ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของนโยบายนี้โดยภาพรวมเป็นอย่างไรบ้าง

ที่ผ่านมาได้เห็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลตอบแทนสุทธิของพืชแต่ละชนิดของรัฐบาล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการปลูกข้าวนาปรัง ขณะเดียวกันก็มีความเห็นต่างเรื่อง ข้อมูลที่รัฐบาลนำมาใช้วิเคราะห์ แม้ว่าการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลตอบแทนสุทธิที่ได้จากข้าวนาปรังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยตรงจะช่วยในการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจจะเกิดการผิดพลาดได้ เนื่องจากไม่ได้ คำนึงถึงดุลยภาพตลาดที่จะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากมีนโยบาย

บทความนี้ได้เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์โดยคำนึงถึงดุลยภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม หลังจากมีนโยบายโดยใช้แบบจำลองภาคเกษตรของประเทศไทย (THAI Agricultural Sector Model) ซึ่งเป็น แบบจำลองคณิตศาสตร์เชิงพื้นที่ที่คำนวณราคาและการจัดสรรทรัพยากร (Price Endogenous Spaitial Equilibrium Optimization Model) โดยใช้อุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตร 5 ชนิด ครอบคลุม 77 จังหวัด โดยมีสมการเป้าหมายคือ การแสวงหาสวัสดิการสังคมโดยรวมสูงที่สุด (Welfare Maximization)

ข้อมูลในแบบจำลองได้ถูกรวบรวมจากหลายแหล่ง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ 1) แผนที่ความเหมาะสมของพื้นที่เพาะปลูกจากกรมพัฒนาที่ดิน; 2) ผลผลิตต่อไร่ พื้นที่เพาะปลูก และปริมาณผลผลิต จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสำมะโนเกษตร; 3) ต้นทุนการผลิตรายจังหวัดประมาณจากแบบสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร; 4) ปริมาณความต้องการใช้น้ำของพืชแต่ละชนิด จากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร; 5) พื้นที่เขตชลประทาน จากกรมชลประทาน

ผลการศึกษา พบว่า ควรมีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรัง 1,845,710 ไร่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนต่อกิโลกรัมที่สูงกว่าข้าวนาปรัง (ภาพที่ 1) หากทำได้จริงนโยบายนี้คาดว่าจะทำให้สวัสดิการโดยรวมของสังคมเพิ่มขึ้น +17,624 ล้านบาทต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ภาครัฐ อุดหนุนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ประกันภัยพืชผลและอื่นๆ นับว่ามีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์สูง หากรัฐบาลต้องการเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวโพดหลังนาจากปัจจุบันที่มีเพียงประมาณเกือบ 1 ล้านไร่ ก็ยังสามารถทำได้โดยเพิ่มแรงจูงใจเพื่อดึงดูดให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากขึ้น

ผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รัฐบาลใช้เป็นไปได้หรือไม่

อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยคือ ตัวเลขผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รัฐบาลใช้ (1,003 กิโลกรัม/ไร่) เป็นไปได้หรือไม่ เพราะถ้าดูจากข้อมูลในอดีตจะพบว่าตัวเลขค่อนข้างสูงจากที่มีการรายงานโดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมื่อรวบรวมข้อมูลระดับครัวเรือนจากแบบสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคม ครัวเรือนและแรงงานเกษตร พบว่า ตัวเลขที่รัฐบาลใช้มีความเป็นไปได้สูงเมื่อลองคำนวณการกระจายตัวของผลผลิตต่อไร่รายครัวเรือนทั่วประเทศประกอบกับการคำนวณหาผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ในเดือนที่เกษตรกรรายงาน ว่ามีปริมาณขายสูงสุด โดยผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยในเดือนมีนาคมมีค่าสูงที่สุด ขณะที่เดือนอื่นๆ ในช่วงฤดูแล้งก็มีผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยสูงกว่า 950 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยระหว่างช่วงเดือนกุมภาพันธ์- พฤษภาคม ผลผลิตต่อไร่ เฉลี่ยจะมีค่าเท่ากับ 1,014 กิโลกรัม ต่อไร่ นอกจากนั้น การลงพื้นที่ภาคสนามในจังหวัดเพชรบูรณ์เมื่อต้นปีนี้ พบว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหลังนาส่วนใหญ่สามารถได้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 1,000 กิโลกรัม/ไร่ บางหลายสามารถทำได้สูงถึง 1,700 กิโลกรัม/ไร่ ที่ความชื้น 14.5%

