ปัจจุบันมูลไส้เดือน มีผู้สั่งซื้อเข้ามากกว่า 400 กิโลกรัมในสัปดาห์

โดยกลุ่มลูกค้า มีทั้งซื้อในราคาส่งสำหรับร้านต้นไม้และลูกค้าทั่วไป การเพาะเลี้ยงไส้เดือนถือเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ตอบโจทย์อย่างมากในช่วงวิกฤตโรคระบาดนี้ สามารถใช้พื้นที่บ้านให้เกิดประโยชน์ และต้นทุนที่ไม่สูงแต่ได้กำไรดี

คุณสุวรรณ วัฒนาวงศ์ (คุณป็อป) อายุ 44 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 339/52 หมู่ที่ 3 บางกรวย-ไทรน้อย เทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ 094-362-5499 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง เฟชบุ๊ก ฟาร์มไส้เดือนผักกินดี

“ไม้พะยูง” จัดเป็น 1 ใน 9 ไม้มงคล ตามความเชื่อของคนไทยมาตั้งแต่สมัยอดีต เพราะคำว่า “พะยูง” เป็นมงคลนาม หมายถึง พยุงฐานะให้มั่นคง เจริญรุ่งเรือง คนไทยจำนวนมากจึงนิยมปลูกไม้พะยูงไว้ในบริเวณบ้าน และใช้ไม้พะยูงในพิธีกรรมต่างๆ ขณะเดียวกัน ไม้พะยูง มีเนื้อไม้สีสันสวยงาม ชักเงาได้ดี แข็งแรงทนทาน จึงนิยมใช้ไม้พะยูงก่อสร้างอาคาร เครื่องเรือนมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน

ระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา ไม้พะยูงเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่ถูกลักลอบตัดจากป่าเป็นจำนวนมาก สาเหตุหลักเชื่อกันว่ามาจากการบูรณะซ่อมแซมพระราชวังต้องห้าม “กู้กง” หลังรัฐบาลจีนได้ซ่อมแซมงานไม้ต่างๆ ภายในวัง พบว่า ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร รวมทั้งโต๊ะ เก้าอี้ ของฮ่องเต้ล้วนทำมาจากไม้พะยูง มีเนื้อไม้สีแดงของชนชั้นสูงในประเทศจีน เฟอร์นิเจอร์ไม้พะยูงมีความสวยงาม มีสภาพสมบูรณ์ แม้ผ่านระยะเวลามานานหลายร้อยปี

เศรษฐีจีนหลายรายอยากได้ไม้พะยูงมาทำเฟอร์นิเจอร์ของตัวเองบ้าง เกิดกระแสความต้องการไม้พะยูงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ไม้พะยูงในป่าภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยถูกลักลอบตัดเป็นจำนวนมาก เพื่อลดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไม้พะยูงในไทย กรมป่าไม้ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) จึงส่งเสริมปลูกไม้พะยูงในรูปแบบสวนป่า เพื่อลดการลักลอบตัดไม้พะยูงในป่าธรรมชาติ และอนุรักษ์พันธุกรรมไม้พะยูงให้คงอยู่ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ศูนย์การเรียนรู้ ไม้ดี มีค่า (ไม้พะยูง)
ปัจจุบัน สวนป่าท่ากุ่มโนโบรุ อูเมดะ จังหวัดตราด เป็นแหล่งปลูกไม้พะยูงใหญ่ที่สุดในประเทศ มีพื้นที่ปลูกไม้พะยูง มากกว่า 700 ไร่ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคกลาง จึงได้ดำเนินโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้ไม้ที่มีค่า (ไม้พะยูง)” ณ สวนป่าท่ากุ่ม โนโบรุ อูเมดะ เลขที่ 153 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดตราด (โทร.038-323-964) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศป่าปลูกไม้พะยูง โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ ศึกษา วิจัย ดูงาน ด้านสิ่งแวดล้อม กิจกรรมนันทนาการ จัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับไม้พะยูง และตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในพื้นที่สวนป่าท่ากุ่ม โนโบรุ อูเมดะ เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ วัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างงาน และรายได้สู่ชุมชน รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ อ.อ.ป.

