ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นฟรีแลนซ์ และมีอาชีพเสริมเป็นเกษตร

ปลูกน้อยหน่าหนังครั่ง หรือน้อยหน่าสีม่วง คุณจีระโชติ กล่าวว่า ทำอาชีพเสริมเพาะปลูกน้อยหน่าหนังครั่งมา 6 ปีแล้ว ได้ผลตอบรับที่ดีเสมอมา หากย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นความเป็นมาของอาชีพเกษตรกรปลูกน้อยหน่าหนังครั่ง เริ่มต้นจากที่คุณแม่ ได้รู้จักน้อยหน่าสายพันธุ์นี้จากเพื่อนที่จังหวัดพิจิตร เมื่อเพื่อนเอามาให้ลองกินแล้ว รู้สึกชอบ และสะดุดตากับสีสันที่แตกต่างจากน้อยหน่าทั่วไป

คุณแม่จึงนำเมล็ดพันธุ์น้อยหน่าหนังครั่ง จากจังหวัดพิจิตรกลับมาเพาะที่บ้าน เมื่อต้นโตให้ผลผลิตได้แล้วที่บ้านก็จะเก็บมากินภายในครอบครัว ปลูกไปปลูกมาต้นน้อยหน่าต้นนี้ก็มีอายุ 10 ปี ถือว่าเป็นไม้ยืนต้นอายุยืนมาก เลยถ่ายภาพผลน้อยหน่าหนังครั่งโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเพื่อนๆ ให้ความสนใจมาก ติดต่อขอซื้อเมล็ดพันธุ์ ต่อมามีลูกค้าต้องการต้นกล้าพร้อมสำหรับปลูก ทางสวนเลยเพาะต้นกล้าขายด้วย และได้สร้างเพจเฟซบุ๊กขึ้นเพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการทำตลาดออนไลน์ ปัจจุบันก็ 6 ปีแล้ว สำหรับการทำตลาดออนไลน์

คุณจีระโชติ อธิบายถึงวิธีการปลูกฉบับของทางสวน โดยเริ่มจากการเลือกต้นกล้าที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ระยะห่างของแต่ละหลุมจะอยู่ที่ 30×30 เซนติเมตร และความลึกของหลุมปลูกจะอยู่ที่ 30 เซนติเมตร โดยก้นหลุมจะรองด้วยปุ๋ยคอก (ใส่ปุ๋ยคอกที่ก้นหลุมจำนวนเล็กน้อย) การปลูกน้อยหน่า นิยมปลูกในช่วงฤดูฝน เพื่อให้ง่ายต่อการเพาะปลูก ไม่ต้องกังวลเรื่องการรดน้ำ หรือกังวลหน้าดินจะแห้ง น้อยหน่าหนังครั่ง จะเริ่มออกผลผลิตเมื่ออายุ 1 ปีครึ่ง – 2 ปี แต่จะให้ผลผลิตได้เต็มที่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3

น้อยหน่า เป็นไม้ผลอีกชนิดที่แทบจะไม่มีโรคพืชมากวนใจเลย แต่ถ้าเมื่อถึงช่วงติดผล จะมีมดดำ มดแดง มาเกาะอยู่เต็มโคนต้น และเมื่อต้นน้อยหน่ามีมดมาเกาะก็จะนำพาเพลี้ยแป้งมา ดังนั้น ควรทำความสะอาดโคนต้นให้ดีอย่าให้มีมดมาเกาะที่ต้น หรือจะใช้สารฉีดพ่นเข้าร่วมเพื่อกำจัดมดก็ได้

คุณจีระโชติ กล่าวว่า น้อยหน่าหนังครั่ง หรือน้อยหน่าสีม่วง เป็นน้อยหน่าสายพันธุ์โบราณดั้งเดิม ที่มีเอกลักษณ์ ทั้งเปลือกสีม่วงที่โดดเด่น แตกต่างจากสายพันธุ์อื่น และรสชาติ หวาน หอม ไม่มีรสอมเปรี้ยว เนื้อด้านในเนียน นุ่ม ไม่เนื้อทราย และสามารถออกผลผลิตได้ทั้งปี หากทำความสะอาดโคนต้นได้ดี และทำการแต่งกิ่ง มีการรดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ ก็จะทำให้ผลผลิตนั้นออกทั้งปี

