ปัจจุบันกลุ่มฯมีสมาชิก 12 ครัวเรือน พื้นที่ 100 ไร่ มีโรงเรือน

ปลูกผักอินทรีย์ขนาดกว้าง 6 เมตรยาว 30 เมตร จำนวน 60 โรงเรือน มีโรงเพาะกล้า โรงคัด/บรรจุผัก โดยกลุ่มฯปลูกผักอินทรีย์มาตรฐาน IFOAM , Organic Thailand กว่า 20 ชนิด อาทิเช่น ผักสลัดบัตเตอร์เฮด คอส เรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค สลัดแก้ว ปวยเล้ง มันเทศญี่ปุ่น มะระขี้นกญี่ปุ่น กวางตุ้ง คะน้าฮ่องกง มะเขือเทศญี่ปุ่น มะเขือเทศราชินี พริกขี้หนูสวน เมล่อน ฯลฯ วิธีบำรุงจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตอนเตรียมปลูก เมื่อปลูกผ่านไปได้ 10 วันจะบำรุงด้วยปุ๋ยหมักอีกรอบ ปัญหาที่กลุ่มเจออยู่ในขณะนี้คือการขยายผลผลิตไม่ได้ตามที่ตลาดต้องการ , ไฟฟ้ายังไม่เพียงพอที่จะใช้ในโรงเรือน ,เกิดเชื้อราในแปลงปลูกซึ่งจัดการด้วยวิธีใช้ไตรโคเดอร์มากำจัด และอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญและยังจัดการไม่ได้ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาคือมดกัดรากผักเสียหายจำนวนมากโดยเฉพาะกวางตุ้งและคะน้า ด้านการลงทุน 5,000 บาท/โรงเรีอน กำไรหลังหักต้นทุนเหลือ 8,000 บาท/โรงเรือน

โดยทำการเก็บผลผลิตจำหน่าย 30 วัน/รอบ 9 – 10 รอบ/ปี โรงเรือนของกลุ่มจะใช้ระบบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ผลผลิตจะนำจำหน่ายร่วมกับเครือข่าย 5 กลุ่มเกษตรกรรวมสมาชิก 350 คน ณ ตลาดสีเขียวทุกวันพุธที่หอนาฬิกา ถนนคนเดินจังหวัดอำนาจเจริญ , ทุกวันอาทิตย์ที่ตลาดอุทยานบุญนิยม จังหวัดอุบลราชธานี และบริษัทซัพพลายเออร์ที่คลองหลวง จังหวัดปทุมธานีเพื่อวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า 1 ตัน/สัปดาห์ โดยแบ่งส่ง 2 รอบ ช่วงเวลาที่ผ่านสภาเกษตรกรจังหวัดอำนาจเจริญได้เข้ามาประสานส่งเสริมความรู้ใหม่ๆด้วยการจัดอบรม ประสานจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานต่างๆที่ให้การสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนผักอินทรีย์เมืองธรรมเกษตร ให้เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองธรรมเกษตรที่ชาวจังหวัดอำนาจเจริญภูมิใจ

สนใจสอบถามข้อมูลหรือสั่งซื้อผักอินทรีย์จากกลุ่มปลูกผักอินทรีย์บ้านหนองเม็ก ติดต่อได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดอำนาจเจริญ โทร.045-523-017 หรือนางจำปา สุวะไกร โทร.09 1831-1490

ศัตรูมะพร้าวหนอนหัวดำระบาดหนัก กระทบพื้นที่ปลูกกว่า 6.5 หมื่นไร่ในอำเภอทับสะแก-เมือง-กุยบุรี-สามร้อยยอดคาดเสียหายไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ดันราคาพุ่งสูงถึง 23-25 บาท/ผล ด้านบริษัทน้ำมันมะพร้าวอ่วมแบกต้นทุนสูง แต่ขึ้นราคาสินค้าไม่ได้

