ผลผลิตปีแรก สามารถขายภายใต้การรับรองเกษตรอินทรีย์

เป็นกาแฟอินทรีย์ ประมาณ 20 ตัน ปีต่อมาสามารถผลิตเมล็ดกาแฟจำหน่ายได้ประมาณ 50 ตัน และคาดว่าปีต่อไปจะสามารถเพิ่มปริมาณเมล็ดกาแฟอินทรีย์จำหน่ายได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ โดยปกติเมล็ดกาแฟจะจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 160 บาท แต่เมื่ออยู่ในรูปแบบของกาแฟอินทรีย์ จะสามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ 250 บาททีเดียว

ปัจจุบัน เครือข่ายมีพื้นที่รวบรวมผลผลิต ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 7 ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย และจำหน่ายกาแฟอินทรีย์ในรูปของกาแฟสาน หรือ กรีนบีน และกาแฟคั่วเท่านั้น

เมื่อผลิตกาแฟอินทรีย์ได้ แน่นอนว่า ความสนใจของต่างประเทศก็เข้ามา มีออเดอร์จากต่างประเทศรอให้เครือข่ายมีผลผลิตที่พอเพียง เพื่อส่งไปจำหน่ายหลายประเทศ ส่วนภายในประเทศ ปัจจุบันจำหน่ายผ่านหน้าเฟซบุ๊กเท่านั้น เพราะผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ท่านใดสนใจเข้าไปชมผลิตภัณฑ์กาแฟอินทรีย์ ได้ที่เฟซบุ๊ก กาแฟป่า : Forest Coffee หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเสฐียรพงษ์ แก้วสด ประธานเครือข่ายวิสาหกิจวนเกษตรกาแฟอินทรีย์เชียงราย

“มันสำปะหลัง” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจทำเงินที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง 8.9 ล้านไร่ ได้ผลผลิต 20.9 ล้านตัน ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อันดับ 1 ของโลก มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท

แรงจูงใจสำคัญที่เกษตรกรนิยมปลูกพืชชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายก็คือ มันสําปะหลัง ปลูกได้ตลอดทั้งปี ทนแล้งได้ดีกว่าพืชอื่น มันสำปะหลังเจริญเติบโตได้ในแหล่งดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่จํากัดเวลาการเก็บเกี่ยว เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีแรงงานพอ และทิ้งไว้ในแปลง รอเก็บผลผลิตออกขายในราคาที่ต้องการได้

ในอดีต เกษตรกรไทยจำนวนมากปลูกมันสำปะหลังแบบให้เทวดาเลี้ยง ทำให้ได้ผลผลิตน้อย คุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ประกอบกับแหล่งปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่เป็นกลุ่มดินร่วนปนทราย (ดินชุดโคราช ชุดวาริน ชุดยโสธร ชุดห้วยโป่ง ชุดมาบบอน) และกลุ่มดินทราย (ดินชุดสัตหีบ ชุดพัทยา และชุดน้ำพอง) ซึ่งสภาพดินดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และง่ายต่อการชะล้างพังทลาย หากปลูกมันสําปะหลังต่อเนื่องกันนานๆ หลายฤดู โดยขาดการใส่ปุ๋ยชดเชยการสูญเสียธาตุอาหาร ทําให้ผลผลิตของมันสําปะหลังลดต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินร่วนปนทราย มีผลผลิตลดลงโดยเฉลี่ยปีละ 300 กิโลกรัม ต่อไร่

