไหลให้พร้อม หากปลูกในพื้นที่ลุ่ม หรือพื้นที่ฝนตกชุก ควรปลูกแบบ “นั่งแท่น หรือยกโคก” ให้ต้นอยู่สูงกว่าระดับดินปกติอย่างน้อย 0.8-1 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำท่วมขังราก

2. การวางระบบน้ำ ทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณมาก หากขาดน้ำในช่วงติดผล อาจทำให้ทุเรียนมีอาการ “เนื้อแกน” คือ เนื้อแข็ง มีซีด และมีรสขมได้ เกษตรกรจึงต้องเตรียมแหล่งน้ำสำรองให้เพียงพอ โดยในแปลงของคุณนิสิน จะใช้ระบบน้ำเป็น “ระบบน้ำหยด” จากบ่อบาดาลที่ขุดเจาะไว้ถึง 3 บ่อ ช่วยให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูการผลิต

3. การวางผังปลูก สำหรับระยะปลูกทุเรียนที่นิยมใช้กัน คือ 8×8 เมตร จะปลูกทุเรียนได้ประมาณ 25 ต้น/ไร่ โดยคุณนิสิน เผยว่า ในความเป็นจริงที่มีพื้นที่จำกัด เกษตรกรอาจะใช้ระยะแคบกว่านี้ได้ แต่ต้องมีการตัดแต่งกิ่ง จัดการทรงพุ่มให้ดี เพื่อให้ต้นได้รับแสงอย่างทั่วถึง สามารถสังเคราะห์แสงได้มีประสิทธิภาพ และยังส่งผลดีต่อการถ่ายเทอากาศดี ลดความเสี่ยงของโรค เช่น โรคผลเน่าจากเชื้อราที่แพร่มาจากใบได้

การเลือกกิ่งพันธุ์ และการดูแลทุเรียนเล็ก
เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
คุณนิสิน เผยว่า ทุเรียนที่ตนเองปลูกนั้นเป็นพันธุ์หมอนทองมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เอกลักษณ์ของสายพันธุ์นี้คือกลิ่นไม่แรง เนื้อเยอะ ไม่แฉะ ถูกปากคนไทย ส่วนคนจีนก็ถูกใจไม่แพ้กัน และที่สำคัญคือ “ชื่อ” ของหมอนทองนั้นมีความเป็นสิริมงคล เป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ชาวจีนจึงนิยมซื้อหาเป็นของฝากและใช้เป็นผลไม้มงคลในเทศกาลสำคัญ

อย่างไรก็ตาม คุณนิสินแนะนำว่า ไม่ว่าจะเลือกปลูกทุเรียนสายพันธุ์ใดก็ตาม แต่ข้อสำคัญคือ การเลือกกิ่งพันธุ์ โดยจะมีหลักในการพิจารณา ดังนี้

1. ใช้กิ่งพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าได้กิ่งพันธุ์ที่มีลักษณะตรงตามสายพันธุ์ ไม่มีโรคและแมลงเข้าทำลาย

2. กิ่งพันธุ์ต้องไม่ใหญ่เกินไป มีความสูงประมาณ 80-90 เซนติเมตร โคนกิ่งใหญ่ประมาณไม่เกินนิ้วชี้ เพราะหากกล้าที่ต้นสูง โคนใหญ่ แสดงว่าอายุมากกว่า 1 ปีแล้ว อาจจะมี “รากขด” ที่ก้นถุง

“ราก” นั้นเกิดจากการปลูกทิ้งไว้ในถุงดำนานเกินไป ระบบรากที่ถูกจำกัดพื้นที่จะขดเป็นปมอยู่ภายในถุง ทำให้เวลานำไปปลูก ต้นจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ เป็นสาเหตุให้บางคนปลูกทุเรียนมาหลายปีกลับไม่ให้ผลผลิตสักที

