ผลการดำเนินงานหลังสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ ได้รับงบประมาณ

สนับสนุนจากโครงการ พบว่า สหกรณ์มีอุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน โดยสามารถตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนมได้จำนวน 120 ตัวอย่าง ต่อครั้ง และยังสามารถตรวจค่า Somatic Cell Count (SCC) ได้ในเครื่องเดียว ซึ่งก่อนได้รับงบประมาณไม่สามารถตรวจค่า SCC ได้ และสามารถรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิกและฟาร์มโคนมที่ทำสัญญาซื้อขายได้ถึง 10,950 ตัน ต่อปี

คิดเป็นมูลค่าปีละ 188,100 ล้านบาท (ก่อนเข้าโครงการ รวบรวมได้ 9,000 ตัน ต่อปี มูลค่า 162,900 ล้านบาท) และนำมาผลิตเป็นผสมพาสเจอไรซ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน 20-21 ล้านถุง ต่อปี จากที่เคยผลิตได้ 19 ล้านถุง ต่อปี และผลิตนม ยู เอช ที พาณิชย์ได้ 16 ล้านกล่อง ต่อปี จากที่เคยผลิตได้ 14 ล้านกล่อง ต่อปี ซึ่งนอกจากจะสามารถผลิตนมยู เอช ที ที่มีอายุการวางจำหน่ายได้นานแล้ว ยังมีรถห้องเย็นสำหรับส่งนมพาสเจอไรซ์ที่ได้มาตรฐานมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ จากการสอบถามผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด (นางประภัสสร คำผอง) พบว่า อุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการฯ ทั้ง 3 รายการ ช่วยแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำนมดิบเพื่อนำมาผลิตนมพาสเจอไรซ์สำหรับโรงเรียน รวมทั้งนมยู เอช ที ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพและหันมาดื่มนมที่ผลิตจากสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อปริมาณการจำหน่ายในอนาคต ซึ่งนับเป็นการยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ช่วยแก้ไขปัญหานมโรงเรียน รวมทั้งปัญหาน้ำนมล้นตลาดทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และมีรายได้ที่ยั่งยืน

คุณวันเพ็ญ มานะกุล อาศัยอยู่ที่ตำบลวังม่วง อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี มีความชื่นชอบดอกเข้าพรรษา จึงหาพันธุ์และปล่อยให้ผสมพันธุ์เองตามธรรมชาติจนเกิดเป็นพันธุ์ใหม่ ที่มีดอกลักษณะสวยงามแตกต่างกันไปเป็นพันธุ์ที่มีดอกรูปแบบใหม่ๆ จนสามารถขยายพันธุ์ทำเป็นอาชีพเสริมเกิดรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี

และสร้างพันธุ์ลูกไม้ใหม่

คุณวันเพ็ญ เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยที่เธอยังเด็กอาศัยอยู่ที่อำเภอพระพุทธบาท ได้เห็นพื้นที่แถวนั้นมีการปลูกดอกเข้าพรรษาเป็นจำนวนมาก เรียกง่ายๆ ว่า เติบโตมากับการเห็นดอกเข้าพรรษาตลอดในช่วงวัยเด็ก จึงเกิดความชื่นชอบในดอกไม้ชนิดนี้เป็นชีวิตจิตใจ ทำให้มีการรวบรวมสายพันธุ์นำมาปลูกเพื่อความสวยงามไปพร้อมๆ กับเป็นการอนุรักษ์ไปด้วย

“สมัยที่เราเป็นเด็ก เราก็เห็นไม้ชนิดนี้เป็นประจำ ก็มีความหลงใหลและชอบตั้งแต่ได้พบเห็น ต่อมาเมื่อมีครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่อำเภอวังม่วง เราก็ได้นำดอกเข้าพรรษาที่เราชอบตามมาปลูกที่นี่ด้วย เพราะสมัยหลังๆ มานี่ ดอกเข้าพรรษาที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ เริ่มที่จะค่อยๆ หายไป ทีนี้เราก็มองว่าในเมื่อเราชื่นชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าจะนำมาปลูกและพัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ไปด้วยในตัว” คุณวันเพ็ญ เล่าถึงที่มา

