ปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี หนึ่งในหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการนี้

กล่าวว่า ทางสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมีหน้าที่ให้คำแนะนำส่งเสริมและช่วยเหลือแก่ชาวบ้านที่เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการสร้างอาชีพที่มั่นคง ตามแนวทางที่ถูกต้อง ช่วยลดต้นทุนทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

พร้อมกันนี้ได้ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยได้รับงบพัฒนาจังหวัดปราจีนบุรี ไม่ว่าจะเป็นโรงเรือน รั้ว อุปกรณ์เทคโนโลยีและความรู้ต่างๆ โดยชาวบ้านกลุ่มนี้ใช้วิธีเลี้ยงไก่ตามวิถีทางธรรมชาติดั้งเดิม เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระ ให้อาหารธรรมชาติอย่างหยวกกล้วยกับอาหารเม็ดที่ไม่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ

“อย่างไรก็ตาม ผลผลิตไข่ที่นำมาบริโภคคงยังฟันธงไม่ได้ว่าเป็นอินทรีย์ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง แต่อาจเรียกได้เพียงว่าเป็นไข่ปลอดภัย เพราะเป็ด/ไก่ ได้กินสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่นำมาทดสอบอย่างสมอภิเภก กำแพงเจ็ดชั้น หรือไพล”

ทั้งนี้ กรรมวิธีระหว่างหาข้อมูลจะต้องมีการแบ่งกลุ่มไก่/เป็ด แล้วแบ่งให้กินสมุนไพรชนิดใดชนิดหนึ่งเพื่อเก็บข้อมูลผลผลิตไข่ที่ได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนระหว่างดำเนินโครงการแล้วยังไม่สามารถสรุปชัดเจนได้

ดังนั้น ผลผลิตไข่ที่เกิดขึ้นในระหว่างดำเนินโครงการถูกนำไปขายเพื่อช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ โดยกำหนดราคาขายให้สูงกว่าไข่ทั่วไป กับไข่อีกส่วนหนึ่งส่งให้ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนำไปใช้ปรุงเป็นเมนูอาหารแก่ผู้ป่วย

นอกจากนั้น ในระหว่างดำเนินโครงการได้กำหนดกลุ่มให้ทำเป็นตัวอย่างนำร่องจำนวน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปราจีนบุรี และอำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งเดิมชาวบ้านทั้งสองแห่งเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่ได้นำโครงการเข้าไปปรับให้ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยชาวบ้านกลุ่มนี้จะนำร่องเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่กลุ่มอื่นในช่วงเวลาต่อไป

“ทางปศุสัตว์มีเป้าหมายและจุดประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าไข่เป็ดและไข่ไก่ ตลอดจนเป็นการพัฒนาสูตรอาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรอันเป็นพืชเศรษฐกิจของปราจีนบุรี รวมทั้งยังต้องการให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด ลดต้นทุนการเลี้ยงไก่ อีกทั้งต้องการหาแนวทางการเลี้ยงไก่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด” คุณวรากร กล่าว

คุณชัชชาย เต็งหงษ์เจริญ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ และสารสนเทศการปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดการผลิตไข่สมุนไพร เกิดขึ้นเนื่องจากจังหวัดปราจีนบุรีเป็นแหล่งปลูกสมุนไพรที่สำคัญแห่งใหญ่ของประเทศ จึงมีการรวมตัวกันของชาวบ้านจัดตั้งเป็นกลุ่มสมุนไพรบ้านดงบังที่มีอายุเก่าแก่ยาวนาน

ขณะเดียวกัน สมาชิกในกลุ่มยังมีการเลี้ยงไก่พื้นเมืองอยู่เป็นจำนวนมาก เลี้ยงแบบธรรมชาติด้วยการปล่อยให้ไก่กินพืชสมุนไพรที่ปลูกอย่าง ฟ้าทลายโจร จึงทำให้ไก่ที่เลี้ยงในกลุ่มนี้มีความสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรค และที่ผ่านมาจึงไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กับไก่กลุ่มนี้

ด้วยเหตุนี้ทางกลุ่มจึงมีแนวคิดที่จะสร้างมูลค่าจากไข่โดยใช้สมุนไพรเป็นส่วนประกอบของอาหารไก่ผลิตเป็นไข่สมุนไพรเพื่อจำหน่าย แล้วเสนอเพื่อให้ทางจังหวัดพิจารณา โดยเรื่องดังกล่าวไปสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ที่ทางจังหวัดกำหนดไว้แล้ว

เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงระดมความคิดจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อจัดทำเป็นแผนแล้วกำหนดชื่อโครงการว่า “โครงการพัฒนาและสนับสนุนวัตถุดิบสมุนไพรและสิ่งอำนวยความสะดวก” แบ่งงานและความรับผิดชอบออกเป็นประเภทกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ความร่วมมือของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปศุสัตว์ กลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรบ้านดงบัง ศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์ปีก และศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ภาคตะวันออก เพื่อร่วมทำงานวิจัยในครั้งนี้