สวนป่าท่ากุ่ม โนโบรุ อูเมดะ
หลายคนคงสงสัยว่า สวนป่าในไทย ทำไม มีชื่อญี่ปุ่น ข้อมูลจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ระบุว่า มร. โนโบรุ อูเมดะ (Mr. Noboru Umeda) เป็นพันธมิตรคนสำคัญที่มีส่วนสนับสนุนการปลูกป่าในไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เมียนมา และเวียดนาม ในนามประธานศูนย์การปลูกป่าต่างประเทศอูเมดะ (OSC-U) ตั้งแต่ ปี 2535

นายโนโบรุ อูเมดะ มีแรงบันดาลใจมาจากตอนสงครามโลก ถูกเกณฑ์เป็นทหารมารบในป่าของประเทศไทยแล้วถูกจับตัวเป็นเชลยศึก แต่คนไทยใจดีช่วยให้รอดชีวิตกลับไปทําธุรกิจด้านการเกษตรและป่าไม้ จนมีฐานะร่ำรวยจึงกลับมาตอบแทนบุญคุณคนไทยและป่าไม้ของไทย โดยสนับสนุนเงินทุนแบบให้เปล่าแก่ประเทศไทยกว่า 95 ล้านบาท ภายใต้ชื่อมูลนิธิวนวัฒนวิทยาโพ้นทะเล-อูเมดะ (OSC-U) สำหรับปลูกสร้างสวนป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 19,996.66 ไร่ ที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของ อ.อ.ป. เช่น สวนป่าทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สวนป่าคลองตะเกรา จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมทั้ง สวนป่าท่ากุ่ม โนโบรุ อูเมดะ จังหวัดตราด เป็นต้น (ข้อมูล จากวารสาร เพื่อนป่า ฉบับเดือนมีนาคม 2555)

นายวัชรินทร์ สีนวล หัวหน้างานสวนป่าท่ากุ่ม โนโบรุ-อูเมดะ โทร. 089-026-3194 เล่าว่า งานสวนป่าท่ากุ่ม โนโบรุอูเมดะ มีหน้าที่พัฒนาสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนครบวงจร การปลูกสร้างสวนป่า การเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกประเภทจากสวนป่า วางมาตรการเพื่อป้องกันการบุกรุก ลักลอบตัดไม้ในสวนป่า พัฒนาต่อยอดธุรกิจโดยใช้สวนป่าไม้เศรษฐกิจเป็นฐาน การแผ้วถางป่า การใช้ประโยชน์ไม้ตามนโยบายของรัฐและอื่นๆ ส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ฝึกอบรม และงานด้านวิชาการต่างๆ ของสวนป่าท่ากุ่ม และหมอนไม้-จินตกานนท์จังหวัดตราด

ไม้พะยูง
ไม้พะยูง มีชื่อทางการค้าว่า Blackwood หรือ Rosewood มีชื่อท้องถิ่นในเมืองไทยเรียกแตกต่างกันไป เช่น ประดู่เสน (ตราด) พยุง (ไทย) พยุงไหม (สระแก้ว) กระยูง กะยูง (เขมร สุรินทร์) ขะยุง (อุบลราชธานี) แดงจีน (กบินทร์ ปราจีนบุรี) ประดู่ลาย (ชลบุรี) หัวลีเมาะ (จีน)

ไม้พะยูง พบการกระจายพันธุ์ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ ในภูมิภาคอินโดจีน เช่น พม่า กัมพูชา (อุดรมีชัย เสียมเรียบ สตรึงเตร็ง เสียมปาง) ลาว (แขวงบอริคาไซ คำม่วน ซาละวัน เซกอง จำปาสัก และอัตตะบือ) เวียดนาม (กวางนัม เกียไล และคอนตูม) ประเทศไทยพบไม้พะยูงกระจายพันธุ์อยู่ในพื้นที่รอยต่อของป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ที่มีความสูงจากระดับทะเลปานกลาง อยู่ในช่วง 100-775 เมตร ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี อยู่ในช่วง 980-6,463 มิลลิเมตร

วิธีขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์ไม้พะยูงมี 4 รูปแบบ คือ การเพาะเมล็ด การปักชำกิ่ง การปักชำราก และการเสียบยอด พบว่า การเพาะเมล็ดเป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ให้อัตราการงอกสูงสุด ร้อยละ 74 เนื่องจากเมล็ดของไม้พะยูงมีความงันที่เปลือก จึงต้องนำเมล็ดไปแช่น้ำเป็นเวลา 24 ชั่วโมงก่อน การงอกของเมล็ดไม้พะยูงนั้น ต้องการวัสดุที่สามารถอุ้มน้ำได้ดี และมีความพรุนมาก เช่น แกลบ หรือขุยมะพร้าว

หลังจากเพาะเมล็ด ไม้พะยูงจะงอกภายใน 7 วัน เมื่อกล้าไม้อายุ 10-14 วัน จะมีความสูงประมาณ 1 นิ้ว มีใบเลี้ยง 1 คู่ จึงสามารถย้ายชำลงในถุงเพาะ ขนาด 4×6 นิ้ว ที่มีส่วนผสมของดินเพาะชำที่เหมาะสมกับกล้าไม้พะยูง คือดินตะกอนริมห้วย : ทราย : ขี้เถ้า : แกลบ : ปุ๋ยหมัก ในอัตราส่วน 4 : 2 : 2 : 1 : 1 โดยทั่วไปกล้าไม้พะยูงจะมีขนาดที่เหมาะสมต่อการย้ายปลูกเมื่อเลี้ยงกล้าไว้ประมาณ 3-5 เดือน และกล้าควรมีความสูงไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร

การปลูกไม้พะยูง
ควรปลูกไม้พะยูงประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม เพราะเป็นช่วงต้นถึงกลางฤดูฝน โดยปลูกในระยะ 2×3 หรือ 3×3 เมตร กล้าไม้พะยูงที่มีอายุ 1 และ 2 ปี ที่ปลูกในระยะปลูก 2×3 เมตร มีความสูงเท่ากับ 1.1 และ 2.1 เมตร ตามลำดับ

ส่วนไม้พะยูงซึ่งปลูกในระยะ 3×3 เมตร มีความสูงเฉลี่ยสูงสุดเมื่อเทียบกับระยะปลูกอื่นๆ เช่น 4×4 หรือ 5×5 เมตร โดยมีความสูงเฉลี่ย เท่ากับ 20.74 เซนติเมตร ทั้งนี้ก่อนปลูกไม้พะยูงควรใส่ปุ๋ย ต้นละ 1 ช้อนชา เพื่อให้กล้าไม้มีปริมาณสารอาหารที่เพียงพอในช่วงระยะแรกของการตั้งตัวและสามารถแข่งขัน กับวัชพืชได้

หลังปลูกต้นพะยูง ควรใส่ปุ๋ยปีละ 3 ครั้ง เนื่องจากกล้าไม้พะยูงยังอยู่ในสภาวะที่แก่งแย่งกับวัชพืช และควรกำจัดวัชพืชอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ช่วงต้นพะยูงยังเล็กอยู่ ควรกำจัดวัชพืชควบคู่ไปกับการป้องกันไฟ

การตัดแต่งกิ่งยังไม่มีความจำเป็นมากนัก เพราะปลูกในระยะแคบ จึงมีการลิดกิ่งเองตามธรรมชาติ ส่วนการตัดขยายระยะขึ้นอยู่กับระยะปลูก และความอุดมสมบูรณ์ของดิน

ช่วง 3-5 ปีแรกของการปลูก ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาในแปลงปลูก เพราะสัตว์เลี้ยงอาจเหยียบย่ำต้นไม้ กัดกินใบและยอด ซึ่งจะทำให้ต้นไม้เสียรูปทรงและอาจตายได้ ทั้งนี้ สามารถปลูกไม้พะยูงร่วมกับไม้ประดู่ ไม้มะค่าโมง และไม้แดง ฯลฯ