แล้วเกษตรกรจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่ หากหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนข้าวนาปรัง คำตอบคือ มีความเป็นไปได้สูงที่เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนการปลูกข้าวนาปรัง โดยสามารถยกตัวอย่างให้เห็นในสถานการณ์ต่างๆ เช่น กรณีที่ทำได้ตามนโยบายการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ย่อมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการปลูกข้าวนาปรังมาก กรณีถัดไปหากสมมติให้ราคาข้าวโพดลดลงเหลือ 7.50 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ผลผลิตและราคาข้าวนาปรังสูงขึ้นเป็น 783 กิโลกรัมต่อไร่ (คำนวณจากสำมะโนเกษตร ปี 2556) และ 8 บาท ต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปได้สูงเช่นกันเพราะปลูกในพื้นที่ชลประทานที่มีความเหมาะสม และกรณีเลวร้ายคือ ผลผลิตต่อไร่และราคาข้าวโพดลดลงเหลือ 800 กิโลกรัม ต่อไร่ และ 7.50 บาท ต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ขณะที่ผลผลิตต่อไร่และราคาข้าวนาปรังสูงขึ้นเป็น 783 กิโลกรัม ต่อไร่ และ 8 บาท ต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ซึ่งทุกกรณีพบว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการปลูกข้าวนาปรัง

จะมีน้ำเพียงพอในการปลูกและราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะลดลงหรือไม่?

เรื่องขาดแคลนน้ำคงไม่น่าเป็นห่วงมากสำหรับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรัง เพราะการปลูกข้าวใช้น้ำเยอะกว่าการปลูกข้าวโพดมาก ซึ่งนโยบายดังกล่าวน่าจะช่วยทำให้ประหยัดน้ำได้ สำหรับราคาตลาดก็น่าจะอยู่ในทิศทางขาขึ้นและมีทิศทางขาลงที่จำกัด เนื่องจากประเทศผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแถบอเมริกาใต้และล่าสุดคือ ออสเตรเลียฝั่งตะวันออกประสบกับภัยแล้งทำให้ผลผลิตข้าวโพดลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก

แล้วอะไรคือสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด ที่รัฐบาลควรเข้าไปช่วยจัดการ?

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ราคาจริงที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้รับ มีแนวโน้มต่ำกว่าราคารับซื้อหน้าโรงงานมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงปัจจุบัน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเกือบ 7 ปี ที่ผ่านมาติดต่อกันเกือบ 2 ปี ซึ่งนับว่าไม่ปกติ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกอาจมาจากคุณภาพของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรผลิตได้ต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะเป็นไปได้น้อย และปัจจัยที่สอง อำนาจตลาดที่สูงขึ้นของผู้รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรซึ่งมี 2 กลุ่ม คือ พ่อค้าพืชไร่และผู้ผลิตอาหารสัตว์ ทำให้สามารถกดราคารับซื้อให้อยู่ในระดับต่ำได้ ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มาก

เมื่อพิจารณาทั้ง 2 ปัจจัย ควบคู่กันและผลักดันให้เกษตรกรมีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและได้รับราคาขายที่ยุติธรรม คงมี 2 สิ่งที่รัฐบาลคงต้องทำควบคู่กัน ได้แก่

1) รัฐบาลคงต้องช่วยเพิ่มความรู้ให้กับเกษตรกรในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเกษตรกรมือใหม่ที่เดิมปลูกข้าวนาปรังและไม่เคยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เลย ซึ่งอาจประสานกับสถาบันการศึกษาที่เชี่ยวชาญด้านเกษตรทั่วประเทศและภาคเอกชนในการเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกร อย่างไรก็ตาม การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงฤดูแล้งทดแทนการปลูกข้าวนาปรังน่าจะทำให้คุณภาพดีขึ้นจากค่าความชื้นที่ลดลง และการปลูกแบบแปลงใหญ่ที่มีการนำเครื่องจักรกลสมัยใหญ่มาใช้และ

2) รัฐบาลคงต้องเพิ่มการดูแลการรับซื้อในราคาที่ยุติธรรมของทั้งพ่อค้าพืชไร่และผู้ผลิตอาหารสัตว์ การปลูกในรูปแบบแปลงใหญ่น่าจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากพ่อค้าพืชไร่ได้ แต่สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีการรวมกลุ่มคงต้องช่วยหาทางแก้ปัญหาให้ เพราะไม่สามารถนำไปขายให้กับโรงงานได้โดยตรง ในส่วนของผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่รัฐบาลได้ขอความร่วมมือไว้คงต้องประสานเรื่องการคัดคุณภาพและกำหนดราคาที่เป็นธรรมกับเกษตรกรหรืออาจจะมีหน่วยงานกลางที่ช่วยตรวจสอบมาตรฐานข้าวโพด หากรัฐบาลสามารถช่วยแก้ปัญหาทั้งสองได้ งานนี้เกษตรกรคงมีรายได้เพิ่มและหนี้สินลดลงอย่างแน่นอน

ความฝันของคนเราทุกวันนี้คือ การมีเงินทองร่ำรวยและตำแหน่งชื่อเสียงเกียรติยศ แต่สุขภาพร่างกายเป็นสิ่งรองลงไป จะได้จากการที่เราวิ่งเต้นไขว่คว้าในเงินและชื่อเสียงแทบล้มประดาตาย โดยไม่เคยห่วงใยสุขภาพของตัวเอง ซึ่งเราคิดว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต พอผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง เราต้องเอาเงินที่สะสมมาชั่วชีวิตไปรักษาสุขภาพซึ่งได้บ้างไม่ได้บ้าง

