ปัจจุบันพื้นที่การปลูกสับปะรดในเขตจังหวัดเชียงรายอยู่ที่

ประมาณ 12,575 ไร่ โดยกระจายอยู่ในพื้นที่ 6 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอเชียงแสน อำเภอเทิง อำเภอพาน อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้าแต่รสชาติที่คนในพื้นที่ยืนยันว่าเป็นรสชาติเฉพาะของสับปะรดภูแลจริงๆ คือ พื้นที่ปลูกในตำบลภูแลเท่านั้น

ข้อดีที่สุดสำหรับสับปะรดภูแลคือ ทนทานต่อโรคและให้ผลผลิตได้ตลอดปี

ผู้ใหญ่สมชาติมีพื้นที่ปลูกสับปะรดภูแลของตนเอง ประมาณ 100 ไร่ กระจายไปทั่วตำบลนางแล ในอดีตการขายก็มีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อเข้าตลาดใหญ่ตามปกติ แต่ปัจจุบัน เมื่อระบบออนไลน์เข้าถึงการตลาด เกษตรกรมีช่องทางมากขึ้น สะดวกรวดเร็วขึ้น การซื้อขายเดิมที่พ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อเพื่อไปขายส่งอีกทอดก็ทำได้ง่ายขึ้น มีการสั่งผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ยอดซื้อขายเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ผู้ใหญ่สมชาติปลูกสับปะรด 100 ไร่ ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

จึงเริ่มมีลูกไร่ โดยให้เกษตรกรในตำบลนางแลนำสับปะรดภูแลที่ปลูกไว้และกำหนดคุณภาพให้ไปในทิศทางเดียวกัน นำมาขายให้กับผู้ใหญ่สมชาติ โดยผู้ใหญ่จะเป็นผู้รับออเดอร์ กระจายออเดอร์ออกสู่ตลาด ควบคุมการผลิต เพื่อให้สับปะรดภูแลออกสู่ตลาดด้วยคุณภาพของสับปะรดเหมือนกัน

ผู้ใหญ่สมชาติ บอกว่า สับปะรดภูแล เป็นสับปะรดที่มีความทนทานต่อโรคและแมลงในสับปะรด ทนต่อสภาพอากาศ สามารถปลูกพื้นที่สูงได้ และไม่ต้องใช้น้ำมาก ในการปลูกสับปะรด 1 ปี อาศัยเพียงน้ำฝนในฤดูฝนเท่านั้น

การปลูกสับปะรด ทำโดยการเตรียมดินด้วยการไถพรวน ไถปั่น นำกล้าที่เตรียมไว้มาลงปลูก โดยใช้แรงงานคน ในระยะแรกของการเจริญเติบโตของสับปะรด จำเป็นต้องจ้างแรงงานกำจัดวัชพืช สับปะรดก็ต้องการปุ๋ยเช่นเดียวกับพืชอื่น แต่ผู้ใหญ่สมชาติไม่ได้กำหนดสูตรปุ๋ยตายตัวไว้สำหรับใส่ให้กับสับปะรดภูแลที่ปลูก ผู้ใหญ่สมชาติ บอกว่า เป็นเกษตรกรต้องรู้จักธาตุในดินของตนเอง จึงควรนำดินไปตรวจวิเคราะห์ เพื่อทราบว่าดินมีค่าแร่ธาตุที่จำเป็นต่อพืชมากน้อยเท่าไร ควรเติมส่วนที่ขาดให้กับพืชมากน้อยเท่าไร จากนั้นจึงใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ผลผลิตก็จะได้ตามคุณภาพที่ควรได้

“สภาพดินแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน สังเกตได้ว่า ปลูกสับปะรดในช่วงแรกจะได้ผลผลิตดี งอกงาม แต่ปีต่อๆ มา ผลผลิตเริ่มลดลง หรือคุณภาพไม่ดีเท่าปีที่ปลูกระยะแรก เป็นเพราะแร่ธาตุในดินถูกดูดซึมไปใช้ แต่ไม่มีการเติมให้ครบถ้วนหรือถูกต้องตามความต้องการของพืช ดังนั้น จึงไม่กำหนดสูตรปุ๋ยที่ต้องใส่ให้กับสับปะรดแน่นอน แต่จะให้ตามค่าวิเคราะห์ดิน”

