ป่าไม้ และ น้ำตก ความงามที่ซ่อนอยู่การสำรวจพื้นที่ป่า

โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เมื่อปลายปี 2555 พบว่า พื้นที่ป่าประเทศไทย น่าจะเหลืออยู่ 171,586 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ร้อยละ 33 ของพื้นที่ที่ดินประเทศไทย เมื่อเทียบกับเนื้อที่ป่าเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา จะมีพื้นที่ป่าลดลงไปถึง ร้อยละ 50 ของที่เคยมี

ป่า ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับป่าที่อยู่ภายใต้การดูแลโดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2490 ซึ่งมีภารกิจหลักด้านการทำไม้ ขณะเดียวกัน ก็รับงานแปรรูปไม้ของโรงเลื่อยจักร และงานเก็บหาของป่าบางชนิด ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ขณะนั้นมาดำเนินการด้วย

อีกเหตุผลหนึ่ง ที่ อ.อ.ป. ได้รับการก่อตั้งขึ้น เพราะพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยที่มีผืนป่าอุดมสมบูรณ์มากที่สุด มีแหล่งไม้สักขนาดใหญ่ ถูกสัมปทานโดยชาวต่างชาติเกือบทั้งหมด เพื่อให้การทำไม้ การค้าไม้ และการแปรรูปไม้ ได้รับการควบคุมและรักษาระดับราคาไม้ในตลาดไม่ให้ผันแปรและมีคุณภาพ โดยเฉพาะ “ไม้สัก”

นอกจากนี้ การบริหารจัดการสวนป่าให้มีคุณภาพ คงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด ยังเป็นหน้าที่ของ อ.อ.ป. ที่ต้องบริหารจัดการให้คงไว้ในรูปของสวนป่าอีกด้วย

ปัจจุบัน อ.อ.ป. ยังมีหน้าที่ปลูกสร้างสวนป่าในระบบหมู่บ้านป่าไม้ นับตั้งแต่ปี 2510 ที่ดำเนินงานมา มีพื้นที่รวม 428,590 ไร่ ปลูกไม้สัก ยูคาลิปตัส ยางพารา และไม้กระยาเลยชนิดต่างๆ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค

อ.อ.ป. เปิดพื้นที่บางส่วนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าพัก มีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย และสถานที่แต่ละแห่งคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่าง “น้ำตกพระเสด็จ” เชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศอีกแห่ง ที่เพิ่งรู้จักเป็นที่แพร่หลายภายใน 1 ปีเศษที่ผ่านมา

น้ำตกพระเสด็จ ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตส่วนป่าแม่ทรายคำ สำนักส่งเสริมและพัฒนาไม้เศรษฐกิจลำปาง สำนักส่งเสริมและพัฒนาไม้เศรษฐกิจภาคเหนือบน องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หมู่ที่ 14 บ้านวังเงิน ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

สถานที่แห่งนี้ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2519 เวลา 12.30 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จประพาสสวนป่าแม่ทรายคำ ทรงสนพระทัยในกิจการปลูกสวนป่าโดยระบบหมู่บ้านป่าไม้ ในครั้งนั้นได้เสด็จฯ ไปยังน้ำตกพระเสด็จ (เดิมชื่อน้ำตกวังเงิน) ได้ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันและพักผ่อนสำราญพระราชอิริยาบถ และทรงประทานชื่อน้ำตกว่า “น้ำตกพระเสด็จ”

ความสวยงามและความสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ แหล่งต้นน้ำลำธารเล็กๆ แห่งนี้ สร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้พบเห็นได้ไม่น้อย แม้ว่าการเดินทางจะไม่ราบเรียบตลอดเส้นทางที่เพิ่งเปิดใหม่ก็ตาม เพราะจากถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม ผ่านสวนป่าแม่ทรายคำ เข้าไปราว 4-5 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางไว้ไม่ละเอียดนัก การท่องเที่ยวเชิงนิเวศในครั้งนั้น ต้องผนวกการคาดเดาด้วย เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางให้ไปถึงจุดหมาย และต้องเดินเท้าต่ออีกระยะพอเหนื่อย

