ปี พ.ศ. 2563 จึงรวบรวมสมาชิกผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง

ในอำเภอศรีบุญเรือง จำนวน 18 ราย พื้นที่ 332 ไร่ เพื่อยื่นขอเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (มะม่วง) ปี 2564 เพราะผลผลิตของสมาชิกเริ่มออกสู่ตลาดแล้ว ในอนาคตได้วางแผนไว้ว่า จะมีโครงการก่อสร้างโรงงานรวบรวมผลผลิตและบรรจุผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ ที่ได้มาตรฐาน GMP ต่อไป

ความเป็นผู้นำ และเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ

เป็นเกษตรกรต้นแบบสาขาอาชีพทำสวน (มะม่วง)
มีความสามารถสื่อสารและทำให้เกษตรกรเข้าใจได้ง่าย
เป็นประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก. เครือข่าย) ตำบลยางหล่อ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู
เป็นสถานที่ศึกษาดูงานสำหรับผู้ที่สนใจในการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูกและการดูแลรักษา การเก็บผลผลิตมะม่วง การแปรรูป และการจำหน่ายผลผลิต
เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่เกษตรกร เรื่องการขยายพันธุ์พืช (มะม่วง) โดยการเสียบยอด การตอนกิ่ง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สวนสุริยามะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า การปลูกมะม่วงเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขาออกไปรอบต้นมากมาย ทำให้การปลูกมะม่วงก็เหมือนได้เพิ่มพื้นที่ป่า
ใช้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมปลูก เป็นวิธีการลดการใช้ปุ๋ยเคมี
ป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน เพื่อป้องกันโรคแมลง เช่น
– ผลิตสารชีวภัณฑ์ คือ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราบิวเวอเรีย เพื่อเตรียมการในการป้องกันและกำจัดโรคแมลง

– สำรวจโรคแมลงในแปลงอยู่เสมอ ไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลง ซึ่งเป็นการรักษาระบบนิเวศในสวนมะม่วง

มีการจัดการที่อยู่อาศัยและกิจกรรมการปลูกพืชอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและถูกสุขลักษณะ โดยการจัดการกิจกรรมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์แยกไว้ต่างหากจากที่อยู่อาศัย
5. เลี้ยงแพะ จำนวน 10 ตัว และโคเนื้อ จำนวน 1 ตัว เพื่อกินวัชพืชที่ตัดออกจากแปลงมะม่วง และนำมูลสัตว์ที่ได้ไปใส่ต้นมะม่วง ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้
คุณกมล โสพัฒน์ เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า การปลูกไม้ผล โดยเฉพาะมะม่วงซึ่งเป็นพืชดั้งเดิมตั้งแต่สมัยโบราณ มีการรับประทานอยู่เป็นประจำ มะม่วง ตลาดต่างประเทศและในประเทศ มีความต้องการมาก โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จะเห็นได้ว่ามีรายได้ดีกว่าการทำนา การทำอ้อย ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดไป การดูแลรักษาก็ไม่ยาก ไม่เหมือนที่ปลูกข้าว หรือทำไร่อ้อย มีการใช้สารเคมีจำนวนมาก มีผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันนี้หนองบัวลำภูมีการใช้สารเคมี และการใช้สารเคมีไม่ถูกต้อง ในอ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และพืชอื่นๆ

ดังนั้น แนะนำเกษตรกรที่สนใจอยากจะปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนา ทำไร่อ้อย เพื่อลดการใช้สารเคมี ควรหันมาปลูกไม้ผลโดยเฉพาะมะม่วง ซึ่งมีรายได้ดีกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ทำนา ทำไร่อ้อย หากเกษตรกรท่านใดสนใจอยากศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ ทางสำนักงานเกษตรอำเภอศรีบุญเรือง ได้คัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก. เครือข่าย) ประเภททำสวนมะม่วง ตำบลยางหล่อ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู และได้รางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 จากการประกวดเกษตรกรดีเด่น ระดับจังหวัดหนองบัวลำภู ปี 2563 สาขาทำสวน

