ปัจจุบัน สวนแห่งนี้จำหน่ายต้นสตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทาน 80

และพันธุ์โชกุน ที่มีคุณภาพดี ลำต้นแข็งแรง ใบสีเขียวเข้ม จึงเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของเกษตรกรในวงกว้าง เพราะคุณแต๋งปลูกขยายพันธุ์ได้เองในท้องถิ่น ต้นสตรอเบอรี่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าต้นพันธุ์ที่มาจากภาคเหนือ ที่มีใบเขียวอ่อน เมื่อนำมาปลูกจะไม่ต้านทานโรคเท่าที่ควร

เคล็ดลับ ผลิต “ไหลสตรอเบอรี่” คุณภาพดี

“ไหลสตรอเบอรี่” ของ “สวนสตรอเบอร์รี่ สุขสมใจ” ขายดีเป็นที่ต้องการของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพราะผลิตจากแม่พันธุ์ไหลคุณภาพดี ในระยะเวลาที่เหมาะสม คือช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน โดยทั่วไปต้นสตรอเบอรี่มักมีปัญหาเรื่องเชื้อราเยอะมาก เช่น ราขาว ซึ่งเป็นสาเหตุของโรครากเน่า โคนเน่า คุณแต๋งจึงมุ่งคัดเลือกแม่พันธุ์ที่มีลักษณะลำต้นใหญ่ ใบเขียวเข้ม ที่สำคัญต้องเป็น “ไหลแรกที่ไม่โดนดิน” เพื่อป้องกันไม่ให้ไหลติดเชื้อราจากดินในแปลงปลูก

หลังจากคัดเลือกแม่พันธุ์ที่ต้องการได้แล้ว คุณแต๋งจะนำวัสดุปลูกที่มีส่วนผสมของ ขุยมะพร้าว 70% และดิน 30% ไปรองใต้ไหลเนื้อเยื่อแรกเพื่อกระตุ้นให้เกิดตาดอกและเกิดรากโผล่พ้นผิวดิน หลังจากนั้นจึงค่อยตัดไหลไปเลี้ยงต่อในถุงดำก่อนส่งขายให้ลูกค้า (นำดินจากภายนอกมาใส่ถุงดำ เพราะหมดฤดูปลูก ดินในแปลงปลูกไม่น่าจะมีสารอาหารเหลืออยู่แล้ว)

เมื่อลูกค้านำไหลสตรอเบอรี่ เนื้อเยื่อไหลแรกไปปลูกลงดิน จะได้ต้นสตรอเบอรี่กอใหญ่ ที่ให้ผลผลิตดก คุณภาพดีสุด คุ้มค่ากับการลงทุน คุณแต๋งแนะนำให้เกษตรกรเลือกปลูกไหลสตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทาน 80 เพราะเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศภาคอีสาน สตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทาน 80 ลำต้นใหญ่ แข็งแรง มีไหลต่อ 2, 3, 4 ไหล ติดออกมาด้วย ภายใน 1 ถุง จะได้ต้นไหลที่ติดรากลงดินในถุงดำเป็นส่วนของไหลแรก หรือไหลที่ 1 ส่วนไหล 2-4 จะติดจากไหลแรก เรายกให้ฟรี ต้นไหลที่ติดมาในแต่ละถุงจะได้มากหรือน้อยคือกำไรของลูกค้า เราคิดราคาเฉพาะไหลแรกที่ลงถุงดำเท่านั้น

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรอเบอร์รี่ สุขสมใจ บ้านโสกบง

ปัจจุบัน คุณแต๋ง และคุณเอส เป็นแกนนำจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรอเบอร์รี่ สุขสมใจ บ้านโสกบง” มีสมาชิกเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งในจังหวัดบึงกาฬ กาฬสินธุ์ สกลนคร เลย ตราด ลพบุรี เชียงราย ชุมพร สุราษฎร์ธานี เครือข่ายสมาชิกวิสาหกิจฯ แห่งนี้ จะแลกเปลี่ยนความรู้การปลูก-การตลาด และเชื่อมโยงธุรกิจการค้าร่วมกัน เช่น การขายสตรอเบอรี่ผลสด ไหล ต้นสตรอเบอรี่และผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายรายการ

ปัจจุบัน ทางกลุ่มวิสาหกิจฯ ใช้เฟซบุ๊กและไลน์เป็นเครื่องมือกระจายข่าวสารในกลุ่มสมาชิก หากเจอปัญหาผลผลิตล้นตลาด หรือสินค้าขาดตลาด สมาชิกก็จะช่วยกระจายสินค้าหรือหาสินค้าตัวที่ขาดเข้ามาเสริมในจุดที่มีปัญหาทันที ทำให้เครือข่ายวิสาหกิจฯ แห่งนี้มีระบบการตลาดที่เข้มแข็ง ยกตัวอย่าง เช่น ยอดสั่งซื้อไหลเข้ามามาก จนผลิตสินค้าได้ไม่ทัน จะกระจายออเดอร์ให้กับสมาชิกในเครือที่อยู่ในทำเลที่ตั้งเดียวกับลูกค้าเป็นคนส่งสินค้าให้แทน

“พื้นที่ภาคเหนือ มีอากาศหนาวตั้งแต่ช่วงปลายปี ทำให้มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดเร็วกว่าสตรอเบอรี่ที่ปลูกในพื้นที่ภาคอีสาน ประมาณ 1 เดือน เมื่อสตรอเบอรี่บึงกาฬเข้าสู่ตลาด (ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน) สตรอเบอรี่ภาคเหนือก็เริ่มหมดแล้ว ทำให้เกษตรกรบึงกาฬสามารถขายผลสตรอเบอรี่สดได้ในราคาสูง ส่วนสตรอเบอรี่ที่ปลูกในพื้นที่ภาคใต้ก็มีผลผลิตล่ากว่าที่สตรอเบอรี่อีสาน ประมาณ 1 เดือน โดยเริ่มมีผลผลิตเข้าสู่ตลาด ตั้งแต่มีนาคม-พฤษภาคม” คุณแต๋ง กล่าว

ปัจจุบัน “สวนสตรอเบอร์รี่ สุขสมใจ” เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับเกษตรกรในเรื่องการปลูกสตรอเบอรี่และไม้ผลตระกูลเบอรี่ เช่น ราสป์เบอรี่ แบล็กเบอรี่ แบล็กเคอร์แรนต์ แครนเบอรี่ เชอร์รี่หวาน บลูเบอรี่ เป็นต้น หากใครมีโอกาสผ่านมาทางอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ สามารถแวะชม “สวนสตรอเบอร์รี่ สุขสมใจ” ได้ทุกวัน สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ เลขที่ 141 หมู่ที่ 5 ตำบลนาดง อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ สนใจสอบถามข้อมูลหรือสั่งซื้อไหลสตรอเบอรี่ ติดต่อได้ที่เบอร์โทร. (095) 169-7748 (คุณแต๋ง) และ (088) 560-6941 (คุณเอส) รับรองไม่ผิดหวังแน่

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักยิ่ง วันนี้ผมขอตั้งคำถามง่ายๆ “เราใช้หอมแบ่งในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง” ลองช่วยกันนึกดูนะครับ ต้มยำ ลาบ น้ำตก ซกเล็ก ก้อย ยำ ต้มจืด ผัด ดอง สารพัดเมนูเหล่านี้ล้วนต้องมีหอมแบ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นตัวหลักในเมนูนั้นๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว วันนี้เรามาทำความรู้จัก หอมแบ่ง กันหน่อยดีไหม ผมนัดพบกับท่าน นายกฯ ถิ่น เติบสูงเนิน โทร. (081) 977-6100 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนากลาง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อไปชมแปลงเงินด่วนที่ท่านนายกฯ ได้ปลูกเอาไว้

นายกฯ ถิ่น เล่าว่า ปัจจุบัน หอมแบ่ง ที่ปลูกจำหน่ายในท้องตลาดมี 2 สายพันธุ์ คือพันธุ์ลับแล และพันธุ์โคราช ครอบครัวญาติพี่น้องปลูกหอมแบ่งมานานแล้ว ใช้พันธุ์โคราชที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยว ใช้เวลาแค่ 35-45 วัน เท่านั้น เรียกว่าเป็นการทำเกษตรเงินด่วน ปลูกพืชเงินด่วนได้เลย