ทางสวนปลูกน้อยหน่าหนังครั่งโดยใช้วิธีการปลูกแบบอินทรีย์ ปลูกในจำนวนไม่มาก เน้นการเพาะกิ่งพันธุ์ จำหน่าย หากลูกค้าที่สนใจผลผลิตต้องจองกันล่วงหน้าข้ามปีเลยก็มี ทางสวนเราสามารถกำหนดราคาขายเองได้ โดยผลสุกจะจำหน่ายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 100 บาท 1 กิโลกรัม จะมี 3-4 ลูก และยอดจำหน่ายกิ่งพันธุ์ ก็ทำรายได้ดีอย่างมาก ออเดอร์มากสุด 2,000 ต้น ถือเป็นอาชีพเสริมที่สร้างกำไรงาม

“น้อยหน่าหนังครั่ง เป็นที่นิยมมากในหลากหลายกลุ่มตลาด ทั้งผู้ที่ชื่นชอบทานผลไม้ทั่วไป และผู้ที่ชื่นชอบทานผลไม้แปลก ถือว่าเป็นไม้ผลที่มีตลาดรองรับอย่างหลากหลาย การดูแลไม่ยุ่งยาก สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้ สร้างรายได้ที่ดี”

สำหรับท่านใดที่สนใจต้นกล้าน้อยหน่า ผลผลิตน้อยหน่า ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณจีระโชติ อำนวย อายุ 37 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 2 ตำบลคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ 083-582-3028 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก น้อยหน่าหนังครั่ง สีม่วง

ฟักแม้ว หรือ ชาโยเต้ (Chayote) เป็นไม้มีลักษณะเถ้าเลื้อย สามารถเจริญเติบโตข้ามปีได้ ซึ่งลักษณะของลำต้น ใบ ยอด และมือจับ คล้ายแตงกวาผสมฟักเขียว ระบบรากเป็นระบบที่สมบูรณ์ขนาดใหญ่ ลำต้นเป็นเหลี่ยมเจริญเติบโตเป็นเถายาว 15-30 ฟุต โดยใบมีขอบลักษณะเป็นเหลี่ยม 3-5 เหลี่ยม ยาว 8-15 เซนติเมตร ดอกของฟักแม้วมีสีขาวปนเขียว ดอกเกิดที่บริเวณข้อระหว่างต้นกับก้านใบเป็นลักษณะดอกช่อ (Inflorescence)

ดอกของไม้ชนิดนี้เป็นดอกที่ไม่สมบูรณ์เพศ คือ ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่คนละดอกกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน เมื่อเจริญเติบโตจนให้ผลแล้วจะมีลักษณะเป็นผลเดี่ยว ลักษณะทรงกลมยาวสีเขียวอ่อน รูปร่างคล้ายลูกแพร์ มีขนาดยาว 7-20 เซนติเมตร กว้าง 5-15 เซนติเมตร น้ำหนักผลเฉลี่ย 200-400 กรัม โดยทั่วไปแล้วฟักแม้วสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย โดยนิยมใช้ทั้ง ผล ใบ และราก แต่สำหรับประเทศไทยนิยมรับประทานยอดเสียมากกว่า โดยนำมาผัดกับน้ำมันหอย หรือจะลวกรับประทานคู่กับน้ำพริกก็อร่อยลงตัว จึงเป็นพืชที่เป็นที่ต้องการของตลาด

คุณทศพร เขมาชะ อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสาววัย 26 ปี ที่มีหัวใจรักงานเกษตร ได้เรียนรู้และปลูกฟักแม้วจนประสบผลสำเร็จ นำผลผลิตที่ได้ส่งเข้าโครงการหลวงเป็นอาชีพที่ทำเงินให้กับเธอได้เป็นอย่างดี

คุณทศพร สาวเหนือผู้มากด้วยรอยยิ้ม เล่าให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลายแล้ว ก็ได้มาช่วยทางบ้านทำงานด้านการเกษตร เพราะอาชีพทางด้านนี้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงและทำเงินให้กับครอบครัวของเธอ ซึ่งตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กก็จะเห็นคุณพ่อกับคุณแม่ทำสวนปลูกพืชผักมาอย่างยาวนาน ต่อมาเมื่อเจริญวัยจนสามารถทำงานได้ สิ่งที่พบเห็นเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือด จึงทำให้ได้มาจับอาชีพทางด้านนี้

“ช่วงนั้นเราก็มีแผนที่จะเรียนต่อ แต่ด้วยความที่ต้องอยู่กับพ่อกับแม่ ก็เลยไม่อยากไปที่ไหนไกลๆ บ้าน เลยคิดว่าอาชีพที่ทำงานอยู่กับบ้าน ก็เป็นอาชีพที่สร้างเงินได้เหมือนกัน และที่สำคัญเรายังสามารถดูแลคนที่เรารักได้ ก็เลยยิ่งไม่อยากจะออกไปทำงานไกลจากที่บ้าน มีบางครั้งบางคนถามว่าน้อยใจไหม ก็ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า ไม่เสียใจในสิ่งที่เราเลือก เพราะเราอยากทำงานทางด้านนี้มากกว่า มันมีอิสระ ได้เป็นนายตัวเองและที่สำคัญทำได้มาก เราก็ได้เงินมากตามไปด้วย” คุณทศพร เล่าถึงที่มาของการได้ใช้ชีวิตเป็นเกษตรกร