แมลงศัตรูสำคัญ
ไม้พะยูงขนาดใหญ่ เส้นรอบวงตั้งแต่ 76 เซนติเมตร ขึ้นไป มักเสี่ยงต่อการถูกแมลงเข้าทำลายมากกว่าไม้พะยูงที่มีขนาดเล็ก ส่วนไม้พะยูงที่ปลูกด้วยระยะปลูกแคบ เสี่ยงต่อการถูกแมลงเจาะลำต้นพะยูง เข้าทำลายมากกว่าไม้พะยูงที่ปลูกด้วยระยะปลูกที่กว้างกว่า

หากพบแมลงศัตรูสำคัญคือ มอดรูเข็ม ซึ่งเป็นด้วงขนาดเล็ก เจาะรู ขนาด 1-2 มิลลิเมตร บริเวณลำต้น โคนต้น และกิ่ง สามารถควบคุมและกำจัดมอดรูเข็ม โดยใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ

1. สารคลอไพรีฟอส ใช้ผสมน้ำราดที่โคนต้นพะยูง ในปริมาณ 1.5 ลิตร หรือใช้ 2. สารสตาร์เกิ้ล-จี (ไดโนทีฟูเรน) ผลิตในรูปเม็ด หยอดลงหลุม หลุมละ 1 ช้อนชา จำนวน 4 หลุม ต่อต้น ทั้งพบว่า ต้นพะยูงที่ใช้สารคลอไพรีฟอส มีสภาพที่สมบูรณ์มากกว่า และไม่พบปลวกขึ้นที่ลำต้น ขณะที่สารสตาร์เกิ้ล-จี (ไดโนที ฟูเรน) มีปลวกขึ้นที่ลำต้นจำนวนมาก

สี-ลวดลาย แก่นไม้พะยูง
แก่นของไม้พะยูง เป็นส่วนที่มีมูลค่าที่แท้จริงของเนื้อไม้ทั้งหมด การศึกษาวิจัยพบว่า ลักษณะสี และลวดลายของแก่นไม้พะยูงสามารถแบ่งได้ 4 แบบ คือ

1. ไม้พะยูงไหม หรือไม้พะยูงแดง ในบางท้องที่อาจเรียกว่า แดงจีน แต่คนจีนเรียกแก่นไม้พะยูงแบบนี้ว่า หงมู่ หรือ ลีหัวเมาะ สีพื้นแก่นมีสีออกโทนสีแดงเลือดหมู แดงเลือดนก ปัจจุบันพบในท้องที่ภาคอีสานตอนล่าง (เทือกเขาพนมดงรัก และเทือกเขาสันกำแพง)

2. ไม้พะยูงลาย หรือไม้พะยูงแกลบ สีพื้นแก่นมีสีออกโทนสีเหลือง หรือมีสีพื้นมากกว่าสองสีขึ้นไป มีลายเส้นวงของการเติบโตไม่ชัดเจน โดยลักษณะของลวดลายมีวงการเติบโตเรียงเป็นวงและวงการเติบโตเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ ในบางครั้งพบว่า แก่นมีสีที่ค่อนข้างซีดจาง และมีกระพี้แทรกอยู่ในบางส่วนอีกด้วย พบในบริเวณเทือกเขาภูพาน และเทือกเขาภูพานน้อย

3. ไม้พะยูงดำ สีพื้นแก่นมีสีที่ออกโทนสีแดงอมม่วงเข้มจนถึงน้ำตาลดำ มีแถบลายเส้นวงของการเติบโตกว้าง พบมีทั้งเรียงเป็นวงกลม หรือวงไม่เป็นระเบียบ แก่นของไม้พะยูงดำปัจจุบันพบในท้องที่ภาคอีสานตอนบน เช่น อุทยานแห่งชาติภูพาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว

4.ไม้พะยูงทอง สีพื้นแก่นมีสีที่ออกโทนสีเหลือง เหลืองทอง ส้ม มีแถบลายเส้นวงของการเติบโตแคบเป็นเส้นเรียงเป็นวงกลม ปัจจุบันไม่พบไม้พะยูงทองในป่าธรรมชาติ แต่มีรายงานว่าในอดีตพบในท้องที่จังหวัดนครนายกและสระบุรี