หากท่านใดสนใจ ติดต่อได้ที่ คุณสุริยา ธงชัย ยินดีให้ความร่วมมือ และพร้อมรับใช้พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรทุกท่าน สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 098-505-1746 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอ

เกษตรกรเฮ! กระทรวงพาณิชย์เปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ชาวสวนอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” ช่วยเหลือเกษตรกรไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในทุกประเทศทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ทำให้รัฐบาลต้องออกมากำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อใช้สกัดกั้นการระบาดของโรค ไม่ว่าจะเป็นการปิดสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก และที่เป็นปัญหาต่อภาคการส่งออกของไทยเป็นอย่างมากคือการปิดให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ทำให้เกิดการท้าทายต่อภาคการส่งออกของไทยเป็นอย่างมาก ผลไม้สดจำนวนมากได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการขนส่งไปยังตลาดในต่างประเทศ ทำให้ผลผลิตล้นตลาด

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือกลุ่มผู้ส่งออกและเกษตรกรชาวสวนให้มีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย และสามารถดำรงชีพหรือลงทุนในอนาคตต่อไปได้

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สร้างผลกระทบในวงกว้างทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับโลก รัฐบาลแต่ละประเทศจึงกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อใช้สกัดกั้นการระบาดของโรค เช่น การปิดสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก การปิดให้บริการการขนส่งระหว่างประเทศ เป็นต้น ทำให้ภาพรวมการส่งออกต้องชะงัก สินค้าจำนวนมากไม่สามารถส่งออกไปขายยังตลาดในต่างประเทศได้ดังเช่นทุกปี โดยเฉพาะสินค้าประเภทผลไม้สดเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนผลผลิตล้นตลาด หากไม่เร่งระบายออก จะทำให้ผลผลิตเสียหายได้” ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงร่วมหารือกับภาคเอกชน ปรับแผนภารกิจเพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนในทุกมิติ ดังนี้

1.ผลักดันการกระจายผลไม้เกรดพรีเมี่ยมผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

2. ตรวจ ติดตามการรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยติดตามสถานการณ์การรับซื้อผลไม้ ดูแลเกษตรกรให้ได้รับราคาที่เป็นธรรม

3. เจรจาเชื่อมโยงและทำข้อตกลงซื้อขายผลไม้ระหว่างเกษตรกรกับห้างสรรพสินค้า ห้างโมเดิร์นเทรด และระหว่างแหล่งผลิตกับผู้ซื้อจังหวัดนอกแหล่งผลิต ตลอดจนติดตามผลการซื้อขายจริง

4. เจรจากับผู้ค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ห้างโมเดิร์นเทรด ตลาดกลาง ตลาดสด เพื่อเพิ่มช่องทาง/พื้นที่การจัดจำหน่ายและรณรงค์การบริโภคผลไม้

5. เชื่อมโยงและกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคผ่านเครือข่ายความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หอการค้าสภาอุตสาหกรรม Biz Club เป็นต้น โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ปรับรูปแบบกิจกรรมต่างๆ จากรูปแบบเดิมเป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อเร่งรัดจัดกิจกรรมผลักดันการส่งออกเชิงรุก รวมทั้งใช้โอกาสดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคการส่งออกไทย ดังนี้

1.ขยายตลาดสินค้าไทยในต่างประเทศผ่านร้าน TOPTHAI Flagship Store บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในตลาดเป้าหมาย อาทิ อเมซอนในตลาดสหรัฐฯ ทีมอลล์ในตลาดจีน คลังไทยในตลาดกัมพูชา และบิ๊กบาสเก็ตในตลาดอินเดีย

