ป้าแสงเงิน กล่าวและให้คำแนะนำตอนท้ายของการสนทนา

ถึงผู้ที่มีที่ดินว่างเปล่าเล็กๆ น้อยๆ ถ้าประสงค์จะปลูกผัก ป้าแสงเงินว่าควรปลูกผักที่เราชอบกิน กินผักที่เราปลูกปลอดภัย ไม่เปลืองค่าใช้จ่าย ดีต่อสุขภาพ ผักบุ้งจีน นี่แหละลงทุนน้อย กำไรดี ใช้เวลาน้อยดูแลง่าย แม้จะใช้แรงงานแต่ก็ต้องอดทน ขยัน มีความเพียร ประหยัด มีใจรัก รับรองว่าสร้างฐานะได้

การเพาะพันธุ์ปลาดุกในปัจจุบันนิยมใช้การผสมเทียม เพราะเป็นวิธีการที่ให้ผลผลิตได้ดีกว่า มีความชัดเจนมั่นใจได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะการผลิตเพื่อการค้า ส่วนปลาดุกที่นิยมนำมาเพาะพันธุ์คือ บิ๊กอุย ซึ่งเป็นลูกผสมจากการดัดแปลงข้ามสายพันธุ์ ระหว่างแม่พันธุ์ปลาดุกอุย (ปลาดุกนา) กับพ่อพันธุ์ปลาดุกเทศ (ปลาดุกรัสเซีย) จึงทำให้ลูกปลาดุกบิ๊กอุยติดตลาดอย่างรวดเร็ว ด้วยลักษณะเฉพาะตัวที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้ปริมาณเนื้อสูงเหมือนพ่อ ประกอบกับคุณภาพเนื้อรสชาติดีเหมือนแม่

คุณสำเนา เกาะกาเหนือ ชาวนครนายก เจ้าของฟาร์ม “สำเนาพันธุ์ปลา” เป็นอีกคนที่ยึดอาชีพเพาะ-จำหน่ายลูกพันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุย จนประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ด้วยแนวคิดการลดต้นทุนจากการใช้วิธีธรรมชาติเกื้อกูลโดยนำปลานิลมาช่วยบำบัดน้ำ สามารถใช้น้ำหมุนเวียนได้อย่างปลอดภัย และประหยัด รวมถึงยังใช้วิธีควบคุมการให้อาหารลูกปลาอย่างพอดี สร้างความสมดุล ลดการเน่าเสียของน้ำ ไม่สร้างปัญหาต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมคุณสำเนา เกิดและเติบโตที่จังหวัดนครนายก มีบ้านอยู่เลขที่ 250 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ภายหลังเรียนจบชายผู้นี้มุ่งหน้าทำงานในตำแหน่งโฟร์แมนช่างซ่อมบำรุง ของโรงงานถลุงเหล็กแห่งหนึ่ง จนเมื่อเข้ายุคฟองสบู่แตก ในราวปี 2540 การเป็นมนุษย์เงินเดือนของเขาเริ่มส่งสัญญาณไม่มั่นคง ทำให้คิดว่าเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว จึงควรจะหาอาชีพที่สองรองรับไว้ดีกว่า

มือใหม่เลี้ยงลูกปลาดุกขาย รายได้สุทธิ หลายหมื่นต่อเดือน
ในระหว่างที่ยังคงทำงานเป็นพนักงานอยู่ คุณสำเนา เกิดแรงจูงใจที่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนที่อยู่ในวงการเลี้ยงปลาให้ลองเพาะ-ขายลูกปลาดุกบิ๊กอุย เพราะจากข้อมูลก่อนการตัดสินใจทดลองเลี้ยง คุณสำเนา ทราบว่ารายได้จากการเลี้ยงลูกปลาดุกในช่วงเวลา 30 วัน หากมีการดูแลอย่างดี จะมีกำไรสุทธิตกบ่อละหลายหมื่นบาท ซึ่งดีกว่าเงินเดือนที่เป็นพนักงานที่ได้รับเพียงเดือนละหมื่นกว่าบาทเท่านั้น