เมื่อดอกเข้าพรรษาที่นำมาปลูกเจริญเติบโตขยายพันธุ์จนมีจำนวนมากแล้ว จากที่ปลูกเพื่อดูเล่นยามว่าง กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว แต่ยังสามารถส่งจำหน่ายแบบทำตลาดออนไลน์ทำเป็นรายได้เสริมให้กับเธอได้อีกด้วย

การปลูกดอกเข้าพรรษาให้ได้ดอกที่สวยมีให้เชยชมเพียงปีละ 1 ครั้งนั้น คุณวันเพ็ญ บอกว่า จะนำไม้มาปลูกบริเวณบ้านที่เป็นพื้นที่ร่มเงาแบบไม่มีแสงแดดร้อนจนเกินไป โดยการปลูกถ้าเป็นการให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ จะนำเมล็ดที่แก่แล้วมาเพาะและดูแลให้เจริญเติบโตจนได้ดอกใหม่ที่สวย แต่ถ้าต้องการขยายพันธุ์ให้มีจำนวนมาก จะเน้นปลูกลงดินในบริเวณที่กว้างๆ เพื่อให้ไม้ขยายพันธุ์และแตกหน่อเองตามธรรมชาติ

“ถ้าไม้ที่ปลูกจากการเพาะเมล็ดจะใช้เวลาดูแลอย่างน้อยประมาณ 2 ปี ถึงจะออกดอกให้เราได้เห็น ส่วนต้นที่แยกหน่อหรือเหง้า ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ก็เจริญเติบโตให้เห็นดอกได้ วัสดุที่ปลูกจะเน้นใช้แกลบดิบผสมกับขี้เถ้าแกลบและดิน ผสมทั้ง 3 อย่างนี้ ผสมกันในอัตราส่วนที่เท่ากัน จากนั้นเมื่อปลูกจนเห็นว่าไม้เจริญเติบโตเต็มที่ จะให้ปุ๋ยออสโมโค้ทสูตรเสมอ 15-15-15 เพื่อเป็นการบำรุงต้นให้สมบูรณ์ก่อนที่จะออกดอกให้เห็น” คุณวันเพ็ญ บอก

ในเรื่องของการดูแลให้น้ำ คุณวันเพ็ญ บอกว่า จะรดน้ำวันละ 1 ครั้ง โดยพื้นที่ที่ปลูกต้องไม่เป็นพื้นที่ที่มีน้ำขัง ซึ่งพื้นที่ปลูกสามารถมีความชื้นได้ แต่ต้องไม่อุ้มน้ำจนเกินไป เพราะจะทำให้เหง้าของไม้เน่าและตายได้

เมื่อดอกเข้าพรรษามีขนาดต้นที่สมบูรณ์แล้ว คุณวันเพ็ญ บอกว่า พอเข้าสู่เดือนพฤษภาคมไม้จะเริ่มเตรียมที่จะออกดอก จากนั้นช่วงที่ออกดอกมากที่สุดจะเป็นช่วงเดือนมิถุนายนไปจนถึงช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ก็จะมีดอกเข้าพรรษาจำนวนมากออกมาให้เชยชม เพื่อตัดดอกนำไปขายให้กับผู้มีจิตศรัทธานำไปบูชาพระหรือตักบาตรดอกไม้เป็นประจำทุกปี และเมื่อฤดูฝนกำลังจะหมดไปดอกเข้าพรรษาก็จะมีการพักตัวโดยทิ้งใบมีเพียงเหง้าเท่านั้นที่อยู่ใต้ดิน เมื่อฤดูฝนหน้ามาใหม่ก็จะแตกใบพร้อมกับออกดอกอีกครั้งหมุนเวียนแบบนี้ตลอดทุกปี

ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อขายดอกเข้าพรรษา คุณวันเพ็ญ บอกว่า เนื่องจากเธอเองมีงานประจำที่ต้องทำอยู่ การเพาะพันธุ์ดอกเข้าพรรษาจึงทำเพื่อเป็นอาชีพเสริมรายได้เท่านั้น อีกอย่างไม้ชนิดนี้จะออกดอกเพียงปีละ 1 ครั้ง จึงไม่สามารถทำเป็นงานหลักได้ ดังนั้น จึงเน้นสร้างตลาดแบบขายออนไลน์เป็นหลักและส่งสินค้าทางไปรษณีย์

“ต้องบอกก่อนว่าปัจจุบันนี้ ในเรื่องของชีวิตประจำ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมาก ดังนั้น เราก็จะนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเช่น สื่อโซเชียลมีเดีย ที่สามารถถ่ายภาพสินค้าเราลงไปให้ลูกค้าเห็นได้เลย โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาหาเราถึงที่จังหวัดสระบุรี พอเรามีลูกไม้ใหม่ๆ หรือพันธุ์ที่ขยายได้จำนวนมากๆ ก็ลงในกลุ่มลูกค้าที่ติดตามเราอยู่ เขาก็จะติดต่อขอซื้อเข้ามา เราก็รับออเดอร์และจัดส่งของให้ลูกค้าไป ก็ถือว่ามีความสะดวกและประหยัดเวลาได้ดี” คุณวันเพ็ญ บอกเรื่องหลักการทำตลาด

โดยราคาขายดอกเข้าพรรษามีให้ลูกค้าได้เลือกซื้อในราคาที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดของไม้และสีสันของดอกที่แปลกตา ราคาอยู่ที่ 100-300 บาท ต่อกระถาง เมื่อต้องส่งทางไปรษณีย์ก็จะทำการล้างรากให้สะอาดและห่อเป็นอย่างดีส่งให้กับลูกค้าถึงที่บ้าน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดอกเข้าพรรษาและต้องการปลูกเพื่อทำเป็นอาชีพเสริม คุณวันเพ็ญ แนะนำว่า สามารถนำมาปลูกทิ้งไว้บริเวณบ้านที่มีพื้นที่แบบร่มเงาไม่ร้อนเกินไป ปล่อยให้ไม้แตกหน่อขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติ และเมื่อไม้มีจำนวนที่มากๆ ก็สามารถแยกหน่อใส่กระถางขายได้ แต่ถ้าเป็นช่วงที่ไม้ชนิดนี้ออกดอกมากๆ ก็ยังสามารถตัดดอกส่งขายให้กับร้านดอกไม้ เพื่อทำเป็นรายได้อีกหนึ่งช่องทาง

คุณอดิศัย ว่องไวไพโรจน์ อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ที่ 10 ตำบลหลุมรัง อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเกษตรกรที่เริ่มต้นเลี้ยงจระเข้มาตั้งแต่ ปี 2542 จากการหมั่นสังเกตและมีใจรักในสิ่งที่ทำ อาจเรียกได้ว่าฟาร์มแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งฟาร์มที่คร่ำหวอดในเรื่องการเลี้ยงที่ครบวงจร สามารถผลิตส่งขายจระเข้ให้กับลูกค้าได้ทุกปี จึงเกิดเป็นรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

คุณอดิศัย เล่าให้ฟังว่า จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อจบการศึกษาจึงได้กลับมาอยู่บ้านเพื่อสานต่อกิจการของครอบครัว คือ ทำไร่อ้อย แต่ช่วงสมัยที่เรียนอยู่นั้นได้เลี้ยงโคพันธุ์อเมริกันบราห์มันไว้บางส่วน ประมาณ 20 ตัว เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็เลี้ยงโค ยึดเป็นอาชีพควบคู่ไปกับการทำไร่ จนสามารถมีโคแม่พันธุ์ 500-600 ตัว แต่มีอุปสรรคทำให้ต้องเลิกเลี้ยงโคไป จึงทำให้มีการปรับเปลี่ยนมาทำฟาร์มจระเข้แทนในเวลาหลังจากนั้น