2.จัดทำ Online Instore Promotion โดยร่วมกับเว็บไซต์พันธมิตรชั้นนำในตลาดเป้าหมาย อาทิ อาเซียน จีน และภูมิภาคยุโรป จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทย เพื่อให้เกิดความต้องการสินค้าไทยมากขึ้น นำร่องโดยโครงการ “Thai Favourites for Your Home” บนแพลตฟอร์ม Redmar สิงคโปร์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 – 28 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อผลักดันสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้สดและแปรรูปของไทยที่จำหน่ายอยู่ในประเทศสิงคโปร์ให้มียอดขายเพิ่มขึ้น มีแบรนด์สินค้า อาหาร และเครื่องดื่มไทยเข้าร่วมกว่า 50 แบรนด์ มีสินค้ากว่า 200 รายการ และการจัดงาน “Feeling Thailand at Home” ร่วมกับ AEON Retail ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 – 26 เมษายน โดยมีซุปเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าจำนวนกว่า 500 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น ร่วมจัดโปรโมชั่นจำหน่ายสินค้าไทย ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยเน้นสินค้า 3 ประเภทได้แก่

– ผลไม้ เช่น มะม่วง (น้ำดอกไม้ เขียวเสวย มหาชนก) มังคุด มะขาม กล้วย สับปะรด มะพร้าวและน้ำผลไม้ เป็นต้น

– สินค้าตามเทรนด์ เช่น ชานมไข่มุก ขนม และชาที่ทำจากอัญชันและทุเรียน เครื่องปรุงรสอาหารสำเร็จรูป กระเป๋า เครื่องจักสาน และสินค้าตกแต่งแฮนเมด เป็นต้น

-สินค้าอาหารใหม่ๆ เช่น หมูกระทะ (BBQ) พุดดิ้งมะม่วง แยมโรลมะม่วง ชาอัญชัน ไอศกรีมรสทุเรียน และผลไม้อบกรอบ เช่น กล้วยและทุเรียน เป็นต้น

3.จัดกิจกรรมเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างผู้ซื้อต่างประเทศกับผู้ส่งออกไทย หรือ Online Business Matching อย่างต่อเนื่อง โดยปรับพื้นที่ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้เกิดความพร้อม ทั้งอุปกรณ์ และเจ้าหน้าที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ส่งออกในการเจรจาการค้าออนไลน์ ซึ่งล่าสุดได้จัดให้มีการเจรจาการค้าจากประเทศเกาหลี โดยผลจากการเจรจาคาคว่าจะมียอดส่งออกภายใน 1 ปี ไม่น้อยกว่า 3,200 ตัน

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จึงถือโอกาสเปิดตัว “โครงการ Thailand Fruit Golden Months : ไทยช่วยไทย ชาวสวนอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ได้แก่ Thailandpostmart, Shopee, Lazada, JD Central, Jatujakmall, Cloudmall The Hub Thailand และ Octorocket.asia เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรไทยผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 โดยส่งเสริมช่องทางออนไลน์สำหรับจำหน่ายสินค้าการเกษตรเพื่อการส่งออกผลไม้สดเกรดพรีเมี่ยมคุณภาพส่งออกที่หลายสวนไม่สามารถส่งออกไปขายยังตลาดในต่างประเทศได้เต็มที่ดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา และช่วงที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทย นำร่องจำหน่ายมะม่วงน้ำดอกไม้ผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ เว็บไซต์ Thailandpostmart ซึ่งเป็นร้านค้าออนไลน์ภายใต้การดูแลของบริษัทไปรษณีย์ไทย โดยไม่คิดค่าขนส่ง

“สุดท้ายนี้ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมขับเคลื่อนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรและเศรษฐกิจของไทยในช่วงเวลานี้ พร้อมกับบริโภคผลไม้เกรดส่งออกได้แก่ มะม่วง ทุเรียน มังคุด และผลไม้ไทยอื่นๆ ที่จะทยอยออกสู่ตลาด เช่น ลำไย และลิ้นจี่ เป็นต้น โดยท่านสามารถสั่งซื้อได้ทางแพลตฟอร์มพันมิตรต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว หลังจากนี้ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าทำงานเต็มที่ เร่งผลักดันการค้า ปรับกลยุทธ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย ตั้งรับปรับตัว เปลี่ยนวิกฤต จากโควิดเป็นโอกาส” นายจุลินทร์ กล่าวเสริม