ด้วยเหตุนี้ ทำให้พื้นที่ปลูกสับปะรดภูแลของผู้ใหญ่สมชาติ ถูกยกให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เสมือนเป็นศูนย์กลางในการควบคุมคุณภาพสับปะรดที่ลูกค้าออเดอร์เข้ามาด้วย

การปลูกสับปะรด ถ้าลงปลูกในช่วงฤดูร้อน ระยะเวลาเพียง 5 เดือน ตัดขายได้ แต่ถ้าลงปลูกในช่วงฤดูหนาว ระยะเวลา 6 เดือน จึงจะตัดขายได้การตัดสับปะรดขาย ไม่ต้องรอให้สุก 100% แต่จะตัดความสุกระดับไหน ขึ้นกับความต้องการของลูกค้า

ผู้ใหญ่สมชาติ บอกว่า ลูกค้ามาเลเซีย ชอบสับปะรดสีเหลืองอมไข่ ลูกค้าจีน ชอบสับปะรดสีออกขาวหรือเหลืองอ่อน แต่ถ้าตัดขายให้กับนักท่องเที่ยวที่ท่าอากาศยานเชียงราย ต้องเป็นสับปะรดสุก 100% เท่านั้น

และการปลูกจะไม่รอให้ครบรอบการผลิตทุกแปลงพร้อมกัน แต่ทำแบบขั้นบันได คือปลูกให้เหลื่อม เพื่อเก็บผลผลิตได้ทุกวัน ซึ่งการวางแผนการผลิต ผู้ใหญ่สมชาติจะเป็นผู้วางให้ เพราะออเดอร์แต่ละวันอย่างที่กล่าวข้างต้น แม้จะมีผลผลิตเข้าสู่ระบบวันละ 3,000 ตัน ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งผู้ใหญ่สมชาติยังมีแผนเพิ่มการผลิตสับปะรดภูแลให้มากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ

การปลูกสับปะรด สามารถเก็บหน่อจากต้นเดิม เพื่อมาปลูกใหม่ได้ โดยไม่ต้องเสียค่าเพาะต้นกล้า โดยต้นทุนส่วนใหญ่เกิดจากการลงปลูกในปีแรกที่ต้องเตรียมดินและมีค่าแรงปลูก ส่วนต้นทุนการผลิตต่อรอบการเก็บมีเพียงค่าแรงงานกำจัดวัชพืช ค่าแรงงานตัด และค่าแรงงานใส่ปุ๋ยเท่านั้น ซึ่งคิดเฉลี่ยเป็นต้นทุนการผลิตแล้ว หากขายสับปะรดได้ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท เกษตรกรก็สามารถอยู่ได้ ซึ่งราคาเฉลี่ยต่อกิโลกรัมในการขายสับปะรด คือ 15-18 บาท ถือเป็นราคาที่เกษตรกรพอใจ และทุก 6-7 ปี ต้องรื้อแปลงลงปลูกใหม่ ถือเป็นต้นทุนที่ไม่น้อยเช่นกัน

เมื่อสับปะรดสามารถตัดได้ เกษตรกรจะตัดในแปลงของตนเองมาส่งที่ ศพก. เข้าสู่ระบบการชั่งน้ำหนัก ปอกเปลือก ล้าง สะเด็ดน้ำ ใส่ถุง น็อกน้ำแข็งใส่ในลังโฟม เพื่อความสดและความคงทนของคุณภาพสับปะรดเมื่อถึงมือลูกค้า

ส่วนตลาดในประเทศ มีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึง ศพก. ปลายทางไม่ได้เข้าสู่ตลาดใหญ่ในเมือง แต่กระจายไปตามตลาดหัวเมืองทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสานนิยมรับประทานสับปะรดภูแลค่อนข้างสูง ส่วนตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันมีออเดอร์จากประเทศจีน มาเลเซีย สิงคโปร์

ผู้ใหญ่สมชาติ ยินดีให้คำปรึกษา หากมีผู้สนใจปลูกสับปะรดภูแล หรือสนใจศึกษาระบบการแพ็กสับปะรดส่งต่างประเทศ ก็สามารถสอบถามเพิ่มเติมหรือเข้ามาศึกษาดูงานได้ที่ หมู่ที่ 18 บ้านโป่งพระบาท ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ (089) 955-2705

