ผลงาน นวัตกรรมระบบการผลิตและการเพิ่มมูลค่าปลา

ลูกผสมเพื่อชุมชน ของ รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล, อ.ดร.สุดาพร ตงศิริ, และทีมงาน คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ ซึ่งผลงานวิจัยนี้เป็น ระบบการผลิตปลาหนังลูกผสมช่วยเพิ่มผลผลิตปลาเศรษฐกิจให้กับชุมชน โดยเพิ่มมูลค่าเนื้อปลาเป็นอาหารสุขภาพ อาทิ เนื้อปลาแช่แข็ง ไส้อั่ว ไส้กรอก เพิ่มมูลค่าเศษเหลือเป็นอาหารปลา การสกัดน้ำมันปลาน้ำจืดที่มีกรดไขมันโอเมก้า 9 มีฤทธิ์ชีวภาพในการต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคหลอดเลือดและเบาหวาน และสกัด คอลลาเจนจากหนังปลาเป็นเครื่องสำอาง ครีมคอลลาเจนจากหนังปลา ลิปสติกน้ำมันปลา โดยมีรางวัลนวัตกรรมระดับนานาชาติการันตี (EUROINVENT 2016: VIII European Exhibition of Creativity and Innovation, Romania) ซึ่งทั้งระบบเป็นผลงานพร้อมใช้ (นำไปพัฒนาต่อยอด / ขยายผล) จำหน่ายเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ผลงาน ผลิตภัณฑ์จากส่วนต่างๆ ของมะเกี๋ยง พืชอนุรักษ์ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อุมาพร อุประ, รองศาสตราจารย์ ดร.วิจิตรา แดงปรก, อาจารย์ ดร.รัฐพงศ์ ปกแก้ว, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรผกา อรรคนิตย์ และทีมงาน คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร โดยผลงานวิจัยนี้ เป็นการแปรรูปมะเกี๋ยง ซึ่งเป็นพื้นเมืองที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ให้เป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายเพิ่มมูลค่าให้กับมะเกี๋ยงเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ขึ้น จากการวิจัยพบว่า มะเกี๋ยงมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหรือสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงนำมาแปรรูปเป็นอาหารให้ผู้บริโภคยอมรับ และมีรสชาดดี ได้แก่ น้ำมะเกี๋ยง บรั่นดี

น้ำส้มสายชู แยมมะเกี๋ยง น้ำมะเกี๋ยงเข้มข้น น้ำมะเกี๋ยงอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ชาจากผลมะเกี๋ยง ชาจากยอดอ่อนมะเกี๋ยง ซึ่งจากการดำเนินงานโครงการนี้ สามารถสนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาห์ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ) ช่วยให้ได้กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์จากมะเกี๋ยงเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภค ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากพืชมะเกี๋ยงอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจะเป็นการปลุกจิตสำนึกให้ชุมชนและท้องถิ่นสามารถอนุรักษ์พันธุกรรมพืชมะเกี่ยงร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

โดยทั้งสองผลงานได้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาจากคณะกรรมการ 3 เกณฑ์หลัก ได้แก่ 1. เป็นผลงานวิจัยที่มีคุณค่า สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ ตอบสนองเชิงพาณิชย์ และสังคมชุมขน 2. มีเทคนิคการนำเสนอผลงานวิจัยให้กับผู้เยี่ยมชมงานจนได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และ 3. มีการจัดแสดงนิทรรศการได้สวยงาม น่าสนใจ ส่งผลงให้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับรางวัลชนะเลิศ Platinum Award ในการแสดงผลงานวิจัยในครั้งนี้ ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “เป็นความภาคภูมิใจที่ทางคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สถาบันวิจัยระดับชาติล้วนชื่นชมผลงานจากแม่โจ้ในความสำเร็จครั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับผลงานวิจัยของทีมงานมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่ได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จระดับชาติมาอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณนักวิจัยที่ทุ่มเทและมุ่งมั่นเพื่อมหาวิทยาลัยทุก ๆ ท่าน อาทิ รองศาสตราจารย์เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์.ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล อ.ดร.สุดาพร ตงศิริ และทีมงาน คณะเทคโนโลยีการประมงฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อุมาพร อุประ รองศาสตราจารย์ ดร.วิจิตรา แดงปรก, อาจารย์ ดร.รัฐพงศ์ ปกแก้ว, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรผกา อรรคนิตย์และทีมงาน คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร และนักวิจัยอีกหลายท่าน เราเชื่อมั่นว่า แม่โจ้จะมีนักวิจัยระดับชาติและนานานชาติเช่นนี้สืบต่อไป เป็นแบบอย่างแก่นักวิจัยรุ่นถัดไปด้วย”

