ปีนี้ไทยผลิตข้าวโพดได้ 4.57 ล้านตัน และที่ผ่านมารัฐตั้งอัตรา

ภาษีนำเข้าข้าวโพดนอกโควตาไว้สูงถึง 73% เป็นการแสดงการปกป้องอาชีพการปลูกข้าวโพดให้กับเกษตรกรไทย แต่กลับมีการลดภาษีนำเข้าข้าวสาลีที่นำมาใช้ทดแทนข้าวโพดในการผลิตอาหารสัตว์ แสดงให้เห็นว่าภาครัฐหรือรัฐบาลชุดเก่าในขณะนั้นไม่คิดที่จะปกป้องโอกาสทางอาชีพการปลูกข้าวโพดของเกษตรกรไทยเลยดังนั้นควรมีการแก้กฎหมายให้มีการคิดอัตราภาษีนำเข้าข้าวสาลีเพิ่มกลับมาใช้ด้วยไม่ให้กลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ถือโอกาสนำเข้าข้าวสาลีมาใช้ทดแทนหากรัฐไม่ยุตินำเข้าหรือเพิ่มภาษีข้าวสาลีและกากข้าวโพดรวมทั้งการเยียวยาเกษตรกร คือให้รัฐมารับซื้อข้าวโพดในเขตเพาะปลูกที่สามารถขึ้นทะเบียนได้ในอัตรา 1,200 กก.ต่อไร่ มิเช่นนั้นชาวไร่จะมาชุมนุมขับไล่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์อย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า วันที่ 16 กันยายน 2559 ทางนางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ประชุมร่วมกับตัวแทนผู้ประกอบการ 4 สมาคมมันสำปะหลัง เพื่อขอความร่วมมือให้เข้าไปช่วยรับซื้อหัวมันสดจากเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาหลังจากเกษตรกรร้องถึงปัญหาราคาตกต่ำลงเหลือกก.ละ1.20บาทซึ่งภาคเอกชนจะมีการประชุมประเมินสถานการณ์การผลิตฤดูกาลปี2559/2560 ที่สำรวจล่าสุด 11-18 กันยายน 2559 จากนั้นจะนำข้อมูลรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง (นบมส.) ในวันที่ 22 กันยายนนี้

China Xinhua News รายงานข่าว บริเวณถนนวงแหวนรอบที่สามของกรุงปักกิ่ง มีที่ดินการเกษตรแห่งหนึ่งถูกเรียกว่า “มีราคาแพงที่สุดในโลก” เนื่องจากตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถาบันวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตรของจีน จึงนับเป็นที่ดินการเกษตรแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในวงแวนรอบที่สามของกรุงปักกิ่ง มีเนื้อที่ประมาณ 150 หมู่ของจีน (ประมาณ 62 ไร่ของไทย)

โดยที่ดินแห่งนี้ปลูกพืชผลทดลองทางการเกษตรหลากหลายชนิด เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด และอื่นๆ ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวของข้าวสาลี ดังนั้นจึงเห็นแต่ข้าวโพดที่เหลืออยู่เท่านั้น
เนื่องจากตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ใช้เพื่อการพัฒนา ที่ดินแห่งนี้จึงมีมูลค่าสูงดั่งทองคำ ส่วนพื้นที่ที่ใช้ปลูกข้าวโพดก็ถูกเรียกว่าเป็น “ไร่ข้าวโพดที่มีราคาแพงที่สุดในโลก”
ที่มา China Xinhua News

“อภิรดี” สั่งกรมการค้าภายในจับตาราคาผักแพงรับเทศกาลกินเจ เตรียมจัดหามาตรการเชื่อมโยงตลาดทั่วประเทศ มั่นใจมีปริมาณเพียงพอ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ราคาผัก และปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วงเทศกาลกินเจที่กำลังจะมาถึง ระหว่างวันที่ 1 – 9 ตุลาคม 2559 เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ราคาผักอาจจะยังคงอยู่ในระดับสูงตามปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดในแต่ละวันและความต้องการที่สูงขึ้น

“ขอให้ประชาชนเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ ฉลาดซื้อ ประหยัดใช้ โดยเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อรักษาประโยชน์ของตนเอง และหากพบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ แจ้งที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ”