โครงการนี้เริ่มด้วยการคัดเลือกเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร 2 กลุ่ม คือที่บ้านดงบัง และกลุ่มปศุสัตว์อินทรีย์เขาไม้แก้วกบินทร์บุรีก่อน เนื่องจากเป็นกลุ่มชาวบ้านเกษตรอินทรีย์ที่เลี้ยงไก่วิถีดั้งเดิมในรูปแบบอิสระอยู่แล้ว จากนั้นจัดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 7 อำเภอ มาอบรมให้ความรู้ตลอดจนทำความเข้าใจโครงการให้ชัดเจน อีกทั้งต้องการปูพื้นฐานความรู้ให้คนเหล่านี้เพื่อเตรียมต่อยอดจัดทำโครงการต่อเนื่องในปีถัดไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นโครงการ จำนวน 4 ปี

ต่อจากนั้นให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์ปีกที่กบินทร์บุรีเพาะพันธุ์ลูกไก่ เพื่อมอบให้แก่กลุ่มที่ถูกเลือกขึ้นมาจำนวน 20 ราย นำไปเลี้ยง รายละ 50 ตัว แล้วให้ศูนย์วิจัยอาหารสัตว์ สระแก้ว ทำหน้าที่ผสมอาหารจากสมุนไพรที่กำหนดไว้ในเบื้องต้น จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ไพล สมอพิเภก และกำแพงเจ็ดชั้น

“สมุนไพรดังกล่าวจะมีสรรพคุณเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ โดยใช้ร่วมกับอาหารสำเร็จที่ไม่ผสมยาปฏิชีวนะ แล้วกำหนดอัตราการผสมสมุนไพรที่ใช้ครั้งแรกไว้ จำนวน 3 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับอาหารสำเร็จ ตัวอย่าง ถ้าใช้อาหาร จำนวน 100 กิโลกรัม จะใส่สมุนไพร จำนวน 30 กิโลกรัม โดยเป็นการเลือกใส่สมุนไพรแต่ละชนิดในจำนวนเท่าๆ กัน เพื่อเก็บข้อมูลแล้วให้จัดเก็บข้อมูลในเรื่องน้ำหนัก การผลิตไข่ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพ ภายหลังจากที่ไก่กินอาหารดังกล่าวแล้ว”

นอกจากนั้น ยังต้องเก็บข้อมูลทางกายภาพที่มาจากเลือดไก่ ซากไก่ที่ผ่าพิสูจน์ หรือจากสีของกล้ามเนื้อ อวัยวะต่างๆ ภายใน ตลอดจนยังเก็บตัวเลขผลผลิตไข่ด้วยการดูจากสีผิว ไข่ขาว-แดง เปลือก และขนาดหลังจากที่ไก่กินสมุนไพรแล้ว ภายหลังเมื่อทีมวิจัยได้เก็บข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว จึงนำมาประมวลผลหาข้อสรุป โดยไก่ที่เริ่มในโครงการนี้กำหนดไว้เมื่ออายุ 16 สัปดาห์

หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ฯ เผยว่า ในช่วงปีแรกของโครงการนี้ได้ผลผลิตไข่พอสมควร จึงทดลองนำบางส่วนออกจำหน่ายตามงานต่างๆ หรือแม้แต่ตามตลาดสด ในราคาฟองละ 5-6 บาท เพื่อต้องการดูกระแสตอบรับ จนพบว่า ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างดีมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้รักสุขภาพ

“แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ คงทำได้เพียงรวบรวมข้อมูลและแนวทางดำเนินการของกิจกรรมในช่วงปีแรกมาจัดทำเป็นนิทรรศการเผยแพร่ผลงานให้สาธารณชนทราบ ขณะเดียวกัน ยังต้องประเมินผลเพื่อเตรียมวางแผนดำเนินโครงการนี้ในปีต่อไป”

ทางด้านลักษณะของไข่สมุนไพร เนื้อไข่มีสีแดงสดใส ผิวเปลือกเนียนเรียบนวล แล้วยังได้กลิ่นจากสมุนไพรที่ชัดเจน แต่สำหรับทางด้านโภชนาการคงยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน เนื่องจากเป็นเพียงปีแรกของโครงการ คงต้องรออีก 3 ปี ให้จบโครงการ

คุณชัชชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ทางปศุสัตว์จังหวัดได้มอบปัจจัยการผลิตเป็นโรงเรือนมาตรฐาน ที่ออกแบบเป็นช่องจำนวน 4 ช่อง แต่ละช่องให้มีไก่จำนวน 10 ตัว แล้วทดสอบหาข้อมูลการกินอาหารของไก่ในแต่ละช่อง โดยกำหนดว่าช่องแรกเป็นอาหารธรรมดา ส่วนอีก 3 ช่อง จะใส่สมุนไพรแต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็น ไพล สมอพิเภก กำแพงเจ็ดชั้น จากนั้นจึงเก็บข้อมูลเป็นระยะแล้วค่อยนำมาวิเคราะห์

“ตามแผนโครงการทั้งหมด 4 ปี แต่เพิ่งทำได้เพียงปีแรก ส่วนที่เหลือทางคณะกรรมการดูแลโครงการมองว่าผลสรุปจากการทำงานที่ผ่านมา 1 ปี มีสิ่งที่ต้องปรับปรุง มีสิ่งใดที่ต้องตัดออก มีสิ่งใดที่ต้องเพิ่มเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพต่อโครงการมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดจะต้องยึดโครงการเป็นเป้าหมาย ขณะเดียวกัน ต้องทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค ต่อสังคม และประเทศ” หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ฯ กล่าวในที่สุด

แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีผลวิจัยจากโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจน ว่าไข่ที่เกิดจากการให้สมุนไพรเป็นอาหารไก่จะมีผลลัพธ์อย่างไร แต่การรับประทานสมุนไพรที่ผสมในไข่ถือเป็นคุณค่าจากโภชนาการที่ได้ประโยชน์ที่เกิดจากไข่และสมุนไพรไปพร้อมกัน เพราะไข่เป็นอาหารที่รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย การที่รับประทานสมุนไพรล้วนอาจยากลำบากต่อบางคนและบางวัย แต่ถ้าได้รับประทานสมุนไพรที่ผสมในไข่อาจเป็นการสร้างแรงจูงใจต่อผู้บริโภคได้อย่างดี

สอบถามรายละเอียดโครงการไข่สมุนไพรเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์ปราจีนบุรี โทรศัพท์ (037) 216-670 กด 2 หรือที่ คุณชัชชาย เต็งหงส์เจริญ โทรศัพท์ (081) 757-4115

เมื่อกล่าวถึง ข. เอย ข. ไข่ …ไข่นับว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และประชาชนทั่วไปมักรู้จักไข่ดี เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง

ไข่ เป็นแหล่งสร้างสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ในไข่แดงมีสาร Lutein และ Zeaxa เป็นสารจำพวกแคโรทีน จากงานวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า สารอาหารทั้ง 2 ชนิด สามารถป้องกันการเสื่อมของจอรับภาพที่ตาได้ ในขณะที่ไข่ขาวเป็นโปรตีนชั้นดี ร่างกายสามารถนำไปใช้ทดแทนเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพได้

เมื่อเทียบคุณค่าสารอาหารระหว่างไข่เป็ดกับไข่ไก่แล้ว จะมีส่วนแตกต่างกันบ้าง กล่าวคือ ไข่ไก่ จะให้สารอาหารด้านโปรตีน แคลเซียม และเหล็ก แต่ในด้านพลังงานไข่เป็ดจะเป็นแหล่งให้พลังงาน ไขมัน วิตามินบี 1 บี 2 ได้ดีกว่าไข่ไก่

แม้ว่า ไข่เป็ด จะมีคุณค่าทางโภชนาการและพลังงานมากมายเพียงใด แต่คนไทยกลับบริโภคไข่เป็ดน้อยลง
นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ คุณสายใจ และ คุณเสถียร ตระกูลพรายงาม ผู้ค้าไข่เป็ดระดับกลางในจังหวัดสุพรรณบุรี

คุณเสถียร เล่าว่า ทางบ้านเลี้ยงเป็ดมานานแล้ว ไม่ต่ำกว่า 50 ปี ทำมาตั้งแต่สมัยเตี่ย เลยยึดอาชีพนี้ทำมาหากิน ในสมัยก่อนไข่เป็ด ราคาฟองละ 50 สตางค์ แต่ในปัจจุบันไข่เป็ดราคาสูงถึงฟองละ 3.50 บาท ปัจจุบันเลี้ยงเป็ดทั้งหมด 20,000 ตัว เมื่อก่อนเคยใช้หอยโข่งเลี้ยงเป็ด ซื้อมาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้เขามาส่ง แต่ตอนนี้ใช้หอยโข่งเลี้ยงไม่ไหวแล้ว เพราะประสบปัญหาด้านต้นทุนบวกกับค่าแรงงานที่สูงขึ้น ตอนนี้จึงเปลี่ยนมาใช้หัวอาหารผสมกับปลาบ่นแทน เพราะทนแบกรับกับราคาวัตถุดิบไม่ไหวจริงๆ ปัจจุบัน คุณเสถียร ส่งไข่ไปขายในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง อย่าง นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรสาคร โดยลูกค้ามารับซื้อด้วยเอง ปริมาณไข่เป็ดของคุณเสถียรมีเองกำลังการผลิตอยู่ที่ 60% ของที่ส่งขาย นอกนั้นรับจากฟาร์มใกล้บ้าน

เจ้าของ ขายส่งไข่เป็ด ครั้งละ 60,000-70,000 ฟอง ต่อการส่งหนึ่งครั้ง อีกทั้งยังขายเป็ดสาวรุ่นอีกด้วย เรื่องราคา ถ้าพ่อค้าคนกลางนำไปขายต่อราคาไข่เป็ดจะตกอยู่ราวๆ 4-5 บาท/ฟอง แพงกว่าไข่ไก่ 20 สตางค์

