ปัญหาเรื่องโรคและแมลง พริกหยวก มีการทำลายของโรค

แมลงน้อยมาก ถ้ามีการใช้ปุ๋ยชีวภาพอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง ส่วนมากปัญหาที่พบคือ ยอดหงิก ซึ่งมีสาเหตุมาจากเพลี้ยไฟ ก็อาจมีการป้องกันด้วยการถอนทำลายต้นทิ้ง หรืออาจมีการใช้สารเคมีบ้างในยามที่จำเป็น ปัญหาต้นกล้าที่เพาะเป็นโรคเน่าคอดิน แนวทางการแก้ปัญหาคือ หลังย้ายลงถาดเพาะ ป้องกันโรคเน่าคอดินด้วยสารเคมีอีไตรไดอาโซล (etridiazole) ในอัตราส่วนผสม 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

ครั้งที่ 1 หลังจากย้ายปลูกได้ไม่เกิน 5-7 วัน รดปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 ร่วมกับ เทอราโซน ในอัตราน้ำ 200 ลิตร ใช้ปุ๋ย 15-30-15 1 กิโลกรัม พร้อมรดเทอราโซน 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร

ครั้งที่ 2 หลังจากย้ายปลูกได้ประมาณ 10-15 วัน ใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 20-20-20 ร่วมกับเทอราโซน และหมอดิน ในอัตรา น้ำ 200 ลิตร ใช้ปุ๋ย 20-20-20 1 กิโลกรัม ส่วนหมอดินใช้ อัตรา 25 กิโลกรัม พร้อมรดเทอราโซน 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร

ครั้งที่ 3 หลังจากย้ายปลูกได้ประมาณ 15-20 วัน ใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 ร่วมกับ พอสอีสทิล ในอัตรา น้ำ 200 ลิตร ใช้ปุ๋ย 15-30-15 1 กิโลกรัม พอสอีสทิล 300 กรัม

ครั้งที่ 4 หลังจากย้ายปลูกได้ประมาณ 25-30 วัน โดยฝังปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 และ 46-0-0 อัตรา 2 : 1 ฝังโดยเจาะหลุมห่างจากต้นพริก ประมาณ 20-25 เซนติเมตร

ครั้งที่ 5 หลังจากพริกเริ่มติดดอกและผล ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ผสมกับ ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ในอัตราส่วน 2 : 1 ฝังโดยเจาะหลุมห่างจากต้นพริก ประมาณ 20-25 เซนติเมตร

ครั้งที่ 6 หลังจากพริกเริ่มมีผล ฉีดพ่นแคลเซียม ในอัตราส่วน น้ำ 200 ลิตร ต่อ แคลเซียม 500 กรัม พ่น 2 สัปดาห์ 1 ครั้ง

ปัญหาพริกเป็นโรคโคนเน่า แก้ปัญหาได้ดังนี้

ในขั้นตอนการเตรียมแปลง จะต้องปรับร่องแปลงให้สม่ำเสมอกัน เพื่อไม่ให้มีน้ำขังในร่อง
ป้องกันด้วยสารเคมี อีไตรไดอาโซล (etridiazole) ในอัตราส่วน 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร
ระบายน้ำในแปลงออกให้หมด
ปัญหาการระบาดของเพลี้ยไฟ ไรขาว ซึ่งทำให้ใบและยอดพริกหงิกงอ แก้ปัญหาได้ดังนี้

ป้องกันและกำจัดด้วยสารเคมีจำพวกอะเซทามิพริด (acetamiprid) เฟนไพโรซิเมต (fenpyroximate) อิมิดาคลอพริด (imidacloprid) คาร์โบซัลแฟน (carbosulfan) ฟอร์มีทาเนท (formetanate) คาร์บาริล (carbaryl)