ปลูกมันสำปะหลัง ให้ผลผลิตสูงสุด…ทำได้ไม่ยาก

แม้มันสำปะหลังเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย แต่การเจริญเติบโตและผลผลิตก็ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนด้วยเช่นกัน ควรปลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ กุมภาพันธ์-มีนาคม รองลงมาคือ ช่วงต้นฤดูฝน (เมษายน-พฤษภาคม) และช่วงปลายฤดูฝน (ตุลาคม-พฤศจิกายน) นอกจากนี้ ควรใส่ใจเลือกพันธุ์มันสำปะหลังให้เหมาะกับสภาพดินที่ใช้ปลูก “ดินร่วนเหนียว” เรียกว่าเป็นดินดีสำหรับปลูกมันสำปะหลัง พันธุ์ระยอง 5 และระยอง 72 หากปลูกใน “ดินร่วนทราย” ถือว่าเป็นดินปานกลางถึงเลว ควรเลือกปลูกพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ระยอง 90 ห้วยบง 60 และ ระยอง 9

อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ระยอง 90 ห้วยบง 60 และระยอง 9 ในสภาพดินร่วนเหนียว เพราะต้นมันสำปะหลังทั้ง 4 สายพันธุ์ จะเจริญเติบโตในส่วนของลำต้นที่อยู่เหนือดินมากกว่าลงหัว ซึ่งลักษณะดังกล่าว ชาวบ้านเรียกกันว่า ขึ้นต้น หรืออาการบ้าต้น บ้าใบ เกินไปนั่นเอง ส่วนพันธุ์ระยอง 7 เหมาะสำหรับปลูกในแหล่งดินร่วนเหนียวและดินร่วนทรายที่มีความชื้นตลอดช่วงของการเจริญเติบโต และไม่ควรปลูกพันธุ์ระยอง 7 ในสภาพดินที่แห้งแล้ง

หากใครอยากปลูกให้ได้ผลผลิตสูงสุด กรมวิชาการเกษตร มีคำแนะนำว่า ควรเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน โดยปลูกปอเทืองหรือถั่วพร้า เป็นปุ๋ยพืชสดแล้วไถกลบ ระหว่างปลูกอย่าละเลยการปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะสม ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ไร่ละ 100-200 กิโลกรัม ต่อไร่

ก่อนการปลูก เมื่อดินมีความชื้นพอเหมาะ ควรเตรียมดินให้ลึก โดยใช้วิธีไถดะด้วยผาล 3 ก่อน และไถต่อด้วยผาล 7 เพื่อระเบิดหน้าดินให้มีความร่วนซุย เพื่อให้น้ำซึมลงใต้ดิน เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำฝน ความชื้นของดินได้มากขึ้น และช่วยให้พืชสามารถนำน้ำใต้ดินมาใช้เมื่อฤดูแล้ง การเตรียมดินลักษณะนี้ยังช่วยให้ต้นมันสำปะหลังจะลงหัวได้ง่าย หลังจากนั้นยกร่องดินก่อนปลูก

ควรเลือกซื้อมันสำปะหลังพันธุ์ดีจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ ต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูกควรมีอายุ 10-12 เดือน จะให้ความงอกดีที่สุด โดยเลือกต้นพันธุ์ที่แข็งแรง มีตาถี่ ขนาดโตพอสมควร ตัดท่อนปลูกด้วยมีดที่คม เพื่อมิให้ท่อนปลูกช้ำ ยาวไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร ปลูกปักตรงให้ลึก 2 ใน 3 ของความยาวท่อนปลูก ในดินร่วนเหนียว ควรใช้ระยะแถวกว้าง 1.20 เมตร ระยะปลูกตั้งแต่ 0.50-1 เมตร และในดินร่วนทราย ควรใช้ระยะแถวแคบ 0.80 เมตร ระยะปลูกตั้งแต่ 0.50-0.80 เมตร

ควรให้น้ำช่วง 2 เดือนแรกของการปลูก และให้น้ำเต็มที่ในช่วงฤดูแล้ง 5 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม เก็บเกี่ยวที่อายุ 12 เดือน ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว การให้น้ำในช่วงฤดูแล้ง จะช่วยให้ต้นมันสำปะหลังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีปัญหาใบร่วงน้อย ทำให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน

นอกจากนี้ ควรใส่ปุ๋ยเคมีบำรุงต้นให้ถูกสูตรในระยะเวลาที่เหมาะสม ได้แก่ ปุ๋ยสูตร 15-7-18 หรือ 15-15-15 ในอัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยใส่ปุ๋ยสองข้างลำต้นรัศมีพุ่มใบแล้วกลบ ใส่ปุ๋ยครั้งเดียวเมื่ออายุ 1 เดือน หลังปลูกและต้องใส่ปุ๋ยเคมีในขณะที่ดินมีความชื้นและต้องกลบปุ๋ยด้วย ถ้าไม่กลบปุ๋ยอาจสูญเสียปุ๋ยมากเกิน 50%

มันสำปะหลังใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หลังจากปลูกเพื่อสร้างพุ่มใบให้คลุมพื้นที่ระหว่างร่องทั้งหมด ดังนั้น ภายในช่วง 3 เดือนแรก ถือว่าเป็นช่วงวิกฤตของมันสำปะหลัง ต้องดูแลให้มันสำปะหลังปลอดวัชพืช ถ้าปล่อยให้วัชพืชแข่งขันกับมันสำปะหลัง มันสำปะหลังจะแคระแกร็น มีผลให้ผลผลิตลดลงมาก

วัชพืชส่วนใหญ่ที่พบในแปลงปลูกมันสําปะหลังในไทย ได้แก่ หญ้าตีนติด หญ้าปากควาย หญ้าตีนนก หญ้าขจรจบ บานไม่รู้โรยป่า ผักยาง สาบแร้งสาบกา ฯลฯ เกษตรกรนิยมกำจัดวัชพืช โดยใช้แรงคนทํารุ่น โดยทําครั้งแรกหลังปลูก 1 เดือน และควรทําซ้ำอีกประมาณ 2-3 ครั้ง จนต้นมันสําปะหลังเจริญเติบโต คลุมดินได้แล้ว และไถระหว่างแถวด้วยรถไถเดินตาม การปลูกมันสําปะหลัง พบว่า ค่าแรงในการกําจัดวัชพืชคิดเป็น ร้อยละ 30 ของต้นทุนการผลิตทีเดียว

การเก็บเกี่ยว มันสำปะหลัง ระยะที่เหมาะสมคือ ช่วงอายุ 10-18 เดือน ควรงดเว้นการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในช่วงฝนแรก คือตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน เนื่องจากมันสำปะหลังแตกใบอ่อนจะให้เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ

ปลูกมันสำปะหลัง ไม่ง้อสารเคมี

ใช้รถยกสูงกำจัดหญ้า ลดต้นทุนทำรุ่น 30%

ปัญหาสารเคมีตกค้างในผลผลิตเกษตรและสิ่งแวดล้อม นอกจากจะทำให้ผู้บริโภคกังวลใจแล้ว ยังทำให้เกษตรกรเสียเงินซื้อสารเคมีจากต่างประเทศ ซึ่งมีปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใน ปี 2560 ประเทศไทยนำเข้าสารเคมีเกษตร คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งประเภทสารเคมีเกษตรที่นำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก คือ สารกำจัดวัชพืช 75% สารกำจัดแมลง 11% สารป้องกันกำจัดโรคพืช 10% (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร : 2561)

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา รัฐบาลมีมติแบนสารเคมีการเกษตร พาราควอต (ยาฆ่าหญ้า) และ คลอร์ไพริฟอส (ยาฆ่าแมลง) เป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 (วอ. 4) ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย คุณวิชัย โอภานุกุล และ คุณอานนท์ สายคำฟู แห่งสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร จึงได้วิจัยและพัฒนารถยกสูงกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยมันสำปะหลัง (เครื่องทำรุ่นมันสำปะหลัง) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

