ผมไม่เคยชกใคร หรือถูก ลูก..ชก แต่ถูกน็อคด้วยน้ำเชื่อม

กองทัพบก และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมพัฒนาความเข้มแข็งให้ชุมชนด้วยวิจัยและนวัตกรรม ตามมติคณะรัฐมนตรี ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างกองทัพบก และ วช. : พอเพียงเพิ่มพลังชุมชน มั่นคงด้วยวิจัยและนวัตกรรม

โดย พล.ท.สุเชษฐ์ ตันยะเวช ผู้อำนวยการศูนย์ประสานความมั่นคง กอ.รมน.ภาค3 และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมเปิดกิจกรรมการขยายผล ครั้งที่ 10 ในวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จังหวัดพิษณุโลก กิจกรรมมีขึ้นระหว่าง วันที่ 17-18 มิถุนายน 2562

กิจกรรมครั้งนี้ได้จัดองค์ความรู้ตามความต้องการของพื้นที่ ได้แก่ เรื่อง “เกษตรปลอดภัย : การแปรรูปพริกแห้ง” โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก และ “การสร้างยุ้งฉางเก็บข้าวด้วยมูลกระบือและการผลิตปุ๋ยชีวภาพ” จากมหาวิทยาลัยนครพนม เป็นผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. ภายใต้แผนงานการจัดการความรู้การวิจัยและนวัตกรรม

กองทัพบกและ วช. ร่วมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดยใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม โดยวางเป้าหมายการขยายผลไปยังศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของกองทัพบกใน 4 ภูมิภาค เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต เสริมรายได้และพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต แก่ชุมชนและประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า จากการเข้าร่วมประชุมและลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การนำลำไยไปจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และการขับเคลื่อนการผลิตลำไยคุณภาพของจังหวัดลำพูน ปี 2562 พบว่า จังหวัดลำพูนมีพื้นที่ปลูกลำไยรวม 270,189 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ปลูกลำไยในฤดู 167,318 ไร่ พื้นที่ลำไยนอกฤดู 102,871 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวม 230,690 ตัน เป็นลำไยในฤดู จำนวน 105,257 ตัน ลำไยนอกฤดู จำนวน 125,433 ตัน เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาผลผลิตลดลง จำนวน 20,396 ตัน คิดเป็นร้อยละ 8.12 โดยผลผลิตจะออกมาปริมาณมากในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้

ในส่วนของแผนบริหารจัดการลำไยในฤดู ปริมาณ 105,257 ตัน แบ่งเป็น 1. บริโภคสด ปริมาณ 37,340 ตัน ร้อยละ 35.48 ได้แก่ บริโภคสดภายในประเทศ จำนวน 7,340 ตัน โดยกระจายผ่าน Modern Trade เช่น Top Super Market, Makro, The mall, Lotus, Big C และ Thailand Post ตลาดภายในจังหวัด กระจายผ่านเครือข่ายสหกรณ์ จัดงานประชาสัมพันธ์ และจำหน่ายสดส่งออกต่างประเทศ โดยล้งส่งออกอีก 30,000 ตัน 2. แปรรูป ปริมาณ 67,917 ตัน ร้อยละ 64.52 ได้แก่ อบแห้งทั้งเปลือก โดยล้งอบแห้ง 55,787 ตัน อบแห้งเนื้อสีทอง โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 8,130 ตัน และน้ำสกัดลำไยเข้มข้น 4,000 ตัน

ด้านโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ ได้ดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จังหวัดลำพูน จำนวน 50 แปลง เป็นแปลงใหญ่ลำไย จำนวน 33 แปลง เกษตรกร 2,181 ราย พื้นที่ 16,343 ไร่ มีเกษตรกรแปลงใหญ่ลำไยที่ผ่านการรับรอง GAP จำนวน 1,070 ราย โดยมีแปลงใหญ่ที่มีการเชื่อมโยงการตลาดร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ e-Market จำนวน 2 แปลง คือ แปลงใหญ่ลำไย ตำบลริมปิง อำเภอเมืองลำพูน และแปลงใหญ่ลำไย ตำบลศรีบัวบาน อำเภอเมืองลำพูน