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับตลาดไท กำหนดจัดงานเทศกาล “ตลาดไท ทุเรียนไทคุณภาพ” ระหว่างวันที่ 25-31 พฤษภาคม 2562 นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น. ณ ลาดจอดรถ ตลาดผลไม้ฤดูกาล ตลาดไท ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการผลิตของเกษตรกร และการจำหน่ายทุเรียนคุณภาพ พร้อมทั้งสร้างการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลการดูทุเรียนคุณภาพไปยังประชาชนทั่วไป มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด และหน่วยงานราชการ รวมถึงเกษตรกร และผู้ค้า ให้ความร่วมมือสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ โดยคาดหวังให้เกิดการยกระดับทุเรียนไทยให้มีชื่อเสียงด้านคุณภาพ อันจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการค้าทุเรียนต่อไป

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแสดงนวัตกรรมเครื่องวัดทุเรียนคุณภาพจาก 4 สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ การแสดงสุดยอดทุเรียนสายพันธุ์หายาก อาทิ หลงลับแล, หลินลับแล, ก้านยาว, พวงมณี, ชะนีไข่, กบพิกุล เป็นต้น การเผยแพร่ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการดูทุเรียนคุณภาพ วิธีบรรจุหีบห่อ บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุทุเรียนเพื่อยืดอายุทุเรียนให้อร่อยและกินได้นาน และเทคโนโลยีอันทันสมัย พร้อมไปกับการจำหน่ายทุเรียนคุณภาพทั้งทุเรียนสดและแปรรูป ในรูปแบบค้าปลีกและส่ง ที่สำคัญพลาดไม่ได้กับกิจกรรมไฮไลท์ในวันที่ 29 พฤษภาคม นี้ ซึ่งเป็นพิธีเปิดงานเทศกาล “ตลาดไท ทุเรียนไทคุณภาพ” กับ การจัดแข่งขัน “นักคัดทุเรียนคุณภาพ นักคัดมือทอง” เพื่อเฟ้นหานักคัดทุเรียนคุณภาพ ครั้งแรกของประเทศไทยจากผู้สนใจเข้าแข่งขันทั้งสิ้น 45 ท่านทั่วประเทศ และคัดเหลือผู้เข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ จำนวน 5 ท่าน

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอเชิญชวนผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานดังกล่าวได้ ซึ่งงานนี้เป็นงานที่คนรักทุเรียนต้องห้ามพลาด เพราะจะได้พบกับกองทัพทุเรียนที่อัดแน่นด้วยคุณภาพ พร้อมกิจกรรมอีกมากมายทั้ง โชว์ แชร์ ช้อป แอนด์ ชิม ให้ร่วมสนุกอีกมาก

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมโชว์ วิสัยทัศน์ การเป็น ครัวของโลกที่ยั่งยืน ในงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาคอาเซียน THAIFEX World of Food Asia 2019 ตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอาหารชั้นแนวหน้าระดับโลก

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและพัฒนาธุรกิจ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟเป็นหนึ่งผู้ผลิตอาหารชั้นนำที่เข้าร่วมในงาน THAIFEX 2019 อย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 16 บนพื้นที่ขนาด 504 ตารางเมตร ซึ่งเป็นบู๊ธภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุด จัดแสดงเรื่องราว กระบวนการผลิตอาหารที่ใส่ใจในคุณภาพทุกขั้นตอน ด้วยมาตรฐานสากล ตอกย้ำ ความเป็นผู้นำเทรนด์อุตสาหกรรมอาหารที่สร้างคุณค่า และความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ครัวโลกที่ยั่งยืน”

บู๊ธซีพีเอฟจะแสดงให้เห็นถึงเรื่องราวของกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารที่หลากหลาย ตอบโจทย์เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคทุกช่วงวัย และร่วมสร้างความยั่งยืนให้สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปีนี้ 2 ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมของซีพีเอฟ ได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมของงาน THAIFEX Taste Innovation จากกว่า 700 นวัตกรรมที่มาจากทั่วโลก ได้แก่ วีแกน ลาซานญ่า (Vegan Lasagna) ภายใต้แบรนด์ PURE เป็นผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานของบริษัท Top Food ได้รับรางวัลชนะเลิศของ THAIFEXtaste Innovation Winner ขณะที่ ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่สด Benja Chicken เป็นผลิตภัณฑ์ กลุ่มอาหารสด ที่ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 50 นวัตกรรม THAIFEXtaste Innovation Finalist