คุณเสถียร ยังเล่าให้ฟังต่ออีกว่า ในสมัยที่เกิดโรคไข้หวัดนกระบาด ที่ฟาร์ม ฝังเป็ดไปทั้งหมด ประมาณ 80,000 ตัว ขาดทุนไปหลายแสนบาท จึงหยุดทำไป 2-3 เดือน ตอนนี้เลี้ยงเป็ดในฟาร์มตัวเอง 40% และเลี้ยงแบบปล่อยทุ่งอีก 60% ข้อดีของการเลี้ยงเป็ดแบบปล่อยทุ่งคือ เป็ดจะสามารถแทะเล็มหญ้าได้อย่างสบายใจ เป็ดจะอารมณ์ดี ซึ่งเป็ดที่เลี้ยงในระบบปล่อยทุ่งนี้ผลผลิตไข่จะมีวิตามินบี เบต้าแคโรทีนสูงและเนื้อไข่จะมีสีแดงมันวาว เพราะโดยธรรมชาติของเป็ดไม่สามารถเลี้ยงในระบบปิดแบบไก่ได้

สำหรับธุรกิจนี้ คุณเสถียร บอกว่า ได้กำไรไม่มาก ถ้าลูกค้ารับไปขาย 1,000 ฟอง ก็อยู่ไม่รอด เพราะกำไรตกอยู่ 20-30 สตางค์

เรื่องราคา…ตั้งตามฟาร์มใหญ่ ข้อดีของไข่เป็ด… ไข่เป็ด จะอยู่ได้นานกว่าไข่ไก่ ประมาณ 10 วัน ไข่ขาวจะแข็งกรอบ ส่วนไข่ไก่หากปล่อยไว้นานจะเละ ไข่เป็ดให้พลังงานสูงกว่าไข่ไก่ทั้งไขมันและวิตามิน ตลอดจนนำไปปรุงอาหารได้หลายอย่าง อีกทั้งไข่เป็ดต้มยังแกะได้ง่ายกว่าไข่ไก่ ไม่ว่าจะนำไปทำพะโล้ ทำไข่เค็ม ไข่เยี่ยวม้า ซึ่งไข่เค็มไชยา ก็มารับไข่เป็ดจากสุพรรณบุรีไปทำ

สำหรับสาเหตุที่คนไทยนิยมบริโภคไข่ไก่มากกว่าไข่เป็ด คุณเสถียร กล่าวว่า เพราะการทำตลาดและการโปรโมทของบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งไข่ไก่จะได้ส่วนแบ่งตลาด 90% ส่วนไข่เป็ดจะได้ส่วนแบ่งการตลาดแค่ 10% เท่านั้น

สำหรับผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจไข่เป็ด คุณเสถียร ให้ข้อคิดว่า แนวโน้มของตลาดไข่เป็ดทั้งปีนี้ไม่ดีนัก คาดว่าจะโตขึ้นอีกครั้งในโอกาสต่อไป ซึ่งตอนนี้มีผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก อาจส่งปัญหาในด้านการตลาด แต่หากท่านใดสนใจธุรกิจนี้ หรือต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายไข่เป็ด ก็สามารถปรึกษาได้ ร้านตั้งอยู่ที่ เลขที่ 282 หมู่ที่ 2 ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี โทร. 081-880-7704

ฉันไม่ได้ลิ้มรสชาติจำปาดะ ขนุนถิ่นใต้มาร่วมยี่สิบปีแล้ว

รสชาติจำปาดะครั้งล่าสุดที่อยู่ในความทรงจำคือ จำปาดะทอดกรอบๆ ร้อนๆ หอมจัดด้วยกลิ่นเฉพาะตัวของผลไม้ที่ถูกความร้อนเผาให้กำจายกลิ่นไปทั่ว กลิ่นขนุนสำหรับคนที่ไม่ชอบนั่นก็สุดจะทนแล้ว แต่กลิ่นจำปาดะนี้เข้มข้นรุนแรงยิ่งกว่า ใครที่ไม่รักชอบเอาจริงๆ ถ้าโดนกลิ่นเข้าเต็มจมูกอาจถึงขั้นเป็นลมได้

แม้แต่ฉันซึ่งเป็นคนชอบขนุน พอเจอกลิ่นจำปาดะเข้าก็ถึงกับชะงักกึกเลยทีเดียว

น่าสังเกตว่า ในพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด ภาคใต้ดูเหมือนจะมีผักผลไม้รสชาติฉุนเฉียวมากกว่าภาคอื่น โดยเฉพาะกลุ่มที่มี “กลิ่นแรงจัด” นั้นมีเยอะมาก เช่น ทุเรียน จำปาดะ สะตอ ลูกเนียง กระพังโหมต้น ทำมัง (กลิ่นแมงดา) และหมุยหรือหัสคุณ เป็นต้น

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงพืชผัก “รสขมจัด” ที่มีอยู่มากมายและนิยมกินเฉพาะในหมู่ชาวใต้เท่านั้น คือ สะเดาเทียม หรือ สะเดาช้าง ซึ่งเป็นไม้ป่าโตเร็ว มีเนื้อไม้สวยงามกว่าไม้ยางพารามาก และด้วยรสขมพิเศษนี่เองทำให้ปลวกและมอดแมลงทำลายเนื้อไม้ทั้งหลายไม่ชอบกัดแทะเลย ไม้สะเดาช้างจึงได้รับความนิยมนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และทุกวันนี้ถูกส่งเสริมให้ปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจกันไปแล้ว