น้ำตกพระเสด็จ มีแอ่งขนาดใหญ่ถึง 4 ชั้น และมีแอ่งน้ำตกที่ลดหลั่นลงมาอีกกว่า 20 แอ่ง แต่ละชั้นถูกสร้างสรรค์ด้วยมือของธรรมชาติ ละเลียดหินปูนจนย้อยลงมาพร้อมกับสายน้ำ ความเย็นของสายน้ำเปรียบได้กับน้ำแข็งที่ละลายไหลลงเป็นสาย

องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมพัฒนา ระบุว่า เส้นทางการเดินสำรวจน้ำตกวัดระยะทางที่แน่ชัดไม่ได้ แต่ประมาณว่าระยะทางการไหลของน้ำไม่ต่ำกว่า 2 กิโลเมตร ชั้นบนสุดเป็นตาน้ำที่ผุดออกจากหน้าผา และชั้นสุดท้ายเป็นผาน้ำตก สูงประมาณ 10 เมตร

ความประทับใจในส่วนลึกที่สุดของผู้มาเยือนน้ำตกพระเสด็จแห่งนี้ คือ สีเขียวใสของน้ำที่มองทะลุถึงพื้นดินใต้แอ่ง เมื่อตกกระทบกับแสงอาทิตย์ ยิ่งสะท้อนให้เห็นเป็นสีมรกต ไม่ง่ายนักที่จะพบเห็นได้ในน้ำตกทั่วไป แต่ที่น้ำตกพระเสด็จแห่งนี้ มี…

เสมือนความงามที่ซ่อนอยู่ หากไม่ค้นหา อาจไม่พบที่บ้าน คุณภีรพร หอมสมบัติ ชาวบ้านบ่อใหญ่ หมู่ 2 ต.บ่อใหญ่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม และภรรยา คือคุณทัศนีวรรณ์ หอมสมบัติ โทร. (088) 036-2139 เจ้าของพื้นที่ทำการเกษตร 1 ไร่ ได้แสน โดย คุณ ภีรพร กล่าวว่า แปลง 1 ไร่ ได้แสน เน้นการปลูกข้าวอินทรีย์เคมี ใช้มูลโค มูลกระบือ มูลไก่ รองพื้น ตามด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 จำนวน 5-10 กิโลกรัม ต่อไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 7-10 กิโลกรัม ต่อไร่ ช่วงปลูกในเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม

การดูแลรักษา ทำโดยการสูบน้ำเข้านา ประมาณต้นเดือนกันยายน ให้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 จำนวน 10 กิโลกรัม ต่อไร่ ได้ผลผลิตต่อฤดูกาล 700-800 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาข้าว ขายตามราคาจำนำ เกวียนละ 15,000 บาท

“ผมเลี้ยงปลาดุกในนาข้าว จำนวน 20,000 ตัว ขายได้ปีละกว่า 20,000 บาท ปลูกมะนาว พันธุ์พิจิตร 1 จำนวน 20 ต้น ในวงบ่อซีเมนต์ รอบแปลงและรอบบ่อปลา ได้ผลผลิตนอกฤดูกาล มีรายได้วงบ่อละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 40,000 บาท ขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีการตอนกิ่งจำหน่ายภายในชุมชน ปีละ 100-200 ราคากิ่งละ 100 บาท ปลูกพืชฤดูแล้ง ถั่วลิงสง จำนวน 1 ไร่ ได้เงินกว่า 10,000 บาท เลี้ยงปลาในบ่อ พื้นที่ 1 งาน จับขายได้ 3 รอบ ได้เงินกว่า 10,000 บาท ทำให้พื้นที่เพียง 1 ไร่ สามารถทำเงินได้มากกว่า 100,000 บาท”

คุณภีรพร บอกอีกว่า สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนหญ้าเป็นเนื้อ คือ การขุนวัวขาย โดยซื้อวัวพื้นเมือง 3 ตัว ในราคาตัวละ 2,500-6,000 บาท ขายได้ตัวละ 8,000-15,000 บาท ได้กำไรแบบไม่ต้องลงทุน ทั้งยังได้มูลโคเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีอีกด้วย