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปทุกวัน เป็นอาหารที่ทำมาจากวัตถุดิบและเทคโนโลยีที่มุ่งแต่ความอร่อย สวยงามและรวดเร็ว จากกระบวนการผลิตที่พึ่งแต่สารเคมีสังเคราะห์ ทำให้สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ สะสมเข้าไปในร่างกาย ก่อผลร้ายต่อสุขภาพในตอนหลังอย่างช้าหรือเร็วขึ้นกับปริมาณที่สะสมเข้าไป จนร่างกายไม่สามารถขจัดพิษภัยจากสารเคมีเหล่านี้ได้อีกต่อไป

สำหรับคนอายุ 35 ปีขึ้นไป เราได้รับคำเตือนให้หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่ เพราะปัญหาระบบการย่อยและพิษภัยจากสารเคมีในกระบวนการเลี้ยง คนส่วนหนึ่งก็พยายามหลีกเลี่ยงไปรับประทานผัก แต่เหมือนหนีเสือปะจระเข้ เพราะในผักก็มีสารพิษสารพัดชนิดเช่นกัน สำหรับคนเมืองหลีกเลี่ยงยากที่จะมีผักปลอดภัยมาบริโภค

ความฝันของการมีชีวิตอยู่ในไร่ในสวนมีโอกาสได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์และมีพืชผักปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือนเป็นความฝันของคนเมืองโดยแท้ แต่จะมีใครสักกี่คนที่มีโอกาสไปถึงฝันนั้น แต่ คุณอุกฤษณ์ (ณัฐ) และ คุณพุธิตา (หม่อน) อภิวัฒนานนท์ แห่งสวนตงศิริฟาร์ม ฝันและไปถึงจุดหมายนั้นด้วยความมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อ

คุณณัฐ มาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะดี จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ ทำงานเกี่ยวกับธุรกิจโกลด์ฟิวเจอร์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำ จากการทำงานได้ระยะหนึ่งพบว่าไม่ใช่ตัวของตัวเอง ที่บางครั้งต้องหลีกเลี่ยงการพูดความจริง จึงลาออกไปเรียนภาษาจีนที่เมืองจีน ประมาณ 1 ปี หลังจากนั้น กลับมาเมืองไทยได้มีโอกาสทำงานในโครงการพืชสวนโลกที่เชียงใหม่ จึงพบว่าการเกษตรเป็นพื้นฐานของคนไทย จึงคิดจะทำการเกษตร โดยเข้าเรียนต่อจนจบปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์เกษตร ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ระหว่างการศึกษาอยู่ ได้ซื้อที่ดิน จำนวน 30 ไร่ ที่ตำบลทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อทำตามความฝัน ในปี พ.ศ. 2557 เริ่มต้นจากการปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ จำนวน 10 ไร่ โดยยังใช้ปุ๋ยเคมีอยู่แต่จะหลีกเลี่ยงสารเคมีกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช แต่นารอบๆ ข้างเป็นนาเคมีอยู่ ได้ผลผลิตทีแรกๆ ก็แจกพี่น้องเพื่อนฝูง

รูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่

ปัจจุบัน นาที่ทำจะมี 8 ไร่ จากจำนวน 30 ไร่ โดยแบ่งครึ่งหนึ่งปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ อีกครึ่งหนึ่งปลูกข้าวหอมมะลิ ข้าวของที่นี่จะปลูกเพียงฤดูเดียวเป็นนาปีเท่านั้น เนื่องจากมีปัญหาเรื่องน้ำไม่เพียงพอในฤดูแล้ง

ในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวจะปลูกพืชระยะสั้นในแปลงนาแทน การทำนาในปัจจุบันจะใช้ระบบการเกษตรแบบอินทรีย์เข้ามาเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเมื่อหลังเกี่ยวข้าวแล้ว จะเอารถไถย่ำซังข้าวแล้วปล่อยน้ำให้ท่วมเพื่อหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ บางปีก็ปลูกปอเทืองเพื่อบำรุงดิน แต่ทุกปีก็จะเอามูลไก่ในเล้าที่เลี้ยงไว้มาหว่านเพื่อเพิ่มธาตุอินทรียวัตถุในแปลงนา การปลูกข้าวของที่นี่สำหรับข้าวไรซ์เบอร์รี่จะให้ผลผลิต 600 กิโลกรัม ต่อไร่ ส่วนข้าวหอมมะลิ จะให้ผลผลิต 500-550 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งบางปีไม่เพียงพอที่จะจำหน่ายให้ลูกค้าได้ตลอดทั้งปี