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 14 กันยายน 2559 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า พายุดีเปรสชั่น“ราอี” (Rai) ที่เคลื่อนผ่านจังหวัดอุบลราชธานี และอำนาจเจริญได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางแล้ว และคาดว่าจะเคลื่อนไปปกคลุมภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ตามลำดับต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ บุรีรัมย์ นครราชสีมา นครสวรรค์ สระบุรี ลพบุรี ชัยนาท อุทัยธานี เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ตาก และ เพชรบูรณ์ มีฝนตกเป็นบริเวณกว้างและมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนบริเวณจังหวัดมุกดาหาร ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์อำนาจเจริญ อุบลราชธานี จะมีฝนลดลง

ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้นโดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 19 กันยายน 2559 นี้ไว้ด้วย และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดต่อไป

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มีหย่อมความกดอากาศต่ำที่อ่อนกำลังลงจากพายุโซนร้อน “ราอี” (Rai) บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.
ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 90 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก
อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 26-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 90 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
บริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-29 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สระบุรี และลพบุรี
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 และมีฝนตกหนักบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

แจงผลศึกษางานวิจัย แนวทางพัฒนาการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการเกษตร AEC อีสานกลาง กรณีศึกษาอ้อยโรงงานของจังหวัดขอนแก่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 เปิดกลยุทธ์ผลศึกษา ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ หวังร่วมผลักดันให้ไทยเป็น Sugarcane Hub ของอาเซียน

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาวิจัย “ขอนแก่น: แนวทางพัฒนาการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการเกษตร AEC อีสานกลาง กรณีศึกษาอ้อยโรงงาน ในปีงบประมาณ 2559” โดยทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้ทำการศึกษา เพื่อวิเคราะห์ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการเกษตรของจังหวัดขอนแก่น กรณีอ้อยโรงงาน และเสนอแนะแนวทางกลยุทธ์การพัฒนาให้จังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการเกษตรของอีสานกลาง สำหรับสินค้าอ้อยโรงงาน เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

การศึกษา สศท.4 ได้รวบรวมความคิดเห็นจากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยโรงงาน หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ โรงงานน้ำตาล สมาคมชาวไร่อ้อย และสหกรณ์ชาวไร่อ้อย รวมจำนวน 98 ราย และเสนอกลยุทธ์ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการเกษตร AEC อีสานกลางของจังหวัดขอนแก่น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ควรมีการบูรณาการร่วมกันในการดำเนินการทั้ง 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร พัฒนาระบบโรงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับต่อการเติบโต ศึกษาความต้องการของตลาดก่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดนอกเหนือจากอาเซียน สร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อประโยชน์ในการเจรจาการค้า และผลักดันพัฒนาให้ประเทศไทยเป็น Sugarcane Hub ของอาเซียน เนื่องจากไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายมากที่สุดในอาเซียน

ด้านนางราตรี พูนพิริยะทรัพย์ ผู้อำนวยการ สศท.4 ได้กล่าวเสริมในรายละเอียดผลการศึกษา ซึ่งแบ่งเป็นกลยุทธ์ส่วนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยกลยุทธ์ส่วนต้นน้ำ ได้แก่ การส่งเสริมการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพดินตามนโยบาย Zoning ส่งเสริมการปลูกอ้อยอินทรีย์ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อย ส่งเสริมให้เกษตรกรกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชด้วยวิธีทางธรรมชาติ การส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ และส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยประจำอำเภอ เป็นต้น

กลยุทธ์ส่วนกลางน้ำ ได้แก่ ความร่วมมือกันของภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นระบบจองคิวส่งอ้อยล่วงหน้า การจัดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อการพัฒนากระบวนการผลิตหรือเครื่องจักรการผลิตให้แก่โรงงานน้ำตาล และกลยุทธ์ส่วนปลายน้ำ ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุนการตั้งอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สนับสนุนโครงการนวัตกรรมของอุตสาหกรรม เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากอ้อยและน้ำตาลทราย ส่งเสริมการใช้เอทานอล และสนับสนุนให้โรงงานน้ำตาลขนส่งสินค้าทางรถไฟทางคู่ เป็นต้น

นอกจากนี้ ภาครัฐควรร่วมทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายต่อไป เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Sugarcane Hub ของอาเซียนต่อไป สำหรับท่านที่สนใจผลการศึกษาดังกล่าว สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 โทร. 043 261 1513 หรืออีเมล zone4@oae.go.th

การยางแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงนิวเดลี นำคณะนักธุรกิจยางพาราจากอินเดีย เยือนพื้นที่ปลูกยางในภาคอีสาน นำร่อง จ.บึงกาฬ เปิดบ้านให้การต้อนรับ พร้อมเยี่ยมชมโรงงานยางพาราของบริษัทเอกชน ยืนยัน ประเทศผู้ซื้อยางรายใหญ่อันดับสองของโลก มีความสนใจ และพร้อมที่จะรับซื้อยางไม่ว่าจะภาคไหนของประเทศไทย