ปรากฏว่า รถยกสูงขับเคลื่อนด้วยตัวเองสำหรับกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ย มีรูปแบบการทำงาน เริ่มจากโรยปุ๋ยตามสูตรที่เกษตรกรกำหนดลงพื้นดิน หลังจากนั้น ผาลจานทำหน้าที่ไถกำจัดวัชพืชและโกยดินกลบปุ๋ย นวัตกรรมชิ้นนี้ สามารถกำจัดวัชพืชพร้อมใส่ปุ๋ยและกลบดิน ในขั้นตอนเดียวกันแล้ว ยังลดต้นทุนการทำรุ่นมันสำปะหลัง 30%

คุณอานนท์ สายคำฟู นักวิชาการของสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กล่าวว่า การยกเลิกใช้ยาฆ่าหญ้าที่มีต้นทุนต่ำส่งผลกระทบต่อชาวไร่มันสำปะหลัง เพราะต้องใช้ในการกำจัดวัชพืช ที่เป็นสาเหตุให้ผลผลิตลดลง จนไม่คุ้มต่อการลงทุน จึงเป็นหน้าที่ของสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ที่ต้องหาเครื่องจักรกลเกษตรมาใช้ทดแทนสารเคมีกำจัดวัชพืชที่ถูกยกเลิกไป

ทีมนักวิจัยได้พัฒนารถยกสูงกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยมันสำปะหลัง (เครื่องทำรุ่นมัน) โดยได้เครื่องต้นแบบ ในปี 2562 ซึ่งรถยกสูงกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยมันสำปะหลัง มีคุณลักษณะทางเทคนิคดังนี้ คือ เครื่องยนต์ดีเซล 24 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ ถังใส่ปุ๋ย ความจุ 50 กิโลกรัม ผาลจานกำจัดวัชพืช 4 ใบ ล้อรถปรับความกว้างให้เข้ากับร่องมัน ระยะ 80, 100, 110 และ 120 เซนติเมตร ความสูงท้องรถ 120 เซนติเมตร โครงสร้างรถมีความกว้าง 230 เซนติเมตรxยาว 300 เซนติเมตรxสูง 230 เซนติเมตร น้ำหนัก 450 กิโลกรัม โดยมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 300,000 บาท

เครื่องทำรุ่นมันสำปะหลัง มีท่อนำเม็ดปุ๋ยลงพื้นดิน สามารถปรับอัตราหยอดตามความต้องการของเกษตรกร 30-75 กิโลกรัม ต่อไร่ และที่ปลายท่อมีผาลจาน ติดตั้งทำมุม 40 องศา กับแนวเคลื่อนที่ของรถ ทำหน้าที่เกลี่ยดินกลบเม็ดปุ๋ย พร้อมกำจัดลูกหญ้าหรือวัชพืชไปพร้อมกัน

“รถต้นแบบ มีจุดเด่นสำคัญคือ ช่วยประหยัดเงินค่าทำรุ่นมัน 30% โดยไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ขณะเดียวกันลดการสูญเสียปุ๋ย สามารถสร้างและซ่อมแซมง่ายในอู่ท้องถิ่น ผลการทดสอบสามารถทำงานได้เฉลี่ย 3-4 ไร่ ต่อชั่วโมง หรือ 30 ไร่ ต่อวัน ประสิทธิภาพกำจัดวัชพืช 80-90% ใช้น้ำมันดีเซล 1.3-1.5 ลิตร ต่อไร่ โดยใช้แรงงานแค่ 1-2 คน หากมีเกษตรกรสนใจ นำรถยกสูงกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยมันสำปะหลังไปให้บริการรับจ้างในไร่มันสำปะหลังในท้องถิ่น สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาแค่ 1 ปี” คุณอานนท์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สนใจเครื่องจักรกลเกษตรทดแทนการใช้ยาฆ่าหญ้า สามารถขอแบบแปลน หรือยืมใช้งานฟรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร บางเขน กทม. โทร. 02-579-2757 ในวันและเวลาราชการ

