ปัจจุบัน ได้คัดเลือกออกมาหลายเบอร์ ซึ่งมีลักษณะพิเศษแตกต่าง

เช่น ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เบอร์ 1, 2, 3, 9 เป็นต้น ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการปลูกไผ่บงหวานที่คุณภัทราได้ให้ข้อมูลคือ สามารถทำได้ในครอบครัว ไม่ต้องจ้างคนงานเยอะ ในครอบครัวมีลูกสาวอยู่ 2 คน ช่วงเวลาปิดเทอมฤดูร้อน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงในการทำหน่อไม้นอกฤดู และเป็นช่วงที่มีรายได้ดีมากๆ ในช่วงนี้รายได้ตกอยู่ที่เดือนละแสนกว่าบาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว

“สามารถมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้อย่างมีความสุข อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมเสริมสัมพันธ์ของครอบครัว เพราะดิฉันและแฟนเป็นคนขุดหน่อไม้ แล้วนำมาให้ลูกสาวคนเล็กเป็นคนล้างและแพ็กใส่ถุง ส่วนลูกสาวคนโตเป็นคนตัดแต่งและแพ็กหน่อไม้ใส่ถุง ขายในตลาดหมู่บ้าน และที่ตลาดอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่

“บางส่วนก็เริ่มมีลูกค้าโทร.สั่งตามโทรศัพท์ ครั้งละ 10-20 กิโลกรัม เพื่อนำไปเป็นของฝาก เพราะถือว่าเป็นของที่ไม่เหมือนใคร และเป็นของฝากที่น่าประทับใจ” คุณภัทรา กล่าว

ในการปลูกไผ่บงหวานนั้น แนะให้ปลูกระหว่างต้น 2 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น ที่เว้นให้ระยะระหว่างแถวให้กว้าง เพื่อให้เกษตรกรเข้าไปทำงานได้สะดวก เช่น นำขี้เถ้าแกลบไปใส่ได้ง่าย

สำหรับการปลูกก็ไม่ยุ่งยาก ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า หลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม เคล็ดลับในการปลูกไผ่บงหวาน ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ปลูกเสมอกับดินเดิม แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูแล้งจะต้องปลูกให้ต่ำกว่าดินเดิม หรือทำเป็นแอ่งกระทะ

หลังจากปลูกไผ่บงหวานเสร็จ จะต้องหมั่นตัดหญ้า ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการให้ปุ๋ยและให้น้ำเฉลี่ย เดือนละ 1 ครั้ง ปุ๋ยคอกจะใช้ได้ทั้งขี้วัวเก่าหรือขี้ไก่ หรือแม้แต่เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรใช้ได้หมด เช่น ซังข้าวโพด กากอ้อย เปลือกถั่วต่างๆ กากยาสูบ ขี้เถ้าแกลบ

สิ่งที่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือนคือ จะต้องมีการสางลำไผ่ขนาดเล็กที่แตกมาจากตาหน่อเก่าหรือแตกมาจากตาบนลำไผ่เดิมออก โดยใช้มีดพร้าสับออกเลย เพื่อให้ข้างล่างโล่ง ให้ใบไผ่อยู่ส่วนบนเท่านั้น

เกษตรกรที่ปลูกไผ่บงหวานใหม่ๆ จะมีหน่อเกิดขึ้นข้างใน ประมาณ 5-6 หน่อ ให้ขุดหน่อข้างในไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ ส่วนหน่อที่ออกมานอกกอก็สามารถเก็บขายได้ พอเมื่อเข้าฝนก็ต้องปล่อยให้หน่อนอกกอโตให้มันขึ้นเป็นลำไผ่

ส่วนความต้องการของตลาดโดยทั่วไปแล้ว ตลาดมีความต้องการหน่อไม้ไผ่บงหวานที่มีขนาดน้ำหนักของหน่อ 6-8 หน่อ ต่อกิโลกรัม เนื่องจากเมื่อซื้อเป็นของฝากแล้วจะดูน่าซื้อ คือขนาดไม่เล็กเกินไป จริงแล้วหน่อไม้ไผ่บงหวานจะมีคุณภาพและรสชาติดีที่สุด เมื่อนำมาบริโภคสดๆ และเร็วที่สุด ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันความหวานจะลดลงเช่นเดียวกับข้าวโพดหวาน ดังนั้น การเก็บหน่อไม้จะมีการขุดขายกันแบบวันต่อวัน ถึงแม้จะเก็บไว้ในตู้เย็น ความหวานก็จะลดลง แต่จะเก็บไว้บริโภคนานวันควรจะต้มให้สุก แล้วนำมาแช่แข็งจะดีกว่า