เมื่อได้รับคำแนะนำจากเพื่อนแล้วจึงมุ่งหาแหล่งความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ตำรา สอบถามจากผู้รู้ จากนั้นจึงเริ่มลงมือทดลองเลี้ยงในบ่อดิน จำนวน 2 บ่อ มีขนาดพื้นที่ บ่อละ 2 ไร่ ซึ่งเป็นขนาดที่ได้มาตรฐาน โดยซื้อลูกพันธุ์ปลาขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่าปลาตุ้มที่มีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร มาใส่ในบ่อเลี้ยง จำนวนบ่อละ 1 ล้านตัว ใช้เงินซื้อมาบ่อละ 3 หมื่นกว่าบาท เลี้ยงไปได้ประมาณ 30-35 วัน จะได้ลูกปลาโตที่มีขนาด ประมาณ 5-7 เซนติเมตร นำมาคัดแยกขนาดก่อนที่จะจับเพื่อส่งขายให้ลูกค้าหรือเกษตรกรนำไปเลี้ยงให้โต โดยมีราคาขายเฉลี่ยตัวละ 40 สตางค์

เปอร์เซ็นต์รอดของการนำลูกพันธุ์ปลาที่มีขนาดตุ้มมาเลี้ยง อาจมีผลกับการขึ้น-ลง ของรายได้ เมื่อผ่านการเลี้ยงเป็นลูกปลาขนาดเล็ก คุณสำเนา ชี้ว่าถ้ามีอัตรารอดได้เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าตัวเลขขนาดนี้สามารถมองเห็นกำไรในเบื้องต้น แต่ถ้าอัตรารอดสัก 30 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ขาดทุนแต่กำไรลดน้อย

ดังนั้น อัตรารอดมากหรือน้อยจะเกิดจากความเอาใจใส่เต็มที่ ดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งเรื่องน้ำ/อาหาร อย่างไรก็ตามคุณสำเนา สามารถเลี้ยงลูกพันธุ์ปลาตุ้มให้มีอัตรารอดได้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เขามีกำไรตุนไว้แน่นอนแล้ว

เลี้ยงขาย กำไรน้อย เน้นผสมเทียมแล้วเพาะ สร้างรายได้มากกว่า
ภายหลังเมื่อประสบความสำเร็จจากการเลี้ยงลูกปลา คุณสำเนา มองดูลู่ทางความเป็นไปได้ว่า คงไม่เกิดความเสี่ยงหากจะยึดอาชีพนี้อย่างจริงจัง ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจลาออกจากบริษัททันที เพื่อกระโดดเข้ามาเลี้ยงลูกปลาบิ๊กอุยขายอย่างเต็มตัว

คุณสำเนา ใช้เวลาในการสร้างความคุ้นเคยกับอาชีพใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เขามองว่าหากสามารถผสมพันธุ์ปลาแล้วนำเชื้อมาผสมเพื่อการเพาะฟักได้เอง น่าจะช่วยลดต้นทุนได้อีก จากนั้นจึงได้เสาะหาความรู้จากตำราเอกสาร แล้วทดลองทำจนประสบความสำเร็จ

เจ้าของฟาร์มเผยว่า พ่อ-แม่พันธุ์ ที่นำมาผสมกันจะต้องผ่านการคัดเลือกเพื่อหาความสมบูรณ์ ขณะเดียวกันขั้นตอนการผสมเทียมต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อป้องกันการเกิดลูกที่บกพร่อง เพราะทำให้เสียราคา อย่างพ่อพันธุ์ต้องสังเกตความเด่นในระหว่างการเจริญเติบโตที่มีการพัฒนาการอย่างรวดเร็ว โดยจะเลือกขนาดที่ใหญ่ที่สุดในแต่ละชุด ส่วนแม่พันธุ์จะใช้วิธีเดียวกันในการเลือก แต่อาจต้องดูไม่ให้อ้วนจากไขมันมากเกินไป แล้วคัดแยกพ่อ-แม่พันธุ์ อีกครั้งเพื่อหาตัวที่มีความสมบูรณ์ที่สุด

โดยธรรมชาติของลูกปลาทุกชนิดมักมีความอ่อนแอ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค เนื่องจากยังไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอ ลูกปลาดุกก็เช่นเดียวกัน ดังนั้น การเลี้ยงลูกปลาดุกเพื่อให้มีอัตรารอดสูง คุณสำเนา ชี้ว่าเกิดจากตัวแปรสำคัญคือเชื้อโรคในน้ำกับคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง

คุณสำเนา เผยถึงวิธีฆ่าเชื้อโรคในน้ำว่า ควรใส่ยาป้องกันไว้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อม แล้วควรเลือกใช้ชนิดยาที่ไม่เป็นอันตรายต่อปลาและผู้บริโภค อีกทั้งยังควรเป็นยาที่มีการควบคุมการใช้ด้วย สำหรับคุณสำเนาเลือกใช้ด่างทับทิม

