ผลการวิจัยที่ผ่านมาในรอบ 1 ปี พบว่ายูคาลิปตัสสายต้น H4

มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับชิดดิน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก ความสูงโดยรวมเฉลี่ยมากกว่ายูคาลิปตัสสายต้น P6 ทุกรูปแบบการปลูก ทั้งนี้ สายต้น P6 มีอัตราการรอดตายเฉลี่ยโดยรวมมากกว่าสายต้น H4 นอกจากนี้ อัตราการรอดตายโดยรวมของมันสำปะหลังรอบปีที่ 2 ที่ปลูกร่วมกับยูคาลิปตัสอายุ 1 ปี ในแปลงปลูกยูคาลิปตัสสายต้น P6 มากกว่าสายต้น H4 ทุกรูปแบบการปลูก โดยมันสำปะหลังที่ปลูกร่วมกับยูคาลิปตัสสายต้น P6 มีอัตรารอดตายในแปลงรูปแบบที่ 1 มากที่สุด ส่วนมันสำปะหลังที่ปลูกร่วมกับยูคาลิปตัสสายต้น H4 มีอัตราการรอดตายแปลงปลูกรูปแบบที่ 3 มากที่สุด

น้ำหนักทั้งหมดของมันสำปะหลังและน้ำหนักแห้งของเหง้ามันรอบปีที่ 1 อายุ 6 เดือน พบว่าน้ำหนักทั้งหมดของสายพันธุ์ระยอง 5 (ก้านขาว) และ 9 (ก้านแดง) ที่ปลูกร่วมกับยูคาลิปตัสสายต้น H4 และ P6 มีค่าสูงที่สุดในแปลงปลูกรูปแบบที่ 1 ขณะที่น้ำหนักแห้งของเหง้ามันสายพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกร่วมกับยูคาลิปตัสสายต้น P6 และ H4 มีค่าสูงสุดในแปลงปลูกรูปแบบที่ 2 และ 1 ตามลำดับ ส่วนน้ำหนักแห้งของเหง้ามันสายพันธุ์ระยอง 9 มีค่าสูงสุดในแปลงปลูกรูปแบบที่ 1

ในโอกาสนี้คณะของโครงการร่วม กฟผ.-สกว. ยังได้มีโอกาสไปดูงานโครงการวิสาหกิจชุมชนต้นแบบแปรรูปไม้สับ ซึ่งสนับสนุนโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และโรงงานเชื้อเพลิงอัดแท่งของบริษัท Power Pellet SRT จำกัด ซึ่งมีโรงงานแรกอยู่ที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ส่วนที่จังหวัดอุบลราชธานีกำลังดำเนินการก่อสร้าง จะเสร็จสมบูรณ์ในปีหน้า ซึ่งได้มีการเจรจากับโรงไฟฟ้าของญี่ปุ่นเพื่อรับซื้อเชื้อเพลิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคณะวิจัยของ สกว. ได้เข้ามาช่วยเหลือแนะนำการปลูกไม้โตเร็วให้ชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อป้อนวัตถุดิบให้กับโรงงานและโครงการวิสาหกิจชุมชน เนื่องจากวัตถุดิบที่มีอยู่ผลิตได้ไม่เพียงพอ และประหยัดค่าขนส่งซึ่งเป็นอีกตัวแปรสำคัญของต้นทุนการผลิต โดยจะมีการอบรมการปลูกแก่สมาชิกปีละครั้ง

ทั้งนี้ เชื้อเพลิงอัดแท่งจะต้องมีความชื้นไม่เกิน 12-15% โดยปกติไม้สับจะมีความชื้นอยู่ที่ประมาณ 45% ตากเพียง 2 แดดก่อนเข้าเครื่องอบไล่ความชื้นและอัดแท่ง จึงไม่สิ้นเปลืองพลังงานความร้อนในการผลิตมากนัก ยกเว้นในช่วงฤดูฝน โดยทางโรงงานตั้งเป้าไว้ว่าจะมีกำลังการผลิตชั่วโมงละ 4.5 ตัน วันละ 20 ชั่วโมง เป็นเวลา 300 วัน/ปี ราคาขายหน้าโรงงานตันละ 3,000 บาท นับเป็นธุรกิจพลังงานที่มีอนาคตอย่างมาก เพราะไทยเราอยู่ในระดับแถวหน้าของเอเชีย