ซึ่งที่บ้านของเธอมีผักหลากหลายชนิดที่ปลูก แต่ผักที่รับผิดชอบและทำจนชำนาญหรือเรียกได้ว่าเป็นตัวยงในเรื่องนี้ คือ การปลูกฟักแม้ว เพราะเป็นพืชที่ตลาดยังมีความต้องการ จึงทำให้เธอสนใจและปลูกอย่างจริงจังจนเป็นรายได้เลี้ยงตัวเอง หรือเรียกง่ายๆ ว่า อาชีพที่สร้างเงินและเก็บออมให้กับเธอได้อีกด้วย

2 เดือน ก็ตัดยอดขายได้

การปลูกฟักแม้วให้ได้ยอดงามๆ นั้น คุณทศพร บอกว่า ในขั้นตอนแรกจะเตรียมแปลงปลูกด้วยการไถพรวนดินเสียก่อน จากนั้นยกร่องให้แปลงมีความสูงเล็กน้อย โดยแต่ละสันร่องของแปลงปลูกมีระยะห่าง อยู่ที่ 1.50 เมตร จากนั้นนำปุ๋ยคอกและปุ๋ยขี้ไก่มาใส่ลงคลุกเคล้าให้ทั่วแปลง วันต่อมาสามารถนำเมล็ดมาปลูกได้ทันที

โดยเมล็ดที่ใช้ปลูกจะเป็นเมล็ดที่ได้จากผลแก่ของฟักแม้วที่เก็บไว้ เมื่อเตรียมแปลงพร้อมปลูกแล้ว จึงนำเมล็ดลงมาหยอดภายในแปลง ให้แต่ละหลุมห่างกันประมาณ 1 คืบ ผ่านไปได้ประมาณ 7 วัน เมล็ดที่ปลูกไว้จะเริ่มงอกออกมาให้เห็นใบอ่อน จึงค่อยๆ หาไม้มาปักเพื่อสร้างเป็นร้านให้ฟักแม้วเกาะ จากนั้นเมื่อต้นฟักแม้วมีอายุได้ประมาณ 1 เดือน จึงใส่ปุ๋ยเม็ดอินทรีย์เพื่อเป็นการบำรุงต้นให้มีการเจริญเติบโตมากขึ้น

“ช่วงแรกที่เริ่มปลูกก็รดน้ำแค่ช่วงเช้าอย่างเดียว เพราะที่นี่อากาศค่อนข้างชื้น ไม่จำเป็นต้องรดน้ำมาก เมื่อฟักแม้วได้อายุประมาณ 1 เดือน ก็จะเริ่มใส่ปุ๋ยอินทรีย์ทุก 2 อาทิตย์ครั้ง ใส่ประมาณ 1 กำมือ ต่อต้น จากนั้นเมื่อเห็นต้นเริ่มเจริญเต็มที่ จะค่อยๆ เปลี่ยนจากรดน้ำมาเป็นให้วันเว้นวัน เมื่อฟักแม้วได้อายุอยู่ที่ 2 เดือน ก็สามารถเริ่มเก็บผลผลิตขายได้” คุณทศพร บอก

เมื่อสามารถตัดยอดจำหน่ายได้แล้ว คุณทศพร บอกว่า จะเก็บแบบวันเว้นวันเพื่อให้ได้ยอดใหม่ๆ ออกมาอยู่เสมอ และช่วงที่ว่างจากการตัดยอดจะหาเวลาว่างมากำจัดวัชพืชออก พร้อมทั้งดูแลเรื่องโรคด้วยการป้องกันฉีดพ่นด้วยชีววิธี คือ การใช้เชื้อราบิวเวอเรีย และไตรโคเดอร์มา เข้ามาช่วย นอกจากจะประหยัดต้นทุนแล้วยังปลอดภัยทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ปลูกอีกด้วย

ต้นฟักแม้วที่ปลูกเมื่ออายุครบประมาณ 1 ปี คุณทศพร บอกว่า จะรื้อทิ้งทั้งหมดและย้ายไปปลูกตรงตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่พื้นที่เดิม ทำหมุนเวียนอยู่อย่างนี้เสมอ เพื่อไม่เป็นการสะสมโรคของพื้นที่ปลูก