การใช้ประโยชน์

ไม้พะยูง มีสรรพคุณด้านสมุนไพร เช่น โรคปากเปื่อย และโรคปากแตกระแหง ชาวบ้านนิยมใช้เปลือกต้นสดหรือแห้งสับเป็นชิ้น ต้มในน้ำสะอาดเคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่ง ใช้อมกลั้วคอวันละ 3 เวลา ก่อนหรือหลังอาหาร หรืออาจจะใช้ยางสดจากลำต้นทาบริเวณที่เป็นก็ได้ รักษาอาการไข้พิษเซื่องซึม โดยใช้รากสดหรือแห้ง สับเป็นชิ้นพอประมาณ ต้มในน้ำสะอาดเคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่ง กรองเอาน้ำดื่มวันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร

เนื่องจากเนื้อไม้พะยูงมีสีสันสวยงาม จึงนิยมใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องกลึงแกะสลัก สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เช่น ตลับ หวี ใช้ทำเครื่องดนตรี เช่น ซออู้ ซอด้วง ขลุ่ย โทน รำมะนา นอกจากนี้ ยังนิยมใช้ไม้พะยูงเลี้ยงครั่ง เพราะให้ผลผลิตสูงถึงต้นละ 50 กิโลกรัม และได้ครั่งคุณภาพดี มาตรฐาน เกรด A

สำหรับในประเทศไทย พบจิ้งหรีดได้ทั่วทุกภูมิภาค ชนิดของจิ้งหรีดที่พบ ได้แก่ จิ้งหรีดทองดำ จิ้งหรีดทองแดง (จิ้งโกร่ง หรือ จิ้งกุ่ง) แต่ในฉบับนี้จะขอกล่าวถึงการเลี้ยงจิ้งหรีดทองแดงลาย หรือในภาษาอีสานเรียกว่า แมงสะดิ้ง นับเป็นจิ้งหรีดอีกชนิดหนึ่ง ที่นิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจมากที่สุด เพราะเป็นจิ้งหรีดที่มีขนาดเล็ก ให้ไข่เยอะ ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อน นอกจากนี้ ยังมีโครงสร้างร่างกายที่ไม่แข็งเกินไป ง่ายต่อการนำไปแปรรูปและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อการส่งออกอีกด้วย

คุณอิงครัตน์ ธัญศิรธนารมย์ หรือ พี่ซอนญ่า อยู่บ้านเลขที่ 88 บ้านหนองโสน หมู่ที่ 11 ตําบลหนองข่า อําเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ อดีตนักวิชาการด้านอาหารสัตว์ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงแมงสะดิ้ง สู่การก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองโสน สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้คนในชุมชนแต่ละเดือนไม่น้อย

พี่ซอนญ่า บอกเล่าถึงที่มาของการเลี้ยงแมงสะดิ้งให้ฟังว่า ตนเองเริ่มทำการทดลองเลี้ยงจิ้งหรีดหรือแมงสะดิ้ง ในปี 2559 ซึ่งถ้าหากย้อนไปตอนนั้น จิ้งหรีดยังไม่ถูกยกให้เป็นแมลงเศรษฐกิจ และยังไม่มีการรับรองมาตรฐาน GAP เกิดขึ้น แต่สาเหตุที่ทำให้ตัดใจเลี้ยงจิ้งหรีด เกิดขึ้นเนื่องจากสามีมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ มาจากอิสราเอล เขามีความสนใจเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงจิ้งหรีดในบ้านเรา ซึ่งคำถามของเขาในตอนนั้นทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่า การเลี้ยงจิ้งหรีดก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เนื่องด้วยปัจจัยทางสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม รวมถึงพืชพรรณธัญญาหารที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ บวกกับการนำเอาประสบการณ์ทำงานเป็นนักวิชาการมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตจิ้งหรีดอาจจะกลายเป็นอาชีพทำเงินได้ดี ด้วยภาวะโลกร้อน และมลพิษต่างๆ ที่เกิดมากขึ้น หากจะเริ่มต้นผลิตแมลงไว้เป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกใหม่ให้กับคนบนโลกคงจะดีไม่น้อย จึงเป็นจุดให้ตัดสินใจเริ่มทดลองเลี้ยงจิ้งหรีดตั้งแต่นั้นมา จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 6 ปีแล้ว