คุณภีรพร เล่าอีกว่า ใน 1 ไร่ ได้แสน เขาทำงานระบบครอบครัว ปลูกพืชผักสวนครัว อาทิ พริก ขิง ข่า ตะไคร้ หอม ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กิน แจก แลก ขาย ปลูกเพื่อเป็นอาหารในครอบครัว ที่เหลือจึงขาย เป็นการสร้างรายได้อย่างพอเพียง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน

สะตอ พืชท้องถิ่นที่อยู่คู่ภาคใต้มาช้านาน ด้วยความอร่อยล้ำมีกลิ่นเฉพาะตัว ใครกินแล้วกลิ่นติดปากอยู่นาน ผนวกกับปัจจุบันสะตอสามารถปลูกได้ในภาคอื่นนอกจากภาคใต้ จึงเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจปลูกกันไว้รอบรั้วบ้าน

สะตอ มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละจังหวัด เช่น จังหวัดชุมพร หรือสุราษฎร์ธานี เรียกว่า “สะตอ” หรือ “กะตอ” หรือตามแต่ละท้องถิ่นในภาคใต้เรียก

นอกจากสะตอจะปลูกกันมากในทางภาคใต้ของประเทศไทยแล้วยังมีปลูกในประเทศมาเลเซียรวมถึงอินโดนีเซียด้วย สายพันธุ์สะตอที่ปลูกอยู่ในภาคใต้คือ พันธุ์สะตอข้าว สะตอดาน

นอกจากสะตอมีการปลูกไว้ในสวนหรือหัวไร่ปลายนาแล้วยังมีเกษตรกรทำสวนสะตอปลูกส่งขายสู่จังหวัดภาคใต้ ส่วนหนึ่งได้มีการส่งขายเข้ามาภายในกรุงเทพมหานครด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ชื่อสามัญ Pakria ชื่อวิทยาศาสตร์ Pakria speciosa Hassk. จัดอยู่ในวงศ์ Leguminosae ลำต้นค่อนข้างสูง ประมาณ 20-30 เมตร เปลือกหนาสีน้ำตาล ผิวเรียบ มีรากแก้วช่วยพยุงลำต้น

เมล็ดสะตอเกิดจากรังไข่ที่ผสมแล้ว เมล็ดมีสีเขียวเรียงตามแนวขวางกับฝัก เมล็ดมีรูปร่างรี สะตอหนึ่งฝักมีเมล็ดประมาณ 7-20 เมล็ด ลักษณะใบของต้นสะตอก้านทางใบมีลักษณะเป็นคู่ บริเวณส่วนของก้านทางใบมีใบขนาดเล็กเป็นรูปพาย ฝักของสะตอเกิดจากรังไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว มีลักษณะตรงห้อยจากตุ่มดอกเป็นพวงลงมาสีค่อนข้างเขียว ฝักอ่อนสีเขียวอ่อน ฝักแก่มีสีเขียวเข้ม

ผลดิบของสะตอสามารถนำมารับประทานเป็นอาหารได้โดยต้อง สังเกตุสะตอที่มีฝักแก่ซึ่งเมล็ดจะไม่อ่อนมากเมื่อนำมารับประทานแล้วมีรสชาติที่อร่อยกว่าสะตออ่อน

สะตอสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น เป็นผักเหนาะ (ผักทานคู่กับแกง) สะตอผัดกุ้ง สะตอผัดหมู หรือสะตอดอง นอกจากสะตอสามารถนำมาประกอบอาหารได้แล้ว ภายในเมล็ดของสะตอยังให้คุณค่าทางสารอาหารมากมาย เช่น ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้ปัญหาโรคไต ช่วยให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

หากรับประทานสะตอแล้ว ผู้รับประทานมีกลิ่นปากสามารถแก้ได้ด้วยการรับประทานมะเขือเปราะตามลงไปจะสามารถดับกลิ่นของสะตอลงได้ แนวทางการปลูกสะตอ หากต้องการทำเป็นการค้าควรปลูกให้อยู่ในระยะปลูก 12 คูณ 12 เมตร (ระยะระหว่างต้นระหว่างแถว) เนื่องจากสะตอเป็นพืชที่เมื่อเติบโตแล้วต้นมีขนาดใหญ่ต้องการพื้นที่ในการแผ่กิ่งให้ผลจึงควรปลูกในบริเวณสวนหรือพื้นที่ห่างจากบ้านพักอาศัยไม่มากนัก