นายมงคล จอมพันธ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวประมาณ 5 แสนไร่ โดยเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนไว้ 457,285 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นมะพร้าวกะทิ ขณะที่มะพร้าวน้ำหอม เกษตรกรเพิ่งเริ่มปลูกได้ไม่นานในอำเภอกุยบุรีประมาณ 4,000-5,000 ไร่ มีเกษตรกรทั้งหมด 24,798 ราย โดยในปี 2559 มีพื้นที่การเก็บเกี่ยว 423,277 ไร่ ได้ผลผลิต 225,521,985 ผลต่อปี หรือเฉลี่ย 533 ผลต่อไร่ โดยปลูกมากที่อำเภอบางสะพาน 162,000 ไร่ อำเภอทับสะแก 140,000 ไร่ อำเภอบางสะพานน้อย 70,000 ไร่

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์กำลังประสบปัญหาศัตรูพืชมะพร้าวระบาดอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ หนอนหัวดำมะพร้าว แมลงดำหนาม และด้วงแรดซึ่งหนอนหัวดำมะพร้าวมีการระบาดมากที่สุด ประมาณ 65,000 ไร่ โดยมีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนกว่า 7,000 ราย นับว่าเป็นการระบาดรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยประสบมา มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะระบาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตลดลง โดยมีการระบาดมากที่อำเภอทับสะแก อำเภอเมือง อำเภอกุยบุรี และอำเภอสามร้อยยอด รวมถึงยังระบาดทั่วประเทศกว่า 28 จังหวัด ส่วนแมลงดำหนาม ปัจจุบันมีการระบาดแล้ว 40,000 ไร่ มีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนกว่า 6,000 ราย แต่ไม่ได้กระทบมากนัก

โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2559 ระบุว่าราคาจำหน่ายหน้าสวนอยู่ที่ 19.60 บาทต่อผล คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4,423 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตมะพร้าวจะป้อนให้กับโรงงานแปรรูป โรงงานกะทิ เป็นต้น แต่เมื่อประสบกับปัญหาหนอนหัวดำ ทำให้ปัจจุบันราคามะพร้าวผลใหญ่พุ่งสูงขึ้นถึง 23-25 บาทต่อผล และหากปล่อยไว้ระยะเวลานานจะทำให้ต้นมะพร้าวตาย

ขณะที่การนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศเข้ามาก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดและโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งตามโควตานำเข้าประมาณปีละพันกว่าล้านบาทโดยนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย เมียนมา และมาเลเซีย แต่พบว่าคุณภาพยังสู้มะพร้าวของอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไม่ได้ เนื่องจากมะพร้าวของไทยมีปริมาณน้ำมันสูงกว่า ทั้งนี้คาดว่าหากไม่ดำเนินการป้องกันและช่วยเหลือเกษตรกร จะส่งผลกระทบทำให้เกิดมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 คณะรัฐมนตรีมีมติจัดสรรงบประมาณให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอีก 28 จังหวัดทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบ โดยการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 โดยใช้งบกลาง ในการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน เป็นเงิน 287.73 ล้านบาท โดยเบื้องต้นจะนำไปดำเนินการในเรื่องของการใช้สารเคมีเจาะและฉีดเข้าลำต้น รวมถึงใช้วิถีธรรมชาติ คือ การปล่อยแตนเบียน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายต่อไปในวงกว้าง ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2560 นี้ หนอนหัวดำจะลดลงไม่น้อยกว่า 70%

สำหรับมูลค่าความเสียหายนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนอกจากนี้จะมีการดำเนินโครงการปลูกทดแทนต้นเก่าและปลูกพืชอื่นเสริมในสวนมะพร้าวด้วย ด้านนายคมเจตน์กาญจนการไกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ เกรท โคโคนัท ออยล์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันมะพร้าวและเครื่องสำอาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาหนอนหัวดำระบาด และผลกระทบจากภาวะภัยแล้งเป็นระยะเวลานานหลายปี ส่งผลให้ผลผลิตมะพร้าวลดลง โดยบริษัทได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพราะมะพร้าวไม่เพียงพอต่อการผลิต ซึ่งขณะนี้ได้รับผลกระทบมากกว่า 20%