สำหรับการดูแลทุเรียนเล็ก (อายุ 1-3 ปี) ช่วงก่อนให้ผลผลิต จะยังไม่มีความซับซ้อนมาก เพียงแต่คอยดูแลไม่ให้ขาดน้ำ และมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์บ้าง จนกระทั่งต้นอายุประมาณ 3 ปี จะเริ่มตัดแต่งกิ่งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำใบ โดยทุเรียนที่เริ่มให้ผลผลิตควรมีกิ่งประธาน 12-15 กิ่ง เวียนรอบต้น โดยกิ่งประธานแต่ละกิ่งควรมีกิ่งรอง 3-4 กิ่ง และมีกิ่งแขนงพอประมาณ ไม่บังแสงซึ่งกันและกัน

ทุเรียนคุณภาพ
เริ่มต้นที่ “การทำใบ”
การดูแลทุเรียนช่วงให้ผลผลิต จะมีความซับซ้อนมากกว่าทุเรียนช่วงเริ่มปลูก (อายุ 1-3 ปี) เพราะกว่าจะได้ผลทุเรียนที่มีคุณภาพ ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างสัมพันธ์กัน เริ่มตั้งแต่การบำรุง “ต้น” เรื่อยไปจนถึง “ใบ” และ “ดอก” ซึ่งปริมาณดอกทุเรียนจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของใบ และหากดอกสมบูรณ์ ก็จะนำไปสู่ผลที่สมบูรณ์ด้วยเช่นกัน

คุณนิสิน เผยว่า หลังจากตัดแต่งกิ่งทุเรียนเรียบร้อยแล้ว จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการ “ทำใบ” คือการเตรียมความพร้อมให้ใบสะสมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเจริญเติบโตของใบจะมี 3 ระยะ คือ 1. ใบอ่อน 2. ใบเพสลาด และ 3. ใบแก่ โดยการทำใบแต่ละชุดจะใช้เวลา 30-45 วัน รวมแล้วการทำใบทั้ง 3 ชุด จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

โดยคุณนิสิน แนะนำว่า ควรทำให้เกิดการแตกใบทั้งหมด 3 ชุด เพื่อให้เกิดการสะสมอาหารอย่างเพียงพอต่อการติดดอกและเลี้ยงผลในอนาคต ซึ่งในกรณีของทุเรียนเขตจังหวัดจันทบุรี นิยมทำใบให้เสร็จภายในเพื่อให้ทันกับช่วงกระทบแล้ง

ทั้งนี้ เทคนิคสำคัญในการ “ทำใบ” ของคุณนิสิน คือ หลังจากตัดแต่งกิ่งเรียบร้อยแล้ว จะใช้ “อโทนิค” ราดโคนต้น อัตรา 100 ซีซี/น้ำ ทั้งหมด 1 ครั้ง เพื่อให้พืชมีระบบรากที่ดี มีส่วนช่วยในการแตกราก สร้างรากใหม่ ทำให้พืชสามารถดูดซับอาหารทางดินได้ดี ส่งเสริมให้การสร้างใบดีขึ้น โดยหากใช้ “อโทนิค” ตั้งแต่ช่วงก่อนทุเรียนให้ผลผลิต จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรง สามารถให้ผลผลิตได้ไวขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้แปลงทุเรียนของคุณนิสินนั้น สามารถให้ผลผลิตตั้งแต่อายุ 3 ปีเท่านั้น

“หลังจากใช้อโทนิคได้ประมาณ 3-4 วัน เราจะสังเกตได้เลยครับว่า รากของทุเรียนบางส่วนที่อยู่เหนือดินจะแตกรากใหม่เป็นสีขาว เมื่อปริมาณรากเยอะ ก็จะหาอาหารได้ดี สภาพต้นและใบก็จะสมบูรณ์ตามไปด้วย โดยใบทุเรียนที่แก่ จะมีลักษณะสีเขียวเข้ม หนา เป็นมันเงา ถ้าใบสะสมอาหารพร้อม พอเจออากาศเริ่มแห้ง ลมหนาวเข้ามา ดอกทุเรียนจะเริ่มแตกขึ้นมาให้เห็นเลยครับ แต่ถ้าใบของเรายังไม่พร้อม ก็จะเสียโอกาสการติดดอกไป” คุณนิสิน เล่าถึงความสำคัญของการทำใบ