พื้นที่ปลูก 1 ไร่เก็บได้ 30-50 กิโลกรัม ต่อวัน

ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อส่งจำหน่ายผลผลิตทั้งหมดภายในสวนนั้น คุณทศพร บอกว่า ไม่ได้มีความกังวลในเรื่องนี้มากนัก เพราะครอบครัวของเธอทำสวนมาหลายสิบปี โดยตลาดที่ส่งจำหน่ายหลักๆ จะเป็นโครงการหลวงที่เป็นศูนย์อยู่ใกล้บ้าน โดยเมื่อเจอปัญหาต่างๆ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ของโครงการหลวงคอยให้คำปรึกษาอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ผักทุกชนิดที่ปลูกมีความปลอดภัยไม่ใช่เฉพาะฟักแม้วเพียงอย่างเดียว ผักชนิดอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

โดยฟักแม้วที่เธอแบ่งปลูก 1 ไร่ สามารถเก็บยอดส่งจำหน่ายได้ 30-50 กิโลกรัม ต่อวัน ช่วงที่ให้ผลผลิตมากที่สุดจะเป็นช่วงฤดูฝน และช่วงที่ให้ผลผลิตน้อยจะเป็นช่วงหน้าแล้งที่บางครั้งได้น้อยสุดอยู่ที่ 20 กิโลกรัม ต่อวัน

“ราคาขายที่ส่งให้กับโครงการหลวง ก็จะอยู่ที่ 28 บาท ต่อกิโลกรัม โดยทางศูนย์จะเป็นผู้กำหนดราคาให้ บางช่วงที่ผลผลิตมีน้อย ราคาก็จะเกิน 28 บาท แต่ส่วนมากจะยืนพื้นอยู่ที่ราคานี้ ถึงจะเก็บวันเว้นวัน แต่ผลผลิตที่ออกมาค่อนข้างสมบูรณ์ บวกกับมีการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ก็ได้ผลกำไรที่สามารถนำเงินมาเก็บออม และใช้จ่ายภายในครัวเรือนได้” คุณทศพร บอก

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักในการทำเกษตร แต่ยังไม่กล้าที่จะลงมือทำ คุณทศพร แนะนำว่า ทุกอย่างต้องเริ่มต้องทดลอง ถึงแม้จะมีเวลาน้อยแต่ถ้าชื่นชอบในการทำเกษตร ก็จะยิ่งช่วยให้มีความสุขเหมือนได้พักผ่อน ต่อไปถ้าสิ่งที่ทำให้ผลผลิตมากและมีตลาดที่แน่นอนอยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ก็สามารถลาออกจากงานประจำมาทำเกษตรที่ชอบ เพราะไม่ได้มีความสุขเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้อยู่ใกล้ชิดครอบครัวโดยที่ไม่ต้องจากบ้านไปไหนไกล

“สำหรับตัวเราเองชอบงานทางด้านนี้ เพราะไม่ชอบงานที่จะอยู่ในกฎเกณฑ์ ไม่ชอบที่จะถูกบังคับจากการทำงานในบริษัทใหญ่ ชอบที่จะเป็นนายตัวเองมากกว่า เพราะเราเหนื่อยเราก็หยุดพักได้ เราอยากได้เงินมากๆ เราก็ทำให้มากขยันให้มาก โดยที่ตัวเราเองสามารถกำหนดในเรื่องของรายได้เราเอง แต่ก่อนที่จะลงมือ ต้องศึกษาให้ดีเสียก่อน เพราะบางครั้งใจรักอย่างเดียวไม่ได้ ต้องศึกษาให้มากๆ เพราะทุกอย่างมีเงินลงทุนทั้งนั้น เมื่อประสบผลสำเร็จดีแล้วสิ่งต่างๆ ที่เราหวังก็จะได้ตามมาเอง” คุณทศพร แนะนำ

พืชผักที่น่าตื่นเต้นของคนทั่วไปและต้องการที่จะชิม พอเอ่ยชื่อ คำว่า หน่อไม้ไผ่หวานกินสด ทุกคนก็จะถามว่าหน่อไม้กินสดได้จริงหรือ และมีรสชาติเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมืองไทยเราเป็นเมืองเกษตรกรรม ชาวบ้านอยากที่จะชิม พอได้ชิมแล้วก็อยากที่จะหาพันธุ์ไปปลูก