คุณภัทรา กล่าวต่อไปว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ปลูกไผ่บงหวานมักจะปลูกแบบฝากเทวดาเลี้ยง น้ำก็ไม่ให้ หญ้าก็ไม่กำจัด ไม่มีการสางกอ แต่ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการจัดการสวนที่ดี และมีการปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือน อาทิ ภายในกอจะต้องโล่ง จะต้องขุดหน่อที่อยู่ภายในกอออกมาบริโภคหรือจำหน่าย ในการให้ปุ๋ยกับต้นไผ่บงหวาน จะให้ปุ๋ยเคมีเพียง 10% เท่านั้น ที่เหลือเป็นปุ๋ยคอกทั้งสิ้น ในแต่ละเดือนจะนำปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อัตรา 10 กิโลกรัม นำมาผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 90 กิโลกรัม แล้วใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพรดตามลงไป หมักทิ้งไว้ 1 คืน นำไปใส่ให้กับต้นไผ่บงหวาน ต้นละ 5-10 กิโลกรัม

สิ่งสำคัญในการผลิตไผ่บงหวานนอกฤดูก็คือ การจัดการเรื่องการให้น้ำ ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นมาก “การให้น้ำจะใช้วิธีการแบบปล่อยน้ำเข้าร่องก็ได้ แต่ก่อนปลูกเกษตรกรจะต้องมีการปรับพื้นที่ปลูกเพื่อให้ไล่ระดับน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถ้ามีการติดระบบการให้น้ำอย่างดีและมีประสิทธิภาพ จะมีการวางระบบน้ำแบบแถวเดี่ยวหรือแถวคู่ก็ได้ โดย 1 หัวน้ำ จะได้ 4 ต้น วางให้ห่าง ระยะ 3 เมตร ใช้สปริงเกลอร์หัวสูง” คุณภัทรา กล่าวทิ้งท้าย

คนไทยไม่คุ้นชื่อ “เห็ดถั่วฝรั่ง” เหมือนกับ เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดแชมปิญอง หรือเห็ดหลินจือ ที่หาซื้อได้ทั่วไปในท้องตลาด แต่ “เห็ดถั่วฝรั่ง” ก็มีรสชาติอร่อยเด็ด และมีสรรพคุณทางยาสูงไม่แพ้เห็ดชนิดอื่น

ปัจจุบัน “เห็ดถั่วฝรั่ง” เป็นที่นิยมบริโภคในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และประเทศจีน เห็ดชนิดนี้อยู่ในสกุล Coprinus ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ใน 100 กรัม มีโปรตีน 25.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.57 กรัม ไขมัน 0.34 กรัม เส้นใย 2.02 กรัม เถ้า 1.63 กรัม เกลือแร่และวิตามิน เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม เหล็ก สังกะสี ไนอะชีน และวิตามินบีต่างๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมี อะมิโนแอซิด มากกว่า 14 ชนิด ได้แก่ Glutamic, Serine, Alamine acid เป็นต้น

เห็ดถั่วฝรั่ง มีรสชาติดี เมื่อนำมาปรุงอาหารจะมีรสชาติคล้ายเนื้อไก่และมีความกรุบกรอบ และมีผลงานวิจัยระบุว่า เห็ดชนิดนี้ยังมีสรรพคุณทางยาสูง สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็ง ป้องกันภาวะหลอดเลือดหัวใจ ลดระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิต มีสรรพคุณช่วยด้านบำรุงผิวพรรณ เพราะมีเบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ เสริมภูมิคุ้มกัน สยบอนุมูลอิสระ แถมมีโปรตีนมากกว่าเห็ดหอมถึง 2 เท่า และสูงกว่านม 8 เท่า

“เห็ดถั่วฝรั่ง” ถูกใจ คนกินทั่วโลก

ผลงานวิจัยดีเด่น กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2555 เรื่อง การพัฒนา “เห็ดถั่วฝรั่ง” เป็นเห็ดเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ ของ คุณวราพร ไชยมา นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพกรมวิชาการเกษตร และคณะ ระบุว่า เห็ดถั่วฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Coprinus comatus จัดอยู่ในกลุ่มเห็ดเมืองหนาวเช่นเดียวกับเห็ดอลินจิ เห็ดเข็มเงิน เข็มทอง ความจริงแล้ว เห็ดโคนน้อย ก็จัดอยู่ในสกุลเห็ดถั่วเช่นกัน แต่ เห็ดถั่วฝรั่ง มีขนาดดอกใหญ่ที่สุดในเห็ดสกุลนี้

เห็ดถั่วฝรั่ง มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ทางแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ เป็นที่นิยมบริโภคในทุกมุมโลก เพราะเห็ดชนิดนี้มีรสชาติอร่อยมาก มีคุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณทางยาสูง ที่ผ่านมามีการเพาะปลูกเห็ดถั่วฝรั่งเชิงการค้าในสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างกว้างขวาง เพราะเส้นใยเห็ดชนิดนี้สามารถเจริญได้ในที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย ได้แนะนำให้ผู้สนใจทดลองปลูก “เห็ดถั่วฝรั่ง” เป็นเห็ดเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ Coprinus comatus (o.F.Mull) Gray) ของประเทศไทย ในนิตยสารเห็ด ตั้งแต่ปี 2556

จากกระแสความนิยมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในเมืองไทย ทำให้มีผู้สนใจทดลองปลูก เห็ดถั่วฝรั่ง เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงฤดูหนาว ซึ่งมีอุณหภูมิพอเหมาะสำหรับเพาะเลี้ยงเห็ดชนิดนี้ได้

คุณวราพร นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรได้นำ เห็ดถั่วฝรั่ง จำนวน 5 สายพันธุ์ จากสหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐประชาชนจีนมาศึกษาวิจัย ในเรื่องการผลิต การเจริญเติบโตของเส้นใยในอุณหภูมิต่างๆ และเทคโนโลยีการผลิตเห็ดฝรั่ง การผลิตเชื้อขยายในอาหาร และศึกษาในเรื่องของการให้ผลผลิต โดยทำการศึกษาทดลองปลูกเห็ดถั่วฝรั่งร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกเห็ดแชมปิญองในพื้นที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย

การปลูกดูแล

หลังจากหว่านเชื้อเห็ดไปจนถึงเวลาเก็บดอกเห็ดถั่วฝรั่ง จะใช้เวลาดูแล ประมาณ 45 วัน ไม่ต่างกับเห็ดแชมปิญองใช้เวลาใกล้เคียงกัน การเก็บดอกเห็ดต้องระวังเหมือนกับเก็บดอกเห็ดทั่วๆ ไป คือระวังมิให้ดอกเห็ดช้ำ เก็บแล้วตัดแต่งให้ดูสวยงาม เห็ดถั่วฝรั่งเป็นเห็ดขนาดใหญ่มีการเจริญเติบโตเร็ว และยังสามารถเพาะให้ออกดอกได้ในวัสดุที่หาง่าย ราคาถูก เช่น ฟางข้าว ขี้เลื่อย เป็นต้น

ผลวิจัยในเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรสามารถปลูกเห็ดถั่วฝรั่งได้จำนวนมากและขายผลผลิตในราคาสูงกว่าเห็ดแชมปิญอง 2-3 เท่าตัว เห็ดถั่วฝรั่งที่ปลูกในโรงเรือน (ชั้นปลูก 2×6 เมตร 6 ชั้น) ได้ผลผลิตเฉลี่ยรวม 166.17 กก. ได้กำไรสุทธิ 22,409 บาท และอาจเก็บผลผลิตได้นาน 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศในช่วงปีนั้นๆ เห็ดชนิดนี้สามารถนำมาปรุงอาหารไทยได้เกือบทุกชนิด

จุดเด่นในเรื่องคุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณยาสูง ทำให้เห็ดถั่วฝรั่ง เป็นหนึ่งในพืชทางเลือกตัวใหม่ สำหรับปลูกเชิงการค้า เพราะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง เห็ดถั่วฝรั่ง ได้ที่กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร โทร.

ที่ผ่านมาในอดีต การปลูกมะนาวของเกษตรกรไทยนิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำ โดยคิดว่าต้นมะนาวเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยไม่ได้นึกถึงปัญหาในเรื่องของระบบรากที่ไม่แข็งแรง เนื่องจากกิ่งตอนมีแต่รากฝอย เมื่อต้นมะนาวเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่มักจะพบปัญหาว่าต้นมะนาวทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีภาระเลี้ยงผลมาก ที่สำคัญในปี 2554 ประเทศไทยประสบปัญหามหาอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ภาคการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างยับเยิน เกษตรกรที่ปลูกมะนาวโดยใช้กิ่งตอนน้ำท่วมขังเพียงไม่กี่วัน พบว่าต้นมะนาวยืนต้นตายเกือบทั้งหมด ในขณะที่เกษตรกรที่ปลูกต้นมะนาวโดยใช้กิ่งเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศรอดตายหลายรายเนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรง

การปลูกมะนาวในปัจจุบันเกษตรกรจะปลูกมะนาวซ่อมกันทุกปี สาเหตุจากต้นมะนาวอายุไม่ยืน (ตายเร็ว) คือ อายุได้ 2 – 3 ปี ก็ตายแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดจาก

กิ่งพันธุ์มะนาวที่นำมาปลูก “อมโรค” เป็นโรคทริสเตซ่าที่มีอาการ ใบเหลือง ต้นโทรม สาเหตุจากเกษตรกรตอนกิ่งภายในสวนตัวเองหรือแหล่งเดิมๆ ที่มีการปลูกมะนาวมานาน พบว่าต้นแม่พันธุ์มะนาวดังกล่าวมักจะอมโรคทริสเตซ่า ทำให้เกษตรกรจะต้องเสียเวลาและเสียโอกาส
ปัญหาต้นโทรม จากการที่มะนาวติดผลดกมากแต่ขาดการบำรุงที่ดีพอ หลังการเก็บเกี่ยว และใช้สารแพคโคลบิวทราโซลราดต้นมะนาวเพื่อบังคับให้ออกนอกฤดู เป็นสาเหตุให้ต้นโทรมทำให้ระบบรากอ่อนแอ จากนั้นก็จะมีโรครากเน่าและโคนเน่าซ้ำเติมทำให้ต้นมะนาวตายในที่สุด

ในแวดวงของนักวิชาการเกษตร และเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ต่างก็ยอมรับกันว่า “มะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษ” ซึ่งมีลักษณะผลและคุณภาพเหมือนกับพันธุ์แป้นรำไพทุกประการ แต่ผลผลิตดกกว่า 4-5 เท่า ในอายุต้นที่เท่ากันและมีการติดผลเป็นพวง เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลผลิตมากที่สุด เนื่องจากพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย ขนาดของผลค่อนข้างโต เปลือกผลบางและมีปริมาณน้ำในผลมาก มีอายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ที่สำคัญมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษสามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่ายมาก ในช่วงปลายปี 2555 เป็นต้นมา จนมาถึงเดือนมีนาคม 2556 ราคามะนาวแป้นดกพิเศษขายจากสวนได้ราคาแพงมากเฉลี่ยผลละ 3-5 บาท เมื่อขายถึงผู้บริโภคราคาเฉลี่ยผลละ 7-10 บาท นับเป็นปีทองของชาวสวนมะนาวอีกครั้งหนึ่ง

การทำสวนมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอนนั้นอายุไม่ยืนยาว เฉลี่ยอายุประมาณ 3-5 ปีก็ตาย เกษตรกรจำเป็นต้องปลูกใหม่ ถ้าคิดการลงทุนปลูกใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายมิใช่น้อย ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรที่คิดจะลงทุนปลูกมะนาวแป้นอย่างยั่งยืน โดยที่ต้นมะนาวควรจะมีอายุยืนอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป ควรจะใช้ต้นตอส้มต่างประเทศ เช่น ทรอยเยอร์, สวิงเกิล, โวลคา-เมอเรียน่าฯลฯ โดยเฉพาะต้นมะนาวที่เสียบยอดบนต้นตอส้มโวลคา-เมอเรียน่า เจริญเติบโตเร็วมาก ปลูกไปเพียงปีเศษก็ให้ผลผลิตแล้ว และสภาพต้นแข็งแรงมาก ติดผลดกและให้ผลใหญ่มาก มีข้อมูลยืนยันทางวิชาการว่าทนทานโรครากเน่าและโคนเน่าได้ดี เนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรงและมีรากแก้ว

จากประสบการณ์การปลูกมะนาวบนต้นตอต่างประเทศที่แผนกฟาร์มของชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จ.พิจิตร พบว่า ต้นมะนาวมีลำต้นที่แข็งแรง ทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี แม้แต่สภาพพื้นที่ที่เป็นดินลูกรังก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี ข้อดีอีกประการคือ การปลูกมะนาวบนต้นตอต่างประเทศยังช่วยลดการใช้ไม้ค้ำช่วงติดผลดก โดยหากเราปลูกมะนาวด้วยกิ่งตอนจำเป็นต้องใช้ไม้ไผ่ค้ำกิ่งรอบทรงพุ่ม ถ้าคิดคำนวณให้พื้นที่ 1 ไร่ เราต้องใช้ไม้ไผ่นับพันลำ ถ้าคิดเป็นตัวเงินก็ประมาณ 5,000 – 6,000 บาท แต่จากการที่ปลูกมะนาวที่เปลี่ยนยอดบนต้นตอต่างประเทศ ปริมาณการใช้ไม้ไผ่ช่วยในการค้ำน้อยลงไปกว่าครึ่งหนึ่ง เนื่องจากความแข็งแรงของกิ่งก้าน ทรงต้น สามารถแบกรับน้ำหนักผลมะนาวในต้นได้ มิต้องใช้ไม้ช่วยค้ำยันเป็นจำนวนมาก และสามารถบังคับให้ออกนอกฤดูได้ง่าย ต้นที่เปลี่ยนยอดจะขยันออกดอกอย่างชัดเจน