บำบัดน้ำด้วยปลานิล
แนวคิดการพัฒนาคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงปลาเกิดขึ้นภายหลังจากที่คุณสำเนามองว่าเมื่อขยายขนาดธุรกิจ มีการใช้น้ำเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันน้ำที่ใช้แล้วหลังจากปล่อยทิ้งอาจสร้างปัญหาต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม จึงคิดว่าควรทำอย่างไรกับน้ำเหล่านี้

ทั้งนี้อาจเป็นความบังเอิญเมื่อคุณสำเนานำปลานิลมาเลี้ยงไว้เป็นอาหารในบ่ออนุบาล ปรากฏว่าสังเกตน้ำที่เคยมีสีเขียวถูกปลานิลกินหมด จนทำให้กลายเป็นน้ำใส จนเกิดความคิดว่าน่าจะใช้ประโยชน์จากปลานิลในการบำบัดน้ำ ขณะเดียวกันปลานิลที่เลี้ยงยังสามารถจับมาเป็นอาหาร แล้วขายนำเงินมาเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายได้อีก ถือเป็นการแบ่งเบาภาระได้อย่างคุ้มค่า

แนวคิดนี้จึงถูกนำมาใช้ในปี 2554 ด้วยการจัดวางระบบบำบัดน้ำ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนถ่ายเทภายในฟาร์มเลี้ยงปลาเมื่อน้ำในบ่อเลี้ยงเริ่มเสื่อมคุณภาพ มีแพลงตอนพืชเพิ่มขึ้น จะถ่ายเทน้ำลงร่องส่งน้ำที่ขุดไว้รอบบ่อเลี้ยงทุกบ่อ น้ำเสียทั้งหมดจะไหลลงไปรวมที่บ่อน้ำที่มีปลานิลเลี้ยงไว้

ดังนั้น ปลานิลจำนวนมากจะช่วยกันกินแพลงตอนพืชที่มีสีเขียวให้หมดแล้วกลายเป็นน้ำใส จากนั้นจึงปล่อยน้ำกลับลงสู่บ่อพักอีกแห่ง ซึ่งเป็นชั้นดินเปรี้ยวที่จะช่วยบำบัดจนน้ำตกตะกอนกลับมาใสสะอาด (คล้ายกับการแกว่งสารส้มเพื่อให้น้ำใส) และปราศจากเชื้อโรค เพื่อส่งกลับหมุนเวียนใช้เลี้ยงปลาได้อีก ฉะนั้น แนวทางนี้ถือเป็นวิธีการทางชีวบำบัด เป็นการช่วยลดต้นทุนการใช้น้ำได้อย่างดี ตลอดจนยังไม่สร้างปัญหาต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมด้วp

ภายในพื้นที่ของสำเนาพันธุ์ปลามีทั้งหมด จำนวน 80 ไร่ แบ่งเป็นบ่อพ่อ-แม่พันธุ์ และบ่ออนุบาลกระจายอยู่ทั่ว สำหรับบ่อเลี้ยงจะใช้เป็นบ่อดิน ด้วยเหตุผลเพราะสะดวกและง่ายต่อการบริหารจัดการ อีกทั้งยังลดต้นทุนได้มาก เพียงแต่อาจต้องขยันทำความสะอาดเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับบ่อซีเมนต์หรือพลาสติกแล้ว จะลงทุนต่ำมาก ดังนั้นเกษตรกรที่มีทุนน้อยหรือเพิ่งเริ่มต้นควรเลี้ยงในบ่อดินดีกว่า

จุดเด่นอีกอย่างในเรื่องการลดต้นทุนของฟาร์มปลาแห่งนี้คือ การให้อาหาร คุณสำเนา บอกว่า ฟาร์มจะฝึกให้อาหารปลาตั้งแต่รุ่นลูกด้วยการใช้อุปกรณ์เคาะเรียกบริเวณริมข้างบ่อ วิธีนี้ช่วยทำให้ปลารู้เวลาอาหาร แล้วจะมารวมตัวกินอาหารที่จุดเดียว เป็นวิธีการให้อาหารที่ง่ายและสะดวกมากขึ้น และสามารถกำหนดปริมาณอาหารให้ได้อย่างพอเหมาะ ไม่เหลือเศษอาหารตกค้างในบ่อ เป็นผลดีต่อคุณภาพน้ำ ลดโอกาสเน่าเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนลดความสิ้นเปลืองต้นทุนค่าอาหาร