เตรียมพื้นที่ปลูก…ปกติเกษตรกรจะนิยมปลูกหอมแบ่งกันหลังฤดูเก็บเกี่ยว คือเริ่มประมาณปลายเดือนธันวาคมจนถึงต้นมกราคมของแต่ละปี เลือกพื้นที่ที่มีไม้บังลมหรือเป็นหุบจะดีมาก เพราะป้องกันลมพัดต้นหอมล้ม ผลผลิตไม่สวยงาม แต่ที่นี่จะปลูกเวียนกันทั้งปี ในพื้นที่ 10 ไร่ โดยแบ่งเป็นแปลงพันธุ์หอม 2 ไร่ แปลงที่อยู่สูงกว่าก็จะปลูกในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันน้ำขัง เพราะหอมแบ่งจะไม่ชอบน้ำขัง ไม่งั้นหัวเน่าแน่นอน

เริ่มจากไถเปิดหน้าดิน จากนั้นก็ตีดินอีกครั้งให้ก้อนเล็กละเอียดพร้อมผสมขี้วัวไปด้วย ขึ้นรูปแปลงขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 60 เมตร (หรือตามขนาดพื้นที่จริงของแต่ละท่าน) วางสายน้ำ PE ที่เจาะรูเป็นน้ำฝอยตรงกลางแปลง ทดลองเปิดให้น้ำพุ่งเป็นฝอยให้ครอบคลุม

พันธุ์หอม…ที่นี่ใช้หอมแบ่งพันธุ์โคราช ตัดปลายเหลือแต่หัว แช่น้ำผสมน้ำยาเร่งรากไว้ 2 ชั่วโมง ปลูกระยะห่างประมาณ 15 เซนติเมตร หลุมละ 1 หัว ดังนั้น 1 แถว จะปลูกได้ประมาณ 10 หัว ยาวไปจนสุดปลายแปลง หลังจากปลูกเสร็จ ฉีดพ่นสารคุมวัชพืช 1 ครั้ง เพื่อควบคุมเมล็ดหญ้าไม่ให้งอกในแปลง จากนั้นคลุมด้วยฟางบางๆ 1 ชั้น เปิดน้ำรดให้ชุ่ม

การดูแลและให้ปุ๋ย…หลังจากหอมงอกได้ 15 วัน หรือความสูงประมาณ 7 เซนติเมตร จะให้ปุ๋ยอีกครั้ง ที่นี่จะเน้นขี้วัวแห้งบดละเอียดและเสริมด้วยปุ๋ยมูลไส้เดือน รดน้ำวันเว้นวันหรือในช่วงที่แดดแรงอากาศร้อนจะให้น้ำทุกวัน หอมแบ่งชอบชื้นแต่ไม่แฉะ หากให้น้ำมากเกินไปจนแฉะ ใบหอมจะเหลือง ต้องงดน้ำโดยด่วน

ราคาหน้าแปลง หอมแบ่งราคาแกว่งไม่ต่างจากพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ หากมีการวางแผนการปลูกให้ดี ผลตอบแทนในแต่ละรอบก็ไม่ทำให้เกษตรกรต้องประสบปัญหาเหมือนปลูกพืชชนิดอื่น

นายกฯ ถิ่น “เราต้องนับย้อนหน้าย้อนหลัง 35-45 วัน สมมุติจะปลูกรับสงกรานต์ เราจะต้องปลูกในช่วงไม่เกิน วันที่ 1-5 มีนาคม เพื่อให้ตั้งแต่ วันที่ 10-15 เมษายน จะมีหอมแบ่งไว้จำหน่ายไม่ขาด”

นายกฯ ถิ่น “หอมแบ่ง เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย”

ทิดโส “อ้าว! ทำไมเป็นงั้นล่ะครับ ท่านนายกฯ”

นายกฯ ถิ่น “เพราะหอมแบ่งอยู่ไม่ทน ทิ้งไว้ 2-3 วัน ก็เหี่ยวก็เน่าไปแล้ว ต้องซื้อใหม่”

ทิดโส “เอาไปดองสิ”

นายกฯ ถิ่น “โอ๊ย! ไม่มีใครเขาทำกันหรอกครับ ทุกวันนี้อยากกินหอมดองก็รอรถขายกับข้าว ใครจะมาเสียเวลาดองหอมกิน”