โดยขุดหลุมให้ได้ขนาดพอดีกันกับต้นสะตอที่จะนำมาปลูก สำหรับดินที่ใช้ปลูกสะตอควรเป็นดินแดงหรือดินร่วนแดงผสมกรวด เพื่อให้รากของสะตอสามารถยึดติดกับดินในแปลงปลูกได้ พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกสะตอได้ 11 ต้น

การบำรุงต้นสะตอนั้นไม่ได้มีวิธีการที่ยากนักเพียงใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบำรุงให้ต้นสะตอช่วงก่อนติดฝัก (ออกโม้ง) เพียงเท่านี้ก็ได้ฝักสะตอสีเขียวสดพร้อมจำหน่ายหรือรับประทานเองที่บ้านแล้ว

แหล่งปลูกสำคัญคือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก

แต่ปัจจุบันพื้นที่ขยายไปยังจังหวัดศรีสะเกษ ชัยภูมิ กาญจนบุรี รวมทั้งภาคเหนือหลายจังหวัดน้ำปัสสาวะ น้ำฉี่ น้ำเยี่ยว แค่พูดถึง หลายคนก็รู้สึกรังเกียจแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่า น้ำสีเหลืองๆ นี้แหละ มีประโยชน์เหลือหลาย เพราะอุดมด้วย แร่ธาตุ วิตามิน ฮอร์โมน เอนไซม์ ภูมิคุ้มกัน โปรตีน รวมทั้งสารที่มีประโยชน์อีกมาก และยังพบว่าน้ำปัสสาวะตอนเช้าหลังตื่นนอนมีฮอร์โมนเมลาโทนินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ และยิ่งเป็นน้ำปัสสาวะของเด็กจะมีแร่ธาตุมากมาย ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง สังกะสี ไอโอดิน เหล็ก ยูเรีย ซึ่งสามารถต้านการอักเสบ และบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย

ในการแพทย์แผนโบราณได้บ่งบอกถึงข้อดีของการดื่มน้ำปัสสาวะ จึงมีผู้นำน้ำปัสสาวะมาดื่ม เพื่อป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เพราะเชื่อว่าในน้ำปัสสาวะมีสารอินเตอร์เฟอรอน เป็นสารต้านมะเร็ง เมื่อน้ำปัสสาวะเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการจึงขับออกมา เมื่อดื่มเข้าไปร่างกายก็จะสร้างภูมิต้านทาน โดยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวไล่กินปัสสาวะที่เราดื่มเข้าไป ซึ่งกระจายไปทั่วร่างกาย และเม็ดเลือดขาวจะทำหน้าที่กินเชื้อโรค กินมะเร็ง กินสิ่งแปลกปลอมรวม ทั้งสิ่งที่มีพิษในร่างกายอยู่แล้ว ร่างกายจึงมีภูมิต้านทานเพิ่มมากขึ้น

การใช้น้ำปัสสาวะในนาข้าว

น้ำปัสสาวะเกิดจากระบบการขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย โดยการแยกกาก คือ อุจจาระออกจากกัน ฉะนั้นน้ำปัสสาวะจึงต่างจากอุจจาระที่เป็นของเสียเมื่อน้ำปัสสาวะใช้ประโยชน์ในคนได้ ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีผู้นำมาทดลองใช้กับพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย นั่นก็คือ การใช้น้ำปัสสาวะใช้ในนาข้าว

ปกติคนเราจะถ่ายน้ำปัสสาวะ วันละ 1-1.5 ลิตร องค์ประกอบของน้ำปัสสาวะของผู้ใหญ่ 1 คน ต่อวัน ประกอบไปด้วยธาตุอาหารเหล่านี้ สามารถนำไปปลูกพืชโดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย สรุปว่า น้ำปัสสาวะที่มนุษย์ขับถ่ายและทิ้งในแต่ละวันสามารถตอบสนองต่อความต้องการปุ๋ยในการปลูกพืชของโลกได้ทั้งหมดโดยธรรมชาติ