โดยได้ลงพื้นที่ติดตามแปลงใหญ่ลำไยของ นายชูชาติ รวมไทย ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลำไยคุณภาพ ภายใต้โครงการพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer ณ ศพก. เครือข่าย หมู่ที่ 7 ตำบลริมปิง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และการเชื่อมโยงการตลาดร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สรุปข้อตกลงเบื้องต้น ไปรษณีย์ยินดีร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานแปลงใหญ่ลำไย โดยจัดสรรโควต้าให้แก่กลุ่มฯ ริมปิง จำนวน 200 ตะกร้า ต่อวัน เฉพาะเดือนสิงหาคม ราคาจำหน่ายจะเท่ากับสหกรณ์ประตูป่า มีข้อกำหนดลำไยจะต้องเป็นลำไยสดช่อ AA+A ขนาดลูกสม่ำเสมอ ต้องรมซัลเฟอร์ให้ได้มาตรฐานสีสวย บรรจุตะกร้า 5 กิโลกรัม และไปรษณีย์รับผิดชอบจัดทำสติกเกอร์ให้ ขนส่งลำไย 2 รอบ เช้า-เย็น จ่ายเงินทุกวันศุกร์ ขณะนี้สมาชิกแปลงใหญ่ตำบลริมปิงเตรียมความพร้อมสนใจเข้าร่วม 19 ราย ผลผลิตประมาณ 114,000 กิโลกรัม ตลอดช่วงเดือนสิงหาคม

ต่อจากนั้นเดินทางลงพื้นที่ไปยังกลุ่มวิสาหกิจแปลงใหญ่ศรีบัวบานติดตามการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ลำไยโดยใช้ e-Market และเยี่ยมชมแผนการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ได้แก่ การรับซื้อลำไยสดร่อนคัดเกรดส่งโรงงานอบแห้ง และการจำหน่ายลำไยสดคุณภาพ GAP ทั้งปลีกและออนไลน์ ณ ศพก. ตำบลศรีบัวบาน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน

ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเริ่มการทำสินค้าเกษตรจำหน่ายผ่านไปรษณีย์ ภายใต้ Platform : Thailandpostmart เมื่อปี 2561 เนื่องจากเล็งเห็นว่าไปรษณีย์รู้จักผู้บริโภคในพื้นที่เป็นอย่างดี และการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์จะเป็นแนวโน้ม (Trend) ในอนาคต ผู้ผลิตสินค้าที่จะอยู่ได้ สินค้าเกษตรจะต้องดี มีคุณภาพ เน้นการคัดเกรดสินค้า (Sizing) การทำ packaging ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด และการดำเนินงานแปลงใหญ่ในอนาคตจะต้องเป็นจุดที่มีความทันสมัย เจ้าหน้าที่และเกษตรกรต้องมีความรู้เรื่องการบำรุงรักษาผลผลิต การปรับตัวเรียนรู้เรื่องสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งด้านการตลาด

มะพร้าวน้ำหอม เป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตมาโดยตลอด ปัจจุบัน มะพร้าวน้ำหอม เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 11 แปลง เกษตรกรเข้าร่วม 401 ราย พื้นที่ 5,135 ไร่ จังหวัดที่ดำเนินการ 4 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ซึ่งแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ใช้การตลาดนำการผลิต สามารถจำหน่ายได้ทั้งไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเพิ่มช่องทางตลาดผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งมะพร้าวน้ำหอมก็ยังมีความต้องการสูง

นายพิทักษ์ พึ่งพเดช หนึ่งในเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม จังหวัดสมุทรสาคร เจ้าของ แบรนด์ “เดี่ยว บ้านแพ้ว” เปิดเผยว่า เริ่มแรกครอบครัวปลูกมะพร้าวสำหรับใช้ทำน้ำตาล ต่อมาพ่อแม่อายุมากขึ้น เก็บมะพร้าวไม่ค่อยไหว จึงหันมาทำสวนพุทรา จำนวน 14 ไร่ แต่มองว่าการทำสวนพุทรามีการใช้สารเคมี ซึ่งอาจไม่ดีต่อสุขภาพประกอบกับขณะนั้นได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาอบรมโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ พร้อมกับแนะนำการทำเกษตรปลอดสารเคมี