ทิดโส “แล้วราคาขายของหอมแบ่งที่ว่าแกว่งนี่ขนาดไหนครับ”

นายกฯ ถิ่น “ปีที่แล้วที่ตลาดสุรนารี เคยสูงสุด ที่โลละ 180 บาท ต่ำสุดเคยเจอที่ 25 บาท”

ทิดโส “1 ไร่ ได้ประมาณเท่าไรครับ”

นายกฯ ถิ่น “2 ตัน ครับ จากลงทุนหัวมาปลูกไร่ละ 200 โล”

ทิดโส “หมายถึงได้ประมาณ 10 เท่า ปลูก 200 กิโลกรัม ได้ผลผลิต 2,000 กิโลกรัม”

นายกฯ ถิ่น “ใช่ครับ”, “แล้วที่ว่าเงินด่วน”

นายกฯ ถิ่น “เอ๊า! ทิดโสก็ดูสิ ปลูกแค่เดือนเดียวก็ได้จับเงินแล้ว ปกติขายจากสวนได้โลละ 30 บาท เกษตรกรก็อยู่ได้แล้ว”

ทิดโส “แล้วปีนี้จะดีไหมครับ”, “ตอนนี้หอมโลละ 48-50 บาท แล้วนะ”

ทิดโส “อะโห! จับเงินแสนเลยนะ แล้วตอนนี้ท่านนายกฯ ลงไว้กี่ไร่”

นายกฯ ถิ่น “ปลูกวนๆ คราวละ 3-4 ไร่ ให้ไม่ขาดแปลงทั้งปีน่ะแหละ”

ทิดโส “คำถามสุดท้าย หากหอมแบ่งราคาตก”

นายกฯ ถิ่น “ก็ไม่ขาย เลี้ยงไปต่ออีก 2 เดือน ครบ 3 เดือนเมื่อไร ถอนขายเป็นหัวพันธุ์ ได้โลละ 80 บาท”

ทิดโส “ว้ากกกกก” …ก่อนจากกัน ผมมีหัวหอมแบ่งพันธุ์โคราชติดมาไม่มาก หากท่านผู้อ่านสนใจ อยากทดลองปลูก ผมแจกให้ 20 ท่าน แจ้งมาได้ที่ เฟซบุ๊ก “ทิดโส โม้ระเบิด” ได้เลยครับ สวัสดีครับ

คุณดวงเดือน ขัติยเนตร ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเวียงสา จำกัด เคยเป็นสมาชิกสภาเกษตรกร เป็นอาสาสมัครเกษตร เป็นที่ปรึกษานายกเทศมนตรี เป็นรองประธานหอการค้า และจากการที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรมาโดยตลอด ทำให้ทราบถึงปัญหาในการประกอบอาชีพของเกษตรกร และทราบว่าการช่วยเหลือเกษตรกรที่ดีที่สุดคือ ต้องสร้างวิธีคิดให้กับเกษตรกร และฝึกปฏิบัติจนสามารถนำกลับไปใช้ได้จริง จึงได้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนสามอาชีพขึ้น เป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน

ศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรธรรมชาติ และเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสหกรณ์ เป็นเครือข่ายของสหกรณ์การเกษตรเวียงสา จำกัด เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรทั่วไปตลอดจนผู้สนใจ โดยเน้นการทำการเกษตรแบบพอเพียงตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส รู้จักช่วยเหลือตนเอง ชุมชน และสังคม รู้จักการให้ การเสียสละ สอนให้คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น ใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมทางสายกลาง ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนสามอาชีพเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจในการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป มุ่งให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต จนสามารถพึ่งพาตนเองและนำพาตนเองรวมทั้งครอบครัวให้บรรเทาและหลุดพ้นจากความยากจน และดำรงชีวิตอย่างมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียงตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