“ผมเริ่มทำอะไรก็แล้วแต่ ผมจะเริ่มจากการทำทีละน้อยๆ ก่อน และนำผลกำไรมาขยับขยาย โดยจะไม่เน้นลงทุนด้วยวิธีการกู้เงินมาทำ โคที่เลิกเลี้ยงเพราะเห็นว่าจำนวนยิ่งมาก พื้นที่ใช้เลี้ยงก็เยอะตามไปด้วย พร้อมทั้งต้องหาอาหารมาให้กินเยอะในแต่ละวัน บวกกับราคาช่วงปี 39 ยังไม่ได้ดีมากเหมือนอย่างกับปัจจุบัน ดูแล้วน่าจะเป็นปัญหา ก็เลยตัดสินใจเลิกเลี้ยงไป และมามองหาทำอย่างอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ของเรา” คุณอดิศัย เล่าถึงที่มา

เนื่องจากที่ดินที่มีอยู่ตั้งอยู่ใกล้ฟาร์มเลี้ยงไก่ จึงมองว่าถ้าหากนำจระเข้มาเลี้ยงก็สามารถซื้อไก่มาเป็นอาหารได้ ให้จระเข้ได้กินในราคาถูก ลดต้นทุนการเลี้ยงได้ดี พร้อมกับพื้นที่มีสภาพอากาศร้อนและมีแสงแดดเหมาะสมแก่การเลี้ยงจระเข้ และที่สำคัญไกลจากแหล่งชุมชน จึงไม่ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องความขัดแย้งกับชุมชน

คุณอดิศัย บอกว่า เริ่มเลี้ยงจระเข้โดยนำมาทดลองเลี้ยง ประมาณ 50 ตัว โดยใช้เงินทุนที่มีอยู่มาลงทุน ไม่เน้นกู้หนี้มาทำฟาร์ม เมื่อมีกำไรจากการขาย ก็จะนำเงินที่ได้มาลงทุนเลี้ยงเพิ่มทุกปี ปีละ 50 ตัว จนกระทั่งการเลี้ยงจระเข้ของฟาร์มครบรอบการเลี้ยง และมีผลผลิตออกขายอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียน และลดความเสี่ยงจากการลงทุน

ปัจจุบัน ฟาร์มแห่งนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และผลิตจระเข้ที่ดีมีคุณภาพรายใหญ่ที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี และมีการจัดการที่ดี ได้รับรอง GAP ฟาร์มเลี้ยงจระเข้ ใบอนุญาตเพาะพันธุ์สัตว์ป่า ใบอนุญาตค้าสัตว์ป่าที่ได้จากการเพาะพันธุ์ และใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์

ซึ่งการเพาะพันธุ์จระเข้จะคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีสัดส่วนดี และอายุอย่างต่ำ 10 ปี ปล่อยในพื้นที่ที่เตรียมไว้สำหรับผสมพันธุ์ให้มีอัตราส่วน ตัวผู้ 1 ตัว ต่อ ตัวเมีย 3 ตัว โดยพื้นที่บริเวณนั้นต้องมีความเงียบสงบ มีการสร้างสิ่งกำบังไม่ให้จระเข้เห็นกันในช่วงผสมพันธุ์ หลังจากผสมพันธุ์แล้วจระเข้จะใช้เวลาวางไข่ในช่วงกลางคืน จากนั้นในช่วงเช้าจะเก็บไข่พร้อมทั้งทำเครื่องหมายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกลับไข่ นำไข่มาล้างทำความสะอาด พร้อมทั้งตรวจเช็กเชื้อก่อนนำไข่เข้าห้องฟักที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิด้วยการใช้ระบบน้ำหมุนเวียน

“ไข่จระเข้ที่ฟักก็จะอยู่ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิ อยู่ที่ 31.5 องศาเซลเซียส ใช้เวลาฟัก ประมาณ 68-70 วัน หลังจากนั้นลูกจระเข้จะฟักออกจากไข่ นำลูกจระเข้ไว้ในห้องฟัก 7 วัน เพื่อให้ลูกจระเข้ปรับตัว พร้อมทั้งรักษาแผลที่หน้าท้องให้ปิดสนิท หลังจากนั้นนำจระเข้ไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล ปล่อยอยู่ที่ 300 ตัว ต่อบ่อ ช่วงแรกจะให้ลูกจระเข้กินไก่บดวันเว้นวัน เลี้ยงแบบนี้ไป ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี” คุณอดิศัย บอกถึงการอนุบาล