ปัญหาการระบาดของโรคไวรัส แก้ปัญหาได้ดังนี้

ถอนต้นที่เป็นไวรัสในแปลงออกให้หมด แล้วนำไปเผาทำลาย
ถ้าเกิดสัมผัสกับต้นพริกที่เป็นไวรัส จะต้องล้างมือให้สะอาดก่อนไปสัมผัสกับต้นพริกต้นอื่น
หากท่านใดสนใจ ไม่ว่าจะปลูกแบบใดก็ตาม เห็นว่าล้วนแต่เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะอย่างน้อยท่านก็ยังใช้เวลาให้มีค่า แล้วยังได้พริกที่ปลอดภัยจากผลงานการปลูกของเราเอง โดยที่ไม่ต้องไปกังวลกับสารเคมีที่ตกค้างแต่ประการใด

ในแต่ละภาคของประเทศไทย ย่อมมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกันไป ความเหมาะสมในการปลูกพืชแต่ละชนิดให้อุดมสมบูรณ์ มีผลผลิตดีและได้คุณภาพ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่าง มีส่วนทำให้ผลผลิตในแต่ละพื้นที่มีจุดเด่นที่ต่างกัน

แตงโม-ท่าอุเทน เป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่รสชาติขึ้นชื่อของจังหวัดนครพนม และอำเภอท่าอุเทน เป็นอำเภอที่ปลูกแตงโมมากที่สุดของจังหวัด

เท่าที่ทราบจากเกษตรกร แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดถึงสาเหตุของรสชาติแตงโมที่หวานกรอบ เป็นเพราะพื้นที่ปลูกเป็นวัสดุที่ไม้ผลชนิดนี้ชอบคือ ดินทรายเม็ดใหญ่ ดินดง ทรายดำ มีกรวดบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่พบว่า แตงโม-ท่าอุเทน จะไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะปัจจุบันแตงโมเกินกว่าครึ่งที่วางจำหน่ายในตลาดไท ซึ่งเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าทางการเกษตรขนาดใหญ่ เป็นแตงโมที่รับมาจากอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

หากไม่ใช่คนพื้นที่อำเภอท่าอุเทนแล้ว อาจนึกภาพไม่ออก เพราะแม้จะซอกแซกการเดินทาง ผ่านหมู่บ้านและตำบลในเขตพื้นที่อำเภอท่าอุเทน จะพบแต่พื้นที่ทำสวนไม้ผลชนิดอื่น หรือที่พบมากที่สุดคือ การทำสวนยางพารา หากจะมองหาสวนแตงโมยังเป็นเรื่องยาก ต้องคนท้องถิ่นเท่านั้น จึงจะชี้เป้าได้ถูกจุด ว่าตรงไหนเป็นบริเวณทำสวนแตงโม

เทคโนโลยีชาวบ้าน มีนัดกับ คุณผล สมพร เกษตรกรทำสวนแตงโม ที่พื้นเพเดิมเป็นเกษตรกรมายาวนาน แต่ไม่ได้ทำสวนแตงโมตั้งแต่แรกเริ่ม คุณผลบอกกับเราว่า เขาและครอบครัวทำนาในพื้นที่ลุ่มมีน้ำขัง ส่วนพื้นที่ที่เป็นเนินสูง เขาเลี้ยงวัว และใช้เวลาว่างรับจ้างเก็บค่าไฟฟ้าให้กับหน่วยงานภาครัฐ รายได้ไม่น้อย แต่ก็ไม่มากถึงกับมีเก็บสะสมจนเหลือใช้เป็นระยะเวลานาน

“พอสวนยางพาราเริ่มกระจายเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน ผมก็ทำสวนยางพารา ในช่วง 1-2 ปีแรกของการทำสวนยางพารา มีพื้นที่ว่างจำนวนมาก สามารถปลูกพืชได้หลายชนิด สำหรับผมก็มองหาพืชปลูกเพิ่มรายได้เช่นกัน เมื่อเห็นบางพื้นที่ปลูกแตงโม มีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน เพียง 3 เดือน ก็เก็บผลผลิตได้ ทั้งยังปลูกหมุนเวียนในพื้นที่ได้อีก”