รูปแบบกิจกรรมทางการเกษตร

คุณดวงเดือน ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรโดยมีความโดดเด่นในเรื่องเกษตรผสมผสาน มีการขุดสระน้ำ บ่อน้ำ เนื่องจากพื้นดินส่วนมากเป็นดินเหนียว ดินลูกรัง จึงมีการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อให้สภาพของดินดีขึ้น มีการทำน้ำจุลินทรีย์ท้องถิ่นโดยใช้วัสดุในท้องถิ่นและการขยายหัวเชื้อ มีการสอนเทคนิคการทำนาข้าวโดยใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่น และการใช้จุลินทรีย์เพื่อการเกษตร การผลิตปุ๋ยสะอาด การปลูกไม้ผล เช่น มะนาว มะขาม ลำไย เป็นต้น และปลูกไม้ยืนต้น เช่น ยางพารา เป็นต้น รวมถึงการปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด กล้วย การปลูกผักถุง เป็นต้น นอกจากนี้ในพื้นที่ยังมีการทำปศุสัตว์ ได้แก่ เลี้ยงหมูป่า หมูพื้นบ้าน การประมง ได้แก่ เลี้ยงกบ ปลานิล ปลาดุก ปลาหมอ มีการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และขยะวิทยาโดยวิธีการกำจัดขยะสดหรือขยะเปียกให้สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่อย่างมีคุณค่า การจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน การทำเกษตรแบบผสมผสาน

ซึ่งเป็นระบบเกษตรกรรมดั้งเดิมที่มีการผสมผสานกลมกลืน และเกื้อกูลซึ่งกันและกันตามวิถีธรรมชาติ การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลายๆ อย่างรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นา เช่น ดิน น้ำ และแสงแดดอย่างเหมาะสมเกิดประโยชน์สูงสุด เกิดความสมดุลของสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติด้วย ทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ผลผลิตที่ได้เพื่อบริโภค และเพื่อใช้ในครัวเรือน ถ้ามีเหลือก็สามารถจำหน่ายเป็นรายได้ให้กับครอบครัว สามารถลดความเสี่ยงในด้านความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมที่เกิดจากการระบาดของศัตรูพืช ความไม่แน่นอนของราคาผลผลิต การทำการเกษตรแบบผสมผสานจะทำให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินมาลงทุนเมื่อราคาพืชผลตกต่ำทำให้เกิดหนี้สิน เกษตรกรสามารถนำเอาปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เสียเงินเสียทองซื้อมา การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้ โดยการพึ่งพาตนเอง มีปัจจัยพื้นฐานที่ผลิตได้เองสำหรับดำรงชีพ จึงสามารถมีความสุขได้อย่างยั่งยืน

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่นำมาปฏิบัติ

คุณดวงเดือน ได้ดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะใช้หลัก การมีภูมิคุ้มกัน คือ การทำการเกษตรผสมผสานเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยมีการจัดการเรื่องทุน ที่ดิน และแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพก่อให้เกิดผลผลิตต่อหน่วยการผลิตสูง เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าวทำให้ได้ผลผลิตข้าวและปลาในพื้นที่เดียวกัน ช่วยสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืน ทั้งทางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมให้เกิดขึ้นในไร่นา และครอบครัวเกษตรกร มีการผลิตปุ๋ยไว้ใช้เองจากมูลสัตว์หรือเศษพืช ช่วยลดต้นทุนในการผลิต ลดความเสี่ยงในด้านการผลิตที่อาจจะเสียหาย หรือความไม่แน่นอนและเสียเปรียบเรื่องราคา ตลอดจนความไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศ ในด้านสังคม เกษตรผสมผสานช่วยให้คนในครอบครัวมีงานทำตลอดปี ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการอพยพแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมือง ตัดปัญหาการขายแรงงาน การก่ออาชญากรรม และการค้ามนุษย์ เป็นต้น การทำเกษตรธรรมชาติเป็นผลให้คนในครอบครัวและคนในชุมชนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เนื่องจากบริโภคพืชผักที่ปลอดภัยจากสารเคมี นอกจากนี้ ถ้าคนภายในชุมชนมีการรวมกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ก็จะทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งปัจจัยจากภายนอก ทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้และเป็นชุมชนเข้มแข็งต่อไป

กะเพรา – โหระพา ผักสวนครัว เหมือนจะเป็นผักที่หาได้ทั่วไป ไม่มีราคาค่างวดอะไร เพราะซื้อที่ตลาดก็ไม่แพง แต่ภายใต้สิ่งเหล่านี้ กลับพบว่า ใครที่ปลูกขาย มักจะได้เงินกับผักสองชนิดนี้เสมอ เพราะจัดเป็นผักคู่ครัวคนไทยมานานแสนนาน