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า คณะนักธุรกิจยางพาราจากอินเดีย ให้ความสนใจในการลงพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเป็นพื้นที่ที่ปลูกยางหลักของประเทศรองจากภาคใต้ โดยรวมมีพื้นที่ปลูกยางทั้งสิ้นประมาณ 3.8 ล้านไร่ โดยเฉพาะ จ.บึงกาฬ มีพื้นที่ปลูกยางมากที่สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 6.9 แสนไร่ ดังนั้น การพบปะระหว่างนักธุรกิจอินเดีย และผู้ประกอบการของไทยในวันนี้ จะมีการลงนามร่วมกันระหว่างสองฝ่ายในหนังสือแสดงความเจตน์จำนงในการซื้อยาง (Express of interest) เพราะในประเทศอินเดียยังมีความต้องการใช้ยางในการผลิตไม่น้อยกว่า 1 แสนตันต่อปี

ดร.ธีธัช กล่าวย้ำว่า บทบาทของการยางแห่งประเทศไทย จะเน้นการเปิดตลาดยางใหม่ และไม่ไปแทรกแซงตลาดหรือขายผลผลิตแข่งกับใคร การเชิญนักธุรกิจจากประเทศผู้ซื้ออันดับต้นๆ ของโลก เป็นโอกาสในการสร้างส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับวงการยางพาราไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการสามารถได้ขายของมากขึ้น เพราะนักธุรกิจกลุ่มนี้มีกำลังการซื้อจำนวนมาก เช่น บริษัท MRF มีกำลังการซื้อประมาณ 1 แสนตันต่อปี เป็นต้น สิ่งที่สำคัญที่ประเทศไทยจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจต่างชาติ คือ ปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ซึ่งจากผลการแลกเปลี่ยนในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา สิ่งที่นักธุรกิจให้ความคิด คือ คุณภาพของยางไทยเคยเป็นยางที่มีคุณภาพสูง ช่วงหลังจะเห็นว่าถูกแซงโดยยางของเวียดนาม จะทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพของยางไทยต่อไป ซึ่งจะต้องร่วมมือกับทุกๆ ฝ่ายทั้งเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบการในการพัฒนาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคุณภาพยางพาราไทย

“นอกจากนี้ หลังจากเกิดกระแสปัญหากรดซัลฟิวริกในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาของพื้นที่ภาคอีสาน กิจกรรมนี้ นับว่าจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และย้ำเตือนว่า ประเทศผู้ซื้อยางรายใหญ่อันดับสองของโลก มีความสนใจ และพร้อมที่จะรับซื้อยางไม่ว่าจะภาคไหนของประเทศไทย ซึ่งแสดงว่า เราต้องสร้างความเชื่อมั่น และผลิตยางได้คุณภาพมาตรฐานตามที่เขาต้องการ เพราะกลุ่มนักธุรกิจที่มาทั้งสองกลุ่ม คือ ผลิตภัณท์อุตสาหกรรมล้อยาง และอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ล้อยาง เช่น ถุงมือยาง เป็นต้น ซึ่งบางส่วนก็ยังต้องการยางแท่ง STR บางส่วนก็ต้องการยางลูกขุน และยางแผ่นรมควัน เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการไทย และศักยภาพของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรสามารถที่จะจับคู่ธุรกิจได้ และ กยท. จะปรับบทบาทมาเป็นหน่วยงานที่จะสามารถรับรองคุณภาพของยางจากเกษตรกร เพื่อให้เป็นที่เชื่อมั่นของผู้ซื้อได้ว่า ยางเหล่านี้เมื่อผ่านการรวบรวมจาก กยท. แล้วมีมาตรฐาน สามารถส่งมอบ และลงนามในหนังสือแสดงความสนใจในการซื้อยางต่อไป” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