การนำไปใช้ประโยชน์

มีการศึกษาพบว่า น้ำปัสสาวะมีผลต่อการเจริญเติบโตของข้าว สามารถนำผล นำไปส่งเสริมให้เกษตรกรนำน้ำปัสสาวะมาใช้ในนาข้าวเพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีได้ อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการส่งเสริมการใช่ปุ๋ยในนาข้าว และรณรงค์การใช้น้ำปัสสาวะทดแทนปุ๋ยเคมี

หากสนใจและต้องการข้อมูล การใช้น้ำปัสสาวะในนาข้าว สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถนนธราธิบดี ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือโทรศัพท์ (077) 311-525 ฝิ่น บางถิ่นเรียกว่า “แม่ทองดำ”

ประเทศไทยมีถิ่นปลูกที่สามเหลี่ยมทองคำ เขตจังหวัดเชียงราย บริเวณติดต่อกับพม่าและลาว เมื่อประมาณ พ.ศ. 2520 ย้อนขึ้นไป ชาวเขาเผ่าต่างๆ นิยมปลูกฝิ่นกันเป็นล่ำเป็นสัน เพราะเจ้าหน้าที่ยังเข้าไปดูแลไม่ทั่วถึง ประกอบกับชาวบ้านลำบากยากจน นอกจากทำไร่เลื่อนลอยแล้ว ก็ไม่มีรายได้อื่นๆ ที่จะดีไปกว่าปลูกฝิ่น

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ฝิ่น มี 23 สายพันธุ์ แยกย่อยๆ ได้ถึง 250 ชนิด แต่มีเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่กรีดยางมาทำฝิ่นได้ นั่นคือ Papaver somniferum

สรรพคุณของฝิ่นมีคุณอนันต์ คนโบราณใช้ทำยาแก้ท้องร่วง ยาแก้ปวด และส่วนประกอบยาอีกหลายชนิด แต่ก็มีโทษมหันต์ เมื่อผลิตเป็นยาเสพติด และยังเป็นสารตั้งต้นยาเสพติดชนิดร้ายแรงอื่นๆ

ถ้าแม่ทองดำเป็นสาว ถ้าแต่งมาแล้วดูแลเธอในทางถูกต้อง เธอจะเป็นสุดยอดกุลสตรี ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ดูแลให้ดีเธอย่อมแสดงฤทธิ์เดชร้ายกาจ นำภัยมาสู่ครอบครัวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

กว่าจะได้แม่ทองดำมา ชาวบ้านต้องเก็บยางฝิ่นมาก่อน

การเก็บ “ยางฝิ่น” ในประเทศไทยมีเครื่องมือกรีด เรียกว่า มีดกรีดฝิ่น เป็นมีดขนาดเล็ก งอเหมือนเคียวเกี่ยวข้าว แต่ขนาดเล็กกว่ามาก ด้านปลายคม ถัดขึ้นมาใช้เชือกเส้นเล็กๆ พันไว้ป้องกันคมมีดกดนิ้วมือ และให้ถนัดขณะประคองมีดกดกรีดกระเปาะฝิ่น

การกรีดฝิ่น ต้องจับมีดให้กระชับ จรดปลายลงบนกระเปาะฝิ่น ให้ยางไหลจากแผลกระเปาะนั้นออกมา เวลากรีดฝิ่นทำในยามบ่าย วิธีกรีดผิวกระเปาะฝิ่น ต้องทำในแนวตั้ง โดยเรียงเป็นแนวขนานกันไปบนกระเปาะนั้น แต่ละแผลห่างกันประมาณ 1 เซนติเมตร

หลังกรีดแล้ว ปล่อยให้ยางเยิ้มไหลออกมาตามรอยกรีด รอให้จับอยู่กับผิวกระเปาะ รอจนถึงรุ่งเช้าค่อยออกไปเก็บยาง ยางฝิ่นสดแรกกรีดมีสีชมพู สีจะเข้มขึ้นเมื่อถูกลมในที่สุดจะกลายเป็นสีดำ

