ปศุสัตว์สตูล เร่งควบคุมปากเท้าเปื่อยวัว กุมภาพันธ์เจ้าหน้าที่

อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เร่งนำยามาทาภายในช่องปากของวัว พร้อมฉีดยารักษาโรคปากเท้าเปื่อยหลังรับแจ้งจากเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ตำบลคลองขุด อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ว่า วัวที่เลี้ยงมีอาการคล้ายโรคปากเท้าเปื่อย โดยปศุสัตว์อำเภอแนะนำและให้ความรู้ในการดูแลวัวก่อนและหลังเกิดโรค สำหรับวัวที่พบอาการของโรค มีการฉีดยาแก้อักเสบไป จำนวน 11 ตัว พร้อมห้ามนำไปปะปนกับวัวตัวอื่นที่ยังปกติอยู่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ

นางพิ้ม จันทรังสี อายุ 54 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว หมู่ที่ 7 ตำบลคลองขุด กล่าวว่า พบอาการผิดปกติ วัวมีอาการชักซึม กินหญ้าได้น้อย น้ำลายฟูมปาก จึงให้กินยาแก้ปวด แต่ไม่หาย เป็นนาน 4 วัน อาการไม่ดีขึ้น จึงแจ้งไปยังปศุสัตว์อำเภอให้เข้ามาดู จึงทราบแน่ชัดว่าวัวเป็นโรคปากเท้าเปื่อย

ที่จังหวัดสกลนคร นางสาวเยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์สกลนคร ร่วมกับกลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ปศุสัตว์อำเภอและเจ้าที่ของ สำนักงานปศุสัตว์สกลนคร กว่า 20 นาย นำเครื่องมือและอุปกรณ์ไปยังหน่วย กรป.กลาง (กองอำนวยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ) บ้านโพนยางคำ ตำบลโพนยางคำ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เพื่อตรวจสุขภาพโคขุน เจาะเลือดตรวจโรค เก็บอุจจาระตรวจไข่พยาธิ พร้อมถ่ายพยาธิโค จำนวน 222 ตัว เพื่อเป็นการป้องกันการระบาดของโรค เช่น โรคปากเท้าเปื่อย โรคคอบวม ให้กับหน่วย กรป. กลาง เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเนื้อโคขุนโพนยางคำ เนื้อโคลูกผสมระหว่างไทย-ฝรั่งเศส เป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคทั่วทั้งประเทศว่า เนื้อโคขุนโพนยางคำของจังหวัดสกลนคร เป็นเนื้อดีมีคุณภาพภายใต้มาตรฐานกรมปศุสัตว์

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า เตรียมจัดพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลาที่มีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอ่าวไทย (ปิดอ่าว) ประจำปี 2560 เป็นเวลา 3 เดือน (15 ก.พ.-15 พ.ค.60) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 26,400 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี โดยกำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดที่อาจส่งผลต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์และสัตว์น้ำวัยอ่อนในท้องทะเลอ่าวไทย โดยเฉพาะปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศที่จำเป็นจะต้องดูแลรักษาทรัพยากรเหล่านี้ให้มีอยู่อย่างยั่งยืน

โดยการตรวจตราและเฝ้าระวังการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) อย่างเข้มข้น ขณะนี้มีการทำแผนลาดตระเวนอย่างละเอียดในทุกพื้นที่ปิดอ่าวฯ และจัดกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยทะเล เขต 1 (ระยอง) เขต 2 (สงขลา) พร้อมบูรณาการร่วมกับศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ประกอบด้วย 6 หน่วยงาน คือ กรมประมง, กองทัพเรือ, กองบังคับการตำรวจน้ำ, กรมเจ้าท่า, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมศุลกากร ในการตรวจตราเฝ้าระวังอย่างเต็มกำลังและเพิ่มความถี่ในการตรวจ พร้อมใช้ระบบเทคโนโลยี VMS ประกอบกับข้อมูลจากศูนย์แจ้งเข้า-ออกเรือประมง (PIPO) ในการเฝ้าระวัง