ฤดูกาลสร้างผลกระทบ ต่อการเลี้ยงปลาหรือไม่
คุณสำเนา บอกว่า แต่ละฤดูในรอบปีล้วนมี ข้อดี-เสีย แตกต่างกันไป อย่างฤดูฝนถือว่าสร้างปัญหาต่อการเลี้ยงปลาดุกมากที่สุด เนื่องจากน้ำฝนที่ตกลงมาอาจนำพาสารพิษในอากาศลงมาในบ่อแล้วสร้างปัญหาต่อปลา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำ พร้อมกับต้องหว่านเกลือลงในบ่อก่อนที่จะมีฝนตก ทั้งนี้เกลือจะช่วยป้องกันค่าความเป็นด่างของน้ำฝน อีกทั้งยังช่วยให้ปลาไม่เครียด

สำหรับฤดูหนาว โดยธรรมชาติปลาไม่มีไข่ในช่วงนี้ ดังนั้น จึงไม่มีการเพาะลูกปลา ทั้งนี้อุณหภูมิในน้ำที่ลดต่ำมีผลทำให้ปลาช็อกตายเป็นประจำ

ส่วนฤดูร้อน ถือว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการเลี้ยงปลา โดยเฉพาะการฟักลูกปลา เพราะปลามักเกิดไข่ในช่วงหน้าร้อนเพื่อใช้ผสมพันธุ์ ทั้งนี้อุณหภูมิที่สูงจะไม่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของปลา เพราะถ้าน้ำในบ่อร้อนก็อาจใช้วิธีนำน้ำมาเติมลงบ่อเพื่อช่วยคลายร้อน

ในปัจจุบันธุรกิจเลี้ยงลูกปลาดุกบิ๊กอุยของคุณสำเนามีทั้งเพาะลูกปลาตุ้ม แล้วให้เกษตรกรในเครือข่าย จำนวน 40 ราย และเป็นชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่นำไปเลี้ยงเป็นลูกปลาโต จากนั้นจึงรับซื้อคืน โดยใช้ระบบการประกันราคารับซื้อ แต่ละเดือนฟาร์มแห่งนี้สามารถผลิตลูกปลาตุ้ม จำนวน 60-80 ล้านตัว

อีกทั้งยังขยายพื้นที่สร้างเป็นโรงเพาะฟักเพิ่มขึ้นอีก จำนวน 36 อ่าง ในพื้นที่ 9 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยของชาวบ้านในพื้นที่และต่างพื้นที่ ซึ่งเขาบอกว่าหากชาวบ้านนำไป แล้วสามารถเลี้ยงได้ในอัตรารอดสัก 40 เปอร์เซ็นต์ คือใน 1 ล้านตัว ถ้ารอดสัก 4 แสนตัว เท่านี้ก็มีรายได้คุ้มแล้ว

คุณสำเนา ถือเป็นบุคคลที่ทุ่มเท ให้ความใส่ใจกับการเพาะ-เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน มีแนวคิดพัฒนาการเลี้ยงให้มีความสอดคล้องกับลักษณะความเป็นธรรมชาติของท้องถิ่น ตลอดจนเสาะหาวิธีเลี้ยงและอุปกรณ์เครื่องมือแบบง่ายๆ เพื่อให้มีความสะดวก รวดเร็ว ด้วยการลงทุนต่ำ

แล้วยังเป็นคนที่มีความเอื้ออารีย์ให้ความช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกรร่วมอาชีพด้วยการแนะนำ อบรมให้ความรู้ ด้วยความเต็มใจ พร้อมกับชักชวนเกษตรกรมาสร้างความเข้มแข็งด้วยการจัดตั้งเป็นกลุ่ม ในชื่อ “กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าเรือ” ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่คุณสำเนาได้รับคัดเลือกเพื่อให้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เมื่อปี 2558

ถ้าเอ่ยถึง จังหวัดสุโขทัย นอกจากความงดงามของเมืองโบราณ แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับทางด้านประวัติศาสตร์ สิ่งที่ผู้คนจะนึกถึงตามมาหลังจากเอ่ยชื่อสุโขทัยแล้วนั้น ก็คงหนีไม่พ้น ถั่วทอด เครื่องสังคโลก และผ้าทอ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงประจำจังหวัด แต่ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสุโขทัยเช่นกัน และนั่นคงไม่พ้นผลไม้รสหวานของฝากขึ้นชื่ออย่าง เมล่อน