ฝิ่นแต่ละกระเปาะกรีดได้ 2-3 ครั้ง

ยางฝิ่น ต้องนำไปเคี่ยว ผ่านขั้นตอนต่างๆ จนกระทั่งปั้นให้เป็นก้อนกลม เพื่อเก็บไว้ หรือนำออกไปจำหน่าย

การใช้ฝิ่นของมนุษยชาติ ตามหลักฐานโบราณคดี พบว่า คนเรารู้จักการใช้ฝิ่นมาไม่ต่ำกว่าสมัยอียิปต์รุ่งเรือง และยังพบหลักฐานสมัยโรมันเรืองอำนาจ นั่นคือเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ใกล้ตัวเราเข้ามา เมื่อกลางพุทธศตวรรษที่ 21 จีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซื้อฝิ่นจากอินเดียเพื่อใช้ปรุงยา

ส่วนชาวยุโรป ปรากฏว่าพ่อค้าชาวโปรตุเกสเข้ามารับซื้อฝิ่นจากอินเดีย เข้ามาซื้อครั้งแรกใน พ.ศ. 2202 เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเครื่องเทศ ต่อจากนั้น 100 ปี บริษัทอีสอินเดียของชาวดัทช์ได้ขนฝิ่น 1,400 หีบ สู่ชวา

ความรุ่งเรืองในการค้าของชาวดัทช์ ทำให้อังกฤษได้กลิ่น ห้วงนั้นอังกฤษนักล่าอาณานิคมได้เข้าปกครองอินเดีย และใช้บริษัทอีสอินเดียแห่งอังกฤษ ผูกขาดการซื้อฝิ่นจากอินเดีย แล้วกดดันให้จีนเป็นผู้ซื้อฝิ่นจากบริษัทของอังกฤษ

การกระทำตัวเป็น “พ่อค้าฝิ่น” ของอังกฤษ นอกจากทำให้อังกฤษร่ำรวยแล้ว ยังทำให้เกิดสงครามกับจีน เรียกว่า “สงครามฝิ่น”

ฝิ่นแม้โดยทั่วไปจะเป็นสินค้าผิดกฎหมาย แต่บางประเทศก็ปลูกได้ เพราะต้องนำไปเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยา ประเทศที่ปลูกฝิ่นขายในปัจจุบัน ได้แก่ ประเทศอินเดีย เป็นต้น ส่วนประเทศไทยนั้น การปลูกฝิ่นเป็นการกระทำผิดกฎหมายไปแล้วอย่างสมบูรณ์

ดังนั้น มีดกรีดฝิ่น จึงไม่ใช่เครื่องมือของใช้ที่พบได้ทั่วไป อาจเห็นได้แต่รูปภาพ หรือไม่ก็ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น

เครื่องมือผลิตขึ้นมาใช้ในอาชีพใดก็ตาม เมื่ออาชีพนั้นหมดไป เครื่องมือก็พลอยหายไปด้วย ผิดกันกับคนและการกระทำ แม้คนหนึ่งคนใดจะสิ้นไป แต่ผลของการกระทำยังเหลืออยู่

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าสร้างการรับรู้ และวิธีการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ที่ถูกต้องแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง แนะวธีการป้องกันที่ถูกต้อง พร้อมเตือนหากพบให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่มีการสำรวจพบหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด หรือ Fall armyworn ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดบางแห่ง ดังนั้นกรมส่งเสริมการเกษตร จึงกำหนดนโยบายในการเดินหน้าสร้างการรับรู้และวิธีการป้องกันกำจัดหนอนดังกล่าวแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำแนะนำการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

ลักษณะเด่นของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มีส่วนบนของหัวเป็นแถบสีขาวรูปตัว Y หัวกลับ ด้านข้างและหลังมีแถบสีขาวตามยาวของลำตัว ปล้องท้องก่อนปล้องสุดท้ายมีจุดสีดำ 4 จุด หนอนชนิดนี้มี วงจรชีวิต 30-40 วัน ทำลายข้าวโพดตั้งแต่ต้นมีอายุ 4-5 วัน จนถึงระยะเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ ยังมีพืชอาหารอีกมากกว่า 80 ชนิด ได้แก่ ข้าว อ้อย มะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ ฝ้าย ทานตะวัน กล้วย กระเทียม ขิง มันเทศ พริก พืชตระกูลถั่ว และพืชผักอีกหลายชนิด