กันพื้นที่เก็บน้ำเพื่อใช้ในยามขาดแคลน

พื้นที่ส่วนหนึ่งของสวนได้ถูกกันไว้เป็นบ่อน้ำและร่องสวนเพื่อใช้ในฤดูแล้ง บางบ่อจะเลี้ยงปลาโดยมีเล้าไก่ไข่อยู่ข้างบน เพื่อให้ปลากินมูลไก่ ก่อนหน้านี้ตอนเลี้ยงปลา ทางฟาร์มได้ซื้อเศษไก่จากโรงงานมาเป็นอาหารปลา ปลาเจริญเติบโตได้ดี แต่ไม่คุ้มกับต้นทุนค่าอาหาร แต่การเลี้ยงไก่บนบ่อปลาทำให้ประหยัดต้นทุนในแต่ละปีที่จับปลา ถือเป็นเงินโบนัสสำหรับฟาร์ม เพราะมีต้นทุนเฉพาะค่าพันธุ์ปลา แต่ค่าอาหารไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ปลาที่จะจับแต่ละปีเมื่อก่อนพึ่งพ่อค้ามาจับ แต่ปัญหาเยอะมาก ปัจจุบัน จึงจับกันเอง ส่งแพปลาที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก

เริ่มทดลองเลี้ยงไก่ จำนวน 200 ตัว ก่อน โดยใช้อาหารที่ทำขึ้นเอง วัตถุดิบหลักคือ ข้าวโพด รำข้าว กากถั่วเหลือง คลุกกับน้ำมันถั่วเหลือง เป็นอาหารหลัก ให้วันละ 2 เวลา ส่วนอาหารเสริมคือ หยวกกล้วยหั่นละเอียด หมักกับกากน้ำตาลอย่างน้อย 3 วัน หลังจากนั้น ก็ใส่ตะไคร้สับและเตยหอมหั่น คลุกเคล้าให้เข้ากันนับเป็นอาหารว่าง วันละ 1 เวลา ในปัจจุบันที่ฟาร์มมีไก่อยู่ 1,500 ตัว เปอร์เซ็นต์ไข่ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ จำนวนไข่วันละประมาณ 800-900 ฟอง ไก่ไข่ของฟาร์มเลี้ยงในพื้นที่กว้าง แบบปล่อยลาน ไม่ได้ขังกรงตับแบบการเลี้ยงไก่ไข่ระบบอุตสาหกรรม ทำให้ไก่มีอิสระในการเคลื่อนไหวไม่ถูกจำกัด สามารถดำรงชีวิตเหมือนในธรรมชาติ ทำให้ไก่ไม่เครียด อัตราการตายน้อย ไข่ได้ระยะเวลานานกว่าปกติ การเก็บไข่ก็จะเก็บวันละ 2 รอบ คือตอน 11 โมง และบ่าย 3 โมง ไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงจะซื้อไก่สาวซึ่งพร้อมจะไข่มาเลี้ยง จะทำให้ย่นระยะเวลาในการเลี้ยง

ส่วนเป็ดที่ฟาร์มจะมีประมาณ 100 ตัว เลี้ยงในเล้า แต่จะปล่อยให้ว่ายน้ำเล่นตามร่องสวนตามพฤติกรรมธรรมชาติของเป็ด ไข่เป็ดส่วนหนึ่งจะนำมาทำเป็นไข่เค็ม อาหารที่ให้จะเป็นเศษเส้นก๋วยเตี๋ยวและเศษผักที่ปลูกในฟาร์ม ไข่เป็ดจะได้วันละประมาณ 60 ฟอง ทั้งไข่ไก่และไข่เป็ดจะส่งขายในพื้นที่กรุงเทพฯ ตามร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านอาหารสุขภาพ และส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกที่ใช้บริโภคในครัวเรือน ส่วนไข่ไม่ได้ขนาดจะนำมาขายราคาถูกหน้าฟาร์ม

พืชผักของตงศิริฟาร์มเน้นที่ชุดพืชผักสวนครัว เช่น ชะอม ถั่วฝักยาว โหระพา กะเพรา ผักชี เตยหอม ถั่วพู มะนาวแป้น พริกขี้หนู มะเขือเปราะ ตะไคร้ มะเขือพวง แมงลัก ผักสลัด เป็นต้น พืชผักเหล่านี้ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดโรคพืช สารกำจัดศัตรูพืช ในการปลูกแต่ละครั้งทางฟาร์มจะวางแผนการปลูกเพื่อให้ลูกค้ามีผักรับประทานอย่างสม่ำเสมอ

ส่งผักทุกวันอังคารและศุกร์

ช่องทางการจำหน่ายของตงศิริฟาร์ม จะใช้ช่องทางสื่อออนไลน์ ลูกค้าเริ่มแรกจะสื่อสารทางไลน์ ต่อมาเปิดเพจในเฟซบุ๊กทำให้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก โดยทางฟาร์มจะแจ้งรายการพืชผักที่จำหน่ายในทุกวันเสาร์ เพื่อให้ลูกค้าทราบรายละเอียดทั้งหมด และรับจองผักที่ต้องการ แล้วจะจัดส่งโดยรถจัดส่งจากฟาร์มที่จังหวัดสุพรรณบุรีเข้ากรุงเทพฯ ในตอนเช้า ลูกค้าที่นอกจากเป็นร้านอาหาร ร้านค้าสุขภาพแล้วจะมีลูกค้ากลุ่มที่นำไปประกอบอาหารบริโภคเองด้วย ส่วนหนึ่งส่งตรงที่สถานที่ทำงานต่างๆ ซึ่งจะเป็นพนักงานออฟฟิศ อายุระหว่าง 30-40 ปี อีกส่วนหนึ่งส่งให้ที่บ้านซึ่งจะเป็นลูกค้าที่มีอายุมากหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลางที่รักสุขภาพ บางครั้งจะมีการจัดเซ็ตผักเหมือนคล้ายกับการจำหน่ายตะกร้าผักในต่างประเทศ (Community Supported Agiculture, CSA) โดยให้มีผักหลากหลาย แบ่งเป็น 3 เซ็ต ตามชนิดผักที่ปลูกได้ตามฤดู ในราคาเซ็ตละ 130 บาท