คุณผล ไม่มีประสบการณ์และความรู้ในการปลูกแตงโม แต่ก็ไขว่คว้าความรู้ด้วยการตามเพื่อนเกษตรกรใกล้บ้าน ไปดูการปลูกแตงโมกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง เริ่มจากความสงสัยว่าปลูกอย่างไรและขายอย่างไร สิ่งที่คุณผลเห็นคือ หลังการปลูกและเก็บเกี่ยวเสร็จ มีรถเข้ามารับซื้อถึงสวน เกษตรกรเหล่านั้นทำหน้าที่เพียงปลูก ดูแล เก็บผลผลิต คัดเลือกผลผลิต จากนั้นก็รอจำหน่าย ซึ่งแตงโมจากสวนทุกลูกนำมาขายเป็นราคาได้ทั้งหมด

ขั้นตอนการปลูกแตงโมในเขตอำเภอท่าอุเทน เริ่มต้นไม่ต่างกัน เกษตรกรสวนแตงโมเกือบทั้งหมด ซื้อเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นตัวแทนรับซื้อ ส่งขายยังตลาดไท เป็นการการันตีว่า ผลผลิตที่ได้ หากได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ จะรับซื้อตามราคาซื้อจากสวน ส่วนผลผลิตที่น้ำหนักไม่ได้ตามที่ตลาดต้องการ ก็ขึ้นกับเจ้าของสวนว่าจะจำหน่ายให้กับพ่อค้าหรือแม่ค้าทั่วไป ที่เข้ามารับซื้อถึงสวนเช่นกันในราคาเท่าไร ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลว่าจะขายได้หรือไม่

สวนแตงโมของคุณผล แรกเริ่ม 1-2 ปีแรกที่เริ่มปลูก คุณผลปลูกแทรกในสวนยางพารา ดูแลไปตามที่เพื่อนบ้านเกษตรกรด้วยกันแนะนำ ผลผลิตยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ไม่ถึงกับขาดทุน กระทั่งยางพาราเริ่มเข้าสู่ปีที่ 3 ให้ร่มเงา ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชแซมได้ คุณผลจึงเริ่มปลูกแตงโมเต็มพื้นที่ 23 ไร่

ระบบการปลูกของเกษตรกรสวนแตงโมในอำเภอท่าอุเทน เป็นลักษณะการปลูกแบบเหลื่อมกันในแต่ละสวน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ไม่ตรงกัน และมีแตงโมออกจำหน่ายตลอดปี ส่วนเมล็ดพันธุ์ ซื้อจากพ่อค้าคนกลางรายใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่รับซื้อคืนด้วย

แตงโมที่คุณผลปลูก มี 5 สายพันธุ์ คือ แฮปปี้แฟมิลี่ ไดอาน่า ตอร์ปิโด ซอนย่า และเหลืองสีจันทร์

เมล็ดพันธุ์ที่ซื้อ ราคาอยู่ระหว่างเมล็ดละ 1.25-3 บาท

คุณผล อธิบายว่า เมื่อซื้อเมล็ดพันธุ์มาแล้ว ต้องนำมาเพาะกล้าในกระบะเพาะกล้าก่อน อัตรารอดของกล้าแตงโม 90 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างที่เพาะกล้า ให้ไถดินตากแดดไว้ หว่านปูนขาวให้ทั่ว ป้องกันเชื้อรา และขึ้นแปลงปลูก ยกร่องสูง 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องอยู่ที่ 6 เมตร หรือ 6.50 เมตร ขึ้นกับผู้ปลูก

แต่สำหรับแปลงปลูก คุณผลใช้ระยะห่างระหว่างร่องที่ 6.50 เมตร เพื่อสะดวกต่อการเดินแปลงใส่ปุ๋ยและเก็บผลผลิต หลุมปลูกห่างกัน 60 เซนติเมตร ใช้ผ้าพลาสติกหน้ากว้าง 1.20 เมตร คลุม เจาะรูตรงหลุมปลูก เดินสายยางตามแนวยกร่อง เจาะรูสำหรับรดน้ำตรงหลุมปลูก