“ สำหรับการป้องกันกำจัด เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงข้าวโพดตั้งแต่ระยะงอกจนถึงอายุ 40 วัน เพื่อเก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย ทำลาย รวมถึงปล่อยแตนเบียนไข่ Trichogramma spp. หรือ แมลงหางหนีบ หากพบปริมาณมากจำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ สารสไปนีโทแรม กลุ่ม 5 (spinetoram) 12% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรล กลุ่ม 28 (chlorantraniliprole) 5.17% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

หรือสารฟลูเบนไดอะไมด์ กลุ่ม 28 (flubendiamide) 20% WG อัตรา 6 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอฟีนาเพอร์ กลุ่ม 13 (chlorfenapyr) 10% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอินดอกซาคาร์บ กลุ่ม 22 (indoxacarb) 15% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7 วัน และหลังจากฉีดพ่นสารกลุ่มใดเป็นเวลา 30 วันแล้วจะต้องสลับไปใช้สารกลุ่มอื่น เพื่อป้องกันหนอนดื้อสารเคมี ควรพ่นในช่วงตอนเย็น หากข้าวโพดอายุ 30 วันขึ้นไป”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวต่อไปว่า สำหรับการให้พ่นสารกำจัดแมลงเข้าไปในกรวยใบเพื่อให้สารสัมผัสกับหนอน สำหรับผีเสื้อกลางคืน ซึ่งเป็นระยะตัวเต็มวัยของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มี ขนาด 3-4 ซ.ม. ลักษณะเด่นคือ มีแถบสีขาวที่ขอบปีกคู่หน้า กลางปีกมีแถบวงรีสีน้ำตาล เพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่ม 100-200 ฟอง ดังนั้นหากเกษตรกรพบร่องรอยการทำลายให้รีบป้องกันกำจัด และแจ้งเตือนเกษตรกรข้างเคียง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน เพื่อติดตามและเฝ้าระวังการระบาดในพื้นที่ต่อไป

หลงรักอาหารไทย กับฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” พาลิ้มรสเมนูไทยโบราณ พร้อมโชว์เสน่ห์ปลายจวัก เรียนรู้กรรมวิธีการปรุงรสเมนูสุดพิเศษอย่าง คั่วกลิ้งสะตอ ณ ร้านอาหารไทยโบราณอายุเกือบ 200 ปี อย่าง บ้านยี่สาร

ท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิคในเรือนไทยอายุเกือบ 200 ปี ภายในเรือนหลังนี้ประดับประดาไปด้วยโต๊ะ และเก้าอี้ ที่ทำจากไม้ทั้งหมด “บ้านยี่สาร” ร้านอาหารที่เปิดให้บริการมายาวนาน สถานที่แห่งนี้ช่วยให้ฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” มีโอกาสได้โชว์เสน่ห์ปลายจวัก เรียนรู้เคล็ดลับอาหารไทยโบราณจากแม่ครัวมากประสบการณ์ที่มาสอนฝรั่ง “แดเนียล” ทำอาหารจานเด็ด เพื่อมัดใจทีมงานรายการ หลงรักยิ้ม นั่นก็คือเมนูโปรดของพวกเขา อย่าง “คั่วกลิ้งสะตอ”

เอาใจช่วยฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 26 มกราคม 2561 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) Facebookสกว.จับมือศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน รพ.จุฬาฯ โชว์รถพาร์กินสันพร้อมอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับประเมินความสามารถในการขับขี่ของผู้ป่วย และไม้เท้าเลเซอร์รุ่นล่าสุดสำหรับผู้มีปัญหาเดินติดขัด หวังขยายผลในภาคเอกชนและขึ้นบัญชีนวัตกรรมให้ รพ.รัฐจัดซื้อแก่ผู้ป่วยได้ในราคาถูก