สะเดาช้างนี้แทบไม่เป็นที่รู้จักของคนถิ่นอื่นเลย และรสขมของมันก็ไม่น่าจะมีใครหาญกล้าเอามากินเป็นผักได้ในเมื่อมีผักพื้นบ้านชนิดอื่นมากมายให้เลือกกิน

แต่ด้วยความสามารถเฉพาะตัวและภูมิปัญญาท้องถิ่นทำให้ชาวบ้านทางภาคใต้สรรหาวิธีกินอย่างเอร็ดอร่อยมาปรนเปรอตัวเองจนได้หนุ่มลานสกา เล่าให้ฟังว่า สะเดาช้างนั้น จัดเป็นอาหารพิเศษประจำบ้านเขาเลยทีเดียว ลักษณะเฉพาะของมันคือ มีใบขนาดใหญ่ไม่เหมือนสะเดาบ้านแบบใบเล็กที่คนทั่วไปนิยมกัน วิธีกินก็พิสดารไม่น้อยเลยเชียว เขาจะเอาใบสะเดาช้างมาลวกให้สุกแล้วทิ้งตากน้ำค้างไว้หนึ่งคืน โดยผูกเชือกแขวนไว้ตรงชายคายาวเฟื้อยเรียงเป็นแถว ระหว่างนั้นก็ตำน้ำพริกรอเอาไว้เลย

น้ำพริกปักษ์ใต้ ที่เรียกว่า “น้ำชุบ” รสเข้มและข้นแน่นด้วยเนื้อกุ้งแห้ง กะปิ พริกขี้หนูนั่นแหละ เข้ากันดีนักกับผักขมๆ อย่างสะเดาช้าง รวมทั้งผักกลิ่นแรงอื่นๆ โดยเฉพาะสะตอ

ฉันใช้สมมุติฐานส่วนตัวเดาเอาเองว่า รสจัดจ้านของพืชผักผลไม้ทางภาคใต้ที่โดดเด่นกว่าภาคอื่นน่าจะมาจากความชุ่มชื้นเป็นพิเศษของสภาพภูมิอากาศที่ฝนชุกและสภาพดินที่แตกต่างจากภาคอื่นในลักษณะป่าฝนซึ่งเป็นป่าดิบชื้นนั่นเอง

แต่ก็ไม่รู้ว่าด้วยด้วยเหตุนี้หรือเปล่า ที่ทำให้คนใต้มีอารมณ์ฉุนเฉียวคล้อยไปตามรสชาติอาหารการกินด้วย?! ตอนที่เราได้จำปาดะมาสองลูกตื่นเต้นกันใหญ่ ก็เลยชวนกันคุยเรื่องผลไม้ในกลุ่ม “ขนุน” จนเป็นเรื่องเป็นราว นั่นทำให้ฉันได้รู้ว่าผลไม้ในครอบครัวนี้ นอกจากขนุนซึ่งเป็นพี่ใหญ่ มีจำปาดะเป็นน้องรองหรือฝาแฝด มีสาเกเป็นญาติห่างๆ แล้ว ยังมีลูกพี่ลูกน้องอีกหนึ่งหน่อ คือ “หนุนปุด”

“หนุนปุด” เป็นขนุนป่าชนิดหนึ่ง ลูกเล็กเท่าสาเกแต่ผลทรงรีไม่กลมเหมือนสาเกเสียทีเดียว เมื่อสุกเนื้อจะนิ่มเละรสชาติออกเปรี้ยวๆ หวานๆ แต่กินไม่อร่อย เพราะเป็นก้าง เนื้อเป็นใยยางๆ ยาวๆ หนืด กลืนไม่ค่อยลง เกิดอาการติดคอได้ง่าย บางคนกินเข้าไปถึงกับรากเลยก็มี หนุนปุดจึงมักเป็นอาหารของสัตว์ป่า หรือถ้าบ้านไหนมีต้นอยู่ก็จะรอให้สุกงอมแล้วเอาไปให้หมูกิน แต่ข้อดีของหนุนปุดที่มีเนื้อน้อยเมล็ดมากนี่เอง ชาวป่าซาไกและชาวบ้านริมเขาราวป่าในอดีตจึงใช้ประโยชน์ด้วย

เอามาต้มกิน รสมันเข้มข้นกว่าเม็ดขนุนและจำปาดะมาก ปัจจุบันเป็นของหายากไปแล้ว

เด็กชาวสวนทางภาคใต้หลายคนยังจำรสชาติมันเข้มข้นอร่อยเฉพาะตัวของเม็ดหนุนปุดได้ดี บางคนถึงขนาดตั้งฉายามันว่า

“เกาลัดของเด็กบ้านป่า”

หนุ่มลานสกา เล่าว่า เมื่อแปดปีก่อนเพื่อนคนหนึ่งของเขาเคยพบเม็ดหนุนปุดที่เกาะเกร็ด ชาวบ้านเอามาต้มนับเม็ดขาย 4 เม็ด 10 บาท แพงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เขาดีใจมากเหมาทั้งถาดหมดไปหลายร้อย หลังจากนั้นก็เลยไปเสาะหาพันธุ์มาปลูกจนสำเร็จ คิดว่าตอนนี้คงใกล้ได้กินลูกแล้ว สาเก นั้นเป็นขนุนสำปะลอ หมายถึง ขนุนพันธุ์ที่ผลไม่มีเมล็ด ข้างในเป็นเนื้อล้วนๆ นิยมกินดิบ ผลอ่อนใช้แกงส้ม หรือแกงคั่วกะทิ ส่วนผลแก่เนื้อแน่นเหนียวนำมาเชื่อมเป็นขนมหวานขายดิบขายดี