เมื่อกล้าโต ประมาณ 7-9 วัน ให้นำกล้าลงปลูก ก่อนปลูกใช้ปุ๋ยคอก ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ รองก้นหลุม จากนั้นให้น้ำเฉพาะตอนเช้า ประมาณ 2 ชั่วโมง ต่อ 20 ไร่ เพิ่มให้น้ำเช้าและเย็นเมื่อสังเกตเห็นแตงโมติดลูก ส่วนปุ๋ยให้ทุกๆ 2 วัน

“เมื่อสังเกตเห็นแตงโมออกดอกและติดผล หากติดผลมาก ให้ปลิดผลทิ้งบ้าง เพื่อให้ผลแตงโมใหญ่และสวย ขายได้ราคาดี และควรเพาะลงแปลงให้เสร็จพร้อมกัน เพื่อเก็บผลผลิตในคราวเดียวกัน”

คุณผลบอกด้วยว่า การดูแลรักษาสวนแตงโม ทำไม่ยาก แต่ควรหมั่นสังเกตแมลงศัตรูพืชเป็นระยะ แตงโมเป็นพืชไม่ชอบน้ำ แต่ต้องให้น้ำมากในช่วงติดดอกออกผล ซึ่งปัญหาในการปลูกช่วงฤดูฝนคือ เชื้อรา ส่วนฤดูร้อนก็ต้องระวังเพลี้ยไฟ ซึ่งข้อควรระวังเหล่านี้ หากให้น้ำ ให้ปุ๋ย ตามความเหมาะสมก็ช่วยลดปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชได้

รอบการปลูกแตงโม ตั้งแต่เพาะกล้าจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย ใช้เวลาประมาณ 90 วัน จึงเป็นการปลูกพืชทำเงินระยะสั้น ซึ่งคุณผลบอกว่า หลังการเก็บเกี่ยวทุกครั้งจะต้องไถดินตากแดดทิ้งไว้ และย้ายแหล่งปลูก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ซึ่งดินอุ้มน้ำได้น้อย ต้องย้ายที่ปลูกลงพื้นที่นา หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ เพื่อใช้นาเป็นที่กักเก็บน้ำสำหรับปลูกแตงโม

ในแต่ละครั้งของการเก็บเกี่ยว คุณผลต้องจ้างแรงงานเก็บ เพื่อให้ทันต่อการจำหน่าย โดยจะคัดแตงโมที่มีน้ำหนักมาก ตามความต้องการของตลาดไว้ส่วนหนึ่ง และแตงโมตกเกรด หรือแตงโมที่น้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ (ผลเล็ก) ไว้อีกส่วนหนึ่ง ส่วนที่ได้น้ำหนักตามความต้องการของตลาดกลาง (ตลาดไท) จะมีรถบรรทุกเข้ามาซื้อถึงสวน ส่วนแตงโมตกเกรด จะเป็นพ่อค้าที่รับซื้อทั่วไปเข้ามาซื้อถึงสวนเช่นกัน

นอกจากนี้ คุณผลยังแนะเทคนิคการเก็บเกี่ยวผลแตงโม ว่าควรรอให้แดดตอนเช้าออกสักนิดก่อนลงมือเก็บ เพราะจะช่วยลดอัตราการแตกของผลแตงโมลงได้

ราคารับซื้อจากสวน แต่ละสายพันธุ์ไม่เท่ากัน อยู่ที่ 8-12 บาท

สำหรับแตงโมตกเกรด ซึ่งมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับจากสวนไปขายปลีกอีกทอดนั้น คุณผลขายได้ตามขนาดของผล เช่น ผลน้ำหนัก 3 กิโลกรัมขึ้นไป ราคากิโลกรัมละ 5 บาท ส่วนผลที่น้ำหนักไม่เกิน 3 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 3 บาท แต่ผลผลิตแตงโมในแต่ละปีไม่เคยเหลือทิ้งให้คุณผลเสียใจ แม้กระทั่งแตงโมผลแตก คุณผลก็ยังได้ประโยชน์ โดยนำไปหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้ภายในสวนได้