เคล็ดลับ ทำดอกทุเรียนดกและดี
ขั้วเหนียว ติดผลชัวร์ สู้อากาศแปรปรวน
ทุเรียนหนึ่งต้นนั้นสามารถออกดอกได้มากถึง 20,000-40,000 ดอก ซึ่งปริมาณดอกจะดกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ปัจจัยแรก คือ ความสมบูรณ์พร้อมของต้นและใบ หากเกษตรกรมีการบำรุงต้นและใบให้มีการสะสมอาหารอย่างเพียงพอ ทุเรียนก็จะสามารถสร้างดอกได้มากและเป็นดอกรุ่นเดียวกัน ทำให้สะดวกต่อการตัดแต่งผล การไว้ผล เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากที่สุด

ปัจจัยที่สอง คือ เรื่องของสภาพอากาศ โดยทุเรียนจะต้องผ่านช่วงฝนแล้งต่อเนื่องนาน 10-14 วัน จึงจะเพียงพอต่อการสร้างดอก แต่ในระยะหลังมานี้ ประเทศไทยเผชิญกับสภาวะอากาศแปรปรวนทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และความชื้นสัมพัทธ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผล กระทบต่อ “ช่วงออกดอก” โดยตรง

ปกติแล้วทุเรียนเขตภาคตะวันออก จะติดดอกในช่วงเดือนธันวาคม ถึงกลางเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็น และบางครั้งเกิดอุณหภูมิแปรปรวนกะทันหัน หรือเกิดฝนหลงฤดู เป็นสาเหตุให้ทุเรียนดอกร่วง หลักสำคัญของคุณนิสิน คือ ต้องเข้าใจถึงช่วงเปราะบางในแต่ละระยะ เพื่อป้องกันให้ตรงจุด

โดยดอกทุเรียนจะมีทั้งหมด 9 ระยะ (ใช้เวลาในการพัฒนาประมาณ 2 เดือน) คือ 1. ระยะไข่ปลา 2. ระยะตาปู 3. ระยะเหยียดตีนหนู 4. ระยะมะเขือพวงอ่อน (หรือระยะกระดุม) 5. ระยะเม็ดมะเขือพวง 6. ระยะหัวกำไล 7. ระยะดอกเหลือง (หรือระยะดอกขาว) 8. ระยะดอกบาน และ 9. ระยะหางแย้

คุณนิสิน เผยว่า ช่วงสำคัญแรกของดอกทุเรียน คือ “ระยะดอกหัวกำไล” เพราะมักตรงกับช่วงที่อากาศเปลี่ยนเข้าสู่หน้าหนาว จะต้องดูแลดอกเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้หลุดร่วงง่าย เคล็ดลับสำคัญ คือใช้ “อโทนิค” อัตรา 100 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นที่ตำแหน่งดอก เพื่อให้ดอกสมบูรณ์และขั้วเหนียว ทนต่อทุกสภาพอากาศที่แปรปรวน

ช่วงถัดมา คือ “ระยะดอกบาน” เนื่องจากดอกจะมีกลิ่นหอมล่อแมลงศัตรูพืช เกษตรกรควรฉีดพ่นสารกำจัด “เพลี้ยไฟ” ก่อนดอกบานประมาณ 7-10 วัน

ส่วนการผสมดอก หรือที่ชาวสวนเรียกว่า “การปัดดอก” ควรเลือกช่วงเวลา 19.00-20.00 น. หากผสมช้ากว่านี้ ดอกจะร่วงหมด โดยการปัดดอกนี้ จะช่วยให้การผสมเกสรสมบูรณ์ ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผล ถือเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยให้ได้ทุเรียนมีคุณภาพ มีพูเต็มจำนวน 4-5 พู

ส่วนช่วงที่สำคัญมากที่สุด คือ “ระยะหางแย้” เป็นระยะที่เริ่มเข้าสู่การติดผล ซึ่งมักตรงกับช่วงปีใหม่ที่อากาศหนาวหนาวจัดและลมแรง คุณนิสิน จะใช้ “อโทนิค” อัตรา 100 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นที่หางแย้ เพื่อช่วยปรับสภาพของดอกให้ทนทานต่อสภาพอากาศ และพัฒนาเป็นผลได้เร็วขึ้น