จึงคิดว่าผลผลิตทางการเกษตรตัวไหนที่ไม่ใช้สารเคมีและคำตอบที่ได้ก็คือ “มะพร้าวน้ำหอม” นั่นเอง จึงได้แบ่งพื้นที่มาปลูกมะพร้าวน้ำหอมบนพื้นที่ 7 ไร่ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา โดยนำมะพร้าวน้ำหอมลงปลูกล้อมต้นพุทราหลังจากปลูกไปประมาณ 3 ปี มะพร้าวเริ่มโตจนเบียดต้นพุทรา จึงตัดต้นพุทราทิ้งทั้งหมด และปัจจุบันยังได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการวางแผนการผลิตและการทำตลาดร่วมกัน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

สำหรับพันธุ์ที่ปลูกเป็นมะพร้าวพันธุ์ก้นจีบ ซึ่งจะให้ผลขนาดใหญ่และมีน้ำเยอะ โดยในการปลูกถ้าเป็นหน้าฝนจะปล่อยตามธรรมชาติ แต่หากเป็นหน้าแล้งก็จะมีการรดน้ำทุก 3 วัน อย่างไรก็ตาม แม้มะพร้าวพันธุ์ก้นจีบจะเป็นสายพันธุ์ที่ดีแต่ก็ต้องอยู่กับพื้นที่ปลูกด้วย อย่างเช่น บ้านแพ้ว ที่มีดินลักษณะพิเศษจึงช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีรสชาติดี ส่วนการดูแลที่สวนแห่งนี้จะเน้นให้ธรรมชาติดูแลกันเอง โดยจะใช้แตนเบียนเป็นตัวทำลายศัตรูพืช จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี นอกจากนี้แม้มะพร้าวจะมีต้นที่สูงแต่แมลงพวกนี้ก็จะทำหน้าที่ดูแลแทนเราได้ ส่วนต้นหญ้าก็จะปล่อยให้มีการขึ้นคลุมดินบ้างและจะตัดเมื่อยาวเกินไปซึ่งหญ้าเหล่านี้ก็จะเป็นอินทรียวัตถุสร้างประโยชน์ให้กับดินและกักเก็บความชุ่มชื้นตลอดเวลา หลังจากได้ผลผลิตนำออกจำหน่ายแล้ว ผู้บริโภคเกิดความชื่นชอบมะพร้าวน้ำหอม เนื่องด้วยมีรสชาติหอม หวาน อร่อยกำลังดี

ปัจจุบัน สามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่า 20,000 ลูก/รอบ โดยวางแผนร่วมกับกลุ่มสมาชิกแปลงใหญ่ ทำตลาดเองทั้งหมด ไม่ส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งบริหารจัดการให้เป็นระบบ มีการต่อยอดนำผลผลิตจากสวนมาแปรรูปเป็นน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม เน้นเรื่องการทำตลาด โดยนำสื่อออนไลน์เข้ามาประยุกต์ใช้ให้ทันสมัย มีการนำเสนอแบบเล่าเรื่องราวภายในสวนผ่านสื่อออนไลน์ ลูกค้าที่เล่นสื่อออนไลน์ ก็จะเห็นว่าเราเป็นเกษตรกร เราไม่ใช้พ่อค้า ทำให้หลายคนเปิดใจที่จะเข้ามาสอบถามมากขึ้น โดยที่เราสามารถให้คำแนะนำเขาได้ มีต้นแบบให้เขาดู จึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่าผลผลิตที่เขาซื้อไปนั้น มาจากเกษตรกรโดยแท้จริง มั่นในในคุณภาพของผลผลิต ทำให้เราขายผลผลิตได้โดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซื้อผลผลิตจากเราในราคาที่ไม่แพงเกินไปและคุณภาพที่ดีด้วย