ส่วนใหญ่ คำว่า หน่อไม้หวาน นำหน้าชื่อหน่อไม้ในปัจจุบันนั้น มีหลากหลายพันธุ์ที่มีการพัฒนาพันธุ์ขึ้นมานั้น ล้วนแต่ต้องต้มน้ำทิ้งเพื่อขจัดความเฝื่อนทิ้งไปก่อน เพราะมีความขม แต่ไผ่หวานกินสดอันนี้ กินสดได้เลยโดยไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง

เลือกที่จะปลูก ไผ่บงหวานกินสด

อดีตพนักงานประจำบริษัทฯ ใหญ่ วัย 35 ปี คุณคมศักดิ์ ไชยวัง หรือ คุณเบิร์ด จากอำเภองาว จังหวัดลำปาง ทิ้งงานประจำที่มั่นคงจากกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นงานบริษัทที่มีชื่อเสียง สวัสดิการดี ที่มีการสอบแข่งขัน ที่จะสอบเข้าทำงานสูง ทุกคนต้องการที่จะเข้าไป ต้องมีเกรดการเรียนที่ดีพอสมควร แต่คุณคมศักดิ์ หรือ คุณเบิร์ด เลือกที่จะออกจากงาน กลับมาทำงานเกษตรที่ตนเองรัก

“ผมออกจากงานมาได้ 4 ปีกว่าแล้วครับ ผมมาคิดกับตัวเองถึงอนาคตและสิ่งที่ผมชอบและอยากทำ ผมคิดว่าการเกษตรยั่งยืน โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ ผมก็เลือกที่จะทำการเกษตรหลายอย่าง แต่ผมสนใจมากที่สุดคือ หน่อไม้ไผ่หวานกินสด ผมคิดว่าตลาดยังไปได้ไกล การดูแลก็ไม่ยุ่งยาก เพราะผมตั้งใจที่จะทำการเกษตรเชิงธรรมชาติ การปลูกหน่อไม้นั้น อิงธรรมชาติมากที่สุด ป่าละเมาะที่ไหนก็มีต้นไผ่แทรก ผมคิดว่าปลูกไผ่นี่แหละที่ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้ดี เพียงแค่ผมเลือกสายพันธุ์เท่านั้น และอีกอย่างหนึ่งผมต้องการที่จะเจริญรอยตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 เรื่องของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือการฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงแม้จะปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ก็ปลูกไผ่เป็นหลัก เพราะไผ่เป็นพันธุ์พืชที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุดและคลุมดินได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น ทำให้ดินเป็นดินร่วน เช่นดินโคนไผ่ยังนิยมนำมาเพาะเมล็ดพันธุ์พืชได้ดี” คุณเบิร์ด กล่าว

เพราะการปลูกไผ่บงหวานกินสด หรือชื่อพันธุ์ว่า ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เป็นไผ่สายพันธุ์ที่ไม่มีรสขมเลย จึงสามารถกินสดได้ ใช้ทำส้มตำได้ และหากต้องการบริโภคแบบสุก เพียงแค่ลวกด้วยน้ำร้อนเพียง 5-10 นาที ก็สามารถกินแบบสุกได้เลย จะมีความหอมเฉพาะตัว และเนื้อสัมผัสจะกรอบ ไม่มีเสี้ยน

ในฤดูฝน หน่อไม้ป่า หรือหน่อไม้จากธรรมชาติก็จะมีเยอะแยะมากมาย เช่น หน่อไร่ ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดมากในช่วงนี้และมีราคาถูก แต่หน่อไม้ไผ่หวานก็ไม่ได้ตกไปจากการนิยมบริโภค ยังขายได้ทุกวัน เพราะรสชาติต่างกันกับหน่อไม้ธรรมชาติ เพราะว่ากินสดได้เลย เพียงปอกเปลือกก็นำมาหั่นใช้ได้แล้ว นี่แหละคือแรงบันดาลใจของหนุ่มคนนี้ นอกจากเหตุผลที่ต้องการความอิสระ และดูแลใกล้ชิดครอบครัว

คุณเบิร์ด บอกว่า ทำสวนกับงานประจำแตกต่างกัน อันดับแรกได้รับรู้ถึงความอบอุ่นที่ผมมีพ่อแม่ มีญาติพี่น้องอยู่ใกล้ๆ และผมตื่นขึ้นมาก็ไม่ต้องเร่งรีบไปทำงาน เพราะเผื่อเวลารถติด คิดว่าโชคดีตรงที่มีที่ดินอยู่ต่างจังหวัด เป็นทางเลือก