สำหรับมาตรการปิดอ่าวไทยเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ถือเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลาที่มีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ที่กรมประมงได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2496 ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานถึง 64 ปี และได้มีการปรับปรุงแก้ไขประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลายฉบับเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาวะทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้จากข้อมูลการศึกษาวิจัยพบว่า ในท้องทะเลบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เป็นช่วงเวลาที่พ่อ-แม่พันธุ์สัตว์น้ำมีความสมบูรณ์เพศสูงและพร้อมที่จะวางไข่ ดังเห็นได้จากการเก็บข้อมูลจำนวนประชากรสัตว์น้ำเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปลาทูพบว่าหลังเปิดอ่าวไทยมีปริมาณการจับจำนวน 38,695.84 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากก่อนมาตรการปิดอ่าวถึง 29,765 ตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3.3 เท่า จึงแสดงให้เห็นว่ามาตรการปิดอ่าวฯ สามารถสร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลให้คืนกลับมาได้อย่างยั่งยืน ส่งผลให้ชาวประมงมีรายได้ในการประกอบอาชีพได้อย่างดี อีกทั้งประชาชนคนไทยมีสัตว์น้ำบริโภคตลอดไป

การยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยสถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงสองเดือน ที่ผ่านมา และราคาที่กาลังลดลงในขณะนี้ถือว่าเป็นไปตามกลไกตลาด พร้อม นัดประชุมทั้ง 3 ภาคส่วน แก้ปัญหาราคาน้ายางสด แนะเกษตรกรสามารถกระจายความเสี่ยง ปลูกพืชอื่นเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ราคายางได้ปรับตัว สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากอุปทานยางในประเทศผู้ผลิตยางลดลง ในขณะที่ความต้องการของผู้ประกอบการยังคง มีอยู่ โดยมีหลายสาเหตุที่ทาให้ผลผลิตลดลง ทั้งจากนโยบายชะลอการส่งออกด้วยการควบคุมปริมาณยางของ 3 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ ในปี 2559 ซึ่งส่งผลให้มีปริมาณยางหายไปจากตลาดซื้อขายโลก ประมาณ 7 แสนตัน ประกอบกับภาวะฝนตกหนักและน้าท่วมขังในภาคใต้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 จนถึงเดือนมกราคม 2560 เป็นเวลาเกือบ 2 เดือน ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถกรีดยาง ต้นยางได้รับความเสียหาย ปริมาณ ผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาดมีปริมาณลดลงประมาณ 3 -4 แสนตัน นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมายังมีปัจจัยบวก สนับสนุนให้ราคายางพุ่งสูงขึ้นอีกหลายปัจจัย ได้แก่ ประเทศจีนซึ่งเร่งซื้อยางเพื่อนาไปผลิตเป็นล้อยางส่งไป สหรัฐฯ ก่อนที่สหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนาเข้าตามนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ราคาสูงขึ้นเป็นไปตาม กลไกตลาดในช่วงขณะนั้น ซึ่งสภาวะที่ราคายางพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วนี้ถือว่าเป็นภาวะผิดปกติ ดังนั้น เมื่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ผลผลิตยางออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้ ราคายางมีการปรับตัวลดลงซึ่งถือว่าเป็นไปตามกลไกตลาด

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีราคาน้ำยางสดที่มีความผันผวนมากนั้น เนื่องจากราคายางกำลัง กลับเข้าสู่กรอบราคาตามภาวะปกติ เพราะสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้เริ่มคลี่คลาย เกษตรกรสามารถ กรีดยางได้ ประกอบกับช่วงนี้ของทุกปีเป็นฤดูกาลที่ต้นยางให้ผลผลิตน้ำยางมากอยู่แล้ว ดังนั้น ผลผลิตในตลาด จึงมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา รวมถึงในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี ราคายางอาจมีการ เปลี่ยนแปลงโดยราคาจะลดลง เพราะประเทศผู้ซื้อจะหยุดการทางานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานที่รับซื้อ ยางพารา แรงงาน ตลอดจนระบบขนส่งต่างๆ อาจเป็นสาเหตุให้ราคาน้ำยางสดมีการปรับราคาลงบ้าง