ปริมาณผลผลิตแตงโม แต่ละรอบการผลิต อยู่ที่ 2.5 ตัน ต่อไร่ เมื่อระยะเวลาต่อรอบการผลิตน้อย ทำให้คุณผลสามารถปลูกแตงโมได้ปีละหลายรอบ ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ของครอบครัวได้มากทีเดียว

“ถั่วเขียว” เป็นพืชอายุสั้น จึงใช้น้ำน้อยกว่าพืชไร่อื่นหลายชนิด และงอกได้เร็ว สามารถใช้ในระบบปลูกพืช เช่น ทดแทนข้าวนาปรัง ปลูกก่อนข้าวโพดในพื้นที่ประสบภัยแล้ง ใช้ปลูกก่อนหรือหลังการทำนาหรือทำไร่ เพื่อตัดวงจรการระบาดของศัตรูพืช ช่วยบำรุงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ตรึงไนโตรเจนได้ดี สามารถใช้เป็นปุ๋ยพืชสดให้ปริมาณไนโตรเจนสูง และนอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ถั่วเขียวยังสามารถนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อย่างเช่น เกษตรกรไอเดียบรรเจิดท่านนี้ ที่คิดค้นต่อยอดรายได้เสริมหลังการทำนา ด้วยการปลูกถั่วเขียวเพื่อแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม “น้ำนมถั่วเขียว” เพื่อสุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มจากหลักสิบเป็นหลักพัน

คุณนุสร รุ่งพรหม อยู่ที่ 52 หมู่ที่ 9 ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์สงขลาหัวก้าวหน้า อดีตผู้ช่วยพยาบาล หันมาเอาดีด้านงานเกษตร ริเริ่มพัฒนาและต่อยอดอาชีพที่รัก เริ่มจากศูนย์สู่ความสำเร็จ สุขกาย สบายใจ สร้างรากฐานครอบครัวมั่นคง

คุณนุสร เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว ตนเคยทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลมาก่อน แล้วได้แต่งงานมีครอบครัว ก็ได้ลาออกจากงาน เนื่องจากไม่มีเวลาให้ครอบครัว ประกอบกับที่ช่วงนั้นสุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง จึงตัดสินใจออกจากงาน แล้วย้ายไปอยู่กับสามีเพื่อที่จะได้มีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น และถือเป็นการพักฟื้นสุขภาพร่างกายไปในตัวด้วย แต่ด้วยความที่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ ก็อยากที่จะหาอะไรทำสร้างรายได้นิดๆ หน่อยๆ ก็ประจวบเหมาะกับที่บ้านของสามีมีพื้นที่ทำการเกษตร แต่ว่าไม่มีคนสานต่อ จึงมีความคิดที่จะลองทำเกษตรสักครั้ง

โดยเริ่มจากบนพื้นที่เล็กๆ ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว พอเหลือจึงขาย เมื่อทำได้สักพักก็เริ่มมีความคิดอยากที่จะเรียนรู้การปลูกพืชผลอย่างอื่นที่นอกเหนือจากผักสวนครัว จึงได้ตัดสินใจที่จะเข้าไปศึกษาหาความรู้จากศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มเติม เพื่อกลับมาพัฒนาที่สวนให้เจริญมากยิ่งขึ้น มีการปรับปรุงขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น ลองผิดลองถูกจนเกิดความชำนาญ และรู้ว่าตนเองเหมาะกับสายอาชีพนี้ จึงมุ่งมั่นตั้งใจทำจนประสบความสำเร็จ มีพื้นที่ทำการเกษตรเกือบ 20 ไร่ แบ่งปลูกทั้งพืชไร่และสวนผสมผสาน