โดยทดลองนำมะนาวที่เสียบยอดบนต้นตอไปปลูกแทรกในแถวที่มะนาวปลูกด้วยกิ่งตอน ก็สังเกตเห็นชัดว่าสามารถออกดอกง่ายกว่า ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากการลำเลียงน้ำและอาหารอาจจะไม่สะดวกโดยเฉพาะรอยต่อทำให้มีผลต่อการออกดอกง่ายขึ้น และบริเวณโคนที่เป็นต้นโตต่างประเทศที่เหนือพื้นดินขึ้นมาจะทนต่อยาฆ่าหญ้า หากฉีดโดนบ้างก็ไม่เป็นไร เทคนิคในการเสียบยอดให้ใช้ต้นตอส้มทรอยเยอร์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 เซนติเมตร ตัดยอดต้นตอส้มให้สูงจากพื้นดินประมาณ 15 เซนติเมตร จากนั้นนำกิ่งมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษเสียบยอดด้วยวิธีการผ่าลิ่มให้แผลมีความยาวประมาณ 1 นิ้ว ใช้เวลาประมาณ 45 วัน ยอดที่เสียบจะแตกยอดใหม่ออกมา นอกจากข้อดีของการปลูกมะนาวแป้นดกพิเศษที่เสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศที่ได้กล่าวมาแล้ว จากการปลูกจริงพบว่า ต้นมะนาวแป้นดกพิเศษที่เสียบยอดบนต้นตอส้มพันธุ์สวิงเกิล จะให้ผลผลิตมะนาวที่มีขนาดผลใหญ่มากและสภาพต้นเตี้ยสะดวกต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต

การจัดการสวนที่ถูกต้องเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของการผลิตมะนาวนอกฤดู รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สรุปว่า สิ่งที่ชาวสวนมะนาวและนักวิชาการเกษตรไม่ควรมองข้ามในการบังคับให้มะนาวออกนอกฤดูนั้น เรื่องของการจัดการสวนเป็นหัวใจที่มีความสำคัญ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ โครงสร้างของดิน ดินที่มีลักษณะเป็นทราย มีการระบายน้ำที่ดีจะมีผลทำให้การชักนำการออกดอกได้ดีกว่าดินที่อุ้มน้ำสูงและดินเหนียว ขนาดของพุ่มต้น ควรเตรียมแปลงปลูกในลักษณะของแนวแถวยกสูงเป็นแบบลูกฟูกอันที่จะช่วยให้เกิดการระบายน้ำได้ดีขึ้น และการชักนำการออกดอกจะง่ายกว่า ขนาดของพุ่มต้นมะนาวที่มีขนาดพุ่มต้นที่เล็กกว่าสามารถชักนำการออกดอกเพื่อการผลิตนอกฤดูได้ดีกว่า ต้นตอบสนองต่อสภาพการงดน้ำได้เร็วมากขึ้น(ใช้เวลาสั้นกว่า) และการปฏิบัติเพื่อชักนำการออกดอก ควรจะต้องเข้าใจถึงธรรมชาติและนิสัยการออกดอก กิ่งมะนาวจะไม่มีการออกดอกหากว่ากิ่งนั้นยังคงมีผลติดอยู่

เมื่อเป็นดังนี้จึงจำเป็นที่จะต้องทำลายดอกหรือผลในช่วงที่ไม่ปรารถนาออกทิ้งไปก่อน กิ่งจึงจะสามารถออกดอกได้ การเปลี่ยนแปลงจากตาใบไปเป็นตาดอกยังสามารถควบคุมได้ด้วยปุ๋ยทางใบที่มีธาตุโปแตสเซียม(K) สูงในระยะที่ตาผลิก่อนมีความยาวยอดมากกว่า 7.5 เซนติเมตร การพ่นปุ๋ยทางใบที่มี ธาตุ N:P:K ในสัดส่วน 1:1:3 ; 1:1:4 ; 1:1:5 หรือ 1:2:5 ในระยะยอดอ่อนผลิจะมีบทบาทช่วยให้การสร้างตาดอกดีมากยิ่งขึ้น

เทคนิคการผลิตมะนาวนอกฤดูแบบต่างๆ ปัจจุบันมีเทคนิคในการผลิตมะนาวนอกฤดูหลายวิธีทั้งภาคเกษตรกรและนักวิชาการเกษตรจึงจำเป็นที่จะต้องใช้หลายๆ วิธีเข้ามาใช้ร่วมกัน ดังนี้ การปลิดดอกและผลอ่อนของมะนาว มะนาวมีการออกดอกในฤดูกาลใหญ่ 2 ระยะ รวมทั้งกิ่งที่มีผลผลิตติดอยู่ก็ไม่สามารถออกดอกได้ดีตามต้องการจึงจำเป็นต้องกำจัดดอกและผลอ่อนที่ไม่ต้องการในฤดูกาลนั้นทิ้งไปเสียก่อน การตัดแต่งกิ่งนอกจากจะเป็นการกำจัดดอกและผลอ่อนออกไปได้บางส่วน