เมล่อนพันธุ์กรีนเน็ต เป็นพันธุ์ที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี มีความทนโรคและเป็นพันธุ์ที่ได้มาตรฐานในเรื่องของการตลาด การยอมรับในเรื่องของการทำความหวานและการดูแลค่อนข้างง่าย

คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ เจ้าของสุโขทัยเมล่อนฟาร์ม ได้เล่าถึงเรื่องการให้ผลผลิตของเมล่อนที่ตนปลูกไว้ว่า ในผลผลิตเฉลี่ย 500 ต้น ต่อ 1 โรงเรือน น้ำหนักเฉลี่ย 1 ผล ประมาณ 1.5-1.8 กิโลกรัม ความหวานอยู่ประมาณ 15-16 บริกซ์ ขายอยู่หน้าฟาร์ม กิโลกรัมละ 100 บาท เป็นผลไม้ที่ราคาเป็นมาตรฐานและราคาไม่ตก แต่มีปัจจัยสำคัญที่ว่า

“ปัญหาของเมล่อนคือ การปลูกยังไงให้มีความปลอดภัย ปัจจุบันการปลูกเมล่อนที่จะให้ผลตอบแทนและป้องกันการเลี้ยงได้ดีที่สุดคือ การปลูกในโรงเรือน” คุณยศวัฒน์ ว่า

ในเรื่องของการลงทุน 1 โรงเรือน ความกว้างประมาณ 7 เมตร ยาว 30 เมตร ปลูกได้ประมาณ 500 ต้น 1 ต้น จะไว้ลูกได้แค่ 1 ผล เพราะต้องรักษาความหวาน ความหวานจะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของสินค้า ปัจจุบัน ทำมา 5 ปี ยังไม่ประสบปัญหา ใน 1 โรงเรือน การลงทุนตั้งแต่ระบบน้ำโรงเรือน ประมาณ 150,000 บาท เปรียบเทียบอายุการใช้งานในปีที่ 5 ก็ยังคงสมบูรณ์อยู่ คิดว่าน่าจะใช้งานได้ประมาณ 10 ปี ตีว่าปีละ 15,000 บาท ใน 1 ปี ปลูกได้ 4 ครั้ง เฉลี่ยแล้วแต่ละครั้งต้นทุนประมาณ 4,000 บาท การตอบสนองต่อ 1 โรงเรือน 500 ต้น ขายได้ผลผลิตรวมแล้วอยู่ในเกณฑ์ 40,000 บาท

แยกเป็นเกรดที่มีคุณภาพ ประมาณ 30,000 บาท เกรดที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ส่งห้างไม่ได้ จะเป็นเกรดรวมๆ จะขายอยู่ในพื้นที่ หรือมีเกษตรกรและผู้บริโภคบางคนมารับไปขายต่อ ตกแล้วได้ราคารวม 40,000 บาท ถ้าคิดจากต้นทุน ลงทุน เมล็ด ปุ๋ย และยา ประมาณ 15,000 บาท จะมีกำไรทั้งหมด 25,000 บาท ใน 1 ครั้ง โรงเรือนจะมีรายได้ 100,000 บาท ในพื้นที่ประมาณ 180 ตารางเมตร 1 ไร่ สร้างได้ 6 โรงเรือน เท่ากับว่า ใน 1 ปี มีรายได้หลายแสน

“เกษตรแบบนี้เป็นเกษตรแบบประณีต คนทำจะต้องมีองค์ความรู้ในการศึกษาอย่างจริงจัง ถ้าผู้ทำไม่มีความรู้ที่แม่นยำโอกาสที่จะทำให้เมล่อนออกมามีคุณภาพหรือเป็นที่ต้องการทางการตลาดน่าจะยังยากอยู่พอสมควร” คุณยศวัฒน์ ได้กล่าวไว้ในเรื่องของการปลูกและดูแลเมล่อน