เมื่อลูกจระเข้ที่อนุบาลได้อายุที่กำหนด จะมีความยาวอยู่ที่ 1 เมตร จากนั้นนำไปเลี้ยงต่อในบ่อขุนอีกครั้ง ปล่อยเลี้ยงในอัตราส่วน 1 ตัว ต่อ 1 ตารางเมตร เช่น พื้นที่ 700 ตารางเมตร ก็จะปล่อยจระเข้เลี้ยงอยู่ที่ 700 ตัว ต่อบ่อ อาหารที่ให้จระเข้กินจะไม่บดเหมือนระยะอนุบาล แต่จะให้กินไก่เป็นชิ้นๆ ที่เป็นเศษเหลือจากโรงงานมาให้กินได้เลยโดยไม่ต้องบด ให้กินวันเว้นวันเช่นกัน ใช้เวลาเลี้ยงจระเข้ระยะขุนต่อไปอีก 3 ปี จระเข้ทั้งหมดก็จะได้ไซซ์ขนาดที่สามารถส่งขายให้กับลูกค้าที่มารับซื้อจากฟาร์ม โดยจะขายรุ่นขุนทั้งหมดออกจากบ่อ หลังจากนั้นจะนำรุ่นที่อนุบาลไว้มาใส่เลี้ยงต่อไปหมุนเวียนแบบนี้ทุกปี

“พอจระเข้พ้นระยะอนุบาลไปแล้ว เลี้ยงในระยะขุน เรื่องการจัดการจะไม่ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องไปจัดการอะไรมาก ถึงเวลาให้อาหารเราก็ให้อาหารอย่างเดียว ส่วนน้ำก็ถ่ายเดือนละครั้ง น้ำเสียที่ออกมาเราก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน เราก็มีบ่อน้ำทิ้ง 3 บ่อ เตรียมไว้ เพื่อเอาน้ำเหล่านั้นใส่ลงไปในแปลงหญ้าที่ปลูก หรือไร่อ้อยของเราเอง จึงเรียกได้ว่าฟาร์มเรามีมาตรฐานทุกอย่างครบวงจร” คุณอดิศัย บอก เกี่ยวกับการจัดการระบบภายในฟาร์ม

ในเรื่องการทำตลาดเพื่อส่งขายจระเข้นั้น คุณอดิศัย บอกว่า ไม่ได้ทำตลาดที่เดินไปเพียงลำพัง แต่มีกลุ่มที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างมั่นคง เพื่อให้มีกำลังในการต่อรองในเรื่องของระบบต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงจระเข้ เช่น การซื้ออาหารเลี้ยง การซื้อลูกพันธุ์ ตลอดไปจนถึงเรื่องของการตลาดส่งขาย

“จระเข้ที่เลี้ยงจนถึงในระยะขุนครบ 3 ปี ขนาดไซซ์ตัวจะยาวอยู่ที่ประมาณ 2 เมตร ลูกค้าจะชอบระยะนี้ เพราะเป็นระยะที่เหมาะสม ทั้งเนื้อและหนังได้ที่กำลังดี ซึ่งราคาขายคิดอยู่ที่ เซนติเมตรละ 24 บาท ซึ่งที่ฟาร์มผมโชคดีที่เรามีการเพาะพันธุ์เอง จึงทำให้มีลูกพันธุ์มาเลี้ยงขุนโดยไม่ต้องซื้อจากที่อื่นเข้ามาเพิ่ม ก็จะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี โดยฟาร์มผมก็ขยับการส่งขายขึ้นอยู่ที่หลักพันตัว แต่เฉลี่ยก็อยู่ที่ 6,000 ตัว ต่อปี” คุณอดิศัย บอก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงจระเข้ คุณอดิศัย บอกว่า สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ ขออนุญาตจากสำนักงานประมงที่อยู่ภายในจังหวัดนั้นๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจว่า พื้นที่เหมาะสมที่จะเลี้ยงหรือไม่ จากนั้นก็ศึกษาหาความรู้ในวิธีการเลี้ยงให้เข้าใจ ว่าจระเข้มีอุปนิสัยอย่างไร มีความเป็นอยู่แบบไหน แล้วจึงลงมือทำ เมื่อได้ผลกำไรแล้วจึงค่อยขยับขยายการเลี้ยง พัฒนาต่อยอดขึ้นไป