จังหวัดนครศรีธรรมราช ในพื้นที่แห่งนี้มังคุดถือว่าเป็นไม้ผลทางเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และไม้ผลอีกชนิดเป็นที่น่าสนใจคือ ทุเรียน พร้อมกันนี้เกษตรกรบางรายได้มีการปรับเปลี่ยนจากพื้นที่สวนยางพารา มาปลูกไม้ผลอย่างมังคุดและทุเรียนแซมเข้าไป เพื่อให้ในแต่ละปีสามารถมีผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย เพิ่มรายได้ที่ไม่ได้มาจากการผลิตพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ทางสำนักงานเกษตรอำเภอลานสกาจึงเข้ามาช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ผลิตไม้ผลอย่างมืออาชีพและมีคุณภาพออกสู่ตลาด

คุณบุญเติม ศิริวรรณ อยู่บ้านเลขที่ 95 หมู่ที่ 6 ตำบลลานสกา อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเกษตรกรที่ปลูกมังคุดจนประสบผลสำเร็จ สามารถสร้างรายได้แต่ละปีได้ไม่น้อยทีเดียว โดยนำองค์ความรู้ในเรื่องของการประหยัดต้นทุนการผลิตเข้ามาใช้ ส่งผลให้ในรอบการผลิตแต่ละปีช่วยเพิ่มผลกำไรมากขึ้น และที่สำคัญดูแลทุกขั้นตอนด้วยการใส่ใจในอาชีพของตน ทำให้มังคุดมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดมาจนถึงทุกวันนี้

ปรับเปลี่ยนพื้นที่สวนยางพารามาทำสวนมังคุด เน้นคุณภาพ

คุณบุญเติม เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนั้นพื้นที่รอบบริเวณบ้านทั้งหมดปลูกยางพาราไว้สร้างรายได้ ต่อมาประมาณปี 2539 เริ่มรู้สึกอยากเปลี่ยนวิถีการปลูกพืชชนิดอื่น จึงได้หาต้นพันธุ์มังคุดมาปลูกทดแทนยางพาราทั้งหมด โดยในช่วงที่รอมังคุดเติบโตก็จะทำอาชีพอื่นๆ เพื่อหารายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายประคอง ไปเรื่อยๆ ก่อนที่มังคุดในสวนที่ปลูกไว้จะให้ผลผลิตที่สามารถเก็บจำหน่ายได้

“ต้นพันธุ์มังคุด ช่วงที่คิดจะปลูก ไม่ได้ไปหาซื้อพันธุ์จากที่ไหน ใช้เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอยู่ในแหล่งชุมชนนี้ ช่วงแรกก็มาปลูกรอบๆ บริเวณบ้านก่อน เสร็จแล้วจึงค่อยขยับขยายต่อไปยังพื้นที่ที่เรามีทั้งหมด โดยปรับเปลี่ยนจากสวนยางพารามาทำสวนมังคุดเพียงอย่างเดียว ใช้เวลารอต้นโตให้สมบูรณ์พร้อมให้ผลผลิตได้ ดูแลอย่างน้อย 7 ปี ต้นมังคุดที่ปลูกจะโตเต็มที่ ให้ผลผลิตชุดแรกเก็บขายได้ในเวลาต่อมา” คุณบุญเติม บอก

ในขั้นตอนการผลิตมังคุดให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพนั้น คุณบุญเติม บอกว่า หลักการปลูกก็ไม่แตกต่างจากการทำสวนไม้ผลทั่วไป โดยระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 8×8 เมตร ในช่วงแรกใส่ปุ๋ยรดน้ำต้นที่ปลูกใหม่ๆ ดูแลเป็นเวลาเกือบ 7 ปี มังคุดก็จะเริ่มมีผลผลิตออกมาให้เก็บจำหน่ายได้

ซึ่งในการผลิตมังคุดแต่ละครั้งจะผลิตทั้งในและนอกฤดูกาล เพราะจะทำให้มีผลผลิตจำหน่ายได้ปีละ 2 ครั้ง อย่างในช่วงฤดูกาลราคาปกติ และนอกฤดูกาลจะมีราคาที่สูงขึ้น ดูแลผลให้ได้คุณภาพทั้งสวน ผลผลิตก็จะเป็นไปตามที่ตลาดต้องการ และจำหน่ายได้ราคาดีตามไปด้วย