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คำพูดที่เรามักจะได้ยินจากคนยุคสมัยรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ในยุคก่อน ซึ่งในปัจจุบันความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้หาได้ยากเต็มที อย่างที่เขาพูดกันว่า ยิ่งมีความเจริญเท่าไร ความเป็นธรรมชาติก็จะลดลง ผู้คนรักสบายมากขึ้น บวกกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี เช่น ด้านเกษตรกรรม เกษตรกรก็หันพึ่งสารเคมีในการปลูกพืชผลกันมากขึ้น และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความอุดมสมบูรณ์หายไป แต่ก็ยังมีเกษตรกรอีกหลายคนที่ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาธรรมชาติ ดังเช่น คุณพีระพงษ์ สุดประเสริฐ หันทำเกษตรแบบอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผักไว้กินเอง ได้สุขภาพ มีเงินเหลือเก็บ มีแบ่งปัน

คุณพีระพงษ์ สุดประเสริฐ อาจารย์พิเศษ ภาควิชาสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อดีตข้าราชการ หันยึดหลักเกษตรพอเพียง อยู่ได้แบบไม่เดือดร้อน

คุณพีระพงษ์ เล่าว่า ตนใช้ชีวิตเหมือนกับคนทั่วไปสมัยเด็กตื่นเช้าหิ้วกระเป๋าไปเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงจบปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ สาขาพืชศาสตร์ จบมาเข้าทำงานที่กรมส่งเสริมการเกษตร 1 ปี

หลังจากนั้น ย้ายมาทำที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม มีหน้าที่ส่งเสริมเกษตรกร แต่คิดว่าสิ่งที่ทำไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร สิ่งที่คิดไว้กับความเป็นจริงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ครั้งตอนที่ทำงานได้มีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชหลายชนิดมาก ทั้งยูคาลิปตัส มะม่วงหิมพานต์ และพืชชนิดอื่นอีกมากมาย ถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่แนะนำให้เกษตรกรปลูกไปดีหรือไม่ดี ได้ผลบ้างหรือเปล่า ในสมัยนั้นสอนชาวบ้านและเกษตรกรด้วยวิธีการเรียกชาวบ้านมานั่งฟังความรู้ มีทีวี 1 เครื่อง เปิดองค์ความรู้ให้ชาวบ้านดู มีวิธีการ

ปลูกฝังแนวคิดให้เกษตรกรต่างๆ นานา เช่น “ถ้าคุณปลูกมันสำปะหลังก็จะจนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าปลูกมะม่วงหิมพานต์คุณก็จะรวย” แต่พอปลูกจริงๆ แล้วไม่ได้ เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาทำให้ผมมานั่งคิดว่าคนที่เรียนเกษตรก็หวังว่าทำงานปลูกพืช แล้วขายเป็นอาชีพได้ดี แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ สังคมเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เราเริ่มสนใจการพัฒนาองค์รวม ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากราชการ เพราะผมใช้ชีวิตแบบพอเพียง คือไม่สร้างหนี้สร้างสิน ไม่ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย จึงกล้าตัดสินใจลาออกจากงานเมื่อปี พ.ศ. 2550 แล้วกลับมาพัฒนาที่ดินของปู่ ย่า ตา ยาย ที่ทิ้งไว้ให้จำนวน 20 ไร่

ลาออกจากงาน ทำเกษตรพอเพียง มีกิน มีใช้ ไม่ขัดสน
คุณพีระพงษ์ มีพื้นที่ในการทำเกษตรทั้งหมด 20 ไร่ แต่ไม่ได้ทำเองทั้งหมด เขาได้แบ่งไว้ทำเพียง 7 ไร่ ที่เหลือแบ่งให้เพื่อนบ้านที่อยากทำเกษตรปลูกพืชผักไว้กินเอง หรือปลูกเป็นอาชีพเสริม ถือว่าแบ่งปันกันไป