นายพิทักษ์ ยังบอกอีกว่า ตลาดของมะพร้าวน้ำหอมยังเติบโตได้อีก เพราะเป็นไม้ผลที่ไม่ใช้สารเคมี และน้ำมะพร้าวมีประโยชน์ต่อร่างกาย สิ่งที่ชี้วัดถึงความมั่นคงของตลาดมะพร้าวน้ำหอมนั่น คือ ยังต้องตัดผลผลิตผลสดส่งให้ห้างสรรพสินค้าอยู่เป็นประจำ ทั้งผลสด น้ำมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว 100% ในรูปแบบที่พร้อมดื่มในขวดใส และ มะพร้าวพร้อมรับประทาน ขูดน้ำเนื้อใส่แก้วซีลฝาอย่างดี เมื่อออกงานอีเว้นต์แต่ละครั้ง ลูกค้าเข้าคิวยาวเหยียด ซึ่งได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่อย่างมาก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะดวกต่อการดื่มและรับประทาน นอกนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอมทั้งหมด ทั้งน้ำตาลมะพร้าว มะพร้าวแก้ว และต้นพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะออกร้านจำหน่ายตามงานต่าง ๆ แล้วยังมีการจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ในเฟซบุ๊กอีกด้วย

นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรแปลงใหญ่ ที่เกษตรกรผู้ผลิตเดิม ต้องการที่จะเป็นผู้กำหนดราคา จึงรวมกลุ่ม ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ บริหารจัดการร่วมกัน จนวันนี้ สามารถส่งผลผลิตให้กับลูกค้าได้ เป็นพันๆ ลูกต่อวัน ผ่านช่องทางตลาดที่หลากหลาย พร้อมต่อยอดพัฒนาผลผลิตและผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้าไปสู่ตลาดโลกได้

ชื่ออื่น คงเจี้ยงจี้ ผมผา ส้มชื่น ฮางคาวน้ำ ฮางคาวบ้าน ตะไคร้น้ำ ทิสีปุตอ ว่านน้ำ ว่านน้ำเล็ก ฮางคาวผา Mytle Grass, Sweet Flag

ลักษณะทั่วไปไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ลักษณะเป็นแท่งค่อนข้างแบน มีใบแข็งตั้งตรง รูปร่างแบนเรียวยาว ปลายใบแหลม แตกใบเรียงสลับซ้ายขวาเป็นแผง ใบค่อนข้างฉ่ำน้ำ ดอกมีสีเขียว มีขนาดเล็ก ออกเป็นช่อมีจำนวนมากอัดกันแน่นเป็นแท่งรูปทรงกระบอก มีก้านช่อดอกลักษณะคล้ายใบ ทั้งใบ เหง้า และราก มีกลิ่นหอมฉุน ชอบขึ้นตามที่น้ำขัง หรือที่ชื้นแฉะ

ว่านน้ำ สมุนไพรฤทธิ์ร้อน ไล่ยุง

ว่านน้ำ เป็นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่มีการใช้มาอย่างยาวนานตั้งแต่โบราณโดยชาวจีนและชาวอินเดีย และได้แพร่กระจายไปสู่ประเทศต่างๆ จากเดินทางมีบันทึกของนักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลีย ได้นำว่านน้ำไปปลูกเพื่อใช้น้ำมันหอมระเหยของว่านน้ำในการปกปิดกลิ่นของร่างกายเสมือนการใช้น้ำหอม อีกทั้งยังใช้กันยุงและไล่แมลงที่เกิดจากสุขาภิบาลที่ไม่ดี