นอกจากนี้ ปัจจุบันราคามะพร้าวยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉลี่ยรับซื้อกิโลกรัมละ 43-45 บาท จากปกติกิโลกรัมละ20-25 บาท โดยจะรับซื้อผลผลิตภายในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทั้งหมด แต่บริษัทก็ไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น

กยท. เตือนเกษตรกรชาวสวนยาง ระวังกรดฟอร์มิกปลอม คุณภาพไม่ตรงตามฉลาก หลังฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กยท. ลงสุ่มเก็บตัวอย่างสารจับยางในพื้นที่ทางภาคอีสาน พบสารจับยางคุณภาพไม่ตรงตามที่ระบุบนฉลาก เมื่อใช้จับตัวยางทำให้ยางเสียหาย ไม่ได้คุณภาพที่ควรจะเป็น ส่งผลต่อเกษตรกร และประเทศชาติ แนะเกษตรตรวจสอบให้มั่นใจก่อนซื้อใช้

นางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้มีการรณรงค์และสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยาง หันมาใช้กรดฟอร์มิกแทนกรดซัลฟิวริกมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นสารอินทรีย์ที่สลายตัวง่าย ไม่มีผลตกค้างในยางและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรสามารถผลิตยางที่มีคุณภาพดี ขายได้ราคา ทำให้ที่ผ่านมาเกษตรกรตระหนักและหันมาใช้กรดฟอร์มิกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่ผลิตและขายสารจับตัวยางบางราย มีการผลิตสารจับตัวยางที่มีส่วนผสมของซัลเฟตและเกลือคลอไรด์เพื่อช่วยให้ยางจับตัวเร็ว และมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง

ทำให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจผิด และนำมาใช้จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อทั้งคุณภาพยาง และสุขภาพของเกษตรกร ซึ่งจากการลงพื้นที่สุ่มเก็บตัวอย่างสารจับตัวยางในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งสิ้น 22 ตัวอย่าง พบว่า มีเพียง 1 ตัวอย่างเท่านั้นที่เป็นกรดฟอร์มิกแท้ความเข้มข้น 94% ตรงตามที่ระบุในฉลาก ส่วนอีก 8 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 36.4 เป็นกรดฟอร์มิกที่มีความเข้มข้นไม่เป็นไปตามที่ระบุบนฉลาก มีความเข้มข้นเพียง 17.89 – 82.92 เท่านั้น และอีก 7 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 31.8 ที่เป็นกรดซัลฟิวริกพบระดับความเข้มข้นระหว่าง 36.17 – 99.74 โดยที่บนฉลากจะตั้งชื่อทางการค้าเป็นชื่ออื่นทั้งหมด และยังมีอีก 5 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 22.7 เป็นกรดฟอร์มิกผสมแคลเซียมคลอไรด์ และกรดซัลฟิวริกผสมแคลเซียมคลอไรด์ และที่เหลืออีก 1 ตัวอย่างเป็นแคลเซียมคลอไรด์ล้วนๆ ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 36.78%