จำปาดะ ไม่นิยมกินดิบแบบขนุนหรือสาเกต้องรอให้สุกอย่างเดียว เน้นกินสุกแบบผลไม้สด เพราะมีรสหวานจัดหอมหวนชุ่มปากชุ่มคอ หลายคนกินแล้วหยุดไม่ได้เลย แต่ถ้าไม่กินสดต้องเอาทำเป็นของหวาน ยอดนิยมเลยก็หนีไม่พ้น จำปาดะทอด

รถเข็นจำปาดะทอดที่เคยเห็นเขาจะฉีกเปลือกอวดเนื้อจำปาดะที่เรียงยวงกันเป็นระเบียบโชว์ไว้เลย พอถึงเวลามีคนมาซื้อค่อยเด็ดเอาไปชุบแป้งที่ปรุงรสแล้วลงทอดน้ำมันร้อนจัดเดือดพล่าน พอแป้งสุกกรอบเหลืองก็ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน กินกันร้อนๆ ถ้าไม่ทันระวังลิ้นพองปากพองกันง่ายๆ

บางคนชอบกินเม็ดจำปาดะทอดด้วย เวลาเคี้ยวไปพร้อมกับเนื้อผลไม้นุ่มๆ ความมันเข้มของเม็ดจะช่วยเบรกรสหวานได้ดี ปัจจุบัน จำปาดะทอด มีราคาแพงทีเดียว ขายกันที่ภูเก็ต 1 ยวง หรือยุม (ภาษาถิ่นใต้) ราคา 8 บาท อีกไม่นานก็คงจะวิ่งไปถึง 10 บาท แน่นอน

ข้าวต้มมัดไส้จำปาดะ ทำแบบเดียวกับข้าวต้มมัดทั่วไป แต่แกะเอาเฉพาะเนื้อมาใช้เป็นไส้ในแทนกล้วย รสชาติหอมหวานมันเข้มข้นมาก แต่ไม่ค่อยมีใครทำขาย มักเป็นขนมที่ทำกินในครัวเรือน

แกงบวดจำปาดะ ขั้นตอนการทำก็เหมือนกับแกงบวดทั่วไปทุกประการ เพียงแต่ไม่ต้องใส่น้ำตาลเยอะ เพราะจำปาดะมีรสหวานจัดอยู่แล้ว ถ้าจะให้อร่อยยิ่งขึ้นควรเลือกจำปาดะที่สุกพอห่ามๆ จะได้ไม่เละ

ข้าวตอกน้ำกะทิจำปาดะ อันนี้เป็นขนมโบราณที่ไม่ต้องไปหาซื้อ เพราะคงไม่มีใครทำขาย เช่นเดียวกับ สังขยาเม็ดจำปา ที่หากินแสนยากเย็น

หมดจากกลุ่มของหวานแล้วก็มาถึงของคาวซึ่งนิยมปรุงจากเม็ดจำปาดะ ซึ่งน่ามีคนนิยมชมชอบกินเม็ดจำปาดะมากกว่าเนื้อมันเสียอีก

เอามาต้มให้สุกเติมเกลือให้เค็มนิดๆ กินเล่นอร่อยเหาะ เคี้ยวเพลินยิ่งกว่าเกาลัด แล้วก็ตดกันปู้ดป้าด.. ปู้ดป้าด.. ปู้ดป้าด.. สนุกสนาน

ถ้ามีเม็ดจำปาดะเยอะก็ยิ่งดี ต้มไว้ทั้งหมดเลย ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วแพ็กห่อใส่ตู้เย็นไว้ในช่องฟรีซเอาไว้กินนอกฤดูกาลได้เป็นเดือนๆ ใส่แกงพุงปลา แกงคั่วกะทิ กินกับขนมจีน อร่อยนักแล

จำปาดะ ที่บ้านเราได้มาก็เอาเม็ดมาแกงพุงปลาใส่จิ้นนึ่ง (เนื้อน่องวัวนึ่งแบบทางภาคเหนือ) และน้ำกะทิ เผ็ดแซ่บกินกันอร่อยจนตาปลิ้นกันไปเลยทีเดียว

จำปาดะกั บขนุนเป็นคู่แฝดกันก็จริงแต่ก็แตกต่างกันมากมายทั้งรูปทรงของผล ขนาด ลักษณะเปลือก (ผิวนอกเมื่อแก่จัดก็ไม่สวยเหมือนขนุน) กลิ่น (ค่อนข้างแรงน้องๆ ทุเรียน) เนื้อ (นิ่มเละ ไม่แข็งกรอบเหมือนขนุน) และรสชาติ (หวานจัด มีน้ำเยอะเส้นใยเหนียวเคี้ยวไม่ค่อยขาด)