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในรายงานว่า สถานการณ์ราคาผักผักใบ เช่น ผักกาดหอม คะน้า ผักชี ต้นหอม และขึ้นฉ่าย ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน 2559 เป็นต้นมา ได้ปรับตัวลดลง 8 – 26% เนื่องจากมีฝนตกในแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ปริมาณผลผลิตจึงออกสู่ตลาดต่อเนื่องและมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของตลาด

ส่วนผักใบ (กาบแข็ง) ที่ปลูกบนที่สูง ได้แก่ กะหล่ำปลี และผักกาดขาวปลี ราคาโดยทั่วไปยังคงทรงตัวอยู่ ส่วนผักผล ราคายังคงทรงตัวต่อเนื่องจากต้นเดือนกันยายน ยกเว้นมะระจีน มะเขือเทศเจ้าพระยา และถั่วฝักยาวปรับตัวลดลง เนื่องจากผลผลิตมีเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณมีเพียงพอกับความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มสถานการณ์ผัก จากการสอบถามกับเกษตรกรผู้ปลูกผักในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก ปรากฏว่ายังมีผักที่เกษตรกรส่วนใหญ่เพาะปลูกไว้รอเก็บเกี่ยวออกสู่ตลาดในช่วงเทศกาลกินเจ ประกอบกับในช่วงเดือนตุลาคม ภาวะฝนจะเบาบางลงจึงไม่น่าส่งผลกระทบต่อความเสียหายของผัก คาดว่าปริมาณผักในช่วงเทศกาลกินเจจะมีปริมาณเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ราคาผักอาจจะยังคงอยู่ในระดับสูงตามปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดในแต่ละวันและความต้องการที่สูงขึ้น

พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในประสานกับตลาดสดในความส่งเสริมของกรมฯจัดกิจกรรมเพื่อเชื่อมโยงผักสดจากแหล่งผลิต (เกษตรกร) หรือตลาดกลางเข้าสู่ตลาดสดแล้วกระจายไปสู่ผู้บริโภค

สำหรับตลาดที่เข้าร่วมทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค โดยตลาดในเขตกรุงเทพ ได้แก่ ตลาดศูนย์การค้ามีนบุรี ตลาดอ่อนนุชเฟรชมาร์ท ตลาดยิ่งเจริญ และตลาดแฮปปี้แลนด์

ส่วนตลาดในภูมิภาค ได้แก่ ตลาดศูนย์การค้ากำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร ตลาดบางลำพู จ.ขอนแก่น ตลาดศูนย์การค้ารังสิต จ.ปทุมธานี และตลาดเสรี จ.นครปฐม ตลาดกลางผักและผลไม้ในภูมิภาค 3 จังหวัด 3 แห่ง ได้แก่ ตลาดศรีนคร (จังหวัดนครสวรรค์) ตลาดไท (จังหวัดปทุมธานี) ตลาดย่าโม (จังหวัดนครราชสีมา) และเครือข่ายของกรมฯ ได้แก่ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จังหวัดปัตตานี เป็นต้น

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัดอย่างใกล้ชิด โดยจะดูแลให้สินค้าอุปโภคบริโภคมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการไม่ขาดแคลน และกำชับไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคโดยเด็ดขาด รวมทั้งติดตามสินค้าที่เป็นพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ประสบภัย โดยสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือต่อไป

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ความต้องการข้าวโพดภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์ เนื่องจากการส่งออกเนื้อสัตว์ของไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดส่งออกขยายตัวไปได้ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จึงมีความต้องการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อนำมาผลิตอาหารสัตว์ อย่างไรก็ดี กรมฯได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้มีการรับซื้อข้าวโพดจากเกษตกรหน้าโรงงานอยู่ที่ 8 บาทต่อกิโลกรัม ความชื้นที่ 14.5% ทั้งนี้ หากไม่รับซื้อในราคาที่ขอความร่วมมือ ขอให้เกษตกรแจ้งเข้ามาที่กรมการค้าภายในได้