เมล่อน ต้องการการดูแลใส่ใจตั้งแต่เริ่มปลูก

วิธีการปลูก เมล่อนนั้น หลังจากได้เมล็ดพันธุ์จะปลูกโดยวัสดุที่ไม่ใช้ดิน แต่จะใช้แกลบผสมกับขุยมะพร้าว สาเหตุที่ไม่ปลูกลงดินเนื่องจากถ้าปลูกลงดินในระยะปลูกซ้ำต่อไปจะมีปัญหาเรื่องรากเน่า เพราะฉะนั้นถ้ามันอยู่ในถุงจะสามารถเปลี่ยนถุงได้เร็ว การเตรียมแปลงต่อรอบการใช้ในโรงเรือนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปลูกจะปลูกโดยการแหวกหลุม ในขณะเดียวกันจะมีการเตรียมไตรโครเดอร์ม่าเป็นตัวที่ทำให้ระบบรากไม่ติดโรค การใช้ขุยมะพร้าวจะทำให้ความโปร่งของดินแกลบมีมากขึ้น ทำให้ระบบการหายใจของพืชมีความแข็งแรงเร็ว การป้องกันโรคจะควบคุมได้ การให้น้ำจะใช้ระบบน้ำหยดตั้งเวลา หลังจากเพาะกล้าได้ 11-12 วัน จะย้ายการปลูก เมื่ออายุได้ 15 วัน จะเริ่มพันยอดเพื่อให้ต้นไต่อยู่กับเชือก และอีก 1 เดือน จะสามารถผสมดอกได้ เมื่อผสมดอกเรียบร้อยแล้วจะคัดลูกจากต้นที่มีลูก 2-3 ผล จะคัดให้เหลือเพียงแค่ 1 ผล เพื่อให้เมล่อนมีความหวาน และจะเริ่มตัดส่งได้เมื่อเมล่อนมีอายุได้ประมาณ 70 วัน

การให้น้ำ หรือการดูแลเมล่อนตั้งแต่ระยะการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ระยะปลูกใหม่ จะให้น้ำ 2 นาที ต่อ 1 ครั้ง ใน 1 ชั่วโมง วันหนึ่งจะให้น้ำทั้งหมด 8 ครั้ง เมื่ออยู่ในช่วงผสมดอกจะให้น้ำ 10 นาที ต่อ 1 ครั้ง ใน 1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นขนาดที่ใกล้จะตัดส่ง จะให้น้ำอยู่ที่ 16 นาที ต่อ 1 ครั้ง ใน 1 ชั่วโมง แต่ทว่าเมล่อนก่อนเก็บประมาณ 3 วัน จะผ่อนน้ำ โดยการปรับการให้น้ำ จาก 16 นาที เหลือเพียงแค่ 3 นาที เท่านั้น ใบจะเหี่ยวเพราะมีการคายน้ำออกจากใบเปลี่ยนไปทำความหวานไว้ที่ผลแทน ถ้าเมล่อนใบไม่เหี่ยวเวลาตัดไปจะมีปัญหาเรื่องความหวาน

การให้ปุ๋ย จะเป็นปุ๋ย A และ B (ผสมปุ๋ยขึ้นมา 2 ชนิด) เนื่องจากว่าปุ๋ยสองชนิดนี้ผสมกันไม่ได้ จึงต้องผสมปุ๋ย A ขึ้นมาก่อน เมื่อละลายปุ๋ย A จึงจะเอาปุ๋ย B ผสมลงไป การให้ปุ๋ยจะวัดจาก EC คือความเข้มข้นของปุ๋ย ในระยะแรกจะใช้ประมาณ 2.2 ในช่วงก่อนตัดจะให้ประมาณ 2.8 ก่อนที่จะตัดเมล่อนก่อน 2 ครั้งสุดท้าย จะใช้ปุ๋ย 0-0-50 ฉีดทางใบเพื่อทำความหวานให้กับเมล่อน

ศัตรูสำคัญของเมล่อนก็คือ เพลี้ยไฟ รา และหนอน นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไม เมล่อนจะต้องอยู่ในโรงเรือน เพราะการปลูกในโรงเรือนสามารถป้องกันเพลี้ยไฟได้ในระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการเช็ค ถ้าเมล่อนมีลักษณะใบหงิก ยอดหงิก ต้องฉีดพ่นกำจัดเพลี้ยไฟ ปัจจุบันที่ใช้อยู่เป็นพวกบิวเวอเรีย จุลินทรีย์ที่กำจัดเพลี้ยไฟ เชื้อราจะใช้จุลินทรีย์ต่างๆ ที่กำจัดเชื้อราพวกไตรโครเดอร์ม่าด้วย การที่จะปลูกเมล่อนให้ได้มาตรฐานจำเป็นจะต้องลดการใช้สารเคมีหรือแทบไม่ต้องใช้ เพราะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค จึงหันมาใช้พวกจุลินทรีย์ในการกำจัดศัตรูพืชแทน บิวเวอเรียกำจัดเพลี้ยไฟ บาซิลลัสกำจัดเชื้อรา บีทีใช้กำจัดหนอน ซึ่งหนอนปกติจะไม่ค่อยมี เพราะจะเข้ามาในโรงเรือนไม่ได้ จะมีขนาดเล็กที่สุดก็คือ เพลี้ยไฟ ที่ยังสามารถลอดเข้ามาในตาข่ายมุ้งมาได้ แต่ก็มีจำนวนที่น้อยมาก เพราะฉะนั้นการที่เมล่อนจะปลูกอยู่นอกโรงเรือนโอกาสที่จะต้านทานศัตรูพืชจะน้อยมาก