“พอหลังจากเราเก็บผลผลิตนอกฤดูในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์แล้ว จากนั้นจะตัดแต่งกิ่งไป ใส่ปุ๋ยช่วยบำรุงต้นเข้าไปช่วย ดูแลไปเรื่อยๆ ซึ่งผมเองจะเน้นให้ได้ผลผลิตปีละ 2 ครั้ง แต่หลักๆ จะเน้นทำนอกฤดู ดังนั้น การบำรุงต้นจึงค่อนข้างเป็นสิ่งที่สำคัญ ผมก็จะใส่ปุ๋ยคอกสลับกับปุ๋ยเคมี เพื่อช่วยในการบำรุงต้นให้มีความแข็งแรง นอกจากนี้ ก็ยังมีการใช้น้ำหมักเข้ามาช่วย เพื่อลดต้นทุนการผลิต ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพ สามารถใช้ควบคู่กันได้ ดูแลไม่นานมังคุดก็จะเริ่มออกดอกมาให้เห็น” คุณบุญเติม บอก

เมื่อดูแลจนเข้าสู่เดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ต้นมังคุดจะเริ่มออกดอกเพื่อให้ผลผลิตตามฤดูกาลปกติ จะควบคุมปริมาณดอกไม่ให้มากจนเกินไป เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของต้นไม่ให้โทรม ในช่วงนี้จะให้น้ำระดับเปียกและเปลี่ยนยอดที่เหลือให้แตกเป็นใบอ่อนด้วยการใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 ต้นละ 1-2 กิโลกรัม และให้น้ำทางดินและฉีดพ่นปลายยอด เพื่อช่วยเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ทางอากาศ จากนั้นไม่นานผลผลิตในฤดูกาลก็จะแก่ให้เก็บจำหน่ายได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม

จากนั้นบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 เพื่อให้ในระยะนี้มีการออกยอดใหม่อีกครั้ง เป็นการช่วยให้ต้นมังคุดสร้างดอกและมีผลผลิตไปออกผลเป็นมังคุดนอกฤดูกาล ที่เก็บจำหน่ายได้ในช่วงเดือนมกราคมเป็นต้นไป โดยระยะนี้จะใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 หรือ 13-13-21 อัตราส่วน 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อให้มีการพัฒนาผลให้มีคุณภาพ

“หลังจากมังคุดออกดอกแต่ละครั้ง นับไปจากช่วงออกดอกประมาณ 4 เดือน ก็จะได้เป็นผลที่แก่พร้อมเก็บขายได้ ซึ่งการไว้ผลไม่ต้องไว้มาก เราต้องการผลิตให้มีผลใหญ่และผิวสวย ซึ่งที่ติดผลเล็กแล้ว จะมีการดูแลป้องกันแมลงต่างๆ ศัตรูพืชหลักๆ ก็จะเป็นพวกเพลี้ยไฟ ซึ่งช่วงที่ออกดอกต้องดูแลป้องกันแมลงศัตรูตั้งแต่ตอนนั้น ฉีดพ่นยาป้องกันทุก 15 วันครั้ง ก่อนเก็บผลผลิต 1 เดือน แมลงก็จะเข้ามาทำลายไม่ได้แล้ว ก็ไม่ต้องใส่ยาใด เพราะผลเริ่มแก่และแข็งเกินกว่าแมลงศัตรูพืชจะเข้าทำลายได้” คุณบุญเติม บอก