โดยกรมฯจะเข้าไปตรวจสอบ และหากรับซื้อบิดเบือนกรมฯก็พร้อมที่จะทบทวนมาตรการเข้ามาดูแล ในเรื่องดังกล่าว ส่วนจะใช้มาตรการใดนั้น ก็อยู่ในการพิจารณาเนื่องจากข้าวโพดอยู่ในรายการสินค้าควบคุมของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พร้อมกันนี้ ก็จะส่งสัญญาณให้กับผู้ประกอบการในการชะลอการนำเข้า โดยอาจจะขอเลื่อนในการนำเข้าออกไป โดยอาจจะขอให้นำเข้าในช่วงที่ผลผลิตข้าวโพดออกมาหมดแล้วหรือปลายฤดู

“เรื่องนี้เราติดตามทุกวัน ทุกโรงงาน สำหรับราคารับซื้อข้าวโพด โดยผลผลิตข้าวโพดออกต่อปีอยู่ที่ 4.5 ล้านตัน โดยต่อปีมีการนำเข้าอยู่ที่ 7-8 ล้านตัน และแนวโน้มยังมองว่าราคาข้าวโพดมีทิศทางเพิ่มขึ้น อาจจะเห็นราคาใกล้เคียงในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 9 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนข้าวสาลี เองก็ขอความร่วมมือในการนำเข้าเช่นกัน แต่อาจจะให้มีการดูแลเข้มงวด เนื่องจากการนำเข้าข้าวสาลี มีหลายรูปแบบและข้าวสาลีที่นำเข้ามาต่างกัน”

นายเงินวสวัตติ์ ลิ่มทวีสกุล ประธานสภาปฏิรูปวงการยางไทย เปิดเผยว่า ราคายางขณะนี้ไม่สะท้อนความเป็นจริงตามจากการอ้างอิงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยราคาน้ำยางสดยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ 47-49 บาท/กิโลกรัม ขณะที่น้ำมันดิบ ราคาอยู่ที่ 48-50 เหรียญ/บาร์เรล ตามหลักการอ้างอิงของราคายางเมื่อน้ำมันในราคาระดับนี้ โดยเฉพาะน้ำยางสด ราคาจะต้องขยับมาอยู่ที่ 60 บาท และ 65 บาท/กิโลกรัม ซึ่งมีระยะห่างทางด้านราคากันมาก

นายเงินวสวัตติ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ราคายางถูกควบคุมและกำหนดค่าเฉลี่ย ทั้งยางแผ่นดิบ น้ำยางสด ยางก้อนถ้วย และเศษยาง โดยจะโยกหมุนเวียนราคาเป็นห้วงระยะเวลา โดยให้น้ำยางสด ราคาสูงช่วงหนึ่ง แล้วดึงราคาจากยางแผ่นดิบ เศษยาง ยางก้อนถ้วย มาโปะ แล้วโยกจากน้ำยางสดมาที่ยางแผ่นดิบให้ขยับสูงขึ้น แล้วดึงราคายางก้อนถ้วย เศษยาง น้ำยางสดมาโปะ เป็นต้น

“แนวทางแก้ จึงเสนอให้ผู้ทำการค้ายางระหว่างประเทศ ทำรายงานซื้อขายยางระหว่างวัน รายเหตุผล ซื้อขายยางราคาสูง ราคาต่ำ ว่าปัจจัยใด สาเหตุใด เป็นประจำทุกวัน เพื่อทราบข้อเท็จจริงกันทั่วประเทศ ให้ชาวสวนยาง นักลงทุนเกิดความมั่นใจในการประกอบอาชีพ และในการลงทุนปลูกสวนยาง และโค่นยาง”

วันที่ 23 กันยายน ที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่ ตัวแทนเกษตรชาวสวนปาล์ม นำโดยนายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม จ.กระบี่ นายชัยฤทธิ์ ถ่ายย้วน นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง นายโอภาส หนูชิด นายกสมาคมชาวสวนปาล์มจ.พัทลุง และนายสมพร ตรีเพชร นายกสมาคมชาวสวนปาล์ม จ.นครศรีฯ พร้อมชาวเกษตรชาวสวนปาล์มน้ำมันรวมตัวชุมนุม กว่า50 คน นำรถเครื่องขยายเสียง และบรรทุกปาล์มน้ำมันเต็มคันรถ พร้อมมีป้ายข้อความ ว่า “ท่านนายกครับ เหลียวมองเกษตรผู้ปลูกปาล์มด้วยครับ ทั่วโลกราคาแพงแต่ประเทศไทยราคาถูก ลดB7 ลงมาB3 ท่านทำเพื่อใคร เกษตรกรชาวสวนปาล์มเดือดร้อนกันทั่วประเทศแล้วครับท่าน”