ลักษณะพิเศษอีกอย่างคือ เปลือกบางปอกง่าย ไม่มียวงใยเหนียวหนืดเป็นยางมาคั่นระหว่างเมล็ดเหมือนขนุน วิธีการผ่าก็แสนง่าย แค่เอามีดกรีดจากขั้วลงมาจนสุดผลแล้วใช้มือแบะออก เนื้อจำปาดะก็จะปลิ้นหลุดออกมาทั้งพวง เมื่อจับขั้วดึงทีเดียวให้เปลือกหลุดก็จะได้ยวงจำปาดะสีนวลติดกันเป็นพวงออกมาเลยค่ะ

เราไม่ทราบว่าจำปาดะที่ได้มาพันธุ์อะไร แต่เนื้อเป็นสีนวลค่อนไปทางขาว ไม่ใช่สีจำปา หรือสีเหลืองทองแบบที่เห็นกันทั่วไป ลักษณะไม่น่าจะใช่จำปาดะพื้นเมืองตามธรรมชาติที่พบมากในป่าดิบชื้น

เท่าที่ทราบประมาณเดือนสิงหาคมของทุกปี ที่อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของจำปาดะ จะมี “เทศกาลจำปาดะ” ทุกปี ชาวบ้านที่มีสวนจำปาดะต่างก็เอาผลไม้ของตัวเองออกมาอวดโฉมกันสนุกสนาน

ส่วนใหญ่จำปาดะคุณภาพดีมักมีถุงพลาสติกหุ้มห่ออย่างมิดชิด หรือไม่ก็ถูกห่อด้วยรังหรือ “โคระ” หรือ “กน” ที่ทำจากทางมะพร้าวสวยงาม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น

จำปาดะ แต่ละต้นที่ดูแลกันดีๆ นั้นจะให้ลูกดกมาก แต่ชาวสวนจะต้องหุ้มหรือห่อผลเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่เริ่มติดลูกเล็กๆ มิฉะนั้นกลิ่นหอมอันดึงดูดของมันจะล่อแมลงและกระรอกมาเจาะกินเสียหมด

ตั้งแต่จำปาดะควนโดนถูกโปรโมทให้มีชื่อเสียง ทำให้ชาวสวนทางภาคใต้หันมีการปลูกกันมากขึ้นแล้วหลังจากช่วงหนึ่งแทบจะโค่นทิ้งกันหมดสวนหันมาปลูกยางกันหมด เพราะเห็นว่ายางกรีดน้ำยางได้ทุกวัน ขณะที่จำปาดะมีผลปีละฤดูกาลเดียว

นอกจากควนโดนแล้วที่อำเภอลานสกาก็เป็นแหล่งจำปาดะที่มีรสชาติหวานแหลมเนื้อหนา ชาวบ้านแถวนี้ มีสวนจำปาดะกันมากทีเดียวและนิยมถักรังจำปาด้วยทางมะพร้าวสอดประสานเหมือนนิ้วไขว้กันแมลงไปวางไข่นำไปผูกคลุมผลเอาไว้ตั้งแต่ยังเล็กทำให้ได้ผลผลิตดี แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ปัจจุบัน ผลจำปาดะมีราคาแพงขึ้นมาก จากเดิมที่เป็นไม้ไร้ค่า ตอนนี้กลับกลายมาเป็นของที่สร้างรายได้ให้กับเจ้าของสวนมากกว่าผลไม้หลายชนิด

ที่สำคัญ… จำปาดะ เสน่ห์แรงก็ตรงที่เป็นผลไม้ท้องถิ่นซึ่งจะหากินได้เฉพาะในภาคใต้เท่านั้น ต้องรอคอยฤดูกาลของมันและลุ้นว่าลูกที่ได้มานั้นเมื่อเปิดเปลือกออกแล้วจะมีเนื้อข้างในมากหรือน้อยเพียงใด

บางคนจึงบอกว่า ซื้อจำปาดะก็เหมือนกับซื้อหวย ต้องลุ้นว่าจะถูกรางวัลอะไร เพราะเคยมีคนผ่าออกมาเจอเนื้อจำปาดะแค่สองสามยุมก็มี! รสเปรี้ยวและกลิ่นหอมของน้ำมะนาว เป็นเสน่ห์ที่ผูกใจให้ผู้กินหลายคนชื่นชอบ มันได้ช่วยเติมแต่งเพิ่มรสชาติให้มีความอร่อยหลากหลายและยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะนำไปปรุงรสในอาหารคาว เช่น การทำน้ำพริก ต้มยำ ลาบ น้ำตก หรือแม้แต่ส้มตำ อาหารจานโปรดของหลายๆ คน นอกจากนี้มันยังถูกนำไปปรุงรสเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำชามะนาว ทำเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ เพิ่มความอร่อยและช่วยให้ชุ่มคอชื่นใจ