แล้ว ยังเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้มีการผลิยอดอ่อนใหม่ที่ค่อนข้างสม่ำเสมออีกด้วย ซึ่งไม่ควรตัดลึกมากควรจำกัดอยู่ที่ปลายกิ่งระดับ 5-10 ซม. สามารถกำจัดดอกและผลอ่อนที่เหลือโดยการฉีดพ่นสารเอทธิฟอนที่ความเข้มข้น 300 ppm พ่นในระยะดอกบาน, กลีบดอกโรย รวมถึงระยะผลอ่อน, การยับยั้งการออกดอกของต้นมะนาวในฤดู สารควบคุมการเจริญเติบโตที่มีชื่อว่า จิบเบอเรลลิกแอซิด หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “จิบเบอเรลลิน”

จิบเบอเรลลิน มีคุณสมบัติช่วยในการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางกิ่งใบในไม้ยืนต้น ใช้พ่นเพื่อยับยั้งการออกดอก, การกำจัดใบ ต้นมะนาวที่สมบูรณ์มากมีพุ่มต้นแน่นทึบหรือมีลักษณะที่เรียกว่า บ้าใบ การปลิดใบออกบ้างบางส่วน อาจมีผลในด้านการลดระดับไนโตรเจนในต้นให้ลดต่ำลง อันเป็นการช่วยปรับระดับของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับของไนโตรเจน หรือที่ภาษาวิชาการเรียกว่า ซี/เอ็น เรโช(C/N ratio) ให้สูงขึ้น อาจช่วยให้มีการออกดอกดีขึ้นได้ และเทคนิคสุดท้ายการใช้สารเคมี สารในกลุ่มชะลอการเจริญเติบโต เช่น สารแพคโคลบิวทราโซล มีบทบาทในการยับยั้งการสังเคราะห์จิบเบอเรลลินในธรรมชาติของต้นพืช ดังนั้นพืชจึงมีการเจริญทางกิ่งใบลดลงส่งผลให้มีโอกาสในการออกดอกมากขึ้น แนะนำให้ฉีดพ่นสารแพคโคลบิวทราโซล

เทคนิคการผลิตมะนาวฤดูแล้งภาคเกษตรกร ในช่วงเดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน จะสะสมอาหารและสะสมตาดอกด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 8 – 24 – 24 ทางดิน และ ทางใบจะฉีดสะสมอาหารด้วยปุ๋ยเกร็ดสูตร 0 – 52 – 34 ร่วมกับสารโปรดั๊กทีฟเป็นหลัก จะฉีดพ่นช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน จนใบมะนาวจะเริ่มแก่จัด หรือ“แก่ก้าน” มีใบลักษณะใบสีเขียวเข้มจับใบดูจะกรอบแสดงว่าต้นมะนาวมีความพร้อมที่จะเปิดตาดอก ช่วง 2 เดือนนี้เกษตรกรต้องดูต้นมะนาวอย่าให้แตกใบอ่อนออกมา เราต้องบังคับให้ไปแตกใบอ่อนพร้อมดอกหรือเปิดตาดอกในเดือนตุลาคมเท่านั้น ถ้ามีฝนชุกหรือต้นมะนาวดูงามเกินไปจะต้องเพิ่มอัตราปุ๋ย 0 – 52 – 34 เข้าไปอีกจากอัตรา 150 กรัม เป็น 200 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 2 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร

เป็นที่ทราบกันดีว่าในการปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันนี้ตลาดมีความต้องการมะนาวพันธุ์แป้นรำไพและพันธุ์แป้นดกพิเศษมากที่สุด และการเลือกใช้กิ่งพันธุ์มะนาวได้เปลี่ยนจากการใช้กิ่งตอนมาใช้กิ่งเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ เนื่องจากต้นมีความสมบูรณ์แข็งแรงและอายุยืนยาวกว่าปลูกด้วยกิ่งตอน

ในระยะที่มีฝนตกปานกลางถึงหนักมาก กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนลำไยเฝ้าสังเกตการเข้าทำลายของหนอนเจาะขั้วผล สามารถพบได้ในระยะที่ต้นลำไยเริ่มติดผลอ่อน โดยจะพบหนอนเข้าทำลายลำไยที่เริ่มติดผลอายุประมาณ 1 เดือน จนถึงระยะเก็บเกี่ยว ขณะที่ผลลำไยมีขนาดเล็ก น้ำหนักช่อน้อย ช่อผลลำไยชูขึ้น ผีเสื้อตัวเต็มวัยจะวางไข่อยู่ส่วนปลายของผลลำไย หากหนอนฟักออกจากไข่ก็จะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในผล และไม่สามารถเห็นรอยทำลายของหนอนจากการมองดูภายนอกได้ เมื่อผ่าผลลำไยดูจึงจะเห็นรอยที่ถูกหนอนเข้าทำลาย ผลที่ถูกทำลายจะไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ ผลจึงร่วงหล่นหมด และจะพบหนอน 1-3 ตัว ต่อผล