“ผมเลือกที่จะปลูกหน่อไม้หวานกินสด เพราะว่าความแปลกของหน่อไม้ ผมเคยแต่ได้กินหน่อไม้ที่ต้องต้มน้ำทิ้ง 1 ครั้ง ก่อนที่จะนำมาปรุงอาหาร หรือก็ซื้อหน่อไม้ที่เขาต้มขาย ซึ่งใช้เวลาเป็นวันๆ สำหรับหน่อไม้ป่า เช่น หน่อไร่ เป็นต้น แต่หน่อไม้หวานกินสดได้ ผมทึ่งในสายพันธุ์มาก และคิดว่าต้องได้ราคาดี เพราะผมพึ่งได้ยินข่าวนี้ จึงแสวงหาต้นพันธุ์มาปลูก เรียกสายพันธุ์นี้ว่า หน่อไม้หวานเพชรน้ำผึ้ง ผมขอใช้ คำว่า หน่อไม้ไผ่บงหวานกินสด จะได้เข้าใจเลยว่ากินสดได้ ผมได้สายพันธุ์นี้มาจากจังหวัดแพร่ ผมเลือกที่จะทำเป็นสวนหน่อไม้ไผ่บงหวานกินสด

ลักษณะของหน่ออ่อน ผิวเรียบ สะอาด ไม่มีขนคายหน่อไม้มาก จึงทำให้ไม่เคืองผิวหนังเวลาแกะเปลือก ทำสวนปลูกต้นไผ่บงหวานกินสด เป็นทางเลือกหนึ่งของการสร้างอาชีพที่มั่นคง ปลูกไผ่บงหวานกินสดไม่ยากครับ ก่อนอื่นเป็นเพราะผมมีพื้นฐานคือ ใจผมรักอาชีพนี้ ผมมีความสุขกับอาชีพที่ผมเลือกที่มาเป็นเกษตรกร สังคมที่อยู่บ้านนอกไกลปืนเที่ยงก็อาจจะทำให้ขาดการสังสรรค์แบบสังคมกรุง แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน ถ้าคนรุ่นใหม่อย่างผม คิดที่จะเปลี่ยนแปลงอาชีพ อันดับแรกต้องมีใจที่มั่นคงที่จะเปลี่ยนแปลง เช่น ด้านสังคม และการสังสรรค์ต่างๆ อาจจะห่างหายไป หรือจางไป และต้องยอมรับได้กับการอยู่ที่ไม่ได้ศิวิไลซ์เหมือนสังคมกรุงเทพฯ ที่มีการเดินทางสะดวกสบายและไม่มีวันหลับ”

“สังคมที่ผมอยู่นั้น หลังสองทุ่มก็เงียบ ถนนจะแทบไม่มีรถ จะต้องคิดให้ดีก่อนว่าจะรับได้กับชีวิตแบบนี้ การทำสวนหน่อไม้ไผ่หวานกินสดนั้น ผมถือว่ารายได้ค่อนข้างดี ทุกวันนี้ผมจะมีลูกค้าประจำมารับที่สวนเพื่อนำไปขาย จังหวัดใกล้เคียงและขายในตัวจังหวัด ตามห้างสรรพสินค้าที่มีอยู่ในท้องถิ่น ถือว่าเป็นตลาดแคบๆ แต่ก็ไม่พอขาย มีแม่ค้าที่รับซื้อประจำต้องการให้ผมเพิ่มผลผลิต แต่ผมคิดว่าผมทำแบบไม่มีลูกจ้าง รายได้ขนาดนี้ก็เพียงพอสำหรับผมแล้วครับ” เจ้าของสวนบอก

เริ่มปลูก 1 ไร่ ขยายปลูกเพิ่มอีก 4 ไร่ คุณเบิร์ด เริ่มปลูกจาก 1 ไร่ ปลูก 250 ต้น ในปี พ.ศ. 2557 ขยายปลูกเพิ่ม 4 ไร่ จำนวน 900 ต้น เมื่อตัดหน่อขาย ก็เป็นที่ตอบรับได้ดี จึงขยายพันธุ์ในปีนี้อีก 4 ไร่ รวมเป็น 5 ไร่ โดยใช้กิ่งพันธุ์จาก 1 ไร่ ของตนเองมาขยายพันธุ์ปลูก ข้อดีของการปลูกหน่อไม้ก็คือ ไม่จำเป็นต้องเพาะชำก็ได้ เพียงแต่ขุดลำไผ่ที่มีราก นำไปปลูกได้เลย เพื่อการงอกรากใหม่ โดยเพาะชำและปลูกในหลุมในเวลาเดียวกันได้เลย เพียงแต่ดูแลเรื่องโรคและแมลงในการปลูกครั้งแรกโดยรองก้นหลุมด้วยปูนขาวกันมดกัดกินรากก็พอแล้ว