ในส่วนของผู้สนับสนุนทุนวิจัย รศ.ดร.ศุภชาติ จงไพบูลย์พัฒนะ ผู้ประสานงานโครงการร่วมฯ ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับผลการดำเนินงานวิจัยว่าทั้งสองโครงการมีศักยภาพดี เป็นไปตามหลักวิชาการ และทำงานเชื่อมโยงกับ อ.อ.ป. ซึ่งเป็นผู้ใช้ประโยชน์โดยตรงตั้งแต่เริ่มโครงการ เป็นงานวิจัยระยะยาวที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง อีกทั้งเป็นการเก็บข้อมูลใหม่ที่ทันสมัย เพราะข้อมูลเดิมเมื่อสิบปีที่ผ่านมาอาจใช้ไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งเรื่องของพันธุ์ไม้และสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไป ในขณะที่ผลกระทบต่อชาวบ้านนั้น แน่นอนว่าการทำงานของ อ.อ.ป. ต้องผูกติดกับชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งงานวิจัยของเราก็ทำตามความต้องการของชาวบ้านในการปลูกมันสำปะหลังระหว่างไม้โตเร็ว เนื่องจากสำปะหลังสามารถเก็บขายได้ในระยะสั้นกว่า ทำให้ชาวบ้านมีรายได้หมุนเวียนไปใช้จ่ายเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลต่อยอดงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น การใช้ประโยชน์ด้านพลังงานชีวมวลของวิสาหกิจชุมชนผ่าน พพ. และการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ กฟผ. ในการปลูกป่าที่บึงกาฬ โดยจะนำผลงานวิจัยจากที่อุบลราชธานีไปเป็นแบบอย่างอีกด้วย

คุณสุรูป แสนขันธ์ คือเกษตรกรผู้ริเริ่มขยายพันธุ์ไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” ณ บ้านเลขที่ 243 หมู่ที่ 5 บ้านซำบ่าง ตำบลห้วยส้ม อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย

ชื่อไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” นี้ มีที่มาจาก เป็นไผ่รวกที่พบบนพื้นที่ยอดดอยภูกระดึง และ 58 คือ ปีที่คุณสุรูปเริ่มขยายพันธุ์จนสำเร็จ จนได้มีการจำหน่ายต้นพันธุ์ ทำให้ไผ่รวกหวานสายพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักนั่นเอง

แต่เดิมนั้น คุณสุรูป รับราชการครู สอนในรายวิชาการงานอาชีพ ซึ่งถือว่ามีความรู้ทางด้านเกษตรอยู่แล้ว ซึ่งในพื้นที่บ้านก็ได้มีการปลูกมะนาวไว้ และเป็นผู้รู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกมะนาวด้วย จนเมื่ออายุได้ 50 ปี ได้หันมาปลูกไผ่รวกหวานเป็นอาชีพเสริมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอาชีพ

คุณสุรูป เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการปลูกไผ่รวกหวานว่า “ได้ไปกินไผ่รวกจากคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นญาติพี่น้องที่รู้จักกัน คุณยายท่านนี้ปลูกไผ่รวกชนิดนี้ไว้ในบ้าน 1 กอ โดยไปเอามาจากบนป่าภูกระดึง ตนเกิดความประทับใจในรสชาติที่หวาน กรอบ ของไผ่ชนิดนี้ ที่มีรสหวานกว่าหน่อไผ่สายพันธุ์อื่นๆ ที่เคยได้กินมา จึงได้ขอซื้อไผ่กอนั้นทั้งกอมาปลูกไว้ที่บ้าน ด้วยการเพาะชำลำไผ่ แต่ปลูกได้ประมาณ 1 ปี ไผ่ก็ออกดอก และตายไปในที่สุด ด้วยความรู้ที่มีอยู่บ้างเกี่ยวกับด้านเกษตร จึงได้นำเมล็ดของไผ่รวกมาเพาะเพื่อขยายพันธุ์ จนได้เป็นไผ่รวกพันธุ์ใหม่ และให้ชื่อว่า ไผ่รวกหวาน ภูกระดึง 58”