ลูกค้าจะต้องจองมาก่อน 10 โมง ของวันจันทร์และวันพฤหัส เพื่อทางฟาร์มจะได้เตรียมผักไว้ให้ตามต้องการ เพราะการขนส่งจะส่งในวันอังคารและวันศุกร์ ในวันอังคารจะจัดส่งสายทำเนียบรัฐบาล กระทรวงวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลเด็ก แผนกทันตมหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ตึกเอสซีจี ตึกคิวเฮ้าส์ ตึกหะรินธร ส่วนวันศุกร์จะวิ่งรอบนอก ตั้งแต่ถนนลำลูกกา ถนนเกษตรนวมินทร์ เขตประเวศ วงแหวนตะวันออก ถนนศรีนครินทร์ ถนนพัฒนาการ ถนนสุขุมวิท และบางนา

สนใจรับผักปลอดสารพิษหรือผลผลิตอื่นของฟาร์ม สามารถติดต่อเพจของตงศิริฟาร์ม ที่ TongSiri Farm หรือติดต่อที่เบอร์โทรศัพท์ คุณหม่อน (084) 123-8814 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน โกโก้เป็นพืชทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจากการติดตามของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 (สศท.10) พบว่า เกษตรกรหันมาปลูกต้นโกโก้เป็นพืชเสริมในสวนปาล์มน้ำมัน และสวนมะพร้าว เนื่องจากโกโก้เป็นพืชที่ต้องการร่มเงา นับเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งแก่เกษตรกร โดยโกโก้ปลูกได้ทั้งเชิงเดี่ยว และแซมในพืชอื่น หากปลูกในสวนมะพร้าว 1 ไร่ สามารถแซมโกโก้ได้ประมาณ 84 ต้น และในสวนปาล์ม 1 ไร่ สามารถปลูกแซมโกโก้ได้ประมาณ 54 ต้น

สำหรับ โกโก้ เป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตเร็ว สามารถให้ผลผลิตได้ตั้งแต่อายุ 3 ปี เมื่อต้นยิ่งมีอายุมาก ยิ่งให้ผลผลิตสูง ช่วยเรื่องความสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากโกโก้ที่ปลูกมานาน จะมีเศษใบไม้ทับถมเน่าเปื่อยผุพังตามธรรมชาติกลายเป็นอินทรียวัตถุอย่างดี ประกอบกับโกโก้เป็นไม้ใบใหญ่มีใบมากและร่มเงาทึบ บริเวณใต้ต้นจึงไม่มีวัชพืช จึงมีส่วนช่วยให้ไม่ต้องคอยกำจัดวัชพืชในสวนปาล์มและสวนมะพร้าวนั่นเอง

คุณนิตย์ ตั่นอนุพันธ์ หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบว่า คุณนิตย์ ได้ปลูกโกโก้แซมในสวนปาล์มน้ำมัน และมะพร้าว รวมกว่า 3,000 ต้น ในเนื้อที่ 55 ไร่ โดยเป็นโกโก้พันธุ์ชุมพร 1 และชุมพร 2 ซึ่งโกโก้จะให้ผลผลิตเร็ว และให้ผลผลิตเต็มที่ในช่วงปีที่ 6

ปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้ารวมกลุ่มกับคุณนิตย์ รวม 6 ราย ซึ่งมีโกโก้ที่ให้ผลผลิตแล้วกว่า 6,000 ตัน โดยจะมีบริษัทเอกชนรับซื้อเมล็ดตากแห้งเพื่อส่งออกในราคา กิโลกรัมละประมาณ 40-50 บาท และขณะนี้กำลังขยายเนื้อที่ปลูกโกโก้เชิงเดี่ยวอีกประมาณ 104 ไร่ โดย 1 ไร่ จะสามารถปลูกโกโก้ได้ 155 ต้น ให้ผลผลิตเมล็ดแห้งเฉลี่ย 7 กิโลกรัม/ต้น/ปี

ทั้งนี้ โกโก้ 1 ไร่ (เชิงเดี่ยว) จะทำรายได้ประมาณ 62,000 บาท ต่อปี มีต้นทุนการปลูกรวมตลอดการเก็บเกี่ยว ควักเมล็ด ใส่ถุงหมัก เฉลี่ยประมาณ 15,500 บาท ให้กำไรเฉลี่ย ไร่ละ 46,500 บาท ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี โทร. (032) 337-951 หรือสอบถามได้ที่ คุณนิตย์ ตั่นอนุพันธ์ โทร. (061) 674-3317 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรที่สนใจปลูกโกโก้