ทั้งนี้ Vegan Lasagna ภายใต้แบรนด์ PURE เป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมทานที่ใช้บรรจุภัณฑ์ผลิตจากเยื่อไม้ ทดแทนการใช้พลาสติก เพื่อร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม ส่วนผลิตภัณฑ์ เนื้อไก่สด Benja Chicken ผลิตภัณฑ์พรีเมียมจากแบรนด์ ยู ฟาร์ม ที่ยืนยันความเป็นผู้นำเทรนด์อาหาร ด้วยการเลี้ยงไก่จากข้าวกล้อง เนื้อไก่สดจะมีความหอม นุ่ม ฉ่ำกว่าเนื้อไก่ทั่วไป และเป็นผลิตภัณฑ์ 100% จากธรรมชาติ ที่ใส่ใจถึงความปลอดภัย ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง โดยเลี้ยงในระบบเลี้ยงแบบปล่อยในโรงเรือน (Cage free) ซึ่งได้รับรองมาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัยระดับโลกจาก NSF International (National Sanitation Foundation) อีกด้วย

ภายในงาน ซีพีเอฟยังแนะนำศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารของซีพีเอฟ ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญในการคิดค้นสร้างสรรค์วัตถุดิบและอาหาร ทั้งด้านรสชาติ และความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังได้ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พัฒนาสูตรอาหารซุปไก่ผสมฟักทองและไข่ที่อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วนเหมาะสำหรับผู้ป่วย และผู้สูงวัย

ไม่เพียงเท่านี้ ซีพีเอฟยังมีมุมสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจอยากลงทุนเป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ ทั้ง ร้านกาแฟ Star Coffee ร้านชาไข่มุกละมุนชาบาร์ และธุรกิจตู้เย็นชุมชนอีกด้วย

ร่วมสัมผัสกับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารเพื่อความยั่งยืนของซีพีเอฟได้ในงาน THAIFEX – World of Food Asia 2019 ณ บู๊ธซีพีเอฟ หมายเลข R01 R15 Q01 Q15 ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2562

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือ GIZ เปิดตัวโครงการ Thai Rice NAMA ผลิตข้าวเบอร์ 5 โดยใช้เทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดโลกร้อน หวังเปิดตลาดข้าวรักษ์โลก เพิ่มมูลค่าข้าวไทย

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ ได้จัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือโครงการ Thai Rice NAMA ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 14.9 ล้านยูโร (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 600 ล้านบาท) จากรัฐบาลประเทศเยอรมนี รัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐบาลเดนมาร์ก และสหภาพยุโรป ผ่านโครงการ NAMA Facility มีระยะเวลาการดำเนินโครงการ 5 ปี (2561-2566)

สำหรับดำเนินงานพัฒนาการผลิตข้าวของเกษตรกร จำนวน 100,000 ครัวเรือนในพื้นที่ 6 จังหวัด ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.8 ล้านไร่ มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการทำนาในปัจจุบันไปสู่ระบบการทำนาแบบยั่งยืน โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ขณะเดียวกัน ก็ยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นด้วย ซึ่งย่อมเป็นการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