คุณสุรูป ให้รายละเอียดว่า ไผ่รวก ที่ได้นำมาขยายพันธุ์นั้นเป็นไผ่รวกชนิดใหม่ ไม่เคยพบและไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อสายพันธุ์ไผ่อีกด้วย เพราะไผ่รวกส่วนใหญ่ที่รู้จักเป็นไผ่รวกที่มีรสขมเท่านั้น

หลังจากที่ได้เพาะเมล็ดพันธุ์ไผ่แล้ว คุณสุรูปได้นำกล้าพันธุ์ที่ได้ไปปลูกในแปลงบนพื้นที่ 45 ไร่ ซึ่งปัญหาแรกที่พบคือการกลายพันธุ์ของไผ่ พบว่า กล้าพันธุ์จากการเพาะเมล็ดพันธุ์ไผ่รวก 100 เมล็ด จะพบเมล็ดที่เป็นไผ่ขมอยู่ 10 เมล็ด เมื่อหน่อแรกเริ่มออก จึงคัดพันธุ์จากการชิมหน่อสดที่แทงออกมา หากพบว่าหน่อมีรสขม ก็จะขุดออกและนำไปปลูกไว้ในพื้นที่อื่น แต่ถึงแม้ว่าจะมีรสขม แต่ก็สามารถนำไปประกอบอาหารกินได้เช่นกันกับไผ่รวกหวาน ซึ่งจะมีความขมน้อยกว่าไผ่ป่าเล็กน้อย ส่วนไผ่รวกที่มีรสหวานก็จะปลูกและจำหน่ายต่อไป

หลังจากที่คุณสุรูปได้ปลูกไผ่รวกหวาน และได้มีการขยายพันธุ์รวมถึงจำหน่ายต้นพันธุ์ เมื่อ ปี 2558 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ทำให้มีผู้สนใจโทร.มาสอบถามติดต่อขอซื้อต้นพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งผลตอบรับเป็นไปในทางที่ดีมาก ลูกค้ามีความพอใจในตัวของไผ่รวกหวาน และคุณสุรูปก็ได้ให้รายละเอียด ข้อมูลในการปลูกไผ่รวกหวานอย่างเต็มที่

ไผ่รวกหวานภูกระดึง 58 สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทุกสภาพดิน และทุกสภาพอากาศ เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง ทนแล้งได้ดีมาก ให้หน่อได้ตลอดทั้งปีเมื่อได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งปุ๋ยที่ไผ่รวกหวานชอบนั้น คุณสุรูปแนะนำว่าควรเป็นปุ๋ยขี้ไก่ แต่ปุ๋ยคอกชนิดอื่นก็ใช้ได้เช่นกัน

เมื่อได้กล้าพันธุ์มาแล้ว ก็เตรียมพื้นที่ในการปลูกไผ่รวกหวาน ต้องไม่ใช่พื้นที่ชุ่มน้ำ แฉะน้ำ ขุดหลุมปลูกในระยะห่าง 2.5×2.5 เมตร เป็นระยะที่ได้ทดลองแล้วว่าเป็นระยะที่เหมาะสม ห่างเกินไปจะทำให้ความชุ่มชื้นน้อย แต่หากชิดเกินไปจะทำให้ลำมีขนาดเล็ก ผ่านไป 1 เดือน จะเริ่มมีหน่อแรกให้เห็น สามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 6-8 เดือน แต่ยังเป็นหน่อที่ไม่โตเต็มที่ หน่อที่โตเต็มที่จะเริ่มเก็บได้เมื่อกอมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งหน่อที่โตเต็มที่ 2 หน่อ จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1 กิโลกรัมครึ่ง เมื่อหน่อเริ่มออกมากต้องมีการบริหารจัดการกอไม่ให้เบียดกันเกินไป ด้วยการหักหน่อนำไปกินหรือจำหน่าย ทิ้งลำไว้ประมาณ 6-8 ลำ ต่อกอ