“อย่างไรก็ตาม กยท. ได้เร่งแก้ไขปัญหา เพื่อหาแนวทางร่วมกันระหว่างผู้แทนเกษตรกร ผู้ประกอบการ ซึ่งผลการหารือเป็นไปในทิศทางที่น่าพอใจสาหรับทุกฝ่าย โดย กยท.จะจัดตั้งตลาดกลางน้ำ ยางสด เพื่อเพิ่มจุดรับซื้อ ขาย และ สะท้อนราคาในท้องถิ่นที่แท้จริง ซึ่งนายกสมาคมผู้ประกอบการน้ำยาง ในท้องถิ่น ยืนยันพร้อมเข้าร่วมสนับสนุน ในขณะเดียวกัน กยท. จะเร่งส่งเสริมด้านแปรรูปยางพาราใน พื้นที่ให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งาน โดยริเริ่มโครงการ พี่ช่วยน้อง เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งเป็นพี่ เลี้ยง และรับซื้อน้ำยางสดจากกลุ่มเกษตรกรรายย่อย เพื่อไปแปรรูปเป็นสินค้าขั้นกลาง และขั้นปลาย และ กยท. จะสนับสนุนด้านทุน และองค์ความรู้ พร้อมทั้งช่วยหาตลาด นอกจากนี้ เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิถี

การทำงานจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (ปลูกยางอย่างเดียว) ไปเป็นการปลูกพืชผสมผสาน หารายได้จากผลผลิต ทางการเกษตรอื่นๆ ทดแทนการทำสวนยางเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญ ภาคเกษตรกร จะต้องมีการส่งเสริม การประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ เช่น การปลูกพืชผสมผสาน เสริมรายได้ในสวนยาง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ เป็นแนวทางแก้ปัญหาแบบไตรภาคี เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน คาดว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. อาจารย์รชฏ เชื้อวิโรจน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันนกเขาชวาเสียง ครั้งที่ 11 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ญาณินโอภาสพัฒนากิจ คณบดีคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวรายงาน ณ สนามแข่งขัน คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้

การแข่งขันนกเขาชวาเสียงครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่กิจกรรมของมหาวิทยาลัย ร่วมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สนับสนุนนโยบายสมานฉันท์ ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงนกเขาชวาเป็นอาชีพ เพิ่มมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ โดยแบ่งการแข่งขันเป็น 4 ประเภท คือ เสียงเล็ก เสียงกลาง เสียงใหญ่และนกดาวรุ่ง ซึ่งมีผู้ส่งนกเขาชวาเสียงทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมการแข่งขันจำนวนกว่า 200 นก พร้อมกิจกรรมพิเศษนิทรรศการเกี่ยวกับการเลี้ยงนกเขาชวา และภูมิปัญญาการทำกรงนกที่มากคุณค่า

อาจารย์รชฏ เชื้อวิโรจน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานในพิธี กล่าวว่า “นกเขาชวาเสียงนอกจากเลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลินแล้ว ยังเลี้ยงเพื่อก่อให้เกิดรายได้ เกิดอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ สร้างกลุ่มอาชีพเพาะเลี้ยงนก. กลุ่มอาชีพทำกรงนก การแกะสลัก ผลิต จำหน่ายอาหารนก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งการจัดการแข่งขันครั้งนี้ก็ยังได้รับการตอบรับด้วยดีเข่นเคย. ขอขอบคุณคณะผู้จัดการแข่งขัน สมาคมนกเขาชวาเสียงแห่งประเทศไทย สมาคมนกเขาชวาเสียงภาคใต้ ชมรมผู้เลี้ยงนกเขาชวาเสียงจังหวัดเชียงใหม่ ที่ให้การช่วยเหลือการจัดงานในครั้งนี้ รวมถึงขอบคุณชาวชวาวงศ์ทุกท่านที่นำนกเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้”