“หลังฉีดพ่นอโทนิคได้ประมาณ 3-4 วัน จะสังเกตได้เลยว่า หางแย้นั้นเริ่มป่องเป็นผลและมีหนามเล็กๆ ขึ้นมา พอเห็นแบบนี้เราก็เริ่มเบาใจได้ในระดับหนึ่งครับ แม้ว่าเรื่องดิน ฟ้า อากาศ เราจะควบคุมไม่ได้ แต่ก็สามารถลดความเสียหาย เพิ่มอัตราการติดผลให้ทุเรียนเราได้ อย่างอโทนิคนี่ขาดไม่ได้เลย ชาวสวนทุเรียนจันท์คุ้นเคยกันดี ใช้แล้วรู้สึกมั่นใจว่าดอกแข็งแรง ขั้วเหนียว โอกาสติดผลสูง ถ้าไม่ใช้แล้วนอนไม่หลับเลยครับ” คุณนิสิน เล่าถึงความประทับใจใน “อโทนิค” ให้ฟัง

การตัดแต่งผล
เทคนิคง่ายๆ ช่วยให้ทุเรียนทรงสวย
การตัดแต่งผลเป็นขั้นตอนที่ “จำเป็น” สำหรับทุเรียนมาก หากเกษตรกรคัดเฉพาะลูกที่เหมาะสมไว้ จะช่วยให้ได้ผลผลิตที่ทรงสวย ผลใหญ่ พูเต็มในแบบที่ตลาดต้องการ

สำหรับช่วงเวลาที่ตัดแต่งผล จะทำทั้งหมด 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ขนาดผลเท่านิ้วโป้ง, ครั้งที่ 2 ขนาดผลเท่าไข่ไก่ และครั้งที่ 3 ก่อนโยงกิ่ง โดยคุณนิสิน จะมีหลักในการใช้คัดเลือกผล 3 ข้อ คือ

1. จำนวนผลควรสัมพันธ์กับอายุและความสมบูรณ์ของกิ่ง หากต้นอายุ 3-5 ปี ควรไว้ผลประมาณ 20-30 ผล/ต้น, ต้นอายุ 8 ปีขึ้นไป ควรไว้ประมาณ 50-80 ผล/ต้น และต้นที่อายุ 20 ปีขึ้นไป อาจไว้ได้ถึง 200 ผล/ต้น ซึ่งถ้าเหลือผลไว้บนต้นน้อยเกิน จะทำให้ได้ทุเรียนไซซ์ใหญ่จนตกเกรด แต่ถ้าไว้ผลมาก ก็จะทำให้ได้ผลขนาดเล็กเช่นกัน

2. ตำแหน่งผลในกิ่ง ควรไว้ผลในตำแหน่งช่วงกลาง หรือค่อนไปทางปลายกิ่ง หากผลที่อยู่ใกล้ ลำต้นควรปลิดทิ้ง เนื่องจากการพัฒนาจะไม่ดี

3. รูปทรงผล ควรเป็นผลที่มีทรงยาวเล็กน้อย เพราะจะขยายได้เสมอกันทุกด้าน พูเต็ม หากผลเบี้ยวหรือกลมควรปลิดทิ้ง เพราะทรงจะพัฒนาออกเฉพาะด้านข้างไม่สมดุล

ผลผลิตคุณภาพสม่ำเสมอ
เน้นขายล้งเหมายกสวน
ทุเรียนในเขตภาคตะวันออกส่วนใหญ่จะเริ่มออกผลผลิตช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือว่าเป็นข้อได้เปรียบกว่าทุเรียนภาคอื่น เพราะตรงกับช่วงเทศกาลไหว้เจ้าของประเทศจีน ทำให้ตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูงและสามารถขายได้ราคาดีมาก