เดิมทีพื้นที่ตรงนี้ถือว่าเป็นดินชั้นดี เพราะใช้น้ำจากชลประทานอ่างเก็บน้ำบางพระ เป็นพื้นที่ที่ดีที่สุด แต่ก่อนมีพื้นที่หมื่นกว่าไร่ทำการเกษตร ในปัจจุบันเหลือเพียง 1,000 กว่าไร่ ช่วงแรกที่เริ่มทำเกษตรอินทรีย์ ผมเริ่มจากการทำนา ปลูกข้าวปทุมธานีและข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผ่านมาช่วงหนึ่งต้องประสบกับปัญหาเรื่องน้ำ ตนจึงเริ่มปรับพื้นที่ใหม่จากทำนาเยอะๆ ก็เริ่มเปลี่ยนพื้นที่โดยยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ แบ่งพื้นที่เป็น 30 : 30 : 30 : 10 มีน้ำ มีข้าวไว้กิน เลี้ยงปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิมไปด้วย มีพืชอื่นเยอะแยะ ได้ความสุขและไม่ต้องเสียเงินไปซื้อ ได้สุขภาพที่ดีด้วย

นอกจากปลูกข้าวและพืชผักสวนครัวไว้กินเองแล้ว ที่สวนของคุณพีระพงษ์ยังได้มีการปลูกพืชอุตสาหกรรมหายากในปัจจุบัน อย่างเท้ายายม่อม ในปัจจุบันการทำแป้งเท้ายายม่อมเกือบจะไม่มีแล้ว เพราะถูกแป้งอุตสาหกรรมเข้ามาแทน ที่จังหวัดชลบุรีพื้นที่ที่ปลูกเท้ายายม่อมเป็นชายทะเล อ่างศิลา เหล่านี้ก็ถูกเมืองเข้ามารุกหมดแล้ว ผมจึงสนใจเอามาปลูกเพื่อศึกษา แปรรูปทำอาหาร เท้ายายม่อมขายในกิโลกรัมละ 300-400 บาท

สำหรับปุ๋ยที่ใช้ดูแลพืชผักภายในสวนจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์หาได้เองตามธรรมชาติ อาศัยหาของตามตลาดมาหมักเอง ใบไม้ เศษไม้ กากถั่วเหลือง แกลบ คลุกไว้ไม่ให้เน่า เวลาจะใช้ก็มาตักเอาไปใช้ได้เลย คุณพีระพงษ์ กล่าว

เท้ายายม่อมปลูกอย่างไร
เท้ายายม่อมเป็นพืชที่มีหัว มีใบ 1-3 ใบ แต่ละใบจักเป็น 3 แฉก เว้าแบบขนนก ดอกเป็นช่อยาว แต่ละช่อมีดอกย่อย 20-40 ดอก ผลกลม หัวของพืชชนิดนี้นำไปทำแป้ง ที่เรียกแป้งเท้ายายม่อม เป็นพืชในฤดู พอถึงช่วงฤดูฝนต้นจะงอก แล้วสะสมอาหาร ถึงฤดูหนาวจะยุบ ใบจะเหลือง เราก็เลือกขุดหัวใหญ่ไปใช้ เหลือหัวเล็กเอาไว้สะสมอาหารในหน้าร้อน เมื่อวนกลับมาฤดูฝนหัวที่เล็กมีการสะสมอาหารมาแล้วจะพร้อมขุดไปทำแป้งแปรรูปอาหารอีกครั้ง วันนี้เราต้องรู้ว่าพืชที่เราปลูกทำอะไรได้บ้าง ทำเป็นอะไรคนถึงจะชอบ ซึ่งที่นี่ก็มีนักศึกษามาดูงานเป็นประจำ ผมก็สอนเด็กทำอาหารจากแป้ง เขาได้ฝึกทำแป้ง ทำอาหารจากแป้งเท้ายายม่อม ลักษณะพิเศษของเท้ายายม่อมจะใสและอยู่ตัว