ในเรื่องของการตลาด คุณยศวัฒน์ บอกว่า หลักการทำการตลาดสินค้าในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะต้องเป็นระบบใหม่ (start up) จึงต้องสร้างกลไกการตลาดเป็นการทำร้านกาแฟขึ้นมา เพื่อเป็นจุดขายเมล่อน ซึ่งจะเน้นเป็นของฝากประจำจังหวัดให้แก่ผู้ที่สัญจรผ่านไปผ่านมา เนื่องจากเมล่อนค่อนข้างมีชื่อเสียง ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดคนที่มาเที่ยวสุโขทัยก็ต้องซื้อเป็นของฝาก

ในเรื่องการดูแลรักษา คุณยศวัฒน์ ก็ยินดีให้คำปรึกษากับเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ต้องการได้องค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกและดูแลเมล่อน สามารถติดต่อ คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ ได้โดยตรง ที่อยู่ 60/2 หมู่ที่ 12 ตำบลยางซ้าย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

สภาพแวดล้อมเดิมของตำบลพันเสา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เกือบทั้งหมดทำเกษตรกรรม และรับจ้างทั่วไป เมื่อถึงจุดที่เกษตรกรเห็นว่ารายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย จึงเริ่มรวมกลุ่มและมองหาแนวทางพัฒนาอาชีพเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต

การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ทำให้เกิดแนวคิด การปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเอง โดยเริ่มในพื้นที่ของโรงเรียนประดู่มะค่าประชาสรรค์ ด้วยเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ สร้างองค์ความรู้ในการทำเกษตรให้กับเด็กนักเรียนและคนในชุมชน รวมถึงผลิตวัตถุดิบปลอดภัยเพื่อใช้เป็นอาหารกลางวัน และสร้างรายได้เสริมให้กับนักเรียนใช้พัฒนาคุณภาพชีวิต

จากแปลงเกษตรเล็กๆ ในโรงเรียน จึงเริ่มขยับขยายสู่บ้านเรือน กระทั่งเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนพันเสา ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้การทำเกษตรอินทรีย์ในทิศทางที่ชัดเจน พร้อมหาตลาดรองรับสินค้าเพื่อสร้างงานและกระจายรายได้ให้แก่คนในชุมชนในระยะยาว การพัฒนาดำเนินมาเรื่อยๆ กระทั่งปี 2559 จึงเกิดการนำร่องพัฒนาพื้นที่รกร้าง บริเวณ หมู่ที่ 1 ตำบลพันเสา จำนวน 25 ไร่ เพื่อเปลี่ยนแปลงเพาะปลูกผักอินทรีย์ ตามมาตรฐานการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS (Participatory Guarantee System) ซึ่งควบคุมโดยหน่วยงานภาครัฐ

พื้นที่ 25 ไร่ ได้มาจากเทศบาลตำบลพันเสา จัดสรรที่ดินว่างเปล่าในพื้นที่บ้านพันเสา หมู่ที่ 3 ให้กับชาวบ้านในหมู่บ้าน 17 ครัวเรือน ปลูกผักสวนครัวในแปลงที่จัดไว้ รายละ 35 แปลง

น.ส. รสริน พุทธภูมิพิทักษ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดอาหารปลอดภัย กรีนมาร์เก็ต พิษณุโลก จำกัด กล่าวว่า หลังการพัฒนาดำเนินเข้าปีที่ 9 ก้าวใหญ่ของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลพันเสาก็เกิดขึ้น โดยมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ภายใต้บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล ได้เข้ามาสร้างโรงคัดบรรจุผักอินทรีย์ ตามหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิตอาหารปลอดภัย หรือ GMP (Good Manufacturing Practice)​ เพื่อให้ทำตลาดได้ทั้งในและนอกประเทศ โดยเกษตรกรรับหน้าที่ในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ตามมาตรฐาน ส่วนการคัดคุณภาพและบรรจุสินค้าให้ตรงตามมาตรฐานนั้นเป็นหน้าที่การจัดการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพันเสา ซึ่งพื้นฐานแล้วการคัดคุณภาพนั้น จะถูกกำหนดโดยบริษัทผู้รับซื้อ อาทิ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งเรื่องของขนาดสินค้า น้ำหนัก ความสะอาด และการเก็บรักษา กระทั่งการขนส่งถึงหน้าร้านที่ต้องดำเนินการให้ตรงตามมาตรฐานของท็อปส์ 100 เปอร์เซ็นต์