จากนั้น ยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าจังหวัดถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และได้กองทะลายปาล์มน้ำมันที่ด้านศาลากลาง ก่อนที่จะยื่นหนังสือเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี โดยมีนาย พาณิชย์จังหวัดเป็นตัวแทนรับหนังสือ ภายใต้การดูแลความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่อส.จ.กระบี่

นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม จ.กระบี่ กล่าวว่า ที่มาวันนี้เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านต่อ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรฯ เพราะเราชาวเกษตรกรเห็นว่าประกาศฉบับนี้ มีผลกระทบต่อชีวิตการเป็นอยู่ของเกษตรกรโดยตรง จึงขออุทธรณ์ร้องทุกข์ปัญหาระบบการซื้อปาล์มทะลายที่ไม่เป็นธรรม โรงกลั่นกำหนดราคา CPO ที่ต่ำ โรงงานกำหนดราคาต่ำกว่าราคาทุน และขอให้ระงับการแทรกแซงราคาปาล์มทะลาย ยกเลิกประกาศปรับลดสัดส่วนผสมไบดีเซล จาก B5 เป็น B3 และให้กลับมาใช้ B7 เหมือนเดิม

“ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม จ.กระบี่ กล่าวอีกว่า ตามที่กระทรวงพานิชย์ และคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้าปาล์มน้ำมันอย่างเป็นระบบครบวงจร เพื่อเป็นการเสถียรภาพราคา และป้องกันการขาดแคลนน้ำมันพืชสำหรับบริโภค ตามที่กรมธุรกิจพลังงาน ออกประกาศปรับลดสัดส่วนผสมไบโอดีเซล จาก B7 เป็น B5 บังคับใช้เมื่อ 25 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมานั้น ทั้งๆที่น้ำมันในสต๊อกอยู่ในระดับที่ปลอดภัย คือ 200,000 กว่าตันมาโดยตลอด หลังจากนั้นในวันที่ 10 สิงหาฯ 59 ห่างแค่ 15 วัน ก็มีประกาศปรับลดสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B3 โดยไม่ผ่านการหารือกับคณะกรรมการหรือตัวแทนเกษตรกร ซึ่งประกาศจะมีผลบังคับใช้ 25 สิงหาฯ ที่ผ่านมา เข้าข่ายโกงเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์นายทุน อย่าปล่อยให้นายทุน รัฐบาล หาผลประโยชน์ บนความเดือดร้อนของชาวสวนปาล์ม” นายชโยดม กล่าว

หลังวงร็อคชื่อดัง “ไอน้ำ” ประกาศปิดตำนานยุบวงไปแล้วนั้น บรรดาสมาชิกคนต่างๆ ของไอน้ำ ต่างแยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคน นอกจาก “ฟลุ๊ค” นักร้องนำ ที่หลายคนรู้จักกันดี “ใหม่” สุขะเดชะ มือกลองไอน้ำ ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งสมาชิกที่แฟนๆ ยังคงคิดถึง โดยหลังจากยุบวง ใหม่กลับบ้านเกิดที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งท่าทางหนุ่มใหม่จะชื่นชอบการทำเกษตรกรรมเสียด้วย “ข่าวสดออนไลน์” รวบรวมภาพของหนุ่มใหม่ ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง

เทคโนโลยีการจัดการน้ำอย่างประหยัดแบบเปียกสลับแห้ง เหมาะสำหรับพื้นที่นาในเขตชลประทานที่ควบคุมและระบายน้ำได้ คุณอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดพะเยา กล่าวว่า ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำน่าเป็นห่วง เนื่องจากสภาวะฝนทิ้งช่วง และเกิดการขาดแคลนน้ำ ฉะนั้น เกษตรกรทำนาในเขตชลประทานที่ควบคุมและระบายน้ำได้ ควรจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งมีวิธีการดังนี้ เตรียมดินทำเทือกเพื่อเตรียมหว่านข้าว ติดตั้งท่อสังเกตระดับน้ำใต้ดิน (ท่อแกล้งข้าว) พื้นที่ละ 1-2 จุด โดยใช้ ท่อ พีวีซี เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 25 เซนติเมตร เจาะรูด้วยสว่านเส้นผ่าศูนย์กลางหุนครึ่งถึงสองหุน 4-5 แถว รอบๆ ท่อ แต่ละรูห่างกัน 5 เซนติเมตร และฝังท่อในนาลึก ประมาณ 20 เซนติเมตร ให้ปากท่อโผล่พ้นผิวดิน 5 เซนติเมตร ควักดินในท่อออกให้หมด หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว อัตราตามที่กรมการข้าว แนะนำ 15-20 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังจากนั้น ระบายน้ำออกจากแปลงนาให้แห้ง เมื่อข้าวอายุประมาณ 10 วัน ให้พ่นสารคุมหรือสารกำจัดวัชพืช ตามชนิดของวัชพืชที่เกิดขึ้น สูบน้ำเข้าแปลงนา ครั้งที่ 1 หลังพ่นสารคุม-ฆ่าวัชพืช 2 วัน ที่ระดับครึ่งต้นข้าวเพื่อคุมวัชพืช ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 1 ด้วยสูตร 16-20-0 อัตรา ไร่ละ 30 กิโลกรัม (ดินเหนียว) หรือ สูตร 16-16-8 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ (ดินทราย) เมื่อต้นข้าวอายุ 20-25 วัน หลังหว่าน แล้วปล่อยให้น้ำแห้งไปตามธรรมชาติ สูบน้ำเข้าแปลงนา ครั้งที่ 2 ถ้าระดับน้ำในท่อลดต่ำลงเลยเขตรากข้าว (วัดจากท่อลึกลงไป 20 เซนติเมตร) ให้สูบน้ำเข้านา ระดับ 3-5 เซนติเมตร ขังไว้จนกระทั่งน้ำแห้ง เมื่อระดับน้ำในท่อลดลงต่ำเลยเขตรากข้าว ให้สูบน้ำเข้านา ในระดับ 3-5 เซนติเมตร ไปจนกระทั่งข้าวมีอายุ 45-50 วัน หลังหว่าน ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 2 สูตร 46-0-0 อัตรา 10-15 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อข้าวมีอายุ 45-50 วัน หลังหว่าน ให้เพิ่มระดับน้ำ 5 เซนติเมตร รักษาระดับน้ำจนข้าวโน้มรวง หลังข้าวออกดอกแล้ว 15-20 วัน เก็บท่อสังเกตระดับน้ำใต้ดิน (ท่อแกล้งข้าว) ระบายน้ำออกจากแปลงนาให้แห้ง เพื่อให้ข้าวสุกแก่สม่ำเสมอและเก็บเกี่ยวได้สะดวก

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถาม ที่กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา โทร. (054) 887-050-1 ต่อ 32 ได้ทุกวันเวลาราชการ หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่อยู่ใกล้บ้านท่าน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้ถึงแม้ระดับน้ำโขงจะผันผวน เพิ่มและลดระดับเร็วกว่าทุกปี เนื่องจากอิทธิพลการสร้างเขื่อนของจีน ล่าสุดระดับน้ำโขงได้ลดลงต่อเนื่องรวดเร็ว อยู่ที่ระดับประมาณ 7 เมตร พ้นจุดวิกฤติเอ่อท่วม ซึ่งในปีนี้ระดับน้ำโขงผันผวน กับส่งผลดีต่อชาวบ้านที่มีอาชีพทำประมง จับปลาแม่น้ำโขงขายมีรายได้มากขึ้น เนื่องจากปลามีการอพยพเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยบ่อย จากปัญหาระดับน้ำโขงเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้สามารถจับปลาน้ำโขงได้มากขึ้น และยังสามารถจับปลาที่มีตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักมากกว่าทุกปี