ทดลองเลี้ยงครั้งแรก ผ่านอุปสรรคมากมาย
การเรียนรู้ แก้ไข และพัฒนา ทำให้มีทุกวันนี้ได้
ช่วงเริ่มต้นทดลองเลี้ยงจิ้งหรีด พี่ซอนญ่า บอกว่า ขอเปรียบความยากเหมือนกับการให้ผู้สูงอายุสนเข็ม คือมีความยากลำบากในการทำ แต่จะสามารถฝึกฝนจนทำได้ เพราะช่วงแรกไม่มีประสบการณ์มาก่อน โดยจุดประสงค์ที่เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อทดลองว่าจะสามารถไปต่อกับอาชีพนี้ได้ไหม รวมถึงเพื่อทดสอบความชอบของตนเอง ว่าสามารถเข้าใจพฤติกรรมของจิ้งหรีดได้มากน้อยแค่ไหน เป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบในช่วงเริ่มต้นการเลี้ยง นับเป็นบททดสอบที่ยากพอสมควร ที่กว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้ก็ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกซ้ำๆ หลายครั้ง

จนเริ่มมีชาวบ้านที่ขายแมลงทอดเข้ามาติดต่อขอซื้อจิ้งหรีดที่เลี้ยงไว้และกลายเป็นลูกค้าประจำของที่ฟาร์ม ซึ่งจุดนี้ทำให้เริ่มรู้สึกว่าจริงๆ แล้วตลาดสามารถหาได้ง่ายๆ แถวบ้านก่อน แล้วค่อยขยายตลาดให้กว้างขึ้น ด้วยวิถีชีวิตดั้งเดิมที่คนอีสานจะบริโภคแมลงอยู่แล้ว ก็ทำมาเรื่อยๆ จนฟาร์มจิ้งหรีดเริ่มติดตลาดมีคนรู้จักมากขึ้น ปริมาณการเลี้ยงก็ต้องขยายเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่มีมาก แต่เมื่อมาถึงปี 2561 ตลาดจิ้งหรีดของที่ฟาร์มเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มีสาเหตุมาจากเริ่มมีข่าวผลักดันให้จิ้งหรีดเป็นแมลงเศรษฐกิจ ทำให้มีคนเริ่มสนใจหันมาเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาชีพกันมากขึ้น ส่งผลกระทบทำให้ปริมาณจิ้งหรีดล้นตลาด จึงใช้ตรงนี้เป็นบทเรียนเพื่อนำมาแก้ไขสำหรับการผลิต

“หลังจากที่เกิดปัญหาล้นตลาด พี่ก็เริ่มต้นวางแผนการเลี้ยงใหม่ คือการเลี้ยงให้พอดีกับปริมาณที่ลูกค้าต้องการ ใช้การคาดคะเนว่าลูกค้าที่มีอยู่ในมือทั้งหมดจะรับปริมาณได้เท่าไหร่ ก็จะผลิตเท่านั้น รวมถึงที่ฟาร์มได้รับรองมาตรฐาน GAP ตั้งแต่นั้นมาจึงไม่ค่อยมีปัญหาด้านการตลาดถึงแม้ว่าจะมีคู่แข่งทางการตลาดเยอะก็ตาม จนมาถึงปัจจุบันการตลาดมีการพัฒนา ทางฟาร์มจะได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการซื้อขายคือต้องมีการทำสัญญาซื้อขายกันก่อนเพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย หากลูกค้าต้องการจำนวนเท่าไหร่ ให้แจ้งล่วงหน้าเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อให้เราสามารถวางแผนการผลิตเริ่มคำนวณตั้งแต่ไข่ที่ฟัก มันจะกลายเป็นเกษตรแม่นยำมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นแน่นอน แต่ก็สามารถช่วยคาดคะเนปริมาณจิ้งหรีดได้ว่าจะได้ปริมาณเท่าไหร่ หรือถ้าหากช่วงไหนมีปัจจัยด้านอากาศที่ส่งผลกระทบต่อจำนวนการผลิตเราก็อาจจะต้องคุยกับลูกค้าให้เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร ข้อนี้ถือเป็นคำแนะนำสำหรับเกษตรกรในปัจจุบันท่ามกลางคู่แข่งที่มากขึ้น ฉะนั้นการวางแผนการเลี้ยง การหาตลาดรองรับที่แน่นอนและไว้ใจได้ จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด”