และมีบันทึกเกี่ยวกับการใช้ว่านน้ำแห้งในตำรับยาของอเมริกาอีกด้วย ชาวพื้นเมืองอินเดียและศรีลังกา ใช้เหง้าทำแห้งและป่นเป็นผงใช้เป็นสารป้องกันกำจัดแมลง โดยผสมกับข้าวสารเพื่อป้องกันมอดและผีเสื้อข้าวสาร ใส่ในตู้เสื้อผ้าป้องกันตัวกินผ้า และใช้โรยในที่พักเพื่อป้องกันหมัด สารสกัดจากเหง้าของพืชชนิดนี้เป็นพิษต่อแมลงหลายชนิด อันได้แก่ แมลงวัน ยุง ด้วงขนสัตว์ ตลอดจนตัวมอดที่กินเมล็ดพืชต่างๆ น้ำมันสกัดจากเหง้าเมื่อผสมกับน้ำมันขิง หรือน้ำมันอื่นๆ สามารถป้องกันยุงได้เทียบเท่ากับสารสังเคราะห์ dimethyl phathallate

สารออกฤทธิ์ป้องกันแมลง ที่ปรากฏได้ในน้ำมันสารสกัดจากเหง้าคือ asarpmes ซึ่งมีอยู่ประมาณ 82% อย่างไรก็ตาม asarones เป็นสารพิษที่ก่อมะเร็งกับคนได้ แต่เนื่องจากสายพันธุ์ว่านน้ำของสหรัฐอเมริกาปลอดจากสารชนิดนี้ ว่านน้ำสายพันธุ์เอเชีย จึงถือกันว่าเป็นพืชมีพิษ จากการศึกษาพบว่า เหง้าว่านน้ำสามารถนำมาใช้ไล่ยุงและแมลง ทำลายไข่ของตัวอ่อนของแมลง รบกวนการกินอาหารของแมลง และยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง ยับยั้งการกระตุ้นต่อมเพศของแมลงและทำให้แมลงเป็นหมัน มีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราโรคพืช ส่วนราก ใช้เป็นยาเบื่อแมลงต่างๆ เช่น แมลงวัน

ยาแก้ท้องอืด ปวดท้อง ใช้ส่วนเหง้าฝน หรือต้มดื่ม, เคี้ยวกิน

ยาห้ามเลือด ขยี้เหง้าทาห้ามเลือด บาดแผลที่เลือดออกมาก

ยาแก้เหน็บชา ปวดเมื่อย ปวดตามมือ ใช้ส่วนเหง้าต้มน้ำอาบ, ต้มดื่มยาแก้ปวดฟัน ใช้เหง้าว่านน้ำ เทียนขาว ยอดพุทรา 3 ใบ น้ำมะนาว ทั้งหมดผสมกัน ต้มให้สุกแล้วเอาสำลีชุบอุดตรงที่ปวดฟัน

ยาแก้หวัด นำใบมาขยำกับน้ำผสมให้เด็กอาบ

การใช้กันยุงและฆ่าปลวก

ยากันยุง ใช้เหง้าสดนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกผสมกับน้ำ ในอัตราส่วน 1 : 1 แล้วกรองเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำมาใช้ทาผิวหนัง

ยาฆ่าปลวก ใช้เหง้าแห้งบดให้เป็นผง ใช้โรยรอบๆ ต้นไม้ที่ปลูก เพื่อกำจัดปลวกผิวดินและป้องกันต้นไม้

ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร หรือถ้าหากต้องการความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของการใช้สมุนไพร ไปพบกันได้ที่ งาน “Healthcare เรียนรู้ สู้โรค 2019” วันที่ 27 – 30 มิถุนายน 2562 ที่ Hall 5 อิมแพคเมืองทองธานี

อินทผลัม เป็นไม้ผลเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นพันธุ์พืชใหม่ของคนไทย จึงจำเป็นต้องใช้เวลาศึกษาเรียนรู้เพื่อเข้าใจธรรมชาติของไม้ผลชนิดนี้อย่างเหมาะสม

ในฉบับนี้ ผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยมชม บ้านสวนอำพันธ์ ของ คุณชัยอารีย์ วงศ์หาญ ประธานชมรมศูนย์ส่งเสริมปลูกอินทผลัม ภาคกลาง ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายมุสลิม ที่รู้จักคุ้นเคยกับการบริโภคอินทผลัมมาตลอดชีวิต เขามีโอกาสไปทำงานที่อิสราเอล 3 ปี ก็ได้เรียนรู้เรื่องอินทผลัมมากขึ้น เมื่อกลับมาเมืองไทยจึงลงทุนปลูกอินทผลัมที่บ้านเกิดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาประมาณ 10 ปีแล้ว