“ปลูกยางพารา 10 ไร่ ปลูกข้าวสังข์หยดและข้าวหอมปทุม บนพื้นที่ของตัวเอง 3 ไร่ และเช่าพื้นที่ปลูกเพิ่มรวมๆ แล้วปลูกข้าวประมาณ 18 ไร่ นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของเกษตรผสมผสาน บนพื้นที่ 5 ไร่ ด้วยแนวคิดอยากสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้มีกินมีใช้ในครอบครัวก่อน อยากกินอะไรก็ปลูกอันนั้น ส่วนที่เหลือจึงนำไปขายเป็นรายได้ เกษตรผสมผสานทำให้เราอยู่ได้ไม่อดอยาก มีพืชหมุนเวียนตลอดทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ จะมีกินมีขายตลอด”

ในส่วนของการจัดสรรพื้นที่เกษตรผสมผสานนั้น จะเลือกปลูกพืชที่สามารถนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นส่วนใหญ่ มีการแบ่งพื้นที่ปลูกพริกไทยและในระหว่างแปลงพริกไทยจะปลูกขมิ้น ปลูกขิงในกระสอบปุ๋ย ทำเป็นแปลงผักแซมบ้าง ปลูกไม้ผล ฝรั่ง ขนุน มัลเบอรี่ มะม่วงหิมพานต์บ้าง ด้านประมงมีการขุดบ่อเลี้ยงปลาขายสร้างรายได้เป็นรายปี และมีการปลูกไม้ยืนต้นไว้รอบๆ แปลง เป็นแนวกันลม ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจและอยากนำเสนอคือ การทำอาชีพเสริม ด้วยการปลูกถั่วเขียวหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว

ที่นอกเหนือจากถั่วเขียวเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินได้ ช่วยในการปรับโครงสร้างดินได้แล้ว ยังสามารถนำมาแพ็กจำหน่ายและแปรรูปเป็นน้ำนมถั่วเขียว ที่มีโปรตีนสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ เหมาะกับกลุ่มคนรักสุขภาพและทุกเพศทุกวัยสามารถดื่มได้ ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริมที่น่าสนใจ ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก ปลูกดูแลง่าย และที่สำคัญสามารถเพิ่มมูลค่าได้จากราคาถั่วเขียวกิโลกรัมละ 40 บาท มีการพัฒนาเปลี่ยนแพ็กเก็จก็ขายได้จาก 40 เป็น 80 บาท และยิ่งนำมาแปรรูปเป็นน้ำนมถั่วเขียวสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจาก 80 บาท เป็น 1,500 บาท ต่อถั่วเขียวเพียง 1 กิโลกรัม เริ่มน่าสนใจขึ้นมาแล้วใช่ไหม งั้นตามมาอ่านขั้นตอนการปลูกและการแปรรูปกันดีกว่า

“น้ำนมถั่วเขียว” ผลิตภัณฑ์แปรรูปเด่น
เพื่อสุขภาพ ทำง่าย รายได้ดี
เจ้าของบอกว่า การปลูกถั่วเขียวหลังนานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้แปลกใหม่นัก สามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่สิ่งที่อยากนำเสนอนั้นคือ การปลูกถั่วเขียวเพื่อการแปรรูป ซึ่งตนก็ได้ใช้เวลาคิดค้นสูตรน้ำนมถั่วเขียวมาเป็นเวลานานกว่า 7 ปี กว่าที่จะได้สูตรที่ลงตัว ล้มลุกคลุกคลานมาก็มาก จึงต้องขอเท้าความถึงที่มาของการแปรรูปถั่วเขียวว่า เกิดจากการที่ได้มีโอกาสเข้าอบรมด้านการเกษตรกับ ธ.ก.ส. ซึ่งในระหว่างที่อบรมได้มีการแลกเปลี่ยนเสนอความคิดกัน และตนมีความสนใจด้านการแปรรูปถั่วเขียว จึงมีการขอคำปรึกษาทาง ธ.ก.ส. ว่า พอจะแนะนำกระบวนการแปรรูปน้ำนมถั่วเขียว เพราะเคยได้ไปลองดื่มของที่อื่นแล้วติดใจ และได้กลับมาทดลองทำเองแล้ว แต่ไม่สามารถหาสูตรที่ลงตัวได้ จึงอยากขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งหลังจากนั้นทาง ธ.ก.ส. ก็ได้รับเรื่อง และมีการดำเนินงานติดตามผลมาเรื่อยๆ จนได้กระบวนการที่ถูกต้อง ปลอดภัย ส่วนรสชาตินั้นมีการปรับปรุงอีกเล็กน้อย เพื่อให้เป็นซิกเนเจอร์ของสวน จนได้เป็นผลิตภัณฑ์น้ำนมถั่วเขียวสวนรุ่งพรหมขึ้นมา