เลี้ยงแมงสะดิ้งให้สำเร็จ
เคล็ดลับอยู่ที่ความ “พอดี”
เจ้าของบอกว่า จากประสบการณ์การเลี้ยงที่มีเท่ากับศูนย์ ลองผิดลองถูก จนได้รู้ว่าสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จล้วนแล้วอยู่ใกล้ตัว เป็นเรื่องเล็กน้อยที่เคยมองข้ามไป คือจบที่คำว่า “พอดี”

“เมื่อก่อนพี่เคยคิดค้นหาวิธีมากมายในการเลี้ยงจะทำอย่างไรให้ออกมาดี จนทำให้ได้รู้ว่าความพอดีนี่แหละคือหนทางสู่ความสำเร็จ เพราะการเลี้ยงจิ้งหรีดมีหลายปัจจัยสำคัญ ทั้งเรื่องของอุณหภูมิ ความชื้น การให้น้ำและอาหาร ทุกอย่างต้องพอดี แต่สิ่งที่ยากคือ แล้วจะทำอย่างไรให้พอดีในแต่ระยะ ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ประสบการณ์ล้วนๆ เพราะถ้าคนไม่เคยเลี้ยงมาก่อนอธิบายให้ฟังอย่างไรก็จะไม่เข้าใจ แต่ถ้าได้ลงมือเลี้ยงแล้ว จะนึกออกได้ไม่ยาก”

การทำความสะอาด ถือเป็นหัวใจสำคัญ
จิ้งหรีดเป็นสัตว์ที่รักความสะอาด เพราะฉะนั้นสถานที่เลี้ยงโรงเรือนต้องมีอากาศถ่ายเทสะดวก บ่อสะอาด อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้เลี้ยงก็ต้องสะอาด เพราะมีผลต่อการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์แข็งแรงของจิ้งหรีด ดังนั้น ขั้นตอนการทำความสะอาดโรงเรือน บ่อเลี้ยง แผงไข่ และถาดให้น้ำและอาหาร ถือเป็นหัวใจสำคัญ หากทำได้ดังนี้รับรองได้ว่าจิ้งหรีดที่เลี้ยงจะออกมาสมบูรณ์แข็งแรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องทำให้ถูกวิธีด้วย

ออกแบบโรงเรือนให้เหมาะสม คือต้องระบายอากาศได้ดี ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป และเพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด ไม่สะสมฝุ่น มีพื้นที่ว่างเพียงพอและสะดวกต่อการทำงาน มีทางเดินที่กว้างพอที่จะขนอุปกรณ์ต่างๆ ออกไปทำความสะอาดได้อย่างสะดวก
การจัดการแผงไข่ ต้องมีการจัดวางที่ดีที่ลดความเสียหาย ก่อนการวางแผงไข่ลงในบ่อเลี้ยงแนะนำว่าให้หาท่อนไม้หรือวัสดุที่สามารถนำมาวางเป็นฐานรองแผงไข่ไม่ให้ติดกับพื้นบ่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ขี้จิ้งหรีดตกลงไปทับสะสมอยู่ในแผงไข่ ทำให้แผงไข่เกิดความเสียหายมีอายุการใช้งานน้อยลง

“แผงไข่จะทำหน้าที่เป็นที่ให้จิ้งหรีดได้หลบซ่อนตัว gclubslot.co.uk เพราะแผงไข่มีซอกมีมุมเยอะ จิ้งหรีดเป็นสัตว์ที่ลอกคราบบ่อยมาก 5-6 ครั้งกว่าที่จะเต็มไว เป็นช่วงระยะที่มีความอ่อนแอ ฉะนั้นเขาจะไปหลบตามซอกตามมุม และอีกอย่างแผงไข่จะค่อนข้างควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่พอดีได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าเราใช้แผงไข่ที่เป็นพลาสติก ซอกมุมเยอะก็จริง แต่ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ที่ฟาร์มจึงเลือกไข่ที่เป็นแผงกระดาษ”