นายสมหมาย ขวัญทองยิ้ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงนกเขาชวาแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ให้การส่งเสริม และสนับสนุนชาวชวาวงศ์มาโดยตลอด นับแต่ได้มีการเปิดการเรียนการสอนเรื่องการเลี้ยงนกเขา การส่งเสริมภูมิปัญญาการทำกรงนก ตลอดจนการจัดการแข่งขันนกเขาชวาเสียงอย่างเป็นทางการ และครั้งนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 11 แล้ว นกเขาชวา นอกจากเป็นนกเศรษฐกิจที่สำคัญ ยังถือเป็นสัตว์สื่อสันติภาพอีกด้วย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทย ที่สนับสนุนชาวชวาวงศ์อย่างแท้จริง”

สำหรับผลการแข่งขัน มีดังนี้

ชนะเลิศประเภทเสียงใหญ่ ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้แก่. นกชื่อ เพชรเมืองจันท์. ของคุณสุรศักดิ์ ศรีวิโรจน์สมกุล จังหวัดจันทบุรี

ชนะเลิศประเภทเสียงกลาง ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้แก่. นกชื่อ เพชรเมืองจันท์. ของคุณสุรศักดิ์ ศรีวิโรจน์สมกุล จังหวัดจันทบุรี ชนะเลิศประเภทเสียงเล็ก ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้แก่. นกชื่อ มหามงคล ของคุณเอกคเดช สิงหรัตน์ จากหนองจอก. กรุงเทพฯ

ชนะเลิศประเภท นกดาวรุ่ง รับถ้วยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้แก่ นกชื่อ ปลายเพชร ของคุณมะตันหยง. จังหวัดปัตตานี ศูนย์นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว (PRO – Green) คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ภายใต้ การสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดเวทีเสวนาจับกระแสเศรษฐกิจ สีเขียวเรื่อง “มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยการบริโภคที่ยั่งยืน” ณ โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ เพื่อระดมความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมพูดคุยในประเด็น การส่งเสริมการผลิตและบริโภคสินค้าและบริการ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการผลิตสินค้าการเกษตรและอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการผลิตสินค้าหัตถกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแนวทางปฏิบัติในการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนของภาคเอกชน

ดร.พรพิมล วราทร ผอ.กลุ่มส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน คือการผลิตที่และการบริโภคที่ลดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสารอันตราย เช่นเดียวกับลดการปลดปล่อยของเสียและมลพิษ ตลอดวัฏจักรชีวิตของการบริหารหรือการผลิต ซึ่งไม่ส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อความต้องการของคนรุ่นต่อไป จากข้อมูลทางสถิติพบว่าการดำเนินชีวิตของมนุษย์มีการปล่อยแก๊สเรือนกระจกคือ สิ่งก่อสร้าง 35 % ยานพาหนะ 25 % อาหารและเครื่องดื่ม 17 % ในส่วนของประเทศไทยได้ส่งเสริมการผลิต การบริการและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งในส่วนของภาคการผลิต การบริการและการบริโภค มีกระแสของการทำกรีนโพรดักชั่นในสินค้าโอทอป กรีนโฮเทล กรีนคอนโด กรีนออฟฟิศ เป็นต้น และในส่วนของสถานประกอบการพบว่าปัจจุบัน ไทยมี สถานประกอบการประเภทสิ่งทอ กระดาษสา ขนาดเล็ก ได้รับตราสัญลักษณ์กรีน พรอดักท์ แล้ว จำนวน 351 แห่ง จากที่เข้าร่วมโครงการ 878 แห่ง

ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึงความพยายามในการผลักดันโครงการเมืองเกษตรสีเขียวให้เกิดขึ้นว่า “ต้องพัฒนาพื้นที่ สินค้า และคนให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ด้านการพัฒนาพื้นที่ ต้องมุ่งเน้นให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากมลพิษ มีสินค้าเกษตรและและอาหารปลอดภัย มีการอนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร สามารถพัฒนาเป็นแหล่งศึกษาดูงาน และท่องเที่ยวเชิงเกษตร ด้านการพัฒนาสินค้า ต้องพัฒนาในระดับต้นน้ำให้มีการผลิตสินค้าตามหลัก GAP ลดการปล่อยของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก ได้สินค้าที่ดีมีคุณภาพและลดต้นทุนจากการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ตามแนวคิด รีดิวซ์ รียูซ และรีไซเคิล ด้านคนต้องให้ความรู้ในการผลิตสินค้าที่ปลอดภัยจากสารเคมีได้”

ในขณะที่นายนำพล ลิ้มประเสริฐ รองประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเผยว่า “ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานที่ได้รับการรับรอง Eco Factory หรือ มาตรฐานการรับรองโรงงานที่มีการดำเนินการประกอบกิจการที่สอดคล้องกับระบบเชิงนิเวศที่สภา อุตฯ หรือ ส.อ.ท. รับรองแล้วทั้งหมด 70 บริษัทประกอบด้วยโรงงานไฟฟ้า ผลิตน้ำ ก๊าซ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.ระยอง 67 บริษัท จ.สมุทรสาคร 2 บริษัท และ จ.สระบุรี 1 บริษัท ในส่วนของเรื่องคาร์บอนฟรุตปรินท์ (ฉลากลดโลกร้อน ที่แสดงว่าผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด) พบว่า การดำเนินการในปี 2556 – 2560 ทำให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้คิดเป็น 1.66 % ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด และปัจจุบันกำลังจัดทำร่างแผนส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 3 พ.ศ.2560 – 2564 จากการดำเนินการพบปัญหาที่น่าสนใจคือ ช่องทางการเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคยังไม่เพียงพอ

ขาดแรงจูงใจในการผลิตและซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กอปรกับความต้องการตลาดสินค้าดังกล่าวยังมีไม่มากนัก โดยข้อมูลในปี 2558 พบว่า ปัจจุบับไทยมีสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจำนวน 9,686 รายการ ด้าน รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพและสาธารณะ สกว. กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยต้องหาทางออกถึงแนวทางที่ทำให้เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการ ใช้กรีน พรอดักท์ ในส่วนนี้ควรมีการวิจัยถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย”

กระทรวงเกษตรฯ คาดปีนี้ข้าวราคาใกล้เคียงกับปีที่แล้วเพราะผลิตใกล้เคียงหรืออาจมากกว่าปีที่แล้ว เฉพาะนาปรังเกินเป้าถึง 1 ล้านไร่ ชี้ซ้ำรอยปีที่แล้วอาจราคาตกจนชาวนาต้องขายข้าวเอง พร้อมประสานพาณิชย์เร่งหาตลาดรองรับ

พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อเดินหน้าวางแผนการทำตลาดข้าว โดยให้กระทรวงพาณิชย์มุ่งหาตลาดส่งออกข้าวเพิ่ม เพื่อรับมือผลผลิตข้าวล้นตลาดส่งผลให้ราคาตกต่ำอีกปี หลังจากสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 พบพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มแม่กลอง จำนวน 6.57 ล้านไร่ สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 2.57 ล้านไร่ แต่พื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศมีประมาณ 8 ล้านไร่ จากเป้าหมายที่วางไว้ 6.93 ล้านไร่ หรือสูงกว่าเป้า 1 ล้านไร่

“พื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศในฤดูนาปรัง น่าจะเป็นสัญญาณให้เห็นว่า ข้าวผลผลิตปี 2560/61 ที่จะถึงน่าจะมีผลผลิตใกล้เคียงปีก่อน ที่ผลผลิตออกมามากจนทำให้ชาวนาต้องออกมาขายข้าวเองเพราะราคาตกต่ำ แต่กระทรวงเกษตรฯ จะพยายามรักษาเป้าหมายให้ใกล้เคียงปีก่อน ซึ่งการปลูกข้าวของชาวนาที่คาดว่าจะเกินเป้าหมายที่วางไว้ ต้องยอมรับไม่มีมาตรการรับมือหรือบังคับไม่ให้ชาวนาปลูก” พล.อ. ฉัตรชัย กล่าว