บ้านสวนอำพันธ์

ทุกวันนี้ บ้านสวนอำพันธ์ อินทผลัม อยุธยา จำหน่ายต้นพันธุ์อินทผลัมสายพันธุ์ชั้นนำของโลก โดยนำเข้าอินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อจากแล็บอังกฤษ DPD LTD.U.K. และ UAE. กว่า 20 สายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์ คาลาส (khalas) อัจวาห์ (Ajwah) ชิชี (Shishi) คอนัยซี่ (Khonaizi) บาร์ฮี (Barhi) พันธุ์ซัคลูล (Zaghloul) พันธุ์อาเหม็ด ดาฮาน (Ahmed dahan) พันธุ์โจซี่ (Jozi) พันธุ์ซุกการี พันธุ์มูซาฟาตี พันธุ์ซันตาน่า พันธุ์ซักห์ลูล พันธุ์ลูลู่ พันธุ์จาวิส เป็นต้น

“สายพันธุ์กลุ่มผลสด อีกสายพันธุ์หนึ่งที่น่าสนใจ เช่น พันธุ์นาวาเดอร์ (Nawader) หรือพันธุ์ซุปเปอร์คาลาส (Super Khalas) สายพันธุ์ชั้นนำ และถูกพัฒนาพันธุ์ขึ้นมาจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE.) และอีกหลายสายพันธุ์ชั้นนำจากประเทศบาห์เรน (Bahrain) เช่น พันธุ์กาซาอิ๊ฟ อัล อัสฟูร์ (Khasaif Al asfoor) และอีกหลากหลายสายพันธุ์ ที่ขอแนะนำ เช่น บาร์ฮีแดง บาร์ฮีบิ๊ก อัม เอ็ด ดาฮาน (Um ad dahan) ซักห์ลูล (Zughlou) เป็นต้น” คุณชัยอารีย์ กล่าว

อินทผลัมทุกๆ สายพันธุ์ ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการผลิตจากแล็บ จนถึงในสภาพนำมาเลี้ยง อนุบาลลงในแคปซูล เพาะเลี้ยงต่อในโรงเรือน ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี อินทผลัมที่เกิดจากการเพาะเนื้อเยื่อราคาจำหน่ายโดยทั่วไปประมาณ 1,000-1,400 บาท ต่อต้น ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และจำนวนที่ต้องการ ทั้งนี้ต้นอินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อ ปลูกจากแคปซูล ใช้เวลาดูแลประมาณ 3 ปี ก็เริ่มติดผลให้เห็นแล้ว

ชมรมศูนย์ส่งเสริมปลูกอินทผลัม ภาคกลาง

คุณชัยอารีย์ ต้องการเผยแพร่ความรู้เรื่องการปลูกดูแลอินทผลัมให้กับผู้สนใจทั่วไป จึงก่อตั้งชมรมศูนย์ส่งเสริมปลูกอินทผลัม ภาคกลาง ได้ติดตามความก้าวหน้าและผลความสำเร็จของสมาชิก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปลูกดูแล และแนะแนวทางแก้ไขให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม และไม้ผลเศรษฐกิจตัวใหม่ๆ ด้วยความเต็มใจในพันธสัญญา ว่าเราจะคอยช่วยเหลือกันตลอดไป และคุณชัยอารีย์เปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องอินทผลัม 2 แห่ง คือ บ้านสวนอำพันธ์ สาขาอำเภอผักไห่ และสาขาอำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้สนใจแวะเข้ามาศึกษาและขอความรู้ได้ทั้ง 2 แห่ง