สนใจเยี่ยมชมฟาร์ม หรือสอบถามเกี่ยวกับเรื่องการเลี้ยงจระเข้ ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณอดิศัย ว่องไวไพโรจน์ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 763-3357

วันที่ 5 ตุลาคม แบบจำลองสภาพอากาศ (วาฟ-รอม) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) แจ้งว่า ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน และร่องมรสุมเคลื่อนที่ลงไปพาดผ่านภาคใต้ กระแสลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทย ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น จะส่งผลให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนัก ถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ ในช่วง วันที่ 5-6 ตุลาคม พื้นที่ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร อาจจะมีน้ำหลาก

วาฟระบุด้วยว่า ช่วง วันที่ 5-7 ตุลาคม บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงลึกมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง ส่วนร่องมรสุมเลื่อนลงไปพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ประกอบกับกระแสลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทย รวมทั้งหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนผ่านภาคใต้ลงสู่ทะเลอันดามัน ส่งผลให้ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช จากนั้นบริเวณความกดอากาศสูงจะอ่อนกำลังลงในช่วงวันที่ 7 ตุลาคม

ช่วง วันที่ 8-11 ตุลาคม บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะอ่อนกำลังลง จากนั้นความกดอากาศสูงอีกระลอกจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 9 ตุลาคม ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดน้อยลงต่อเนื่องและมีอากาศเย็นลง ส่วนกระแสลมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออกยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง

คุณวิรัตน์ คงหวัง อยู่บ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพยอม จังหวัดพัทลุง เป็นเกษตรกรผู้เห็นช่องทางการสร้างรายได้ โดยที่ไม่ยึดติดกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมากเกินไป โดยได้มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปรับเปลี่ยนทำประมง เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทาง จึงทำให้สิ่งที่ทำจากที่คิดจะทำเป็นอาชีพเสริมกลับมีรายได้ให้กับเขาได้อย่างดี เมื่อเทียบกับการทำงานประจำกันเลยทีเดียว

คุณวิรัตน์ คงหวัง เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว คือปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อส่งขายให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงโค แพะ และแกะ พร้อมทั้งมีรายได้บางส่วนเกิดจากการค้าขายทั่วไป ต่อมาจึงรู้สึกว่าอยากแบ่งพื้นที่บางส่วนบริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์ โดยที่ไม่ยึดติดการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวมากเกินไป จึงได้มีแนวความคิดแบ่งพื้นที่บางส่วนขุดเป็นบ่อเพื่อเลี้ยงสัตว์น้ำเสริมรายได้เข้ามาอีกหนึ่งช่องทาง

“ผมมองไปถึงอนาคตข้างหน้าว่า ถ้าเราทำอาชีพเกษตรกรรม ที่เป็นเชิงเดี่ยวมากเกินไป ก็จะทำให้เรามีโอกาสเสี่ยงมากในเรื่องราคา ก็เลยมองว่าน่าจะหาอย่างอื่นทำควบคู่ไปด้วย ทีนี้เราก็มองว่าน่าจะทำประมง เพราะจะเป็นสิ่งที่เราคิดไว้แต่เดิมอยู่แล้ว น่าจะทำรายได้ให้อีกช่องทางหนึ่ง จึงได้จัดเตรียมหาพื้นที่สำหรับเลี้ยงปลา เพราะมองว่าไม่เป็นเรื่องยุ่งยาก หากมีการจัดการที่ดี” คุณวิรัตน์ เล่าถึงที่มา