ด้านนายกาสี หีบปลา อายุ 56 ปี ชาวบ้านบัว ต.ดงขวาง อ.เมือง จ.นครพนม อาชีพหาปลาตามแม่น้ำโขง สุดเฮง หลังออกเรือหาปลา โดยใช้วิธีการลากอวนตั้งแต่ช่วงเช้า และสามารถจับปลาแค้ยักษ์ ได้จำนวนถึง 2 ตัว ขนาดความยาวตัวละเกือบ 1 เมตร น้ำหนักตัวละประมาณ 20 กิโลกรัม รวมเกือบ 40 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปลาแค้ยักษ์น้ำโขงขนาดใหญ่ ที่หายาก และไม่เคยจับได้มาก่อนในรอบหลายปี ภายหลังได้นำไปขายให้กับแม่ค้า ตลาดสดเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อส่งต่อขายให้กับร้านอาหารเมนูปลาน้ำโขง มีราคาสูงประมาณกิโลกรัม ละ 250 บาท สร้างรายได้วันเดียวนับ 10,000 บาท แต่หากนำไปขายต่ออีกทอดให้กับลูกค้ารายย่อย และร้านอาหาร จะมีราคาสูงประมาณกิโลกรัมละ 300 -350 บาท เนื่องจากปลาแค้ยักษ์ ถือเป็นพันธุ์ปลาน้ำโขงที่หายาก มีเนื้อแน่นรสชาติอร่อย เป็นที่นิยมของร้านอาหารเมนูปลาน้ำโขง นำไปปรุงเมนูเด็ดให้ลูกค้า สามารถทำได้ทั้ง ต้ม ลาบ ทำปลาจุ่ม ผัดฉ่า รวมถึงทำปลาลวกจิ้ม โดยในช่วงหน้าฝนของทุกปี จะเป็นโอกาสดีของชาวบ้านติดแม่น้ำโขง จะมีรายได้จากอาชีพประมงหาปลาน้ำโขง มีเงินหมุนเวียนสะพัด บางรายสามารถสร้างรายได้ วันละไม่ต่ำกว่า 4,000 – 5,000 บาท

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กองทุน FTA หรือโครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียม ในพื้นที่จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ จนสามารถปรับตัว พัฒนาการเพาะปลูกและพัฒนาการผลิตจนสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากการที่มีสินค้าจากต่างประเทศเข้ามา หลังจากที่ไทยมีการเปิดเสรีทางการค้า ( FTA) และมีการลดภาษีนำเข้า

นางดวงพร กล่าวว่า การช่วยเหลือของกองทุนคือการพัฒนาหัวพันธุ์ปลอดโรค เกิดหอมแดงพันธุ์บ้านโฮ่ง และหัวพันธุ์หอมหัวใหญ่และกระเทียมที่มีคุณภาพดี ช่วยลดต้นทุนด้านหัวพันธุ์ที่จะใช้ในการเพาะปลูก เพราะหัวพันธุ์มีความคงทนต่อโรคพืช ทำให้การเพาะปลูกมีผลผลิตเพิ่มขึ้น สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่จากเดิม 3 ตัน เป็น 5 ตันต่อไร่

นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมให้นำนวัตกรรมมาใช้ในการแปรรูปเพื่อพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ๆด้วย โดยพัฒนาหอมหัวใหญ่เป็นหอมผงใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป แปรรูปกระเทียมด้วยความร้อนจนเนื้อกระเทียมมีสีดำ เรียกว่ากระเทียมดำมีสรรพคุณลดคลอเรสเตอรอลและมีฤทธิ์ต้นอนุมูลอิสระ

“หัวหอม หอมหัวใหญ่ และกระเทียมที่เกษตรกรผลิตได้ stacyscreations.net ตลาดให้การยอมรับ เพราะมีคุณภาพดี หัวใหญ่ ผลผลิตจึงสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ ขณะที่สินค้าแปรรูปที่ใช้นวัตกรรม ทั้งหอมผง และกระเทียมดำ ยิ่งได้รับความสนใจจากตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกระเทียมดำ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และจีน มีความต้องการซื้อเป็นจำนวนมาก”

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอ่างทอง ยังคงน่าเป็นห่วง หลังระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากน้ำจะเอ่อท้นไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่มีบ้านเรือนใน อ.ป่าโมก และอ.เมืองอ่างทอง ที่มีบ้านเรือนประชาชนติดอยู่กับริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ประชาชนใน อ.วิเศษชัยชาญ ที่มีบ้านเรือนติดกับน้ำน้อยยังได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่เกษตรกรผู้ยึดอาชีพผู้เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งก่อนหน้านี้ หลังจากที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนเพิ่ม ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มและไหลแรงขึ้น เกษตรกรที่เลี้ยงปลากระชังต้องช่วยกันใช้เชือกขึงยึดกระชังปลาเอาไว้อย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้กระชังปลาเสียหาย แต่ขณะนี้ด้วยความแรงของกระแสน้ำ ทำให้ปลานั้นไม่สามารถว่ายทานได้ เกิดการน็อคตายเป็นจำนวนมาก โดยเฉลี่ยจะตายวันละกว่า 300 กิโลกรัม หรือประมาณวันละกว่า 1000 ตัว เกษตรกรต้องคอยไปตักปลาที่ตายขึ้นมาอยู่วันละหลายรอบ และตัดสินใจที่จะขายปลาในกระชังก่อนกำหนด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้แบบนี้จะทำให้ปลาตายเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ขาดทุนย่อยยับ