การแต่งกอไผ่นั้น มีความสำคัญต่อผลผลิตในครั้งต่อไปมาก จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เพราะต้นไผ่นั้นต้องการภายในกอโล่ง โปร่ง เพื่อการระบายน้ำและระบายความร้อน ไล่ความชื้นกันรากเน่าได้ ถ้าปล่อยให้ต้นไผ่อัดกันแน่นเกินไป ก็จะมีปัญหาเรื่องของการขุดหน่ออ่อน เราจะเรียกว่า การสร้างฟอร์มกอไผ่ เพื่อไม่ให้ต้นไผ่อัดแน่นเกินไป เพื่อให้ลำไผ่เว้นระยะห่างกัน ไม่เบียดกัน เพื่อการแตกหน่อและการเก็บเกี่ยว ในหนึ่งกอไผ่นั้น ไม่ควรให้ลำต้นไผ่เกิน 8 ลำ ต่อ 1 กอ

การเตรียมการปลูกไผ่หวานกินสด ไผ่หวานกินสด ปลูกได้ในดินทุกประเภท แต่ไม่เหมาะกับพื้นที่ลุ่มน้ำขัง เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ แต่ขอให้ดินมีความชุ่มชื้นก็จะให้หน่ออ่อนแล้ว ฉะนั้นการเตรียมดินจึงจะต้องทำให้ต้นไผ่มีดินพูนขึ้นมาหุ้มกอจะดีมาก หน่ออ่อนที่ออกมานั้นจะมีสีที่น่ากิน และรสชาติของหน่อไม้ ถ้าบ่มอยู่ภายใต้กอไผ่จะหวานและสีก็จะดูอ่อนเป็นที่ต้องการของตลาด

ผลผลิตต้นไผ่หวานที่ปลูกระยะแรก จาก 1 ลำต้นไผ่ จะให้หน่อในเดือนที่แปด ซึ่งให้ผลผลิตเร็วมาก ถ้าบำรุงให้ดีเช่น การให้น้ำสม่ำเสมอ จะให้ผลผลิตทุกเดือน จะเว้นแค่เดือนตุลาคมถึงมกราคมจะพักต้น คือปล่อยให้หน่อไม้ขึ้นเป็นลำต้น เพื่อให้ต้นหน่อไม้สะสมอาหารสำหรับการแทงหน่อใหม่ในเดือนถัดไป

ช่วงที่เหมาะแก่การปลูก ช่วงต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม (แต่สามารถปลูกได้ทุกฤดู หากพื้นที่มีน้ำเพียงพอ)​ ต้นไผ่จะปลูกห่างกันระยะ 2×2 หรือ 2×3 เมตร ไถยกร่องปลูก โดยขุดหลุมลึกประมาณ 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน

เดือนตุลาคมจะเริ่มไว้ลำไผ่หรือปล่อยให้ต้นไผ่โตจนถึงเดือนพฤศจิกายน ปล่อยให้กอไผ่สร้างฟอร์มต้นขึ้นมาหรือเพิ่มลำต้นไผ่จนถึงเดือนธันวาคม จะเริ่มตัดแต่งกอไผ่ คือตัดลำไผ่ต้นที่แก่จัดออก และตัดแต่งกิ่งแขนงออก คัดเลือกลำไผ่ที่แข็งแรงเก็บไว้ เพื่อเป็นลำต้นใหม่เจริญเติบโตแทนที่เป็นลำไผ่ของปีต่อไป เพื่อจะให้หน่ออ่อนแทงขึ้นมาเป็นหน่อไม้ที่สมบูรณ์ เพื่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตในครั้งต่อไป หลังจากนั้นก็จะใส่ปุ๋ยขี้ไก่ กอละ 1 กระสอบ ปีละครั้ง

ที่สวนไม่ใช้สารเคมี “ที่สวนผมไม่ใช้สารเคมี ผมคิดว่า ทุกวันนี้การเกษตรเชิงธุรกิจนั้นเต็มไปด้วยสารเคมี ของผมปลูกเชิงธุรกิจเหมือนกัน แต่ไม่ใช้สารเคมี ผมคิดว่าต้นไม้มีความยั่งยืนกว่า การใช้ปุ๋ยเคมี หน่อไม้อาจจะมีขนาดใหญ่ ได้ราคาดี ในระยะแรก แต่ก็จะได้ผลผลิตในระยะสั้น เพราะปุ๋ยเคมีจะทำให้ดินมีสภาพด้านและแข็ง จะทำให้การแทงรากของหน่อไม้แคระแกร็นได้ หลังจากนั้นคุณก็จะเสียเงินลงทุนปลูกใหม่ ราคาปุ๋ยเคมี และค่าแรงงานนั้น ถ้าคิดให้ละเอียดและคิดแบบระยะยาว จะมีราคาสูงกว่าใช้ปุ๋ยคอก”