ปลาที่สนใจเลี้ยงในช่วงแรก คุณวิรัตน์ บอกว่า เป็นการเลี้ยงปลาสลิด เพราะสมัยก่อนนั้นได้ทดลองเลี้ยงในบ่อพลาสติกแบบเล่นๆ และเลี้ยงได้ประสบผลสำเร็จ จึงทำให้มีแนวความคิดที่อยากจะเลี้ยงมาตลอดเมื่อมีโอกาส พร้อมทั้งเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นเสริมเข้าไปด้วย ก็จะทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น นั้นคือ กุ้งฝอย และหอยขม

ในขั้นตอนก่อนที่จะนำสัตว์น้ำทั้ง 3 ชนิด มาเลี้ยง คุณวิรัตน์ บอกว่า ขุดบ่อสำหรับเลี้ยงให้มีขนาด 40×40 เมตร ความลึก 1 เมตร จำนวน 4 บ่อ โดยคำนึงถึงขนาดพื้นที่ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งในช่วงแรกที่จะเริ่มเลี้ยงปลาสลิดมีแนวคิดที่จะจับเลี้ยงเพื่อทำเป็นปลาแดดเดียวแบบสินค้าแปรรูป แต่เมื่อการเลี้ยงประสบผลสำเร็จปลาสลิดมีลูกออกมาให้เห็นจำนวนมาก จึงได้มีการเปลี่ยนแนวคิดมาเลี้ยงเพื่อขายลูกพันธุ์แทน

กรมส่งเสริมการเกษตร แถลงผลงานความสำเร็จแผนการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 จากการวางแผน และดำเนินงานที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดต้นทาง กลางทาง และปลายทาง มุ่งยกเป็นต้นแบบแผนการบริหารสู่สินค้าเกษตรอื่นต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ ของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 ให้จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยใช้แผนบริหารจัดการผลไม้เป็นเครื่องมือกำกับ ติดตามการปฏิบัติงานครอบคลุมทั้งเรื่องการจัดการเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ โดยดำเนินการตั้งแต่ต้นทาง เช่น การส่งเสริมการผลิตลำไยนอกฤดู ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตลำไยนอกฤดู

ปี 2561 เพิ่มสัดส่วนต่อลำไยในฤดูเป็น 60 : 40 จากเดิมผลิตได้ในสัดส่วน 80 : 20 ผลผลิตก็ไม่เกิดการกระจุกตัว มีให้รับประทานได้ตลอดทั้งปี ในส่วนการดำเนินการช่วงกลางทาง มีการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพไม้ผลสู่มาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง GAP โดยมีนักส่งเสริมเข้าให้ความรู้ แนะนำวิธีการตัดควบคุมทรงพุ่ม (ทำลำไยต้นเตี้ย) ตัดแต่งช่อดอก ช่อผล ผ่านระบบแปลงใหญ่ กว่า 225 แปลง หรือในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตมีออกเป็นจำนวนมาก มีการจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิตด้วยการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลในพื้นที่อย่างละเอียด ส่วนปลายทางนั้นได้ประสานหาตลาด เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกมา พร้อมรายงานสถานการณ์การผลิต การตลาด สภาพปัญหาของผลไม้ทุกวัน เพื่อเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดให้เกิดความสมดุล

ผลจากการปฏิบัติตามแผนนั้น ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ สามารถดำเนินการไปในทิศทางที่ดี ลดการใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่มีการแทรกแซงราคา กลไกตลาดเป็นไปอย่างปกติตลอดฤดูกาล ซึ่งเมื่อเทียบราคาผลผลิตในช่วงที่ผลไม้ออกมากที่สุด ปี 2561 คือ ภาคเหนือ ลำไย AA ต้นทุนการผลิตที่ 10.70 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 31 บาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 6.4 บาท ส่วนภาคตะวันออก ทุเรียน A ต้นทุนการผลิตที่ 17.70 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 77.21 บาท เพิ่มขึ้น 5.38 บาท