ล่าสุดเมื่อเวลา 22.00 น. ของวันนี้ (25 ก.ย. 59) ที่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่หมู่ที่ 4 ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง พ่อค้าคนกลางได้เข้าซื้อปลาทับทิมในกระชังของเกษตรกร โดยได้นำรถกระบะบรรทุกถังพลาสติกใส่ถังออกซิเจน มาพร้อมกับเรือเพื่อจะนำลงไปจับปลาในกระชังขึ้นมา โดยเมื่อจับปลาในกระชังมาแล้วก็จะนำใส่เรือขึ้นมาชั่ง โดยปลาที่จับขึ้นมาจะเห็นได้ชัดเจนว่าขนาดยังไม่ได้ตามที่กำหนดและที่ลำตัวของปลาจะมีรอยแผลและรอยช้ำอันเกิดจากการที่ปลาไม่สามารถว่ายทานกระแสน้ำได้ จนลำตัวไปถูกับตาข่ายกระชังปลาเป็นแผลดังกล่าว

นายอานนท์ หมายมั่น อายุ 56 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 4 ต.โผงเผง อ.ป่าโมก เจ้าของกระชังปลา กล่าวว่า ตนเลี้ยงปลาอยู่หลายหมื่นตัว โดยเลี้ยงมาแล้วกว่า 3 เดือน อีกไม่ถึง 1 เดือนก็จะครบกำหนดจับแต่เกิดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอย่างน่ากลัวปลาเกิดตายวันละประมาณ 300 ก.ก. หรือเกือบ 1000 ตัวต่อวัน ตนปล่อยไว้ไม่ได้ปล่อยไว้ไม่เกินอีก 2 วันตายหมดแน่จึงตัดสินใจเรียกพ่อค้ามาจับถึงจะได้ราคาต่ำแต่ก็ต้องยอม

ด้านนางสมบัติ ดิช่วย อายุ 58 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 6 ต.โผงเผง อ.ป่าโมก กล่าวด้วยสีหน้าเครียดว่า ไม่คิดว่าน้ำจะมากในปีนี้เห็นบอกน้ำน้อยแล้งจัด แต่จู่ๆเกิดน้ำมากและน้ำแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมาที่สำคัญขึ้นเร็วมาก ถามว่าเครียดไหมก็ต้องบอกว่าเครียดเป็นห่วงกระชังปลาแต่ก็ต้องปล่อยทำไงได้ เคยผ่านเหตุการณ์นี้มาก่อนไหมก็เคยตนอยู่กับแม่น้ำอยู่กับน้ำท่วม ตนเลี้ยงปลากระชังเป็นอาชีพมาตั้งแต่ปี 2550 แต่ครั้งนี้น้ำแรงมากปลาทนไม่ไหวก็เครียดอดเครียดไม่ได้เลย

นวัตกรรมใหม่ๆ จากไผ่เกิดขึ้นมากมายในเวลาที่รวดเร็ว หากติดตามข่าวสารพบว่ามนุษย์สามารถนำไผ่มาใช้เป็นปัจจัย 4 ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย และมีอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มขึ้นมาคือ ด้านพลังงาน

เนื้อหาการสัมมนาไผ่ในตอนนี้จะเริ่มปูพื้นให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบถึงพันธุ์ไผ่ชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับการนำไปใช้งานทางด้านต่างๆ เนื่องจากแต่ละสายพันธุ์มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ด้วยเหตุนี้ผู้ปลูกหรือผู้ที่จะนำไผ่ไปใช้ประโยชน์จึงควรเข้าใจให้ถ่องแท้เสียก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายที่ตามมา สำหรับวิทยากรในการบรรยายครั้งนี้ ได้แก่