การเข้าทำลายของหนอนในระยะที่ผลลำไยเริ่มเปลี่ยนสี มีขนาดผลโตขึ้น น้ำหนักผลเพิ่มขึ้น และช่อผลโค้งลง ผีเสื้อตัวเต็มวัยจะวางไข่อยู่บริเวณใกล้ขั้วผล และจะพบหนอนหรือมูลหนอนอยู่ที่ขั้วผลเสมอ ทำให้ผลลำไยร่วงหล่นได้ง่าย ให้สังเกตดูบริเวณใกล้ขั้วผล จะพบรูเล็กๆ ที่หนอนเจาะออกมาเข้าดักแด้ภายนอก กรณีที่ผลลำไยไม่ร่วงหล่น เกษตรกรชาวสวนลำไยยังสามารถนำมาขายได้ราคาดีอยู่ เพราะดูภายนอกจะไม่เห็นรอยทำลายของหนอน

สำหรับในสวนลำไยที่พบการระบาดของหนอนเจาะขั้วผลลำไย ให้เกษตรกรเก็บรวบรวมผลลำไยที่ถูกหนอนเจาะขั้วผลเข้าทำลายที่ร่วงหล่นบริเวณโคนต้น และเก็บรวบรวมดักแด้ของหนอนเจาะขั้วผลบนใบที่สามารถเห็นได้ชัดเจน นำไปฝังหรือเผาทิ้งทำลายนอกสวน จากนั้นหากพบการระบาดรุนแรงของหนอนเจาะขั้วผล เกษตรกรควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส/ไซเพอร์เมทริน 50%/5% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

ส้มโอขาวแตงกวา เป็นไม้ผลเฉพาะถิ่น พืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดชัยนาท มีการปลูกสืบต่อกันมากว่า 100 ปี เมื่อปลายปี 2554 ได้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้พื้นที่ปลูกส้มโอขาวแตงกวาเสียหายอย่างมาก และผลผลิตก็ลดลงไปด้วย

สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท จึงเร่งฟื้นฟูและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกทดแทนในพื้นที่เดิมหรือพื้นที่ใหม่ ร่วมกันอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่กับจังหวัดชัยนาทสืบไป ให้ปลูกและผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสมให้ได้ผลส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพ และเพื่อให้เกษตรกรสามารถยกระดับรายได้นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต

คุณเทวี ดีอ่วม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอหนองมะโมง เล่าให้ฟังว่า ส้มโอขาวแตงกวาเป็นไม้ผลที่มีลักษณะพิเศษคือ เนื้อกุ้งใหญ่ แห้ง รสหวาน อร่อย ที่ผู้บริโภคชื่นชอบ แหล่งปลูกดั้งเดิมอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอมโนรมย์ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีการปลูกแพร่กระจายอยู่ในทุกอำเภอของจังหวัดชัยนาท

ในเขตอำเภอหนองมะโมง มีเกษตรกรปลูกส้มโอขาวแตงกวา 3 ราย พื้นที่ 58 ไร่ และในปี 2562 มีแผนงานส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพิ่มเป็น 70 ไร่ ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาจังหวัดชัยนาท

คุณเฉลย ปิ่นทอง เกษตรอำเภอหนองมะโมง เล่าให้ฟังว่า จากสาเหตุเมื่อปลายปี 2554 เกิดน้ำท่วมทำให้พื้นที่ปลูกส้มโอขาวแตงกวาเสียหายไปมาก จึงต้องมีการเร่งฟื้นฟูการปลูกและผลิตส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบ โดยเฉพาะการผลิตส้มโอขาวแตงกวาจีไอ หรือ GI (Geographical Individual) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ที่เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ที่มีดิน ลม น้ำ หรืออากาศ มาเกี่ยวข้องกับการปลูกและผลิตให้ได้คุณภาพ ให้ทุกคนได้ร่วมกันอนุรักษ์ส้มโอขาวแตงกวาที่มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะ ไม้ผลท้องถิ่นพันธุ์ดั้งเดิมคุณภาพดี ไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญให้คงอยู่คู่กับจังหวัดชัยนาทไปยาวนาน

เพื่อพัฒนาการปลูกและผลิตส้มโอขาวแตงกวา ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพ ที่มีลักษณะเฉพาะคือ เนื้อกุ้งใหญ่ สีน้ำผึ้งทอง เนื้อนุ่ม รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยวอร่อยเป็นที่ต้องการของตลาด และเป็นการยกระดับรายได้เพื่อการยังชีพที่มั่นคง