นายอภิรัตน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง อัครราชฑูต สถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงนิวเดลี กล่าวว่า สถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงนิวเดลี ได้นำตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจยางพาราอินเดียมาเยือนไทย ประกอบด้วย บริษัทที่อยู่ในกลุ่มสมาคมผู้ผลิตยางล้อในประเทศอินเดีย (Automotive Tyre Manufacturers Association-ATMA)และสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางอินเดีย (All India Rubber Industries Association-AIRIA) เพื่อจัดให้มีกิจกรรมพบปะกับผู้ขายและผู้ประกอบการธุรกิจยางพาราของไทย รวมทั้งการรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของธุรกิจยางพาราไทย มีวัตถุประสงค์หลักคือการจับคู่ทางธุรกิจและส่งเสริมการส่งออกยางพาราไทยในรูปแบบต่างๆ เข้าสู่ตลาดอินเดีย เพราะปัจจุบันอินเดียมีความต้องการนำเข้ายางธรรมชาติ หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยางพารา เพื่อรองรับกับความต้องการใช้ยางในด้านอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดร.พินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี footballsoftpro.com และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ กล่าวว่า การมาเยือนของอินเดียในครั้งนี้ ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นำคณะไปเยือนประเทศอินเดีย เพื่อเจรจาทางการค้าระหว่างไทย-อินเดีย ซึ่งมีประเด็นสินค้าเกษตรเรื่องยางพาราด้วย จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ทางคณะเอกอัครฑูตไทยประจำนิวเดลีได้ทำงานต่อเนื่อง และสามารถเชิญนักธุรกิจชาวอินเดีย 9 ท่าน จาก 9 บริษัท เดินทางมาด้วย จังหวัดบึงกาฬ ชาวจังหวัดบึงกาฬต่างให้การต้อนรับเสมือนเป็นมิตร เป็นพี่น้องกัน สร้างความประทับใจให้คณะชาวอินเดียตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง นับว่าเป็นมิตรภาพที่ดีและมีโอกาสได้สานความสัมพันธ์ระหว่างกัน จากการนำคณะไปชมโรงงานของผู้ประกอบการยางในจังหวัดบึงกาฬ มีทั้งเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรร่วมดูงานด้วย ทำให้การตอบรับจากนักธุรกิจ มีความมั่นใจมากๆ ต่อคุณภาพยางของจังหวัดบึงกาฬ ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ก้าวสำคัญที่คณะชาวอินเดียซึ่งเป็นนักธุรกิจรายใหญ่ ทั้งบริษัทผู้ผลิตล้อยางรายใหญ่อันดับ 1 2 และ 3 ของประเทศอินเดีย จะพิจารณาและตัดสินใจเดินทางมาเพื่อซื้อยางที่ จ.บึงกาฬต่อไป ในวันนี้ ความสำเร็จขั้นต้น ทางบริษัท Chowdhry Rubber & Chemical Pvt.Ltd. นำโดย Mr.Deepak Chaddha ประธานกรรมการบริษัท ได้ลงนามในหนังสือแสดงความเจตน์จำนงการซื้อยางกับหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ และการยางแห่งประเทศไทย คาดว่าจะซื้อยางประมาณ 1 แสนตัน และจะเร่งร่วมมือกันประสานงานต่อไปให้เป็นรูปธรรม

ก้าวต่อไปที่สำคัญ คือ เราต้องแปรรูปวัตถุดิบยางพาราให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น อย่างที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนในเรื่องนวัตกรรม 4.0 จะเน้นการแปรรูป และสร้างความร่วมมือกับประเทศจีน อินเดีย และนานาชาติ รวมทั้ง ขณะนี้กำลังพยายามเชื่อมต่อกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่ม SMEs รายย่อย รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้สามารถเข้าถึงนวัตกรรม เทคโนโลยี และที่สำคัญ ต้องขอชื่นชมการยางแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง เอาการเอางาน มีการให้ความช่วยเหลือโดยพร้อมเพรียงอย่างมาก ดร.พินิจ กล่าวทิ้งท้าย

นายธราดล ทองเรือง อัครราชฑูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) เผยว่า ปัจจุบัน มีเส้นทางการคมนาคมขนส่งสินค้าอย่างผลไม้จากไทยไปอินเดีย และอนาคตจะส่งยางพารา ผ่านถนนที่เชื่อมต่อจากประเทศไทยไปอินเดีย โดยผ่านเส้นทาง ลาว จีน และถึงประเทศอินเดีย ณ รัฐมณีปุระ เป็นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งยางพารา คาดว่า ยางพาราไทยในภาคอีสาน จะเติบโตได้ไกล เพราะงานครั้งนี้ เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ไทยจะได้คู่ค้ารายใหม่ เพิ่มทางเลือกมากขึ้น ยกตัวอย่าง ธุรกิจรถยนต์ใหญ่เป็น 5 เท่า 10 เท่าของเมืองไทย และธุรกิจยางรถยนต์ใช้ยางดิบเป็นส่วนประกอบในเปอร์เซ็นต์ที่สูง นอกจากอินเดียใช้ยางในการผลิตยางรถยนต์แล้ว ยังใช้พวกถุงมือยาง อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับยางพาราต่างๆ มากมาย เพราะอินเดียมีประชากรสูงถึงประมาณ 1,200 ล้านคน เทียบเท่ากับจีน ถ้าจีนบริโภคยางเท่าไหร่ก็คิดว่าอินเดียก็ใช้บริโภคในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ทั้งขนาดประเทศและสัดส่วนประชากรใกล้เคียงกัน