ด้าน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า เรื่องผลผลิตข้าวหอมมะลิ ปกติทั่วประเทศปลูกได้ประมาณ 8 ล้านตัน แต่ปี 2559 ปลูกได้ประมาณ 10 ล้านตัน ทำให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างมากจนเป็นปัญหา

“อย่างไรก็ตาม จะให้กระทรวงเกษตรฯ ควบคุมปริมาณคงยาก เพราะหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ต้องเร่งยกระดับผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุน ให้ชาวนาได้ผลผลิตดีขึ้น ราคาถึงจะมีรายได้ดี ส่วนกระทรวงพาณิชย์ควรไปเร่งเปิดตลาดใหม่ๆ เพื่อให้ข้าวของชาวนามีที่ขายมากขึ้น จะบังคับให้ปลูกข้าวหอมมะลิ แค่ 4 ล้านตันคงเป็นไปไม่ได้ ส่วนผลผลิตข้าวทั่วประเทศแม้จะกำหนดไว้ที่ 26-27 ล้านตันเท่าปีก่อน แต่ต้องทำใจว่าอาจทะลุไปถึง 29-30 ล้านตัน” นายอนันต์ กล่าว

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานกังวลเรื่องพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ภาคกลาง จึงจัดรอบเวรปล่อยน้ำเพื่อการชลประทานป้องกันการใช้น้ำมากเกินไป แต่ยอมรับว่าในพื้นที่ภาคกลางเริ่มลักลอบสูบน้ำไปใช้เพื่อปลูกข้าวจำนวนมาก

“แจ้งไปที่ผู้ว่าฯ และทหาร โดยเฉพาะในจังหวัดสระบุรี และอยุธยา ให้ช่วยตรวจตราการลักลอบสูบน้ำเพื่อไปใช้ในเวลาที่กรมชลประทานจัดรอบเวรปล่อยน้ำ เพื่อบริหารจัดการน้ำเพื่อการเพาะปลูก เพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดจนทำให้ราคาข้าวตกต่ำ” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ปัจจุบันอุปกรณ์พลาสติกบนโต๊ะอาหารแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น ช้อน ส้อม และมีดพลาสติก กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและใช้กันมากขึ้นทั้งในร้านอาหารจานด่วน ร้านสะดวกซื้อ และซุปเปอร์มาเก็ต รวมทั้ง ในงานพิธีต่าง ๆ อาทิ งานจัดแสดงนิทรรศการ งานประชุมสัมมนา การแสดงคอนเสิร์ต และงานรื่นเริงอื่นๆ เนื่องจากพกพาสะดวก น้ำหนักเบา ไม่ต้องทำความสะอาด สามารถทิ้งได้ทันทีเมื่อใช้งานเสร็จแล้ว อย่างไรก็ตามอุปกรณ์พลาสติกดังกล่าว ส่วนใหญ่ผลิตจากพลาสติกฐานปิโตรเลียมที่ไม่สามารถแตกสลายได้ทางชีวภาพ ส่งผลให้มีปริมาณขยะพลาสติกตกค้างในสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ประกอบกับการขาดแคลนวัตถุดิบปิโตรเลียมก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

รศ.ดร.รังรอง ยกส้าน รศ.ดร.น้ำฝน ลำดับวงศ์ sbobetg8.com และ ผศ.ดร.อำพร เสน่ห์ ทีมผู้วิจัยจากภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จจาก การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ในการผลิต ช้อน ส้อม และมีดพลาสติกจากแป้งมันสำปะหลัง อุปกรณ์พลาสติกบน โต๊ะอาหารสำหรับการใช้งานครั้งเดียวแล้วทิ้ง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากแหล่งวัตถุดิบที่หาใหม่ทดแทนได้เป็น การสร้างนวตกรรมใหม่ของประเทศ ในการผลิตผลิตวัสดุทดแทนพลาสติกฐานปิโตรเลียม โดยได้รับการสนับสนุน ทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการวิจัยคิดค้นและพัฒนาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากแหล่งวัตถุดิบที่หาใหม่ทดแทนได้ เพื่อใช้แทนที่หรือทดแทนพลาสติกฐานปิโตรเลียม สำหรับการผลิตอุปกรณ์พลาสติกบนโต๊ะอาหารแบบ ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ได้แก่ ช้อน ส้อม และมีดพลาสติก