และขณะเดียวกัน ยังเพิ่มประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับจากประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง โครงการมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ 1. เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมแก่เกษตรกรทั้งการทำนาแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานการผลิตข้าวที่ยั่งยืน (Thai Rice GAP++) 2. เพื่อพัฒนาและขยายธุรกิจการให้บริการเทคโนโลยีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการทำนา และ 3. เพื่อให้มีมาตรการจูงใจที่สนับสนุนให้ภาคการผลิตข้าวทั้งระบบเป็นไปในรูปแบบที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) หรือโลกร้อน ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ นานาประเทศจึงให้ความสำคัญต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาหรือลดผลกระทบในเรื่องนี้ องค์การสหประชาชาติได้รณรงค์ให้ประเทศสมาชิกมีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้ สำหรับประเทศไทย นายกรัฐมนตรีให้คำยืนยันในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่าไทยประกาศลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 โดยนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ พร้อมลดใช้พลังงานจากฟอสซิล และใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหากได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ จะลดลงให้ได้ร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมณ์ ที่ชัดเจนของประเทศไทยที่จะร่วมกับนานาประเทศ ในการดำเนินงานที่ลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถึงแม้ว่าเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย จะยังคงเป็นภาคพลังงานและการขนส่งเป็นอันดับแรก แต่ไม่ได้หมายความว่าภาคอื่นๆ ไม่ต้องคำนึงถึง ทุกภาคส่วน

รวมทั้งภาคเกษตร มีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้มุ่งสู่การสร้างนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หากไม่มีการปรับตัว ผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะย้อนกลับทำให้เกิดทำให้เกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเกษตรกร และการพัฒนาประเทศในภาพรวม

รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า การดำเนินการโครงการนี้จะมุ่งเน้นให้เกษตรกรรายย่อยมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาแบบปัจจุบันไปสู่การทำนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีเฉพาะที่เหมาะสมกับพื้นที่ ทั้งการปรับพื้นที่ให้เสมอกัน การปลูกแบบเปียกสลับแห้ง การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการฟางและตอซังเพื่อลดการเผา และอื่นๆ ซึ่งจะประหยัดน้ำและลดน้ำท่วมในแปลงลง โดยโครงการจะมีการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน และให้การฝึกอบรมเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี การผลิตข้าวที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการได้รับความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการปล่อยสินเชื่อสีเขียวให้แก่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีทางการเกษตร เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ โครงการจะให้การสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ ในการกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการผลิตข้าวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ รวมทั้ง การพัฒนามาตรฐาน Thai Rice GAP++ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงตลาดและห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงการขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป

นางสาวดุจเดือน ย้ำว่า จะเห็นได้ว่าโครงการนี้เป็นความร่วมมือบูรณาการระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ GIZ และยังร่วมมือกับ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารกองทุน สำหรับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั้นไม่ได้มีเฉพาะกรมการข้าว แต่ครอบคลุมกรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน รวมทั้งจัดทำแผนธุรกิจร่วมกับภาคเอกชน ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นเกษตรกรและผู้ให้บริการเทคโนโลยีจำนวน 454,200 คน โครงการมีพื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกแบ่งเป็น นาปรังประมาณ 2.8 ล้านไร่ และนาปีอีก 2.8 ล้านไร่ โดยคาดว่าจะได้ผลผลิตสูงสุดประมาณ 4 ล้านตัน ต่อปี

กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยร่วมกัน “สืบสาน รักษาและต่อยอด” นำแนวพระราชดำริ สร้างประโยชน์แก่ประชาชน ณ ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีผู้แทนสหกรณ์ในจังหวัดเพชรบุรี บุคลากรของส่วนราชการต่างๆ ประชาชนทั่วไป สมาชิกและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพงและบุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 600 คน เพื่อแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีและร่วมใจกันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า สำหรับโครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการจัดนิทรรศการและซุ้มเฉลิมพระเกียรติ นำเสนอพระราชกรณียกิจอันเกี่ยวกับงานสหกรณ์ ภายใต้หัวข้อ “ต่อยอด สืบสาน ปณิธานพ่อ สหกรณ์สานต่อ สู่ความยั่งยืน” และจัดกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยร่วมกันปลูกต้นไม้ในพื้นที่ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง พื้นที่ 1-2-0 ไร่ พร้อมทั้งดูแลรักษาต้นรวงผึ้ง ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10 รวมถึงกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ร่วมกันเก็บขยะบริเวณถนนในพื้นที่โครงการจัดพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง และกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาพลับพลาที่ประทับ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคยเสด็จฯ มาประทับและทรงงาน เมื่อปี พ.ศ. 2507