วิธีที่ 1 ปลูกก่อน บำรุงหลัง คือไม่ต้องใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม ให้ปุ๋ยเป็นระยะหลังจากลงแปลงปลูกแล้ว

วิธีที่ 2 ปุ๋ยรองก้นหลุม คือการใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมปลูกเพียงเล็กน้อย จากนั้นจะให้เป็นระยะในปริมาณที่เหมาะสม

เมื่อสังเกตและพบว่า ไผ่สามารถเจริญเติบโตได้แล้ว ต้องดูแลโคนต้น สิ่งที่สำคัญคือไม่เปลือยโคนต้น ต้องหาวัสดุมาคลุมโคนต้น โดยวัสดุที่คุณสุรูปนิยมนำมาใช้คือ ฟาง เปลือกข้าวโพด แกนข้าวโพด ซึ่งคุณสุรูปยังบอกด้วยว่า วัสดุคลุมดินสามารถนำใบไม้หรือเศษวัสดุอื่นได้ เช่น มีเกษตรกรบางรายปลูกไผ่รวกหวานแซมในสวนมะละกอ ก็สามารถนำใบมะละกอมาคลุมดินโคนต้นได้เช่นกัน

สำหรับหน่อไผ่รวกหวาน ราคานอกฤดู ขายที่กิโลกรัมละ 60 บาท ส่วนในฤดูนั้นคุณสุรูปจะไม่ขายหน่อ แต่จะปล่อยให้เป็นลำ เพื่อนำมาจำหน่ายเป็นต้นพันธุ์ และนำไปใช้ประโยชน์ในสวนของตนเองเป็นส่วนใหญ่ เช่น ทำเป็นค้างถั่ว เป็นไม้ค้ำยันหรือไม้หลักให้กับมะนาว เป็นต้น

ต้นพันธุ์ คุณสุรูป ขายปลีก ต้นละ 300 บาท หากลูกค้าซื้อจำนวนมาก นำไปปลูกเป็นไร่ 1 ไร่ 160 ต้น ขึ้นไป ขายต้นละ 200 บาท หรือซื้อ 500 ต้น ขึ้นไป ขายต้นละ 150 บาท สั่งซื้อเยอะ 300 ต้น ขึ้นไป จะบริการส่งถึงที่ สั่งน้อยจะจัดส่งทางไปรษณีย์ทั่วประเทศ

เมนูอาหารที่สามารถนำไผ่รวกหวานไปประกอบเป็นวัตถุดิบหลัก เช่น ส้มตำ หรือกินสดเป็นเครื่องเคียงของน้ำพริกได้ สามารถนำไปผัดกุ้งน้ำมันหอยเช่นเดียวกับเมนูหน่อไม้ฝรั่ง โดยที่ไม่ต้องนึ่งหรือลวกก่อน เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบกินหน่อไม้ เพราะมีความสะดวกและรวดเร็วในการนำไปประกอบอาหาร

นายเหวียน หาย บั่ง (H.E. Mr. Nguyen Hai Bang), (ยืนที่ 5 จากซ้าย) เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทยและผู้แทนทูตจาก 6 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ กัมพูชา เมียนมา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ร่วมยินดีในโอกาสที่ นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ (ยืนกลาง) ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) และ นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข (ยืนที่ 5 จากขวา) ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจอาหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) จัดงาน CPF Scholarship Day 2018 มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ให้นักศึกษานานาชาติทั้ง 6 ประเทศ และนักศึกษาไทยรวมทั้งหมด 48 ทุน เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านการเกษตรมืออาชีพยกระดับธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารอย่างยั่งยืนในระดับโลก โดยมี ร่วมยินดี ณ สถาบันปัญญาภิวัฒน์ แจ้งวัฒนะ เมื่อเร็วๆ นี้

กรมส่งเสริมสหกรณ์ สรุปภาพรวมความสำเร็จโครงการธนาคารสินค้าเกษตรของสหกรณ์ทั่วประเทศ ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตลงกว่า 17%

กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยผลสำเร็จการขับเคลื่อนโครงการธนาคารสินค้าเกษตรของสหกรณ์ 200 แห่งทั่วประเทศ เผยช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้ 17% คาดขยายผลส่งเสริมเกษตรกรจนกว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่กำหนด

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ สรุปผลความก้าวหน้าโครงการธนาคารสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 ว่าโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายยกระดับธนาคารสินค้าเกษตรให้สามารถบริการได้หลากหลาย โดยให้ธนาคารเปิดบริการรับฝาก ถอน ให้ยืม แลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิต อุปกรณ์การเกษตร การตลาด รวมถึงสินค้าอุปโภคและบริโภคเพื่อให้บริการแก่สมาชิก ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และอีก 5 หน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว จากการประเมินผลสำเร็จของโครงการนี้ พบว่า ธนาคารสินค้าเกษตรเป็นโครงการที่ดีสามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการผลิตพืชผลทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี ซึ่งได้ตั้งเป้าว่าจะต้องลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในแต่ละอาชีพให้ได้ 20% แต่ขณะนี้แล้ว 17% และจะพัฒนาต่อยอดต่อไป

ทั้งนี้ ในการใช้บริการธนาคารสินค้าเกษตร ต้องมีการสมัครสมาชิกและเสียค่าธรรมเนียมรายปี เพื่อแจ้งความประสงค์ในการเข้าร่วมกิจกรรมจึงจะใช้บริการได้ ซึ่งในภาพรวมถือว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จอยู่ในเกิน 80% โดยวัดจากเป้าหมายของการใช้บริการและความพึงพอใจของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกที่มาใช้บริการ ส่งผลทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งช่วยสนับสนุนสมาชิกลดต้นทุนการผลิต และเข้าถึงปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังสามารถเสริมสร้างในด้านอื่นๆ ด้วย เมื่อเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ ก็ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นเหตุและผลไปพร้อมๆ กัน

ส่วนปัญหาอุปสรรคเท่าที่พบคือต้องส่งเสริมการให้บริการแก่เกษตรกรมากขึ้น บางธนาคารต้องพึ่งพางบประมาณซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด เช่น ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ต้องไปซื้อน้ำยาทำปุ๋ย ธนาคารประมง ต้องซื้อพันธุ์ปลามาเพาะเลี้ยง ธนาคารโคกระบือ ต้องไปซื้อโคกระบือ ขณะที่ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญอีกหนึ่งเรื่อง คือคนภายนอกมองว่าเกษตรกรทุกคนไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งที่ความจริงแล้วเกษตรกรจะต้องเข้ามาเป็นสมาชิกและเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันก่อนจึงจะเข้ามาใช้บริการได้ ซึ่งมีขั้นตอนการปฏิบัติชัดเจน อย่างไรก็ตาม

ขณะนี้มีการจัดตั้งแล้ว 7 ธนาคาร ประกอบด้วย ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกร ธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ธนาคารโคนมทดแทน ธนาคารข้าวในสถาบันเกษตรกร ธนาคารหม่อนไหม และธนาคารประมง ซึ่งแต่ละกรมจะดูแลในส่วนของตัวเอง ส่วนธนาคารสินค้าการเกษตรขณะนี้มีทั้งหมด 200 แห่งทั่วประเทศ แต่ละปีจะขยายผลไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่า เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปส่งเสริมในสหกรณ์แล้วจะมีผู้สนใจหรือไม่ ถ้ามีผู้สนใจเขาก็ไปส่งเสริมให้ทำแล้วก็ขยายผลต่อยอดให้เพิ่มขึ้น

สำหรับกิจกรรมของธนาคารยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องไป ปัจจุบันโครงการเริ่มนิ่งและเดินต่อไปได้ ไม่มีสิ่งที่น่ากังวล แต่อาจจะมีการขยายเพิ่มขึ้น เพราะในเบื้องต้นที่เริ่มทำกิจกรรม ก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกไปให้คำแนะนำให้ความรู้กับสมาชิก เมื่อรวมตัวเป็นกลุ่มแล้ว ก็พัฒนาให้เป็นต้นแบบเพื่อให้เกษตรกรรายอื่นๆ มาศึกษาดูงาน ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เพื่อให้เกิดการขยายตัวกว้างขึ้น โดยที่ส่วนราชการเพียงแค่ทำหน้าที่ในการสนับสนุนแนะนำเท่านั้น ที่เหลือให้เกษตรกรเชื่อมโยงพึ่งพาอาศัยกันเอง ถือว่าโครงการนี้ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างแท้จริง และทำให้เกษตรกรได้มีการดูแลซึ่งกันและกันและส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นที่พึ่งพาของเกษตรกร โดยจะขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างต่อเนื่องและกำหนดเป็นแผนงานปกติของหน่วยงานต่างๆ ต่อไป

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดโอกาสให้สภาเกษตรกรแห่งชาติ มีส่วนร่วมในการนำเสนอประเด็นปัญหาและแนวทางพัฒนาของภาคเกษตรกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2561 ณ ห้องประชุมพึ่งบุญ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2561 สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงได้เรียนเชิญ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาชี้แจงถึงแนวทางความร่วมมือในการทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสภาเกษตรกรแห่งชาติ

โดยรัฐมนตรีชี้แจงว่าประเทศไทยมีจุดแข็งหลัก 2 ด้าน คือการเกษตร และการบริการ ตอนนี้ด้านการบริการเป็นไปได้ดี โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่ทำรายได้ให้กับประเทศ แต่ด้านการเกษตรยังไม่ดีนัก GDP (Gross Domestic Product) หรือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ” โตไม่ถึง 10% วังวนของเกษตรกรคือเรื่องราคาผลผลิตการเกษตรที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ต้องช่วยกัน ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนงานเพื่อเกษตรกรอย่างเต็มที่

แต่ปัญหาของภาคเกษตรไทยคือไม่สามารถจัดการได้ทั้งระบบ เช่น ปาล์มที่ปลูกในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิต้องประสานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการจัดโซนนิ่งปลูก ในการผลิตต้องประสานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ได้ผลปาล์มมีคุณภาพเปอร์เซ็นต์น้ำมันไม่ต่ำกว่า 18% ต้องประสานกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อให้โรงงานไม่รับซื้อผลปาล์มที่ไม่ได้คุณภาพ การมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มมาตรฐานเดียว เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าต่างกับประเทศมาเลเซียที่บริหารจัดการปาล์มทั้งระบบจบที่กระทรวงเดียว

ส่วนของระบบการค้าในโลกเสรีที่ไม่สามารถห้ามการนำเข้าได้ก็มีผลตัวอย่างในขณะนี้ เช่น ราคามะพร้าวที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอให้หาทางแก้ไขการนำมะพร้าวเข้าจากอินโดนีเซีย กระทรวงพาณิชย์ต้องใช้เทคนิคกลยุทธ์ในการจัดการช่วยเกษตรกรซึ่งจะได้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง ในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือต้องทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำสามารถแข่งขันได้ เกษตรกรต้องรวมตัวกันจัดการขายผลผลิตตรงไปถึงผู้บริโภค

แก้ปัญหาคนกลางที่เอาเปรียบ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้าเจรจาการค้ากับหลายประเทศโดยเฉพาะกับจีนเพื่อให้สามารถขายสินค้าทางการเกษตรได้ ที่ประสบผลสำเร็จมากคือทุเรียนด้วยวิธีการสร้างตลาดที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ภาคการเกษตรต้องให้ตลาดนำการผลิต โดยขณะนี้ได้ประสานงานกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เพื่อให้เกษตรกรเข้าไปวางขายผลผลิตในห้างได้ เหล่านี้เป็นการทำงานเพื่อเกษตรกรที่กระทรวงพาณิชย์พร้อมรับฟังความเห็นและทำงานร่วมไปกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อเกษตรกร

อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกข้าวโพด 19,878 ไร่ ผลผลิตที่ได้ 15,902,400 กิโลกรัม ซึ่งหลังการเก็บเกี่ยวและกะเทาะเปลือก/เมล็ด จะมีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรคือซังและเปลือกข้าวโพด 3,339,504 กิโลกรัม ต่อปี เกษตรกรส่วนมากจะเผาทำลายซังและเปลือกข้าวโพด ทำให้เกิดสภาวะหมอกควัน อากาศเป็นมลพิษ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการหยุดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยทางสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงดาวและเทศบาลตำบลปิงโค้ง ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้งดำเนินการนำซังข้าวโพดมาผลิตเป็นถ่านอัดแท่ง จากเศษวัสดุที่เหลือใช้ ไร้ราคา นำมาสร้างรายได้กว่า 1 ล้านบาท

นำซังข้าวโพด เผาในเตาเผาถ่านแบบไร้ควัน ที่ทำจากถังน้ำมัน 200 ลิตร โดยบรรจุซังข้าวโพด 35-40 กิโลกรัม ต่อการเผาแต่ละครั้ง และใช้เวลาเผาประมาณ 1 ชั่วโมง จะได้ถ่านขี้แมว 20% (ประมาณ 8 กิโลกรัม)
นำถ่านขี้แมวเข้าเครื่องตีป่นโม่ให้ละเอียดเป็นผง
นำผงถ่านเข้าเครื่องผสม อัตราส่วน ผงถ่าน : แป้งมัน : น้ำ (10 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม : 7 กิโลกรัม)
นำส่วนผสมเข้าเครื่องอัดแท่งและตัดตามขนาด

นำถ่านอัดแท่งตากให้แห้งในโรงอบ 3-4 วัน จะได้ถ่านอัดแท่งซังข้าวโพด พร้อมบรรจุและจำหน่าย
คุณสุทัศน์ บานเย็น นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลปิงโค้ง กล่าวว่า ถ่านอัดแท่งซังข้าวโพดของวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้ง “ไฟแฮง (ไฟแรง) ติดเมิน (ติดนาน 2 ชั่วโมงครึ่ง) คุ้มเกินราคา ไม่มีควัน ไม่มีกลิ่น ไม่แตกประทุและแตกหักยาก” ราคาที่จำหน่ายกิโลกรัมละ 20 บาท จากซังข้าวโพดในพื้นที่ 3,339,504 กิโลกรัม เมื่อเผาแล้วจะได้ถ่านขี้แมว 667,900 กิโลกรัม แล้วนำมาอัดแท่งและจำหน่าย ในแต่ละปีสร้างรายได้กว่า 1 ล้านบาท

คุณนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการหยุดการเผาในพื้นที่การเกษตรมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรไถกลบทดแทนการเผาเพื่อให้โครงสร้างดินดี เพิ่มอินทรียวัตถุ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรผลิตเป็นปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการเผา ลดหมอกควัน ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต สำหรับวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 โดยมี คุณกิตติ คชฤทธิ์ เป็นประธาน มีสมาชิก 15 คน และได้นำซังข้าวโพดมาแปรรูปเป็นถ่านอัดแท่ง เพิ่มมูลค่า นับว่าเป็นแบบอย่างในการหยุดการเผาที่เป็นรูปธรรม เกษตรกรมีรายได้จากการขายซังข้าวโพดในราคากิโลกรัมละ 1 บาท จากที่ไม่มีราคาเผาทิ้งกันโดยเปล่าประโยชน์และถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพดเป็นพลังงานทดแทนที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

คุณมุก-ณัชคิรากร ดำชมทรัพย์ นักศึกษาปริญญาโทรายนี้ สนใจเรียนสายเกษตร ตั้งแต่ ม. 3 ช่วงนั้นธุรกิจคอมพิวเตอร์กำลังบูม คุณแม่แนะนำให้เธอเรียนด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อจบแล้วมีงานทำแน่นอน คุณมุก ยอมรับว่า ตอนนั้น เธอยังไม่รู้จักตัวเองมากพอ จึงตัดสินใจเรียนในสาขาธุรกิจคอมพิวเตอร์ ตามความต้องการของคุณแม่ หลังเรียนจบ ในปี 2540 เธอทำงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ประมาณ 2 ปี ก็ตัดสินใจลาออก เพื่อทำอาชีพเกษตรที่เธอใฝ่ฝัน