วิถีชีวิตเกษตรของคนไทยในอดีตเป็นวิถีชีวิตที่อยู่ใกล้ตัว เนื่องจากคนในครอบครัวเกษตรส่วนใหญ่ไม่ซื้อข้าวปลาอาหารจากผืนนาอื่นกินนอกจากเกลือ รอบๆ บ้านจึงปลูกพืชพื้นบ้านทุกอย่างที่กินได้ เช่น พืชผักที่ปลูกครั้งเดียวกินได้นานๆ อย่างฟัก แฟง ขี้เหล็ก สะเดา แค ส่วนพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ เช่น ไผ่สารพัดชนิดเพื่อการใช้สอยที่แตกต่างกัน วิถีชีวิตนี้ได้เลือนหายไปเมื่อเรามาทำมาหากินในเมือง เนื่องจากถูกจำกัดด้วยพื้นที่และเวลา แต่ความเป็นคนที่มีวิถีเกษตรในสายเลือด มีความนึกคิดตลอดเวลาที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในเมืองว่าอยากจะปลูกต้นไม้ต้นไร่ มีชีวิตอยู่ในสวนตอนอายุมากแล้ว ความคิดนี้มีอยู่ใจของคนส่วนใหญ่

หลายคนหวนคิดถึงวันเวลาที่จะมีอิสรภาพในการทำสิ่งต่างๆ รองศาสตราจารย์กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ทั้งระดับปริญญาตรี (KU.27) และปริญญาโท ในสาขาสัตวบาล รับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2518 ต่อมาในปี พ.ศ.2536 จึงโอนย้ายไปสอนที่ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นับเป็นอาจารย์ด้านสัตวบาลคนแรกของสถาบันฯ ที่ช่วยบุกเบิกการเรียนการสอนด้านการเลี้ยงสัตว์ รองศาสตราจารย์กษิดิศได้เคยทำงานบริหารในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร และรองคณบดีของคณะวิทยาศาสตร์ฯ ทำการสอนและวิจัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งเกษียณอายุในปี พ.ศ.2553

การได้ปฏิบัติราชการอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นโอกาสดีที่ได้ทำงานด้านเกษตรผสมผสานตามที่ใฝ่ฝันไว้ เนื่องจากแนวคิดที่ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยซึ่งมีฐานะยากจน ทางรอดที่จะให้เกษตรกรรายย่อยมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นและอยู่ได้อย่างมีความสุขนั้นต้องเป็นการเกษตรแบบผสมผสาน ทุกกิจกรรมมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การเกษตรของไทยนับตั้งแต่ยุค “ปฏิวัติเขียว” หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา จึงได้มีการนำวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตร จุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มผลผลิตการเกษตรให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค แต่การนำเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการเพิ่มผลผลิตการเกษตรอย่างขาดความระมัดระวังนี้เอง ได้ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สร้างความเสียหายต่อทุกภาคส่วนดังที่ปรากฏตราบจนทุกวันนี้

จากผลที่ปรากฏดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคเริ่มตื่นตัวเรื่องสุขภาพโดยเฉพาะอาหาร ผู้บริโภคที่รักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจึงปฏิเสธการบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อนในกระบวนการผลิต ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำลายสิ่งแวดล้อมและขาดคุณธรรม อาหารดังกล่าวเรียกว่า “อาหารอินทรีย์” ดังนั้น การเกษตรแบบผสมผสานในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์จึงเป็นงานที่ต้องหันมาทำการศึกษาวิจัย ให้ความรู้แก่นักศึกษา เกษตรกร และผู้บริโภค แทนที่จะมุ่งใช้แต่เทคโนโลยีแผนใหม่ที่ต้องพึ่งพาสารเคมีสังเคราะห์

รองศาสตราจาย์กษิดิศกล่าวถึงการศึกษาด้านเกษตรของไทยว่า “จากการเรียนการสอนวิชาการเกษตรในระดับอุดมศึกษา ส่วนใหญ่เน้นไปในด้านวิชาการเชิงลึก แต่ยังอ่อนด้านการปฏิบัติการในรูปแบบของการบูรณาการ หรือการนำไปใช้ได้จริง สำหรับการเกษตรอินทรีย์เป็นการเกษตรแบบองค์รวมที่มีการบูรณาการทุกแขนงวิชาการเกษตรเข้าด้วยกัน รวมไปถึงการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การมีคุณธรรม ตลอดจนการวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ หากจะผลิตเพื่อเป็นธุรกิจ”