รศ.ดร.รังรอง ยกส้าน หัวหน้าทีมผู้วิจัย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์พลาสติกดังกล่าว คณะผู้วิจัยได้ทำการผลิต จากพลาสติกผสมฐานเทอร์โมพลาสติกสตาร์ช จำนวน 2 ชนิด คือ พลาสติกผสมเทอร์โมพลาสติกสตาร์ช/พอลิแลคติกแอซิด และพลาสติกผสมเทอร์โมพลาสติกสตาร์ช/พอลิพรอพิลีน และนำมาขึ้นรูป เป็น ช้อน ส้อม และมีด ตามที่ต้องการ

หัวหน้าทีมผู้วิจัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า คณะผู้วิจัยได้ทดสอบการใช้ช้อน ส้อม และมีดจากพลาสติกผสม ทั้ง 2 ชนิดแล้ว สามารถตอบโจทย์กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของสังคมได้เป็นอย่างดี จากการแทนที่หรือทดแทนพอลิแลคติกแอซิด และพอลิพรอพิลีน ด้วยเทอร์โมพลาสติกสตาร์ช ในปริมาณที่มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังสามารถลดการใช้พอลิแลคติกแอซิดซึ่งมีราคาค่อนข้างแพงและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และยังลดการใช้พอลิพรอพิลีนซึ่งเป็นพลาสติกฐานปิโตรเลียมที่ไม่สามารถแตกสลายทางชีวภาพได้อีกด้วย

ผู้ประกอบการร้านอาหาร กิจการ ต่าง ๆ และผู้สนใจ ผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยดังกล่าว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.รังรอง ยกส้าน ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทร. 0-2562-5097

ตัวแทนชาวไร่สับปะรดจับมือโรงงานตรึงราคารับซื้อ กก.ละ 6.80 บาทถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ราคาทรุดตัวลงตลอดเดือนมกราคม เตรียมหารือกันอีกรอบรับมือผลผลิตออกมากในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

นายสุรัตน์ มุนินทรวงศ์ นายกสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ราคาสับปะรดในขณะนี้ว่า ราคาสับปะรดตกลงตลอดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยโรงงานลดราคารับซื้อ กก.ละ 20 สตางค์ต่อวัน เนื่องจากผลผลิตทั่วประเทศออกสู่ตลาดวันละ 7,000-8,000 ตันต่อวัน ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางตัวแทนสมาคมชาวไร่สับปะรดไทยจึงได้หารือนอกรอบกับตัวแทนโรงงานอีกเป็นครั้งที่ 2 เพื่อขอให้ตรึงราคารับซื้อสับปะรดหน้าโรงงานไว้ที่ กก.ละ 6.80 บาท จนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ศกนี้ ซึ่งโรงงานตอบตกลงเพราะโบรกเกอร์สั่งซื้อสับปะรดกระป๋องและผลิตภัณฑ์สับปะรดชนิดต่าง ๆ อาจจะต่อรองลดราคาได้ หากราคาทรุดลงตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลกระทบมาถึงเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหลังจากกลางเดือนกุมภาพันธ์ทางตัวแทนชาวไร่จะหารือกับโรงงานอีกครั้งในเรื่องราคารับซื้อ แต่ถ้าหากราคารับซื้อต่ำกว่าต้นทุนผลิตจะมีการทำหนังสือร้องเรียนต่อรัฐบาลให้ช่วยเหลืออีกครั้ง