คุณมุก บอกว่า เธอรู้จักกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ด้วยความบังเอิญ ช่วงนั้นเพื่อนรุ่นพี่รายหนึ่งในพื้นที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ที่ทำสวนกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 แต่ขายหน่อไม่ได้ เขารู้ว่า คุณมุกเก่งเรื่องการตลาด จึงฝากให้คุณมุกช่วยขายหน่อให้เขาหน่อย คุณมุกช่วยขายหน่อพันธุ์กล้วยปากช่อง 50 ของสวนดังกล่าว ในราคา หน่อละ 35 บาท และรับหน่อพันธุ์กล้วยหอมทองและกล้วยไข่มาขายควบคู่กันไป ปรากฏว่า ช่วง 1 ปี ที่ขายหน่อพันธุ์กล้วย สร้างผลกำไรที่ดี ทำให้เธอสนใจที่จะปลูกกล้วยเพื่อขายหน่อพันธุ์บ้าง

คุณมุก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “กล้วยน้ำว้า พันธุ์ปากช่อง 50” เริ่มเป็นที่รู้จักของตลาดอย่างแพร่หลาย ช่วงประมาณ ปี 2551 กล้วยพันธุ์นี้เป็นผลงานวิจัยของ อาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส และคณะ สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ตอบโจทย์ความต้องการตลาดได้อย่างดีเยี่ยม เพราะมีเครือขนาดใหญ่ น้ำหนักเครือมากกว่า 30 กิโลกรัม จำนวนหวีมากกว่า 10 หวี จำนวนผลต่อหวี ประมาณ 18 ผล ผลกล้วยใหญ่อ้วนดี น้ำหนักผลโดยเฉลี่ยประมาณ 140 กรัม ต่อผล ไส้กลางไม่แข็ง ออกสีเหลือง เนื้อแน่น ผลสุกมีความหวาน 26 องศาบริกซ์ หากปลูกดูแลดี เกษตรกรจะมีผลกำไรจากการขายกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ประมาณ 10,000-12,000 บาท ต่อไร่

หลังจากทำอาชีพเลี้ยงกุ้งขาวไปได้ 10 ปี คุณมุก ก็เรียนรู้ว่า อาชีพการเกษตรมีความเสี่ยงสูงในเรื่องความผันผวนของราคาสินค้า เกษตรกรไม่ว่าจะทำงานเก่งสักแค่ไหน ก็มักตกม้าตายในเรื่องราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นราคากุ้ง ราคาปลา คุณมุก จึงตัดสินใจปลูกพืชคือ กล้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงในการตลาด เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว คุณมุก ปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 บนเนื้อที่ 30 ไร่ ปรากฏว่า กล้วยพันธุ์นี้ ปลูกง่าย ตลาดตอบรับดีมาก จึงมองหาทำเลใหม่เพื่อขยายพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ในอนาคต

คุณมุก บอกว่า ปลูกกล้วย 1 ต้น จะได้กล้วย 1 เครือ กล้วยเป็นพืชที่มีอายุสั้น ปลูกดูแลง่าย อย่างไรก็ได้กินกล้วยแน่นอน เมื่อคุณมุกเริ่มศึกษาเรื่องกล้วยมากขึ้น จึงรู้ว่า กล้วยน้ำว้า 1 ผล ให้พลังงานถึง 100 แคลอรี อุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุกโทส และกลูโคส มีเส้นใยกากอาหาร ในบรรดากล้วยทั้งหมด กล้วยน้ำว้า มีปริมาณแคลเซียมสูงสุด ยิ่งนำกล้วยน้ำว้าไปปิ้งหรือย่าง ปริมาณแคลเซียมจะยิ่งออกมาเยอะ คนไทยมีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น แทนที่จะกินนมวัว ก็หันมากินกล้วยก็ได้แคลเซียมเช่นกัน