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบปริมาณโลหะด้วยเครื่อง Atomic Absorption Spectroscopy ทั้งกรด ฟอร์มิกปลอมและกรดอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุชนิดของสารเคมี พบโลหะธาตุของแคลเซียมตั้งแต่ระดับ 0.17 – 5,340 ppm แมกนีเซียมระหว่าง 0.11 – 49.28 ppm ธาตุเหล็ก 0.02 – 0.53 ppm และทองแดงน้อยกว่า 0.01ppm ซึ่งจากการศึกษาพบว่า หากน้ำยางมีปริมาณแคลเซียมเกิน 500 ppm ขึ้นไป จะทำให้ยางขาดความยืดหยุ่น มีความหนืดต่ำ และมีความชื้นสูง ซึ่งปริมาณโลหะธาตุที่อยู่ในน้ำยางจะส่งผลต่อรอยตำหนิ เป็นรอยแตกที่เกิดขึ้นบนผลิตภัณฑ์ได้ทำให้แรงรับน้ำหนักบริเวณนั้นเสียไป โดยประเด็นสำคัญคือ เกษตรกรไม่สามารถแยกแยะได้ว่าขวดไหนเป็นกรดฟอร์มิกจริง ขวดไหนเป็นกรดฟอร์มิกปลอม ทำให้สร้างความสับสนให้เกษตรกร เพราะสารจับตัวยางที่ระบุว่ากรดฟอร์มิกนั้น ก็ยังไม่ใช่กรดฟอร์มิกตามที่ระบุ แต่ถึงแม้ว่าบางยี่ห้อเป็นกรดฟอร์มิกแต่ก็มีความเข้มข้นน้อยกว่าตามที่ระบุอยู่มาก รวมถึงมีการแจ้งจากกลุ่มเกษตรกรบางรายที่ใช้กรดฟอร์มิกปลอมดังกล่าว พบว่าเกิดผลกระทบต่อผิวหนังอย่างรุนแรง เป็นแผลลึกเข้าไปในเนื้อ สร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางอีกด้วย

นางปรีดิ์เปรม กล่าวย้ำว่า จากผลการศึกษาในครั้งนี้ นอกจากส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยางแล้ว ยังเข้าข่ายการหลอกลวงผู้บริโภค และส่งผลในภาพรวมที่เสียหายต่อประเทศชาติ เพราะผลผลิตยางทางภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปีที่ผ่านมา มีปริมาณยางทั้งสิ้นประมาณ 636,531 ตัน และจากการใช้กรดปลอมทำให้ยางไม่ได้มาตรฐานกว่าร้อยละ 50 ซึ่งเป็นความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศผู้ส่งออกยางที่มีคุณภาพประเทศหนึ่งของโลก และเป็นความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ อย่างไรก็ตาม กยท. ในฐานะหน่วยงานหลักในการดูแลคุณภาพยางระดับประเทศ จะดำเนินการตรวจสอบคุณภาพสารจับตัวยางเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อทราบถึงการปลอมปนสารที่ไม่ได้มาตรฐาน และในอนาคตอาจมีมาตรกรในการควบคุมสารจับตัวยางทุกชนิดในเชิงการค้า ซึ่งอาจจะต้องหารือร่วมกับหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ผู้ผลิตและจำหน่ายขึ้นทะเบียนกับ กยท. เพื่อทำการควบคุมคุณภาพยางในอนาคต

จากการศึกษาในห้องเรียน สู่การลงมือปฏิบัติจริง ในรายวิชาโครงงานของหลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เป็นจุดเริ่มต้นให้ นางสาวปิยวรรณ มากสง (น้องหญิง) และเพื่อน ลงพื้นที่ เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชนเผ่าซาไก ณ ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง

น้องหญิง เล่าว่า ด้วยสภาพปัญหาในการใช้ชีวิตของชนกลุ่มน้อย ที่ห่างไกลความเจริญ สอนให้น้องหญิงได้เห็นถึงความสุขที่เกิดจากการใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม หลายคนอาจบอกว่าล้าหลัง แต่ในความล้าหลังที่หลายคนบอก มันยังมีความสุขให้เห็น อย่างเช่นเรื่องราวของ”เด็ก ๆ ชาวซาไก” เพราะเด็ก ๆ ได้อยู่กับพ่อแม่และเรียนรู้การใช้ชีวิตสนุก ๆ ท่ามกลางธรรมชาติ ภาพวิถีชีวิตของเด็ก ๆ ชาวป่า หรือที่เราเรียกเขาว่า”เงาะป่าซาไก” ที่อาศัยอยู่ ในเขตรักษาพันสัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัดพัทลุง ของท้องที่ตำบลทุ่งนารี ของอำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง

ชีวิตประจำวันพวกเขายังดำรงชีพอยู่ในผืนป่าแห่งนี้เหมือนบรรพบุรุษ ขณะเดียวกันก็ส่งต่อวิชาการดำรงชีวิตให้คน รุ่นหลัง แบบพี่สอนน้อง เพื่อให้สามารถมีชีวิตและอยู่รอดโดยการพึ่งพาตนเอง เช่น การฝึกขุดหาหัวมันทราย และการปีนป่ายต้นไม้, โหนเชือกขึ้นต้นไม้ใหญ่ และการสอนก็จะเริ่มกันตั้งแต่ เด็ก ๆ เหล่านี้พอเดินได้ จากนั้นก็ฝึกฝนกับพ่อแม่ ซึ่งครอบครัวส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตอยู่ในผืนป่า สำหรับกลุ่มชาวซาไก ที่อาศัยอยู่ในป่าบนพื้นที่รอยต่อของ พัทลุง-ตรัง-สตูล มีอยู่ประมาณ 250 คน โดยอยู่กันเป็นเล็ก ๆ 20-40 คน เพื่อง่ายต่อการหาอาหารในผืนป่าและคอยอพยพเคลื่อนย้ายไปมา ระหว่าง 3จังหวัดตามฤดูกาล

ชนกลุ่มน้อยที่เรียกกันว่า ซาไก ถึงจะเป็นกลุ่มชนที่เรียกได้ว่าล้าหลัง ห่างไกลความเจริญ แต่ทว่าแฝงไว้ด้วยความมีอารยธรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ชั้นบรรพบุรุษ ถึงทุกวันนี้โลกจะเปลี่ยนไปสักเท่าไร แต่การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผืนป่าของชาวซาไกก็ยังคงเหมือนเดิม ซึ่งดิฉันได้สัมผัสแล้วว่าการศึกษาแค่ในห้องเรียนนั้น ไม่สามารถตอบโจทย์บางอย่างได้ แต่หากเราได้เรียนรู้ และแบ่งปัน ประสบการณ์ที่ได้รับนั้นคุ้มค่ากับความตั้งใจ

น้องหญิง เล่าต่อไปว่า จากการได้ใช้ชีวิตคลุกคลี ศึกษาความเป็นซาไกของน้องหญิง ผ่าน “ตาเม่น” ชาวบ้านผู้ดูแลชนเผ่าซาไก ก่อเกิดมิตรภาพความผูกพันระหว่างชนกลุ่มน้อยกับนักศึกษา เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การใช้ชีวิต รวมถึงประกอบกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความช่วยเหลือชนเผ่าซาไกในด้านต่าง ๆ อาทิ แผงโซลาเซลล์ ที่นักศึกษาจาก มทร.ศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ไปดำเนินการติดตั้ง และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนา ทุกวันนี้การได้เข้าไปอยู่กับกลุ่มชาวซาไกทำให้รู้สึกผูกพัน ได้รู้จักและเรียนรู้กิจกรรมมากมาย และได้มารู้จักกับเด็กน้อยมาจิเจน ซาไกน้อย อายุ 2 ขวบ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มชาวซาไก และได้มารู้จักกันมากขึ้น เมื่อเด็กน้อยมาจิเจนเกิดอุบัติเหตุนั่งทับเสี้ยนไม้ จนทำให้อวัยวะติดเชื้อขั้นรุนแรง จึงต้องนำตัวส่งมารักษายังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยมีน้องหญิง เป็นผู้คอยดูแลเด็กน้อย เนื่องจาก พ่อ แม่ น้องมาจิเจน เป็นชนเผ่าซาไก ไม่สามารถนั่งรถและนอนในที่สูงได้ น้องหญิง และเพื่อนจึงรับหน้าที่ดูแลน้องมาจิเจน ด้วยความรัก ผูกพัน เพื่อสักวันหนึ่งชนกลุ่มน้อยที่เรียกว่า ซาไก จะคงยังอยู่คู่เทือกเขาบรรทัดพัทลุงต่อไป