เทียบง่ายๆ ตามท้องตลาดเป็นแป้งจากโรงงานจะอ้างสรรพคุณว่านี่คือแป้งเท้ายายม่อม แต่เมื่อไปดูส่วนประกอบไม่ใช่แป้งท้าวยายม่อมเป็นแป้งที่ทำมาจากมันสำปะหลัง วิธีสังเกตง่ายๆ คือ ละลายน้ำง่าย ถ้าเป็นแป้งมันสำปะหลังจะมันๆ เมื่อนำไปทำอาหารคืนตัวเร็ว แต่ถ้าเป็นแป้งเท้ายายม่อมแท้จะคืนตัวช้า หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมเกษตรกรไม่นิยมปลูก เพราะสรรพคุณดีขนาดนี้ คำตอบคือมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องดูโรงงาน เพราะสมัยนี้มันสำปะหลังเยอะ พืชหัวไม่ได้มีเท้ายายม่อมอย่างเดียว มีหลายพืช เช่น สาคู มันนก มันเสา มากมาย แต่ก็ลดน้อยหายไปเรื่อยๆ เพราะอุตสาหกรรมเข้ามา แป้งก็ราคาถูก และกระบวนการทำที่ยาก วิธีที่ดีที่สุด ควรปลูกและหาวิธีแปรรูปเอง

คุณพีระพงษ์ พูดทิ้งท้ายอีกว่า การทำเกษตรอินทรีย์นอกจากจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้แล้ว สิ่งสำคัญคือเรื่องของสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างผมมีบทพิสูจน์ว่าถ้าอยากให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงต้องหันมาบริโภคผัก-ผลไม้เยอะๆ พยายามเลือกจากแหล่งหรือร้านที่ขายผลผลิตที่ปลอดสารเคมี เพราะผมเองตอนที่ออกจากงานมา ผมมากับยาลดความดัน ยาลดไขมัน ยาลดน้ำตาล แก้โรคเบาหวาน 3 ปีที่ผ่านมา ผมหันมาดูแลตัวเองมากขึ้นด้วยการทำงานออกกำลังกายทำเกษตร ขุดดิน รดน้ำ ดูแลใส่ใจเรื่องอาหารการกิน กินผักที่ตัวเองปลูก ตอนนี้ไม่ต้องพึ่งยาแล้ว พึ่งธรรมชาติดีที่สุด แค่นี้ก็คุ้มแล้วสำหรับทำเกษตรอินทรีย์ เทียบเป็นตัวเงินไม่ได้เลย

เกษตรกรสาวสวยที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เธอบอกว่าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าต้องมาเป็นเกษตรกร จากที่เคยทำงานอยู่ในห้องแล็บสวยๆ เปิดแอร์เย็นๆ กลายเป็นว่าเธอต้องลาออกจากงานเพื่อมาเป็นเกษตรกร มาดูกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง

คุณณัยศรี ผลประพฤติ หรือ คุณจี๋ อยู่บ้านเลขที่ 93 หมู่ที่ 9 ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เธอคนนี้มีดีกรีไม่ธรรมดา เรียนจบวิทยาศาสตร์เคมี จบมาเธอได้ทำงานตรงสายอาชีพ ประมาณ 3 ปี ไม่เคยมีความคิดที่อยากจะเป็นเกษตรกรมาก่อน เพราะคิดว่าร้อนและลำบาก ด้วยการถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า เรียนจบมาแล้วต้องทำงานดีๆ ได้เป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งเธอก็ได้ทำงานในตำแหน่งที่ดี มีเงินเดือนหลักหลายหมื่น ใช้ชีวิตสุขสบาย แต่ก็มีเหตุให้ต้องลาออก เพราะคุณพ่อป่วยมีโรคประจำตัว จึงต้องกลับมาดูแลท่าน

คุณจี๋ เล่าว่า แรกเริ่มคุณพ่อไม่ได้เป็นชาวสวนมาตั้งแต่แรก สมัคร GClub ท่านทำงานการไฟฟ้าแล้วเออร์ลี่รีไทร์จากงานเพื่อมาทำสวนจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ที่คุณพ่อทำสวนทุเรียนมา โดยช่วงแรกหลังออกจากงานเธอเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องอาหารการกินทั่วไป ยังไม่ได้ทำงานสวนจริงจัง มีเพียงการเรียนรู้เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ จากคุณพ่อบ้าง เหมือนการเป็นลูกมือคุณพ่อใช้ให้ใส่ปุ๋ย ตัดหญ้าแต่งกิ่งบ้าง ก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ยังไม่ได้เกิดความชำนาญใดๆ แต่ก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง ที่ทำให้เธอต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองสู่การเป็นเกษตรกร 100 เปอร์เซ็นต์