การจะได้มะนาวมากินมาใช้ประโยชน์นั้น ต้องไปซื้อหามาจากตลาด ถ้าเป็นมะนาวในฤดูราคาไม่แพง โดยจะมีวางขายให้ซื้อกันตั้งแต่ 0.50-2 บาท ต่อผล แต่ถ้าเป็นมะนาวนอกฤดู ผลผลิตมีน้อย ราคาก็จะแพง มีวางขายให้ซื้อที่ 5-10 บาท ต่อผล เมื่อมะนาวราคาแพงแล้วยังหาซื้อไม่ได้ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของผู้กินด้วย แต่วันนี้ทางออกยังมีและเปิดกว้างให้กับท่านที่สนใจนำไปเป็นทางเลือก เพราะในฉบับนี้ผู้เขียนจะนำเรื่องราว มะนาวติดผลดก…ปลูกในโอ่ง แบบพอเพียงหรือเชิงธุรกิจ วิธีไหนก็ดีของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ มาบอกเล่าสู่กัน

ลุงพิชิต จุ้ยสุขะ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ทำการเกษตร 8 ไร่ ได้เริ่มทำการเกษตรผสมผสานในราวปี 2530 โดยยึดแนวทางปฏิบัติแบบเศรษฐกิจพอเพียงคือ ปลูกพืชที่กิน กินพืชที่ปลูก คือเน้นให้ได้ผลผลิตพอกินพออยู่ แบ่งปันและเหลือขาย โดยได้แบ่งพื้นที่ขุดบ่อหรือสระน้ำ ขนาด 1 งาน 2 บ่อ และขนาด กว้าง ยาว ลึก 3x50x2 เมตร 1 บ่อ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้สอยและเพื่อการเกษตร พื้นที่ส่วนที่เหลือได้จัดการแบ่งเป็นพื้นที่ปลูกพืชหลายชนิดเช่น กล้วย อ้อยคั้นน้ำ ไผ่ มะละกอ หรือมะนาว

มะนาว เป็นพืชที่ปลูกง่ายโตไว เจริญเติบโตได้ดีเกือบทุกพื้นที่ หลังปลูก 7-8 เดือน ก็เก็บผลมะนาวไปกินได้แล้ว วิธีการปลูกมีทั้งที่เป็นแบบสวนหลังบ้านเพื่อเก็บผลมะนาวไปบริโภคในครัวเรือน และอีกวิธีหนึ่งคือการปลูกเป็นสวนในเชิงธุรกิจการค้า เพื่อเก็บผลมะนาวไปขายให้เป็นรายได้หลัก

ต่อมาได้ปรับพื้นที่การปลูกพืชบางส่วนโดยรื้อต้นมะนาวที่ปลูกลงดินออกทั้งหมดแล้วปรับเปลี่ยนมาเป็นการปลูกมะนาวลงในโอ่งและในวงถังส้วมหรือวงบ่อซีเมนต์ วิธีนี้จะสะดวกในการปฏิบัติดูแลรักษา การใส่ปุ๋ยและให้น้ำ รวมทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืชด้วย และเป็นการจัดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ลดต้นทุนได้มากขึ้น เมื่อต้นมะนาวเจริญเติบโตเต็มที่ก็สามารถผลิตมะนาวนอกฤดูได้ด้วย

การปลูกมะนาว ไม่ว่าจะปลูกลงดินหรือปลูกลงในโอ่ง ต้องเลือกกิ่งพันธุ์มะนาวที่ปลอดจากโรคและเป็นต้นพันธุ์ดี พันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ มะนาวแป้นรำไพ พิจิตร 1 หรือพันธุ์ตาฮิติ ส่วนขนาดของภาชนะปลูกเลือกได้ตามความเหมาะสม สำหรับที่สวนได้เลือกปลูกในโอ่งที่ใส่ดินปลูกได้ 5-10 ปี๊บ ด้านข้างสูงจากก้นโอ่งขึ้นมา 2-3 นิ้ว ได้เจาะให้เป็นรูขนาด 1/2-2 นิ้ว หรือขนาดเท่ากับผลมะนาว 2-3 รู เพื่อให้เป็นช่องทางระบายน้ำ (ไม่เจาะก็ได้ แต่ต้องให้น้ำพอดีอย่าให้น้ำขัง)

จากนั้นนำกาบมะพร้าวสับมารองก้นโอ่ง สูงประมาณ 1 ฝ่ามือ หรือสูง 4-6 นิ้ว เพื่อให้ก้นโอ่งโปร่ง นำดินปลูกที่มีส่วนผสมของดิน 1 ส่วน ใบไม้แห้ง 2 ส่วน และปุ๋ยคอกแห้ง 1/2 ส่วน มาผสมคลุกเคล้ากันให้ทั่วโดยแบ่งใส่ลงในโอ่งส่วนหนึ่ง นำต้นพันธุ์มะนาวลงปลูก แล้วใส่ดินปลูกส่วนที่เหลือเติมลงไปโดยเว้นให้มีพื้นที่ว่างสูงถึงปากโอ่ง ประมาณ 1 คืบ ผูกต้นมะนาวยึดไว้กับไม้หลักกันล้ม รดน้ำให้ชุ่ม หลังปลูกคอยดูแลบำรุงรักษา ใส่ปุ๋ยและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลา ต้นมะนาวก็จะเจริญเติบโตพร้อมติดดอกออกผล เพื่อบำรุงต้นมะนาวให้เจริญเติบโต ต้องใส่ปุ๋ยและให้น้ำอย่างพอเพียงสม่ำเสมอ