โครงการหลวงพัฒนาสายพันธุ์สตรอเบอรี่ให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมเมืองไทย ทำให้ทุกวันนี้ “สตรอเบอรี่” กลายเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมแพร่หลาย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรปีละจำนวนมหาศาล สตรอเบอรี่ที่นิยมปลูกเพื่อบริโภคสด ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน เบอร์ 70, 80 เบอร์ 50 เบอร์ 20 และ พันธุ์ 329 ฯลฯ ส่วนพันธุ์สตรอเบอรี่ที่นิยมปลูกเพื่อการแปรรูป ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน เบอร์ 16 พันธุ์เซลวา และพันธุ์ 329 เป็นต้น

พันธุ์พระราชทาน เซลวา (Selva) ใช้รับประทานผลสด เนื้อแข็ง ทนทานต่อการขนส่ง พันธุ์พระราชทาน 16 (ไทโอก้า) สามารถปรับตัวได้ดีทั้งพื้นที่ปลูกบนภูเขาสูง ระดับ 1,200 เมตร และพื้นที่ราบของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เกษตรกรในโครงการหลวงเกือบทั้งหมดนิยมใช้พันธุ์พระราชทาน 16 ปลูกเชิงการค้า จุดเด่นคือ ผลมีขนาดใหญ่ เนื้อผลสีแดง เมล็ดสีเหลือง รสชาติออกเปรี้ยว ผลผลิตนิยมใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปมากกว่าบริโภคผลสด

พันธุ์พระราชทาน 20 (Sequoia) เจริญได้ดีในสภาพอุณหภูมิตํ่า ผลมีขนาดใหญ่ถึง 50 กรัม จำนวนผลต่อช่อน้อย ผลนิ่ม สีแดงสด กลิ่นหอม รสหวาน ทนทานต่อโรคใบจุด และสภาพที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูง ไม่ทนทานต่อการขนส่งพันธุ์พระราชทาน 50 เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในสหรัฐอเมริกา แล้วนำเข้ามาคัดเลือกพันธุ์โดยการผสมตัวเองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศเย็นไม่มากนัก (15-28 องศาเซลเซียส) ผลมีคุณภาพดี โดยเฉพาะใกล้สุกเต็มที่ ขนาดผลปานกลางถึงใหญ่ ผิวสีแดงถึงแดงเข้ม เนื้อสีแดงถึงแดงเข้ม แกนแน่นถึงกลวง รสชาติหวานและมีกลิ่นหอม ผลค่อนข้างแข็ง ไม่ต้านทานต่อไร แต่ต้านทานราแป้งได้ดี น้ำหนักต่อผล 12-18 กรัม

พันธุ์พระราชทาน 70 เป็นสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น เป็นสายพันธุ์เบา ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ผลมีขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นทรงกลมหรือทรงกรวย สีแดงสดแต่ไม่สม่ำเสมอ มีกลิ่นหอม เนื้อฉ่ำ รสหวาน ไม่ต้านทานต่อราแป้ง แต่ต้านทานโรคเหี่ยว เนื้อและผิวแข็ง สะดวกต่อการขนส่งและเก็บรักษา น้ำหนักต่อผล 11.5-13 กรัม

พันธุ์พระราชทาน 72 เป็นพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น ชื่อ Tochiotome ผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่ถึงใหญ่มาก น้ำหนักเฉลี่ยต่อผล 14 กรัม เนื้อผลภายในมีสีขาว เมื่อสุกเต็มที่ผิวจะมีสีแดงถึงสีแดงจัด ลักษณะของเนื้อแน่นกว่าพันธุ์พระราชทาน 70 แต่หวานน้อยกว่า คือ 9.30 บริกซ์ มีความสมดุลพอดีระหว่างความเปรี้ยวหวาน มีกลิ่นหอมเมื่อสุก ทนต่อการขนส่งมากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ

พันธุ์พระราชทาน 80 ได้รับความสนใจปลูกเชิงการค้ามากที่สุด เพราะมีจุดเด่นสำคัญคือ ลำต้นใหญ่ แข็งแรง ให้ผลดก มีขนาดใหญ่ ผลสีแดงสดใส เนื้อแน่น รสชาติดี มีกลิ่นหอมจัดเมื่อสุกเต็มที่ และเป็นพันธุ์ที่ต้านทานโรคและแมลงได้ดีเยี่ยม โครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูกโดยใช้สารชีวภาพและสารสมุนไพรสร้างจุดขายผู้บริโภคนิยมบริโภคผลสด เพราะมั่นใจว่าสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80 สด สะอาด ปลอดภัยจากสารเคมีมาจนถึงทุกวันนี้

สตรอเบอรี่พันธุ์ 329 เป็นพันธุ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตร นำเข้าจากอิสราเอล เพื่อนำมาปลูกทดสอบที่ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2540 เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมปลูกมากในจังหวัดเชียงใหม่ มีรสชาติออกหวานน้อยกว่าพันธุ์หวาน 80 มีกลิ่นหอมหวาน สีแดงสด รูปทรงของผลเป็นรูปลิ่ม ผลมีขนาดใหญ่มาก เนื้อค่อนข้างกรอบ สามารถเก็บไว้ได้นาน เหมาะแก่การขนส่ง

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า microfitcomputer.com ที่บ้านซำตารมย์ ต.ตระกาจ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายรพีทัศน์ อุ่นจิตรพันธ์ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ได้สั่งการให้เกษตรอำเภอกันทรลักษ์ และเกษตรตำบล ออกทำการสำรวจความเสียหายของสวนทุเรียนที่ถูกพายุฤดูร้อนพัดถล่ม ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีสวนทุเรียนซึ่งปลูกบนดินภูเขาไฟโดนลมพายุลูกเห็บพัดโหมกระหน่ำทำให้ต้นทุเรียนหักโค่น กิ่งหัก ลูกฉีก ร่วงหล่น เสียหายจำนวน 9 สวน มีลูกทุเรียนร่วงหล่นลงมากองกับพื้นจำนวนทั้งสิ้น 1,080 ลูก โดยสวนทุเรียนของนายอานพ รูปใหญ่ มีลูกทุเรียนร่วงหล่นมากที่สุด จำนวน 325 ลูก รองลงมาคือสวนทุเรียนของนายหนูจร จันทร์แก้ว ต้นทุเรียนโค่นล้ม จำนวน 2 ต้น ลูกทุเรียนร่วงหล่นเสียหาย จำนวน 250 ลูก นอกจากนี้แล้ว ยังมีสวนกล้วยไข่ที่บ้านศรีอุดม ตำบลจานใหญ่ อ.กันทรลักษ์ โดนลมพายุได้รับความเสียหายประมาณ 6 รายพื้นที่เสียหายกว่า 30 ไร่ ส่วนบ้านโพนทองเล้าไก่โดนลมพายุพังเสียหาย 1 หลัง และกำแพงวัดบ้านโพนทอง ถูกต้นยูคาลิปตัสโค่นล้มทับได้รับความเสียหาย 3 บล็อก

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตรพันธ์ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า พายุลูกเห็บเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา ทำให้สวนทุเรียนได้รับความเสียหายจำนวนมาก ซึ่งตนจะได้รายงานความเสียหายของสวนทุเรียนและสวนกล้วยไข่รวมทั้งพืชไร่ทั้งหมดไปให้ นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้รับทราบ เพื่อจะได้พิจารณาหาทางให้การช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการอย่างเร่งด่วนต่อไป

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 24 เมษายน 2560 ดังนี้
ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวันและมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ จึงขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากสภาวะอากาศที่จะเกิดขึ้นในระยะนี้ไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และทะเลจีนใต้เริ่มมีกำลังอ่อนลง ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อนในช่วง 1-2 วันนี้ ประกอบกับมีลมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ อากาศร้อนในตอนกลางวัน และมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่
โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และอุตรดิตถ์
อุณหภูมิต่ำสุด 22-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 36-41 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อนในตอนกลางวัน และมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่
โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-40 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ภาคกลาง อากาศร้อนในตอนกลางวัน และมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่
โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 38-40 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.