อุปกรณ์ให้น้ำและอาหาร ของที่ฟาร์มจะใช้เป็นถาดพลาสติก โดยมีเทคนิคอยู่ที่ก่อนการนำมาใช้จะต้องนำถาดพลาสติกเหล่านี้มาขัดให้หยาบเพื่อให้จิ้งหรีดสามารถไต่ขึ้นมากินน้ำและอาหารได้ ตรงนี้เกิดขึ้นจากความใส่ใจจริงๆ
อาหาร เป็นสูตรอาหารสำเร็จรูปที่ทางฟาร์มคิดค้นขึ้นมาเอง โดยใช้ความรู้จากการเรียนปริญญาโททางด้านโภชนศาสตร์และเทคโนโลยีอาหารสัตว์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นสูตรอาหารย่อยง่าย ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของจิ้งหรีด จึงได้มีการนำสูตรอาหารนี้ไปแจกจ่ายให้กับสมาชิกในกลุ่มได้ใช้ด้วย
การให้อาหาร ในช่วงสัปดาห์แรกให้อาหารเช้า-เย็น ให้ในปริมาณที่น้อยมากๆ แค่โรยให้ติดถาด หลังจากนั้นพอจิ้งหรีดเริ่มโตจะเพิ่มปริมาณการให้น้ำและอาหารมากขึ้น และเพิ่มช่วงเวลาการให้เป็น เช้า-กลางวัน-เย็น ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 35-45 วัน ขึ้นอยู่กับฤดูกาล

ปริมาณผลผลิต เฉลี่ยต่อ 1 รอบการผลิต 4-5 ตัน จิ้งหรีดสามารถเลี้ยงได้ตลอดทั้งปี ถ้าคิดตามอายุของจิ้งหรีด 1 ปี สามารถเลี้ยงได้ 8 รอบ แต่ที่ฟาร์มจะไม่สามารถเลี้ยงแบบเต็มรูปแบบได้ทั้งหมด 8 รอบ เนื่องจากต้องอาศัยแรงงานในพื้นที่ ซึ่งฤดูกาลที่หาแรงงานยากคือฤดูกาลปลูกข้าว เกี่ยวข้าว ตัดอ้อย ดังนั้น ในช่วงที่แรงงานไม่พอที่ฟาร์มจะวางแผนการผลิตให้น้อยลง ให้เหลือปริมาณ 1-2 ตันต่อรอบการผลิต

อนาคตการตลาดยังสดใส
โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ

หากถามถึงอนาคตการตลาดของจิ้งหรีด พี่ซอนญ่า อธิบายในมุมมองส่วนตัวว่า จิ้งหรีดยังเป็นสัตว์ที่มีอนาคตสดใส สำหรับตลาดในประเทศอาจจะต้องดูเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย หากเศรษฐกิจในประเทศดีก็รับรองได้ว่าจิ้งหรีดยังเป็นอาหารและแหล่งโปรตีนทางเลือกที่สำคัญและมีความต้องการสูง

ถัดมาในส่วนของตลาดต่างประเทศ อนาคตยังสดใจอยู่แน่นอน แต่ตลาดต่างประเทศจะไม่นิยมจิ้งหรีดทองดำที่เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงกัน แต่จะนิยมจิ้งหรีดทองแดงลายหรือแมงสะดิ้ง ดังนั้น สำหรับใครต้องการเลี้ยงเพื่อการส่งออกจำเป็นต้องเลี้ยงแมงสะดิ้ง ด้วยลักษณะสีน้ำตาลอ่อน เมื่อนำไปแปรรูปเป็นผง หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ จะได้สีออกมาไม่ดำคล้ำมากเกินไป ประกอบกับความหอม รสชาติ ละมุนมากกว่าจิ้งหรีดทองดำ