เช่นเดียวกับ คุณวินัย ศรีบัวทิม วัย 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38/4 หมู่ 3 ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ที่มีอาชีพทำนาเป็นหลัก และการทำนา ก็จะมีช่วงว่างเป็นระยะๆ และใช้เวลาว่างปลูกกะเพรา โหระพา ไว้ราว100 ร้อยต้น รอบๆบ้าน สามารถขายเป็นรายได้เสริม เป็นค่ากับข้าว ได้ทุกวัน ตกวันละ 300 บาท เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ แต่หากไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร

คุณวินัย เล่าให้ฟังว่า ทั้งกะเพรา และโหระพา เป็นพืชดูแลง่าย ไม่ค่อยเป็นโรค เก็บขายได้ทั้งปี แต่เพื่อให้เจริญงอกงามดี ก็แค่ใส่ปุ๋ยให้ 20 วัน ต่อครั้ง อาจจะใช้สูตร เสมอ หรือสูตร 46-0-0 ก็ได้

ถ้าต้นไหนแก่จัด ก็ตัดทิ้ง และการที่ตัดกิ่งมาเด็ดใบขาย ก็เท่ากับเป็นการตัดแต่งกิ่งไปในตัว อีกไม่นานก็แตกกิ่งใหม่ เมื่อตัดมาแล้ว ล้างน้ำ 1 ครั้ง จากนั้น เด็ดใบ เด็ดช่อ ใส่ฝาชี (หงาย) ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ทำให้ใบผักไม่เน่า

ราคารับซื้อ (เด็ดใบแล้ว) อยู่ที่ กิโลกรัมละ 40 บาท วันหนึ่งเก็บได้ 7-8 กิโลกรัม นับเป็นรายได้เสริม เป็นค่ากับข้าวทุกวัน

ใครที่ทำการเกษตร หรือพอมีที่มีทางอยู่แล้ว อาจเอาไอเดียไปได้ทำเลย ซึ่งจะว่าไปแล้ว การปลูก การดูแล ไม่ยากเท่าการหาตลาด ดังนั้นก่อนปลูก ลองไปสำรวจตลาดก่อนว่า จะไปส่งให้ใคร ที่ไหน และจะได้ราคาเท่าไหร่

ขณะนี้กระแสการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดแพร่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีการเปิดให้บริการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรประเภทโฮมสเตย์อย่างเป็นทางการ มีอยู่ 2 แห่ง คือ 1. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลแม่หล่าย อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรพอเพียง ประเภทฝึกอบรมการทำไข่เค็มสมุนไพร น้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยหมัก การทำถั่วงอก เป็นต้น

โดยจะมีหน่วยงานราชการเข้ามาฝึกอบรมทั้งในพื้นที่จังหวัดแพร่ และต่างจังหวัด โดยมีที่พักให้กับผู้ดูงานด้วย และ 2. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย มีที่พักพร้อมศึกษาดูงานภาคเกษตรเช่นกัน

ล่าสุดนี้ยังมีการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในรูปแบบ “ฟาร์มสเตย์” เกิดขึ้นอีกหนึ่งแห่งที่อำเภอเด่นชัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามฟาร์มหม่อน มัลเบอร์รี่ ฟาร์ม (Mulberry Farm) ภายใต้การบุกเบิกของ “นางสาวจารุวรรณ เอกบัว” สาวเมืองดอกคูนขอนแก่น วัย 38 ปี

“จารุวรรณ” บอกถึงจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มหม่อนแห่งนี้ว่า ก่อนหน้านี้ก็ทำงานเหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ไต่เต้าจากพนักงานห้างค้าปลีกข้ามชาติจนกลายเป็นผู้จัดการเขต และเลือกจังหวัดแพร่ในการลงหลักปักฐาน ด้วยความที่เป็นผู้จัดการแผนกอาหารสด ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการที่จะผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร ปลูกพืชผัก ผลไม้ โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ

นั่นคือจุดเปลี่ยนชีวิตเมื่อราว 3 ปีก่อน ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำหันมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว พร้อมดำรงชีวิตแบบพอเพียงบนดอยบ้านน้ำพร้าว อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เมืองเล็กๆ ของภาคเหนือ

“เรามีประสบการณ์จากการเป็นพนักงานจนถึงผู้จัดการ ทำให้เห็นวงจรและกระบวนการทำงานต่างๆ จึงมีแนวคิดว่า อยากปลูกพืชผัก ทำเกษตรพอเพียง และปลูกพืชตระกูลเบอร์รี่ ที่สามารถปลูกขึ้นได้ดีในเมืองไทยโดยไม่ใช้สารเคมี สุดท้ายก็มาลงตัวที่หม่อน เพราะถิ่นกำเนิดเป็นคนอีสาน ได้สัมผัสการเลี้ยงไหม ปลูกต้นหม่อน มีความรู้และผูกพันกับหม่อนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว”

เธอยังบอกด้วยว่า หลังออกจากงานก็ได้ไปขอกิ่งพันธุ์จากกรมหม่อนไหม ที่อำเภอเด่นชัยมาปลูก โดยได้รับการสนับสนุนต้นหม่อนมา จำนวน 200 ต้น เริ่มลงมือปลูกบนพื้นที่ 8 ไร่ รวมทั้งหมด 300 ต้น ใช้ระยะเวลา 6 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ และต้นหม่อนจะโตเต็มที่ในระยะเวลา 1 ปี ให้ผลผลิตในปีแรก ประมาณ 500 กิโลกรัม จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 100 บาท

ปัจจุบัน สามารถเก็บผลผลิตได้เต็มที่ปีละกว่า 1,000 กิโลกรัม โดยให้ผลผลิตปีละ 2 ครั้ง คือในช่วงหน้าฝนเดือนมิถุนายน และช่วงหน้าร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเมษายน หม่อนเป็นพืชที่อยู่ได้ทุกสภาวะ ยกเว้นน้ำท่วมขังจะทำให้รากเน่า และไม่ให้ผลผลิต

“ผลผลิตหม่อนในปีแรกได้นำออกไปขายที่ตลาดเอง สามารถขายหมดเพียงไม่กี่วัน ปัจจุบัน หม่อน 300 ต้น ที่ปลูกไว้ก็ให้ผลผลิตและมีรายได้เข้ามาทุกวัน”

นอกจากการเก็บผลหม่อนสดจำหน่ายทุกวันแล้ว “จารุวรรณ” ยังได้นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า ได้แก่ น้ำหม่อน และแยมหม่อน รวมถึงทำขนมปังโฮลวีทจำหน่ายคู่กันไปด้วย ทำให้มีรายได้เข้ามาทุกวันจากการทำการเกษตรแบบพอเพียง

อีกทั้งลูกค้าส่วนใหญ่ยังนิยมเดินทางเข้ามาซื้อผลิตภัณฑ์สดๆ จากไร่ Mulberry Farm ที่ตำบลไทรน้อย อำเภอเด่นชัย อีกด้วย

ขณะเดียวกันยังต่อยอดพัฒนาไปเป็น “ฟาร์มสเตย์” รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สามารถเข้าพักในกระท่อมภายในไร่ได้ และมีกิจกรรมร่วมกันภายในฟาร์มด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำสวนผัก เก็บลูกหม่อน การแปรรูป และการทำขนมปัง เป็นต้น

กิจกรรมเหล่านี้กำลังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติที่อยากเรียนรู้วิถีชีวิตไทยๆ การทำเกษตร และสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยมีนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวจากประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ จองเข้ามาพักนานนับเดือน

นับเป็นฟาร์มสเตย์แห่งแรกที่เริ่มหยั่งรากในเมืองแพร่ คุณเสน่ห์ ลมสถิตย์ หรือ ลุงเล็ก (อายุ58ปี2559)ได้ชื่อว่าเป็นผู้รวบรวมและขยายพันธุ์มะม่วงจากไต้หวันไว้มากที่สุดคนหนึ่งในขณะนี้ แต่ผู้ที่รู้เรื่องมะม่วงไต้หวันดีมีอยู่ท่านหนึ่งคือ ดร.กาญจนา สุทธิกุล อาจารย์จบจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติจงชิง สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน)มีความเชี่ยวชาญเรื่องมะม่วงไต้หวัน อาจารย์ได้เขียนตำราเกี่ยวกับมะม่วงไว้หลายเล่ม ดังนั้นผู้ที่รู้เรื่องราวของมะม่วงไต้หวันก็คือดร.กาญจนา สุทธิกุล ส่วนผู้ที่รวบรวมมะม่วงไต้หวันไว้มากคือ ลุงเล็ก