คุณลุงธงชัย พลับจีน เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวา เล่าให้ฟังว่า ปี 2535 ได้เป็นนักศึกษา รุ่นที่ 1 วิทยาลัยเกษตรกรรมชัยนาท เมื่อเรียนจบก็มุ่งมาทำการเกษตรผสมผสาน ปี 2540 ได้ปลูกส้มโอขาวแตงกวา แต่ต้องประสบกับภัยศัตรูพืช และภัยธรรมชาติทำให้เกิดความเสียหาย ในปี 2541 ได้ปลูกส้มโอขาวแตงกวาขึ้นมาใหม่ และซ่อมแซมในพื้นที่เดิม ได้มีการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา กระทั่งผ่านไปถึงปี 2542 ผลปรากฏว่าต้นส้มโอเจริญเติบโตดี

มีพื้นที่ปลูกส้มโอขาวแตงกวา 50 ไร่ และมีเพื่อนเกษตรกรปลูก 2 ราย คือ คุณพี่ถวิล บุญประสาน อยู่ที่ หมู่ที่ 13 มีพื้นที่ปลูก 3 ไร่ และสวนของ คุณพี่มนัสนันท์ อินทรพิจิตร อยู่หมู่ที่ 1 มีพื้นที่ปลูก 5 ไร่ เนื่องจากสภาพดินค่อนข้างแข็ง จึงได้ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว และลึก ด้านละ 1 หน้าจอบ ตากแดดทิ้งไว้ 7 วัน จากนั้นนำปุ๋ยคอกแห้งคลุกเคล้ากับดินบนใส่รองก้นหลุม นำต้นพันธุ์ลงปลูกเกลี่ยดินกลบรดน้ำให้พอชุ่ม จัดระยะปลูกระหว่างต้นและแถว 4×4 เมตร

การดูแลบำรุงรักษา ต้นส้มโอที่ยังไม่ให้ผลผลิต สมัครเว็บแทงบอล ได้หว่านปุ๋ยคอกรอบทรงพุ่ม 2-3 ครั้ง ต่อปี เมื่อต้นส้มโออายุ 4 ปีขึ้นไป ที่ให้ผลผลิตและหลังการเก็บเกี่ยว ได้ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง หว่านปุ๋ยอินทรีย์ให้ทั่วแปลง แล้วใส่ปุ๋ย สูตร 25-7-7 ในอัตรา 2 กิโลกรัม ต่อต้น ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 2 กิโลกรัม ต่อต้น โดยแบ่งใส่ 2-3 ครั้ง ต่อปี เพื่อให้ต้นส้มโอฟื้นตัว ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในอัตรา 2 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี เพื่อสร้างเนื้อ และก่อนเก็บเกี่ยว 2 เดือน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ในอัตรา 0.50 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อเพิ่มความหวาน และหลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้งได้ให้น้ำแต่พอชุ่ม

เนื่องจากพื้นที่ปลูกมีสภาพแวดล้อมค่อนข้างแห้งแล้ง ดินไม่มีความอุดมสมบูรณ์จึงต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ อยู่ไกลแม่น้ำเจ้าพระยาถึง 80 กิโลเมตร ทำให้ต้องพึ่งน้ำฝนเป็นหลัก จึงได้ขุดสระเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง จัดระบบการให้น้ำต้นส้มโอแบบสปริงเกลอร์ ให้น้ำอย่างพอเพียงวันละครั้งแต่พอชุ่ม ถ้าพบว่าดินแห้ง ขาดน้ำ ก็ได้จัดการให้น้ำเพิ่ม

การเก็บผล ได้เน้นเก็บผลส้มโอขาวแตงกวาที่แก่ตามระยะเวลาหรือนับระยะตั้งแต่ติดดอกไปกระทั่งติดผลแก่ ใช้เวลา 8 เดือน แต่ละปีจะเก็บผลส้มโอ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และช่วงที่สองเดือนมีนาคม-เมษายน

ตลาด ผลผลิตส้มโอขาวแตงกวาที่เก็บเกี่ยวส่วนหนึ่งจะขายในชุมชน และมีพ่อค้าคนกลางมาสั่งจองเพื่อนำไปขายที่ตลาดในกรุงเทพมหานคร พร้อมกับคัดสรรจัดการส่งไปขายต่างประเทศด้วย

ราคาซื้อขายเมื่อหลายปีก่อน ขาย 25 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ทุกวันนี้ขาย 40-45 บาท ต่อกิโลกรัม นอกจากขายผลส้มโอแล้วก็ได้ขายกิ่งพันธุ์ 120 บาท ต่อกิ่ง เป็นรายได้เสริมเพื่อเติมเงินแสนบาท พร้อมจัดให้เป็นศูนย์เรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำหรับท่านที่สนใจด้วย

การฟื้นฟูการปลูกและผลิตส้มโอขาวแตงกวา ไม้ผลท้องถิ่นที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ โดยได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานเกษตรอำเภอหนองมะโมง ให้ปลูกและผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP เพื่อให้ได้ส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพ ที่มีเนื้อกุ้งใหญ่ แห้ง สีน้ำผึ้งทอง เนื้อนุ่ม รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยวอร่อย ที่ผู้บริโภคต้องการ