ขั้นตอนการปลูกถั่วเขียวแบบหว่าน
การปลูกถั่วเขียวหลังนาโดยอาศัยความชื้นในดิน หลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วให้ไถดินขณะที่ดินยังมีความชื้นเพียงพอสำหรับการงอกของเมล็ด ควรเตรียมดินให้ละเอียด ให้หว่านเมล็ดถั่วเขียวแล้วพรวนดินกลบทันที เพื่อปิดผิวหน้าดินกันการระเหยของน้ำใต้ดิน โดยเลือกปลูกพันธุ์ชัยนาท 72 อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 63-70 วัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ประมาณ 80-100 กิโลกรัม ต่อไร่ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย เพราะผลผลิตเฉลี่ยจริงๆ แล้ว ถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 72 สามารถให้ผลผลิตได้สูงกว่านี้

วิธีการดูแลรักษา
ถั่วเขียว เป็นพืชที่ปลูกและดูแลง่าย ของที่สวนก็จะปลูกแล้วรอใส่ปุ๋ยช่วงก่อนออกดอกเพียงรอบเดียว ปุ๋ยที่ใส่เป็นปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่ ใส่ในอัตรา 2 กระสอบ ต่อไร่ น้ำหนักกระสอบละ 25 กิโลกรัม ระบบน้ำหากอยู่ในพื้นที่ระดับน้ำใต้ดินสูงและลักษณะดินเป็นดินเหนียวหรือดินร่วนปนเหนียว สามารถปลูกถั่วเขียวแบบให้น้ำครั้งเดียวหรือไม่ให้เลยก็ได้ เช่น ในกรณีที่ปลูกในนาหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เพียงหว่านเมล็ดแล้วไถกลบก็สามารถให้ผลผลิตได้พอสมควร

การเก็บเกี่ยว …อายุการเก็บเกี่ยว ขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพแวดล้อม โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยว 2 ครั้ง แต่ที่สวนจะเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว แล้วไถกลบทำเป็นปุ๋ยพืชสด เพิ่มไนโตรเจนในการบำรุงดิน ถือเป็นการลดการใช้ปุ๋ยในฤดูทำนาครั้งต่อไปอีกด้วย

ต้นทุนการปลูกถั่วเขียว …1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ ประมาณ 5 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 50 บาท บวกค่าปุ๋ยอีกประมาณ 250 บาท ต่อไร่ หรือบางครั้งใช้ปุ๋ยที่หมักเองยิ่งประหยัดต้นทุนได้มาก ถือเป็นรายได้เสริมที่ได้จากปุ๋ยพืชสดหลังฤดูทำนา

ขั้นตอนการแปรรูป “น้ำนมถั่วเขียว”
หลังจากผ่านขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ตากแดด และการนวดถั่วเขียวมาแล้วนั้น หลังนวดเสร็จทำความสะอาดเมล็ด

จากนั้นนำถั่วเขียวไปต้ม แล้วนำไปปั่น เสร็จแล้วนำไปต้มอีกครั้งจนเดือด แล้วเทนมสดลงไป คนให้เข้ากัน เสร็จแล้วยกลงจากเตา รอจนอุ่น แล้วบรรจุใส่ขวดที่เตรียมไว้