โดยการแบ่งเกรดผลผลิต จะแบ่งออกตามน้ำหนักและจำพวนพู ดังนี้

– เกรดเอ น้ำหนัก 2-6 กิโลกรัม มีจำนวน 4-5 พูเต็ม
– เกรดบี น้ำหนัก 2-6 กิโลกรัม มีจำนวน 3 พูเต็ม กับอีก 1 เมล็ด
– เกรดซี น้ำหนัก 2-6 กิโลกรัม มีจำนวน 2 พูเต็ม กับอีก 1 เมล็ด
– ตกเกรด คือ ทุเรียนผิวไม่สวย น้ำหนักต่อผลเกิน 6 กิโลกรัม หรือน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม

ทั้งนี้ ทุเรียนเกรดเอ บี ซี นั้นสามารถส่งออกได้ทั้งหมด โดยผลิตของคุณนิสิน นั้นเป็นเกรดเอมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้มีผู้รับซื้อ (ล้ง) มาติดต่อจองผลผลิตกันตั้งแต่ยังไม่ติดผลเลยทีเดียว

สำหรับผลผลิตที่สวนของคุณนิสิน จะขายในรูปแบบที่เรียกว่า “คว่ำหนาม” คือ ทุกผล ทุกเกรด จะจำหน่ายในราคาเดียว (ยกเว้นผลที่เป็นโรค-ผิวไม่สวย) โดยตัวแทนล้งจะเข้ามาเสนอราคารับซื้อเหมาสวนในช่วงก่อนผลผลิตออก หากตกลงราคาเรียบร้อยแล้วจะมีการทำสัญญากัน ซึ่งในแง่หนึ่ง การขายในรูปแบบนี้ก็เป็นการลดต้นทุนบางส่วน เพราะล้งจะเป็นฝ่ายนำแรงงานมาเก็บผลผลิต และนำไปยังโรงคัดบรรจุเอง โดยผลผลิตเฉลี่ยในแต่ละปีของคุณนิสิน จะอยู่ที่ประมาณ

คุณนิสิน เผยว่า แม้ว่าตนเองจะปลูกทุเรียนมานานกว่า 10 ปี แต่ทุกวันนี้ก็ยังต้องเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะดินฟ้าอากาศนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่หาทางพัฒนารูปแบบการทำเกษตรบ้าง ก็ยากที่จะได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม

ประสบการณ์ของคุณนิสิน ถือเป็นแง่คิดสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนทั้งมือเก่าและมือใหม่ว่า การจะดูแลทุเรียนให้ได้ผลผลิตนั้น นอกจากจะต้องเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น การบำรุงต้น ใบ และดอกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการติดผลแล้ว การปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งหากเรามีการดูแล เฝ้าระวังอย่างตรงจุด ก็สามารถลดความเสียหาย และเพิ่มศักยภาพการผลิตของเราได้เช่นกัน

“ข้าวสังข์หยด” เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของจังหวัดพัทลุงที่ปลูกกันมาไม่น้อยกว่า 100 ปี ข้าวพันธุ์นี้ได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ให้บริสุทธิ์ โดยนักปรับปรุงพันธุ์ข้าวแห่งศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ข้าวเจ้าเมื่อหุงสุกในรูปแบบข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ รสชาติอร่อย ข้าวสังข์หยดนับเป็นความภาคภูมิใจของชาวนาเมืองพัทลุง เพราะเป็นข้าวพันธุ์แรกของไทยและของโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา วันที่ 23 มิถุนายน 2549

ข้าวสังข์หยดพัทลุงผลิตจากแหล่งปลูกธรรมชาติ ที่ได้ชื่อว่า “อู่ข้าว” ของภาคใต้ เป็นแผ่นดินที่ราบระหว่างทิวเขาบรรทัดกับทะเลสาบสงขลา-พัทลุง ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งกำเนิดผลผลิตทางการเกษตรหลากหลายชนิด ชาวนาพัทลุงปลูกข้าวสังข์หยดในฤดูนาปี เดือนสิงหาคม-กันยายน เก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ของปีถัดไป