บ้านสวนอำพันธ์ สาขาแรก ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอยุธยา อยู่ด้านหลังอยุธยาปาร์ค เส้นวัดใหญ่-วัดพนัญเชิง ซอยไอยรา (1/15) เข้าไป 100 เมตร ซอยติดทางรถไฟ สาขาแห่งที่สอง เปิดเป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ และส่งเสริมปลูกอินทผลัม เนื้อที่กว้างขวางถึง 10 ไร่ อยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ตำบลคลองพระยาบันลือ อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่นี่เปิดเป็นที่พักสำหรับแขกทั่วไป ทั้งชาวไทยและต่างชาติ บรรยากาศห้อมล้อมไปด้วยสภาพพื้นที่ทุ่งนาโดยรอบ บ้านสวนอำพันธ์ สาขา 2 เดินทางไปไม่ยาก ตั้งอยู่ใกล้กับวัดเจดีย์หอย อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เขตติดต่อกับอำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห่างกัน 5-6 กิโลเมตร แปลงปลูกแห่งนี้ได้ทดลองปลูกอินทผลัมบนพื้นที่แปลงนาข้าว โดยปรับยกร่องระบายน้ำ สูงจากพื้นนาเดิม 30-40 เซนติเมตร

บรรยากาศภายในศูนย์แห่งนี้ เน้นศึกษาทดลองวิจัยเรื่องการเพาะขยายสายพันธุ์อินทผลัม กว่า 30 สายพันธุ์ ทั้งในรูปแบบเพาะขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด การเพาะขยายพันธุ์ด้วยหน่อพันธุ์ และเพาะขยายพันธุ์ด้วยเนื้อเยื่อ ที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีต้นอินทผลัมอายุ 3-4 ปี กว่า 30 สายพันธุ์ หากใครสนใจเข้าเยี่ยมชม ศึกษาดูงานภายในศูนย์ กรุณาแจ้งความประสงค์ล่วงหน้าได้ที่ คุณชัยอารีย์ วงศ์หาญ (ประธานชมรม) โทร./ID.line (082) 198-2255

อินทผลัมทุกสายพันธุ์ สามารถปลูกให้เจริญเติบโต ติดผลได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะนำเข้า ต้นกล้าจากเมล็ด เนื้อเยื่อ และหน่อพันธุ์จากต่างประเทศ จากการศึกษาของคุณชัยอารีย์ พบว่า ต้นอินทผลัมชอบดินท้องนาภาคกลาง เพราะหน้าดินดำ หรือดินร่วนปนเหนียว อินทรียวัตถุค่อนข้างสูง ขุดหน้าดินขึ้นมาถม ระดับลึกประมาณ 40-50 เซนติเมตร สภาพดินเป็นกลางค่อนข้างกรดเล็กน้อย ก่อนปลูกปรับค่า pH โดยใช้โดโลไมท์ หรือกรดซิลิคอน

เนื่องจากหน้าดินดำพื้นนาเดิมในพื้นที่ภาคกลางส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์มาก เพื่อรักษาหน้าดิน และระบบนิเวศ โดยไม่ใช้ยากำจัดวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชบริเวณรอบทรงพุ่ม และไม่ควรมีไม้ใหญ่บดบัง เพื่อให้ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน

การปลูกอินทผลัม ทั่วไปนิยมให้ปุ๋ยทางดินโดยใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ ทุกครั้ง และให้อาหารเสริมทางใบ หลักสำคัญคือ องค์ประกอบและปัจจัยถูกต้องเหมาะสม เช่น การให้ปุ๋ยและน้ำ การผสมเกสร แสงแดด อุณหภูมิ เป็นต้น

โดยทั่วไป ต้นอินทผลัมมักเกิดโรคเชื้อรา ใบจุดสีน้ำตาล อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวหรือสภาพอากาศแปรปรวน น้ำค้างแรงกลางคืน ตกกลางวันร้อนอบอ้าว โรคจะระบาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การดูแลควรใช้ยาป้องกันโรคเชื้อรา เช่น แมนโคเซบ แค็ปแทน ฉีดพ่นทั่วทรงพุ่ม ห่างกันทุกๆ 7-10 วัน ต่อครั้ง จนกว่าอาการระบาดจะลดลง