นอกจากนี้ ยังได้ซ่อมแซมบ้านหลังแรก ซึ่งเป็นการจำลองบ้านของเกษตรกรกลุ่มแรกที่อพยพครอบครัวเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ของโครงการไทย-อิสเราเอล เพื่อพัฒนาชนบทหุบกะพง ซึ่งทุกกิจกรรมจะช่วยปลูกฝังให้บุคลากรสหกรณ์และเยาวชนสหกรณ์ รุ่นใหม่ได้น้อมนำแนวคิดจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมมาขยายต่อยอดการทำความดีและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ให้แก่สังคม ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ด้าน นางสาวอัญชนา แก้วชื่น ผู้อำนวยการศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง กล่าวถึงความสำคัญของโครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง ว่าเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี พ.ศ. 2507 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎร จนได้ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ จำนวน 83 ครอบครัว ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองและขาดแคลนทุนทรัพย์ในการประกอบอาชีพ จึงทรงรับเกษตรกรเหล่านี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดหาพื้นที่ในเขตจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ นำมาจัดสรรให้เกษตรกรดังกล่าว

ในเวลาต่อมาได้มีการเลือกที่ดินบริเวณหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ แต่สภาพที่ดินส่วนใหญ่เป็นดินเลวขาดแคลนน้ำ จึงมีพระราชดำริให้กันพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ ออกจากป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ และพระองค์ทรงจับจองพื้นที่ดังกล่าวเยี่ยงสามัญชน โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ เมื่อได้พัฒนาที่ดินให้ดีขึ้นแล้วจึงจัดสรรให้กับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนที่ดินทำกินได้เข้าไปอยู่อาศัยและทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว ขณะเดียวกันนั้น รัฐบาลอิสราเอล โดย ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยได้อาสาเข้ามาช่วยเหลือด้านการพัฒนาการเกษตรในรูปของผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ และได้เกิดการทำสัญญาร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอิสราเอล ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2509 ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ภายใต้ “โครงการไทย-อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท (หุบกะพง)”

จากโครงการความร่วมมือฯ ได้ดำเนินการจัดตั้งเป็นศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตร พร้อมทั้งอพยพเกษตรกรจากกลุ่มเกษตรกรสวนผักชะอำ 2 ครอบครัว เข้าไปอยู่อาศัยโดยจัดที่ดินให้ครอบครัวละ 25 ไร่ จัดให้ปลูกพืชอาศัยน้ำชลประทาน 7 ไร่ อีก 18 ไร่ ให้ปลูกพืชไร่อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ มีเจ้าหน้าที่เป็นผู้วางแผนการปลูก การแนะนำให้เกษตรกรรู้จักการปลูกพืชตามหลักวิชาการ จากนั้นจึงอพยพครอบครัวของเกษตรที่เหลือเข้ามาอยู่ในบ้านเกษตรกรเข้ามาเพิ่มเติม พร้อมทั้งมีการให้การศึกษาอบรมเกี่ยวกับหลักการและวิธีการของสหกรณ์ จนเห็นว่าสมาชิกของหมู่บ้าน เกษตรกรมีความเข้าใจได้ดีพอแล้ว จึงเข้าชื่อกันเพื่อขอจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรโดยใช้ชื่อว่า “สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด” ยึดหลักและวิธีการสหกรณ์สำหรับแก้ไขปัญหาต่างๆ ของสมาชิก จากนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานโฉนดที่ดินบริเวณหุบกะพง ซึ่งมีพระนามาภิไธยของพระองค์ จำนวน 3 ฉบับ รวมพื้นที่ 12,079-1-82 ไร่ ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบ

สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ได้จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2514 มีสมาชิก 128 ครอบครัว ทุนดำเนินการตั้งต้น 253,677.50 บาท ขณะที่ในปัจจุบันมีสมาชิกรวม 618 คน และมีทุนดำเนินการเพื่อดำเนินธุรกิจตอบสนองต่อสมาชิกอย่างครบวงจร จำนวน 38,890,059.32 บาท ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีโครงการต่างสนับสนุนอาชีพให้กับสมาชิก อาทิ โครงการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ พืชผักปลอดภัย ส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ การเลี้ยงแพะ เลี้ยงปลา และงานหัตถกรรมจักสานป่านศรนารายณ์ พร้อมทั้งจัดหาตลาดในการจำหน่ายสินค้าและผลผลิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่หุบกะพงด้วย