“ในแต่ละวัน เกษตรกรจะมีรายรับทุกวัน เว็บแทงบอลออนไลน์ เฉลี่ยวันละ 300-500 บาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 4,000-6,000 บาท ต่อเดือน ตามแต่ขนาดแปลงเกษตรที่เกษตรกรรายนั้นรับผิดชอบ โดยขนาดพื้นที่เพาะปลูกนั้น ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพันเสาได้จัดแบ่งตามความสมัครใจ โดยอิงจากความสามารถในการเพาะปลูกของเกษตรกรแต่ละราย บนพื้นฐานว่า ทำมาก ได้มาก ในข้อตกลงร่วมกันของเกษตรกรในกลุ่มทุกคน”

กรมวิชาการเกษตร ปรับปรุงพันธุ์กล้วยเล็บมือนางสำเร็จ เปิดตัว พันธุ์ใหม่ล่าสุด “ชุมพร 1 ” ลักษณะเด่นเครือใหญ่ ผลใหญ่ น้ำหนักหวีกว่า 660 กรัม เนื้อแน่น ผลในหวีจัดเรียงเป็นระเบียบสวยงาม ง่ายต่อการขนส่ง ตอบโจทย์ตลาดที่ต้องการบริโภคผลสดและแปรรูป

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กล้วยเล็บมือนางเป็นพืชท้องถิ่นทางภาคใต้ ปลูกกระจัดกระจายในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา ระนอง และภูเก็ต มีพื้นที่ปลูกประมาณ 20,000 ไร่ สร้างรายได้ให้เกษตรกรปีละกว่า 280 ล้านบาท

กล้วยเล็บมือนางมีคุณสมบัติเด่นหลายประการ เช่น ผลและเนื้อมีสีเหลืองทอง เนื้อแน่น กลิ่นหอมน่ารับประทาน ก้านผลสั้น และแข็งแรง การเรียงตัวของผลในหวีเป็นระเบียบ ขนาดหวีเล็กเหมาะต่อการบรรจุหีบห่อ และขนส่ง ผลมีขนาดเล็กเหมาะต่อการบริโภคในแต่ละครั้ง และเนื่องจากกล้วยเล็บมือนางเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยจึงเป็นที่นิยมรับประทานทั้งผลสดและการแปรรูปเช่น รวมทั้งยังเป็นสินค้าประจำจังหวัดชุมพรโดยได้จดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ชื่อว่า “กล้วยเล็บมือนางชุมพร”

กล้วยเล็บมือนางเป็นพืชมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจสำหรับตลาดภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร กรมวิชาการเกษตร จึงได้สำรวจคัดเลือก และรวบรวมกล้วยเล็บมือนางสายต้นที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพผลผลิตดี ลักษณะผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดจากแปลงเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ตั้งแต่ปี 2554

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพรได้รวบรวมและคัดเลือกกล้วยเล็บมือนางจำนวน 21 สายต้น นำมาปลูกเปรียบเทียบและคัดเลือกสายต้นที่เจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตสูง เหมาะสำหรับแปรรูปและรับประทานผลสดได้จำนวน 5 สายต้น นำมาปลูกขยายหน่อพันธุ์ ปลูกทดสอบในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยใช้สายต้น 001 พันธุ์พื้นเมืองเป็นพันธุ์เปรียบเทียบ จนได้สายต้นดีเด่น 008 ที่มีการเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตสูง เหมาะสำหรับแปรรูปและรับประทานผลสด ผ่านการประเมินการยอมรับพันธุ์จากเกษตรกร ร้านค้า และผู้บริโภคผ่านการรับรองเป็นพันธุ์แนะนำจากกรมวิชาการเกษตร ในปี 2562 ใช้ชื่อพันธุ์ว่า “กล้วยเล็บมือนางพันธุ์ชุมพร 1”