ในช่วงที่ยังมีภารกิจการสอน รองศาสตราจารย์กษิดิศปลูกพืชผักอินทรีย์ซึ่งไม่มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เพื่อใช้บริโภคเองไว้บริเวณหลังบ้าน โดยมีการศึกษาการเจริญเติบโตของผักควบคู่ไปด้วย เมื่อเกษียณอายุราชการจึงขยายการปลูกผักอินทรีย์ในพื้นที่นอกบ้านเพื่อเป็นธุรกิจซึ่งต้องมีการลงทุนทั้งด้านวัสดุ อุปกรณ์และแรงงาน การดำเนินงาน แต่เมื่อเริ่มต้นไปสักระยะก็ต้องหยุดลงกะทันหัน เนื่องจากต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่รั่วมานาน ในช่วงของการพักฟื้นก็ได้คู่ชีวิตที่ชอบการปลูกผักในรูปแบบเดียวกันดูแล โดยปลูกผักในรูปแบบเกษตรอินทรีย์เพื่อบริโภคเองเป็นหลักไว้รอบๆ บ้านพักอาศัยซึ่งมีพื้นที่ 111 ตารางวาในหมู่บ้านชัยพฤกษ์รามอินทรา

นอกจากบริโภคเองแล้ว ผักบางอย่างที่เหลือจากการบริโภคจะแจกจ่ายให้ญาติมิตรและขายให้กับคนในหมู่บ้าน ตลอดจนนำไปส่งขายที่ร้านขายผักอินทรีย์-ผักไร้สารพิษ Organic Station ที่ตลาดถนอมมิตรซึ่งอยู่ใกล้บ้าน บางครั้งก็นำไปขายที่ตลาดนัดโรงเรียนไตรพัฒน์ คลองหก อำเภอลำลูกกา เดือนละครั้ง และตลาดนัดสีเขียว ศูนย์สุขศาสตร์หลังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมีบู๊ธขายสินค้าที่เป็นเกษตรอินทรีย์นานาชนิดทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดีอีกด้วย การขายผักอย่างละนิดอย่างละหน่อยนี้ รองศาสตราจารย์กษิดิศกล่าวว่า รายได้ทุกเดือนมากกว่ารายจ่ายในบ้านเสียอีก

เกษตรอินทรีย์ เริ่มที่บ้าน

แปลงผักที่ปลูกจะใช้ไม้เฌอร่าซึ่งทนแดดทนฝน มีหน้ากว้าง 20 เซนติเมตร ตัดเป็นรูปแปลงผักขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 4 เมตร นำวัสดุปลูกซึ่งเป็นดินผสมปุ๋ยอินทรีย์ใส่ลงไปบล๊อกไม้เฌอร่าให้สูงจากพื้นเดิมประมาณ 20 เซนติเมตร เสริมจุลินทรีย์ของดินด้วยการรดน้ำหมักชีวภาพ แล้วจึงนำต้นกล้าผักที่เตรียมไว้ซึ่งมีอายุ 10-15 วัน ปลูกลงในแปลงพื้นดินด้านล่าง หากมีพื้นที่จำกัดก็ปลูกผักลงในตะกร้าแล้วแขวนข้างกำแพงบ้าน ผักที่ปลูกนั้นมีหลายชนิด แต่ยังยึดการปลูกเพื่อบริโภคเป็นสำคัญ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักกาดหัว ฟักเขียว แตงกวา มะนาว กระเพรา แมงลัก พริกขี้หนู และโหระพา เป็นต้น นอกจากการปลูกผักแล้ว รองศาสตราจารย์กษิดิศยังเลี้ยงไส้เดือนดินร่วมกับการปลูกผักอินทรีย์ โดยใช้มูลโคที่หมักแล้วเสริมด้วยเศษผัก เศษผลไม้ และเศษอาหารเลี้ยงไส้เดือนดิน ในมูลไส้เดือนก็นำมาใช้เป็นปุ๋ยสำหรับใส่พืชผักอินทรีย์ การดูแลผักจะดำเนินการด้วยตนเอง ไม่มีการจ้างแรงงานเลย

การปลูกพืชผักในช่วงแรกจะมีแมลงศัตรูพืชรบกวน เป็นเรื่องปกติ ต้องหมั่นสังเกตเดินดูแปลงผัก ออกกำลังกายไปเรื่อยๆ หากเจอศัตรูพืชก็เก็บออก ตอนปลูกครั้งแรกๆ จะใช้น้ำหมักชีวภาพและน้ำส้มควันไม้เพื่อป้องกันและขับไล่ศัตรูพืช ทั้งนี้จะไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การปลูกผักในรูปแบบดังกล่าว เมื่อปลูกติดต่อกันไปนานๆ จะสังเกตได้ว่าการรบกวนของศัตรูพืชลดลงมาก ทั้งนี้อาจเกิดจากธรรมชาติมีความสมดุลขึ้น มีตัวห้ำตัวเบียนมาอยู่ช่วยกำจัดศัตรูพืชผัก