บอกเล่าเรื่องราวความท้าทายที่ต้องเจอ
เมื่อเริ่มต้นเป็นเกษตรกรมือใหม่ และควรรับมืออย่างไร
คุณจี๋ บอกว่า หลังจากที่เรียนรู้การปลูกทุเรียนจากคุณพ่อมาบ้างเล็กน้อย ยังไม่ได้มีความชำนาญ ก็ต้องมีจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตคือ การแต่งงาน…ทั้งพ่อของเธอและพ่อของแฟนจึงยกที่ให้ไปเริ่มต้นสร้างครอบครัวกันเอง โชคดีตรงที่แฟนทำเกษตรกรรมอยู่แล้ว จึงมีที่ปรึกษาและเพื่อนคู่คิดที่ดี ค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ในส่วนของขั้นตอนการปลูกนั้น เธออาจจะยังไม่ชำนาญมากมายนัก แต่อยากจะถ่ายทอดประสบการณ์สำหรับมือใหม่ที่เธอเจอและทุกคนที่เป็นมือใหม่ก็ต้องเจอเช่นกัน

“อาชีพเกษตรกร ถือเป็นอาชีพที่ท้าทายสำหรับตัวเองมาก เริ่มแรกมาจับอะไรไม่ถูกเลย ต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ เพราะไม่มีพื้นฐานความรู้เดิมมาก่อน แตกต่างจากวิชาที่เรียนมาโดยสิ้นเชิง ลักษณะงานที่เคยทำมาก็เป็นแบบเดิมเกือบทุกวัน ถึงเวลา 5 โมงเย็น เลิกงาน ทุกอย่างคือจบ วันรุ่งขึ้นมาทำต่อให้เสร็จวนไปเป็นวงกลม ปัญหาที่เจอก็ไม่ได้ยาก จนหาทางออกไม่ได้ หรือถ้าตอบไม่ได้ก็ไปค้นหาข้อมูลจากตำราของนักวิจัยรุ่นเก่ามาศึกษา แต่การเป็นเกษตรกรทำสวนผลไม้ จะต้องเจอกับเรื่องที่เหนือความคาดหมายอยู่ตลอดเวลา จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า วันนี้ต้นไม้เป็นอะไร ต้องการอะไร หรือปีนี้จะเจอกับโรคพืชอะไร ต้องเรียนรู้ไม่สิ้นสุด เป็นอะไรที่ท้าทายมาก ต้องหาความรู้มาสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้

การเป็นเกษตรกรไม่มีวันหยุด ไม่มีวันลาพักร้อน ไม่สามารถไปเที่ยวช่วงหน้าหนาวได้ เพราะว่าหน้าหนาวคือ ช่วงที่ทุเรียนกำลังตั้งไข่ ต้องอยู่เฝ้าสวน ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะต้นไม้โตขึ้นทุกวัน บทบาทการเป็นเกษตรกรคือยากกว่าเป็นพนักงานบริษัทเยอะ ต้องทำตลอด ไม่มีการหยุดนิ่ง เสร็จตรงนี้ ไปต่อตรงนั้น รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เยอะมาก และนอกจากปัญหายิบย่อยเหล่านี้แล้ว ยังต้องท้าทายกับเรื่องดินฟ้าอากาศ เพราะไม่สามารถควบคุมได้ อย่างเช่นตอนนี้ เจอภัยแล้งหนักเหมือนเมื่อ ปี 58 ก็ต้องสู้กับภัยแล้ง ต้องขวนขวายหาน้ำ ถ้าหาน้ำไม่ได้ก็ต้องเลือกระหว่างต้นกับลูก บางสวนก็ต้องตัดลูกทิ้งเพื่อรักษาต้น บางสวนก็ตายทั้งต้นทั้งลูกเพราะไม่มีน้ำ เป็นสิ่งที่ท้าทายกว่างานประจำเยอะมาก และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การวางแผน ถ้าวางแผนไม่ดี หรือลงทุนเกินตัวก็จบ