อาชีพเดิมของลุงเล็กไม่ใช่เกษตรกร เว็บเล่นบาคาร่า ลุงเล็กผ่านชีวิตล้มลุกคลุกคลานทนทุกข์อย่างสาหัสก็ว่าได้กว่าจะลุกขึ้นยืนหยัดอยู่อย่างภาคภูมิได้ทุกวันนี้ ลุงเล็กมีบ้านอยู่ที่บ้านเลขที่ 53/1 หมู่ที่ 5 ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ลุงเกิดที่บางบัวทองมีพี่น้อง 4 คน ตนเองเป็นที่ 3 ตอนนั้นเตี่ยไปเช่าที่ทำสวนผักอยู่บางบัวทอง อายุได้ 4 ขวบเจ้าของที่ที่เตี่ยเช่าทำสวนผักเขาเอาที่คืนไล่เตี่ยออก จึงต้องอพยพครอบครัวนั่งเรือยนต์โดยสารกลับมาที่บ้านตำบลบางขุนศรีอาศัยที่ของตา ส่วนเตี่ยเป็นลูกจ้างทำงานที่โรงสี แบกข้าวสารและงานอื่นๆในโรงสี เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นอายุได้12 – 13 ปีจบชั้นป.4แล้ว ออกหาปลา รับจ้างดำนา เกี่ยวข้าว และงานอื่นๆที่มีคนมาจ้าง พอถึงหน้าเกี่ยวข้าวก่อนปีใหม่ต่างพากันไปรับจ้างเกี่ยวข้าวที่คลอง5คลอง6ไปกัน 10 กว่าคนส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องกัน แจวเรือกันไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาถ้าโชคดีมีเรือโยงผ่านก็อาศัยเกาะเรือโยงมาจนมาถึงประตูน้ำรังสิต รอจนประตูน้ำรังสิตเปิดถึงแจวต่อเข้ามาคลอง5คลอง6 พักที่บ้านของคนจ้างเกี่ยวข้าวกางเต๊นท์ทำกับข้าวกินกันเอง เตรียมข้าวสาร พริก เกลือกะปิน้ำปลาไป ส่วนปลา ผักบุ้ง ผักกะเฉดหากันในคลอง ปักหลักเกี่ยวข้าวกันเป็นเดือน เสร็จจากเจ้านี้ก็ไปอีกเจ้าเรื่อยๆแต่อาศัยพักที่จุดเดิม

หมดหน้าเกี่ยวข้าวแล้วจึงแจวเรือกันกลับบ้านขุนศรี จากนั้นก็หาปลาเหมือนเดิมในคลองพระพิมล จนกระทั่งถึงวัยหนุ่มอายุได้ 21 ปี ยกเว้นการเกณฑ์ทหารเนื่องจากขาลีบจากโรคโปลิโอข้างหนึ่ง จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯทำงานอยู่ที่ร้านขายวัสดุก่อสร้าง จำหน่ายปูน หิน ทราย อิฐ เสาคอนกรีต วงบ่อ เป็นร้านของอา ทำอยู่ได้ 2 ปีก็กลับมาบ้านขุนศรีไปรับจ้างเดินสายไฟฟ้ากับลูกของลุงได้สักพัก เพื่อนชวนเข้ากรุงเทพฯอีกคราวนี้ไปเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์อยู่ที่เตาปูน อายุ30 ปีกว่าได้แต่งงาน ทำงานเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์อยู่ได้ 20 ปี ตอนนั้นตาให้ที่ไว้ 5 ไร่ บอกให้น้องชายทำสวนผักโดยกู้เงินมาจาก ธกส. การทำสวนผักประสบความล้มเหลวมีหนี้สิ้นท่วมตัวไม่มีทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยส่งชำระคืน ธกส.