จากหลักการเกษตรอินทรีย์ที่มีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่เกื้อกูลกัน รองศาสตราจารย์กษิดิศจึงได้เลี้ยงไก่ไข่ไว้บริเวณด้านข้างตัวบ้าน โดยเริ่มเลี้ยงจากลูกเจี๊ยบประมาณ 60 ตัว ทั้งนี้ตั้งใจใช้มูลไก่ที่ได้มาปรับปรุงดินปลูกพืช เลี้ยงด้วยเศษอาหารที่ได้จากร้านอาหารใกล้บ้าน และใช้น้ำหมักชีวภาพควบคุมกลิ่นมูลสัตว์ เมื่อเลี้ยงไก่ไข่ได้จนอายุประมาณ 5 เดือน ใกล้ที่จะให้ไข่ก็ต้องขนย้ายไก่ไข่ไปเลี้ยงที่อื่น ทั้งนี้เนื่องจากไก่โตขึ้นและมีจำนวนมากเกินกว่าที่น้ำหมักชีวภาพจะควบคุมกลิ่นได้ ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นการนำเป็ดไข่ 10 ตัว มาเลี้ยงแทนใช้และใช้น้ำหมักชีวภาพร่วมกับจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาควบคุมกลิ่น ทุกวันนี้ไข่เป็ดที่ได้จำนวนวันละ 6-7 ฟอง บริโภคไม่หมดก็นำไปขาย ใช้เศษผักและวัชพืชในแปลงผักเป็นอาหารเสริมแก่เป็ด น้ำในอ่างที่ให้เป็ดได้ลงเล่นก็นำออกมาใช้รดต้นไม้ มูลเป็ดนำใช้เป็นปุ๋ยปลูกผัก

นอกจากการปลูกผักแล้ว รองศาสตราจารย์กษิดิศยังส่งเสริมเพื่อนบ้านให้ปลูกผักรับประทานเอง โดยให้คำปรึกษาแนะนำเป็นวิทยาทาน ตลอดจนจัดหาวัสดุที่จำเป็นต้องใช้ในการปลูกผักอินทรีย์มาจำหน่าย เช่น ดินผสมมูลไส้เดือนสำหรับใช้ปลูกพืชผัก ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยจากมูลไส้เดือน กากน้ำตาล น้ำหมักชีวภาพ สารชีวภัณฑ์ และสารสมุนไพรใช้ควบคุมศัตรูพืช เป็นต้น

สรุปหัวใจสำคัญ

รองศาสตราจารย์กษิดิศกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เว็บแทงฟุตบอล “การปลูกพืชอินทรีย์ที่ใช้พื้นที่จำกัดข้างบ้าน ให้ยึดหลักว่า 1.ต้องใช้พื้นที่ที่มีอยู่ทั้งหมดให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด โดยการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืช น้ำใช้ไม่มีปัญหาสำหรับการปลูกพืชในบริเวณบ้าน เนื่องจากน้ำมีเพียงพอ 2. ปลูกพืชที่ใช้บริโภคในครัวเรือนก่อน โดยเริ่มต้นอาจมีไม่กี่ชนิด เมื่อปลูกต่อไปๆ ชนิดของพืชจะเพิ่มมาก คนปลูกจะมีความสุขและมั่นใจในผักที่ตัวเองปลูกว่ามีความปลอดภัยมากกว่าผักตลาดที่เหลือจากการบริโภคนำออกแจกจ่ายญาติมิตรและจำหน่ายในขั้นต่อไป และประการที่ 3. การจำหน่ายผลผลิตไม่ควรที่จะต้องขนส่งไปไกล ควรหาตลาดที่อยู่ใกล้สำหรับการขนส่งเอง และถ้าเป็นตลาดที่ไกลควรให้ผู้ซื้อมารับเอง เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของเราในการขนส่ง”

การปลูกผักอินทรีย์ข้างบ้านเป็นความสุขหลังเกษียณอายุราชการที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนมากมาย เหมาะสมกับกำลังกายที่มี ไม่ต้องออกแรงหนักมากนัก โดยใช้แรงงานภายในครอบครัวก็มีความสุขที่ได้ผักดีๆ มาบริโภค ผักอาจจะด้อยความงามไปบ้าง แต่ก็มากด้วยคุณค่าทางจิตใจและคุณค่าทางอาหารเพราะเป็นผักที่ปลูกตามวิถีธรรมชาติ เมื่อมีผลผลิตเหลือเฟือก็จะมีความสุขเพิ่มขึ้นจากการแบ่งปันพืชผักที่ปลอดภัยให้คนอื่น

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมเป็นคนที่ชอบรับประทานขนุน แต่ทุกวันนี้ขนุนคุณภาพดีหายไปจากตลาดทั่วไป ไม่ทราบว่าหายไปไหน อาจมีบ้างที่มีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าบางแห่ง แต่มีราคาค่อนข้างแพง ผมจึงขอเรียนถาม ปัจจุบันมีพันธุ์อะไรที่ยังมีการปลูกกันมาก หรือตลาดต้องการ แม้จะหาซื้อได้ยากขึ้นก็ตาม ผมขอเรียนถามเพียงเท่านี้ก่อน หากมีคำถามอื่นๆ ผมจะส่งคำถามมาใหม่อีก ผมถือโอกาสขอบคุณมาในโอกาสนี้