คุณเบิร์ดบอก และกล่าวอีกว่า

“ทุกวันนี้โลกเราก็จะอยู่ยากเต็มทนแล้ว ไหนจะปัญหาสิ่งแวดล้อม ภาวะภัยแล้ง เกิดจากหลายๆ ปัจจัย โดยเฉพาะการลดพื้นที่ป่า ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ผมจึงขอเป็นส่วนหนึ่งอันน้อยนิดที่จะอนุรักษ์และอิงธรรมชาติในการทำการเกษตร เพื่อรักษาธรรมชาติที่มีทั้งสัตว์ต่างๆ รวมถึงแมลงศัตรูพืชตามห่วงโซ่อาหาร และการปรับความสมดุลของธรรมชาติ”

การตลาดและสร้างรายได้“ทุกวันนี้เริ่มตั้งแต่เข้าหน้าฝน capfundonline.com ผมเก็บหน่อไม้ขายได้ทุกวัน เฉลี่ยวันละ 30 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 50 บาท จากสวน คือเดือนมิถุนา-ตุลาคมนี้ ผมเก็บหน่อไผ่ขายวันละ 30 กิโลกรัม มีรายได้เฉลี่ยวันละ 1,500 บาท ถือว่าค่อนข้างดีสำหรับผมครับ ผมจะมีแม่ค้าประจำมารับถึงสวน ตอนนี้ก็มีหลายรายที่เข้ามาติดต่อ แต่ผลผลิตที่สวนมีจำกัด และขายที่ห้างเซ็นทรัล สาขาลำปาง ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรลำปาง” เจ้าของพูดถึงการตลาด

ไผ่บงหวานกินสดนั้น ตลาดยังไปได้อีกไกล เป็นอาชีพที่ไม่มีวันตาย เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งถึงความหลากหลายของพืชผัก ที่ร้านค้าผักต้องมีหน่อไม้ขาย เพื่อเพิ่มทางเลือกของพืชผักเพื่อนำไปประกอบอาหารเพื่อเมนูที่หลากหลายที่อยู่บนรายการอาหาร เช่น เมนูหน่อไม้ไผ่หวานกินสด เช่น ส้มตำหน่อไม้หวานกินสด และผัดหน่อไม้หวานกินสดหมูสับ หรือแกงเผ็ด แกงส้ม แกงเขียวหวาน เป็นต้น

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สวนภูมิคำ โดย คุณคมศักดิ์ ไชยวัง บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านโป่ง อำเภองาว จังหวัดลำปาง โทร. 097-096-3418

คนไทยคุ้นเคยกับการใช้น้ำมันมะพร้าวในชีวิตประจำวันมานานแล้ว แต่สมัยก่อนเป็นแค่น้ำมะพร้าวจากการคั้นกะทิสดๆ แล้วนำไปเคี่ยว ความจริงมะพร้าวมีประโยชน์มากกว่านั้น หากนำมาแปรรูปด้วยวิธีการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สามารถนำมาทาบำรุงผิวพรรณ นำไปแปรรูปเป็นสบู่ ครีมทากันส้นเท้าแตกได้

หลายคนนิยมใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นตัวช่วยด้านสุขภาพ เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวสามารถบริโภคได้ มีประโยชน์ต่อระบบหล่อลื่นในลำไส้ให้ทำงานได้ดีมาก ในช่วงเช้าและก่อนนอนหากรับประทานน้ำมันมะพร้าวได้สัก 1 ช้อนชา จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น โมเลกุลของน้ำมันมะพร้าวค่อนข้างสั้น เมื่อเคลื่อนย้ายเข้าไปในร่างกาย จะเดินทางเร็ว ส่งผลให้เกิดการย่อยสลายได้เร็ว ไม่เหมือนไขมันที่ไม่อิ่มตัวซึ่งมีโมเลกุลยาวมาก เมื่อโมเลกุลยาวโอกาสที่คาร์บอนจับตัวจึงง่ายมาก

ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร แนะนำกรรมวิธีทำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น เพื่อเป็นรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวและผู้สนใจ โดยทั่วไป มะพร้าว 6-7 ลูก จะสามารถผลิตน้ำมันมะพร้าวได้ 1 ลิตร ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ก็ไม่ยุ่งยากอะไร สามารถใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว นั่นคือ หม้อตุ๋น ขวดโหลแก้ว และเครื่องครัวที่ล้วนมีอยู่ประจำบ้านทุกบ้าน