ฤดูการผลิตปี 2565 มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนปลูกข้าวสังข์หยดกับกรมส่งเสริมการเกษตร 4,137 ราย ครอบคลุม 11 อำเภอ เนื้อที่เพาะปลูกรวม 19,655 ไร่ ผลผลิตรวม 7,976 ตันต่อปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 402 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแหล่งปลูกสำคัญ ได้แก่ อำเภอควนขนุน อำเภอปากพะยูน และอำเภอป่าบอน ปี 2565 มีเกษตรกรที่ได้รับ GI ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง จำนวน 102 ราย พื้นที่ปลูกรวม 632 ไร่ และมีผู้ประกอบการข้าวสังข์หยดที่ได้การรับรองให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI จำนวน 6 ราย

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตและการตลาด ชาวนาพัทลุงมุ่งลดต้นทุนการทำนา เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปรับตัวสู่การทำนาแบบอินทรีย์ ปลูกพืชบำรุงดิน ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ลดค่าใช้จ่ายเรื่องเมล็ดพันธุ์ โดยเก็บพันธุ์ข้าวปลูกไว้ใช้เองเพิ่มมากขึ้น

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท.9) สำรวจพบว่า ชาวนาพัทลุงหลายรายใช้เทคโนโลยีเครื่องพ่นเมล็ดพันธุ์ข้าวและปุ๋ย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น มากกว่าร้อยละ 11 เพราะทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวและปุ๋ยกระจายทั่วถึงพื้นที่เพาะปลูก สามารถควบคุมปริมาณการใช้และประหยัดเวลา ที่สำคัญทำให้เกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นเป็น 389 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เมื่อเทียบกับการปลูกโดยวิธีปกติที่มีผลผลิตเฉลี่ย 345 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี

ขณะเดียวกัน ชาวนาพัทลุงมีการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการชาวนาเสริมการเรียนรู้ด้านการผลิตและการตลาด เช่น วิสาหกิจชุมชนชาวนาพัทลุง ที่เน้นการรักษาคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐานการปฏิบัติการทางการเกษตรที่ดี (GAP) เพิ่มศักยภาพด้านการแปรรูปข้าวโดยสร้างโรงสีข้าว สร้างตราสินค้า เพิ่มมูลค่าข้าว สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เชื่อมโยงการตลาดกับภาคเอกชน เพิ่มการกระจายสินค้าที่หลากหลาย ทั้งงานแสดงสินค้าและตลาดออนไลน์ผ่านทางระบบไลน์และเฟซบุ๊ก

ขายได้กิโลกรัมละ 2,000 บาท

แนวโน้มการเติบโตของตลาดเครื่องสำอางยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีมูลค่าทางการตลาดอยู่ที่ 1.35 แสนล้านบาท คาดว่ามียอดขายทะลุ 2 แสนล้านบาทในไม่ช้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (skincare) ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 46.8% ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เช่น ช่วงต้มยำกุ้ง ทุกธุรกิจชะลอตัวหมด ยกเว้นตลาดเครื่องสำอาง เพราะไม่ว่าจะอย่างไรผู้หญิงก็ต้องใช้เครื่องสำอางเพราะถือเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิต

เนื่องจากสารสกัดจากข้าวสังข์หยดมีคุณสมบัติด้านต้านสารอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันและยับยั้งการเกิดโรค ช่วยลดหรือชะลอความแก่ได้ จึงตอบโจทย์กระแสรักสุขภาพ ความงามและผิวพรรณได้อย่างดี มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้ดำเนินงานโครงการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูป-เพิ่มมูลค่าข้าวสังข์หยดด้วยนวัตกรรมให้แก่กลุ่มผู้ปลูกข้าว ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนชาวนาพัทลุง วิสาหกิจข้าวอินทรีย์โตนดด้วน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทำนาบ้านกล้วยเภา กลุ่มทำนาอินทรีย์ตะโหมด และกลุ่มข้าวสังข์หยดอินทรีย์บ้านพังดาน

ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายสามารถแปรรูปข้าวสังข์หยด (ข้าวหักท่อน รำข้าว) สู่ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โจ๊กข้าวกล้องสังข์หยดสำเร็จรูปปรุงรส ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางคลีนซิ่งออยล์จากสารสกัดรำข้าวสังข์หยด จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มโอกาสอาชีพและรายได้ให้แก่ชาวนาผู้ปลูกข้าวสังข์หยด ขยายระดับการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ในระดับที่สูงขึ้น

ดร.พรวิชัย เต็มบุตร คณะอุตสาหกรรมเกษตรและชีวภาพ pasem.org มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ข้าวตกเกรดมักขายได้ราคาถูก โดยปลายข้าวหรือข้าวหักท่อนราคากิโลกรัมละ 15 บาท รำข้าวกิโลกรัมละ 8 บาท เมื่อนำมาแปรรูปเป็นสารสกัดจากข้าวสังข์หยด สามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงถึง 100 เท่า คือ ลิตรละ 2,000 บาท

ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการอบรมความรู้ สามารถทำสารสกัดจากข้าวสังข์หยดอย่างง่ายๆ ด้วยวิธีการสกัดด้วยไมโครเวฟ โดยอาศัยคลื่นไมโครเวฟช่วยในการสกัด ร่วมกับตัวทำละลาย ข้อดีคือ ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ลดค่าใช้จ่าย รวดเร็ว ได้สารสำคัญสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก เริ่มจากเตรียมอุปกรณ์คือ เครื่องไมโครเวฟแบบครัวเรือน กำลังไฟ 800 วัตต์ บีกเกอร์หรือภาชนะแก้วสำหรับใส่ตัวอย่าง รำข้าวหยาบ 50 กรัม ตัวทำละลาย (ใช้โพรพิลีนไกลคอล หรือน้ำ) แท่งแก้วคน กรวยกรอง และกระดาษกรอง ทั้งนี้ ใช้อัตราส่วนระหว่างตัวรำข้าวกับตัวทำละลายเป็น 1 ต่อ 4 ส่วน ระยะเวลาการสกัด เข้าไมโครเวฟตั้งเวลาทำงาน 10 วินาที เมื่อครบเวลาให้นำออกมาคนเป็นเวลา 30 วินาที

นำวัตถุดิบเข้าไปไมโครเวฟและออกมาคนครบจะนับเป็น 1 รอบ ทำการสกัดเป็นจำนวน 10 รอบ นำไปผ่านกรวยกรอง และกระดาษกรองในขั้นตอนสุดท้าย ก็จะได้สารสกัดจากข้าวสังข์หยดตามที่ต้องการ ข้อควรระวังคือ อย่าให้ร้อนเกินไปจนเดือดหรือปะทุ

สารสกัดจากข้าวสังข์หยดเป็นสารตั้งต้นสำคัญในการผลิตเครื่องสำอางที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ชุมชนนาขยาด อำเภอควนขนุน ที่นำสารสกัดข้าวสังข์หยดไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดพัทลุงยังได้นำสารสกัดจากข้าวสังข์หยดไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Essence แบรนด์ “ABI HASU” และ Makeup Remover ขายใน ชื่อแบรนด์ “คัดสรร”

ด้าน คุณบดินทร์ภัทร วิบูลย์พันธุ์ กรรมการผู้จัดการ วิสาหกิจชุมชนชาวนาพัทลุง ซึ่งดูแลด้านการตลาด ได้ศึกษาวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า คนไทยวัย 40-50 ปีซึ่งเป็นประชากรร้อยละ 40 ของประเทศ นิยมบริโภคข้าวสังข์หยดเพราะมีสารอาหารมากมายที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และเหมาะสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องการอาหารดี มีประโยชน์ จึงเปิดตัวสินค้าใหม่คือ ผลิตภัณฑ์โจ๊กข้าวสังข์หยด ซึ่งกินง่าย แค่ชงน้ำร้อนพร้อมกินได้เลย และมีรสชาติอร่อย ที่สำคัญสินค้าตัวนี้ สร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่าขายข้าวสารถึง 19 เท่า ช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพชาวนาได้อย่างดี