การสร้างมูลค่าเพิ่ม …ราคา 10-15 บาท บรรจุ 150 มิลลิลิตร ต่อ 1 ขวด จากถั่วเขียวกิโลกรัมละ 40 บาท เมื่อนำมาแปรรูปเป็นน้ำนมถั่วเขียว สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 1,500 บาท ในอัตราการใช้ถั่วเขียวแค่ 1 กิโลกรัม ในการแปรรูป ผลตอบรับเป็นไปในทางที่ดี สร้างยอดขายได้หลายพันบาทต่อเดือน

ตลาด …ทำตามออเดอร์ สมัคร Holiday Palace และรับจัดเบรกในที่ประชุมงานสัมมนา หรือขายร่วมกับสินค้าโอท็อป และขายผ่านช่องทางออนไลน์ ฝากถึงเกษตรกรทุกท่าน
“สำหรับเกษตรกรทั้งมือเก่า มือใหม่ ที่อยากจะเริ่มต้นทำเกษตรและแปรรูปผลิตภัณฑ์ อยากจะแนะนำว่า อันดับแรกคือให้เลือกพืชที่ชอบไว้ในใจสัก 2-3 อย่าง ถัดมาคือการวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมของพื้นที่ ว่าพื้นที่ตนเองเหมาะที่จะปลูกพืชชนิดใดมากที่สุด แนะนำว่าให้เลือกปลูกเน้นความหลากหลาย แล้วจึงค่อยลงมือทำ และสิ่งที่อยากจะแนะนำนอกเหนือจากการวางแผนในขั้นแรกแล้ว คือเรื่องของความขยัน อดทน งานเกษตรไม่ได้สวยหรู เป็นงานที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ใครๆ ก็รู้ เพราะฉะนั้นต้องเป็นคนที่มีความอดทนและมีใจรัก ไม่มีใครประสบความสำเร็จในครั้งเดียว การทำเกษตรมีอุปสรรคมากมาย ทั้งเรื่องของราคาพืชผลที่ผันผวนไม่เป็นดั่งหวัง หรือจะเป็นเรื่องของสภาพดิน ฟ้า อากาศ ที่เป็นใจบ้าง ไม่เป็นใจบ้าง ก็ต้องสู้กันต่อไป หากมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ประสบการณ์จะสอนให้เราแข็งแกร่ง และประสบผลสำเร็จได้แน่นอน” คุณนุสร รุ่งพรหม กล่าวทิ้งท้าย

จากพื้นแผ่นดินที่มีลักษณะลูกรังร้อนแล้ง คุณณรงค์ ไทยเจริญ ผู้มีแรงบันดาลใจจากหิ่งห้อยตัวเล็กๆ นับสิบตัวที่เขาพบเจอ สร้างแรงผลักดันสู่การอนุรักษ์และอยากสร้างป่าผืนเล็กๆ ขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีครอบครัวเป็นแรงสนับสนุนที่ดียิ่งกว่าใคร

คุณณรงค์ ไทยเจริญ และครอบครัว มีอาชีพหลักคือการค้าขายอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์อยู่ที่ร้านไทยเจริญซับพลาย อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 74/3-4 หมู่ที่ 1 ตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี

คุณณรงค์ เล่าให้ฟังว่า เดิมทีที่ตรงนี้เป็นนิคมสร้างตนเอง ตั้งแต่ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีนโยบายยกเลิกสามล้อ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้คนที่มีอาชีพขับขี่สามล้อในสมัยนั้น โดยแจกที่ดิน ที่เขตนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท ให้คนละ 25 ไร่ ซึ่งสมัยก่อนที่แห่งนี้มีลักษณะเป็นป่าดงดิบ ไม่ค่อยมีผู้คนอยากอยู่นัก ปัจจุบันยังคงมีคนขับสามล้อ รุ่นที่หนึ่งที่ยังคงมีชีวิตอยู่อีก 2 ท่าน นั่นก็คือ ลุงผลู และ ลุงแก้ว