มังคุด A ต้นทุนการผลิตที่ 19.27 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 136.79 บาท เพิ่มขึ้น 105.91 บาท เงาะ A ต้นทุนการผลิตที่ 12.38 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 17.33 บาท ลดลง 1.56 บาท ลองกอง A ต้นทุนการผลิตที่ 26.71 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 31.13 บาท ลดลง 2.2 บาท และภาคใต้ ทุเรียน A ต้นทุนการผลิตที่ 16.06 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 72 บาท ลดลง 4.61 บาท มังคุด A ต้นทุนการผลิตที่ 16.81 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 52 บาท เพิ่มขึ้น 18.12 บาท เงาะ A ต้นทุนการผลิตที่ 10.40 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 14 บาท ลดลง 12.18 บาท และลองกอง A ต้นทุนการผลิตที่ 64.04 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 32.5 บาท ลดลง 4.55 บาท โดยรวมแล้ว เกษตรกรยังมีกำไรจากการขายผลผลิตตามกลไกตลาดปกติ

จากการวางแผนการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 และการปฏิบัติตามแผนอย่างเข้มแข็งจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีระบบ ระเบียบ ผลไม้ที่ผลิตออกมามีคุณภาพ สามารถส่งออกไปยังในต่างประเทศ สร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีให้คนในประเทศได้รับประทานตลอดทั้งปี และเพราะความสำเร็จในปีนี้ สามารถใช้เป็นต้นแบบหรือแนวทางเพื่อขยายผลการบริหารจัดการสู่สินค้าเกษตรชนิดอื่นต่อไปได้ในอนาคต นายสำราญ กล่าว

รวมพลังสร้างโลกให้น่าอยู่ ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ ตลาดสุขใจ หนึ่งในตลาดนัดสีเขียวแหล่งช้อปปิ้งเลื่องชื่อของคนรักสุขภาพ ในสวนสามพราน จ. นครปฐม ร่วม Go Green งดใช้ถุงหิ้วพลาสติก หลอดดูด แก้วน้ำ ขวดพลาสติก พ่อค้าแม่ค้าตื่นตัวพร้อมใจลุกขึ้นมาครีเอทแพ็คเกจจิ้ง จากวัสดุธรรมชาติหลากสไตล์เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร ให้หิ้วกลับบ้านแบบเท่ๆ ดีเดย์ 3 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไปงดใช้พลาสติก

นายอรุษ นวราช ผู้ก่อตั้งสามพรานโมเดลและริเริ่มตลาดสุขใจ เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกันของคณะกรรมตลาด ซึ่งเป็นพ่อค้า แม่ค้า รวมถึงผู้บริโภคที่ร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย ต่างเห็นความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม และยินดีที่จะทำการปรับเปลี่ยนเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกในพื้นที่ตลาด ที่มีทั้งถุงหิ้ว หลอดดูด แก้วน้ำ ขวดพลาสติก ซึ่งในแต่ละสัปดาห์ จะพบขยะเหล่านี้ถูกทิ้งเป็นจำนวนมาก

ซึ่งหลังจากตลาดประกาศนโยบาย Go Green ทุกคนพร้อมใจให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ลุกขึ้นมาช่วยกันคิดหาวิธีนำเอาวัสดุธรรมชาติมาดัดแปลงแบบภูมิปัญญาชาวบ้านทำเป็นหีบห่อ สำหรับบรรจุ พืชผัก ผลไม้ อาหาร เครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า

หลากหลายไอเดียเก๋ๆ Go Green ของพ่อค้า แม่ค้าในตลาดสุขใจ นอกจากช่วยลดปัญหาขยะ ยังเพิ่มเสน่ห์ให้กับสินค้าอีกทางหนึ่งด้วย เช่น นำเอาใบบัวหลวง ใบบัวตอง มาห่อข้าว ห่อพืชผัก มัดด้วยเชือกกล้วยผูกปมเป็นหูหิ้ว นำเชือกป่าน เชือกปอ เชือกกระสอบ มาถักเป็นถุงตาข่ายสำหรับใส่ผลไม้ เช่น มะเฟือง บ้างก็เอาเข่งเล็กๆ น่ารักๆ มาใส่ให้ลูกค้าเลือกซื้ออุ้มกลับบ้านแบบยกเข่ง