สร้างกลุ่มเข้มแข็งช่วยให้ลูกค้าเข้ามาซื้อทุกปี

เมื่อผลผลิตอย่าง มังคุด ออกผลผลิตในช่วงแรกที่ปลูกใหม่ๆ คุณบุญเติม บอกว่า การทำตลาดหลักๆ จะเน้นไปจำหน่ายเองตามตลาดนัดในชุมชน และเมื่อเป็นที่รู้จักของลูกค้ามากขึ้น ก็จะเริ่มมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาติดต่อซื้อถึงหน้าสวน โดยที่ไม่ต้องออกไปตระเวนจำหน่ายเหมือนเช่นสมัยก่อน ต่อมาได้มีการรวมกลุ่มผู้ผลิตมังคุดแปลงใหญ่เกิดขึ้น จึงช่วยให้ทั้งการผลิตและการตลาดมีความเข้มแข็งมากขึ้น การผลิตจึงเป็นไปในทางเดียวกัน ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพตามที่ตลาดทั้งการ

“พอเราสร้างเป็นกลุ่มแปลงใหญ่มากขึ้น ก็จะมีการเปิดประมูลให้พ่อค้าแม่ค้าได้เข้ามาซื้อ อย่างผลผลิตที่มีคุณภาพสูงเกรดดีเยี่ยม ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 140 บาท ส่วนไซซ์อื่นๆ ราคาก็ลดลงมาตามคุณภาพ ต่ำสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท ซึ่งทั้งสวนของผมก็จะเน้นผลิตเป็นสินค้าขายแบบคุณภาพเป็นหลัก ผลิตได้ 1.5 ตัน ต่อไร่ ก็จะทำให้เราขายได้ราคาดี ส่วนตกเกรดอื่นๆ ก็เป็นตัวช่วยที่ขายทั่วไปให้กับลูกค้าอื่นๆ เกิดเป็นรายได้อีกช่องทาง” คุณบุญเติม บอก

สำหรับการจะทำสวนมังคุดให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้และยั่งยืนนั้น คุณบุญเติม แนะนำว่า ผู้ปลูกต้องมีความใส่ใจและรักที่จะทำอย่างจริงจัง เพราะการดูแลมังคุดในช่วงออกผล หากต้องการให้เป็นสินค้าคุณภาพส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ จะต้องมีการดูแลค่อนข้างใส่ใจเป็นพิเศษ ดังนั้น ถ้ามีใจรักและชอบที่อยากจะทำจริงๆ ก็จะทำให้เกิดรายได้อย่างแน่นอน

สำหรับท่านใดสนใจในเรื่องของการผลิตมังคุดคุณภาพ สามารถติดต่อเข้าศึกษาดูงานได้ที่ คุณบุญเติม ศิริวรรณ หมายเลขโทรศัพท์ 061-216-8387 ใครที่มีพื้นที่ข้างบ้านว่างๆ ไม่มากนัก มะเฟือง เป็นอีกไม้ผลหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากขนาดต้นไม่ใหญ่ (หากแตกกิ่งก้านมาก ก็ใช้วิธีตัดแต่งกิ่งเอา) ซึ่งการตัดแต่งกิ่ง ยังช่วยให้ห่อผลง่าย และเก็บผลง่ายอีกด้วย

จากข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ มะเฟืองเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูงประมาณ 5-12 เมตร อยู่ในวงศ์เดียวกับตะลิงปลิง ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน เปลือกลำต้นค่อนข้างขรุขระ มีตุ่มเล็กๆ ทั่วไป แตกกิ่งก้านสาขามาก ทรงพุ่มหนา ไม่เป็นระเบียบ

ใบ เป็นใบรวมออกเรียงกันเป็นคู่ๆ ลักษณะคล้ายขนนก ใบคล้ายใบมะยม แต่ขนาดเล็กกว่า ใบอ่อนสีม่วงแดง ใบแก่สีเขียวเข้ม ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ผิวใบเรียบเป็นมัน หลังใบมีขนละเอียดปกคลุม คล้ายกำมะหยี่สีเขียวอมเหลือง ด้านล่างใบสีอ่อน เนื้อใบบาง เส้นใบเล็ก ก้านใบประกอบมีม่วงแดง

ดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกช่อเป็นกระจุกสั้นๆ baseball-intellect.com ออกดอกตามง่ามใบ หรือตามกิ่งลำต้น ช่อดอกสั้น ดอกสีแดงเข้ม สีม่วงอมชมพู และขาว มีหลายสีในช่อเดียวกัน ดอกตูมมีลักษณะเป็นตุ่มขนาดเล็ก ออกดอกและติดผลตลอดปี ผลมีลักษณะสะดุดตาคือ เป็นเหลี่ยมหยักลึกตามยาวเป็นเฟือง 5 เฟือง หน้าตัดตามขวางของผล เป็นรูปดาว 5 แฉก ยาวประมาณ 5-14 เซนติเมตร ผิวผลบางเรียบ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลืองอมเขียว แก่จัดสีเหลืองเข้ม เนื้อนุ่มกรอบฉ่ำน้ำ รสหวานอมเปรี้ยว เมล็ดสีต้ำตาลอ่อน

มะเฟืองสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกประเภท แต่ชอบดินที่มีการระบายน้ำได้ดี ชอบอากาศร้อนชื้น แม้ในที่แห้งแล้งก็สามารถเจริญเติบดตได้ดี ไม่ชอบสภาพอากาศเย็นจัด ไม่ชอบน้ำท่วมขัง

นิยมรับประทานผลสด หรือแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ผลสดค้นน้ำกินมีสรรพคุณแก้บิด ขับน้ำลาย แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ไข แก้กระหาย แก้ท้องร่วง หรือผสมกันสุรากินแก้โรคนิ่วได้

ส่วนดอก ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ หรือใช้ดอกสดตำละเอียดทาแก้กลาก เกลื้อน แก้ปวดฟัน และใช้ทาอีสุกอีใส เป็นต้น งานปลูกมะเฟืองไม่มีความยุ่งยาก พื้นที่ที่ไม่มีการระบาดของแมลงวันผลไม้ไม่จำเป็นต้องห่อผลให้ก็ได้ แต่ที่ใดที่เป็นแหล่งปลูกผลไม้ต้องห่อผล

วิธีห่อ คือเมื่อผลมะเฟืองโตพอประมาณอย่าให้ใหญ่มาก ใช้ถุงพลาสติกที่เรียกกันว่าถุงก๊อบแก๊บห่อ โดยเจาะที่ส่วนก้นของผล อาจห่ออีกชั้นหนึ่งด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ก็ได้ โดยปกติแมลงวันผลไม้จะเจาะผลไม้เมื่อผลเริ่มมีการเปลี่ยนสีของผิว ห่อก่อนจึงปลอดภัย

วิธีการปลูกมะเฟืองไม่ยุ่งยาก รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก โดยรวมแล้วเหมือนไม้ทั่วไป เป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย ติดผลง่ายกว่ามะม่วง ดอกของมะเฟืองรวมทั้งผลติดสวยน่ารักดี เคยมีผู้ฝากซื้อต้น เมื่อนำไปให้ เป็นต้นในกระถาง มีผลติดต้นอยู่ 3-4 ผล เจ้าตัวกรี๊ดกร๊าดดีใจใหญ่

บ้านเราไม่ค่อยนิยมมะเฟือง อาจมีความเชื่อว่ากินแล้วเครื่องรางของขลังจะเสื่อม สตรีกินแล้วเลือดจะเสีย ทำนองนั้น

ที่มาเลเซีย เป็นประเทศที่พัฒนามะเฟืองได้ไกล เขาผลิตแล้วนำไปทดลองให้คนอเมริกันชิม ขณะนี้จึงเป็นผลไม้ที่สำคัญส่งไปอเมริกา ปีหนึ่งมูลค่าไม่น้อย

ข้อมูลจากหนังสือ ไม้ผลรอบบ้าน สำนักพิมพ์มติชน
พานิชย์ ยศปัญญา รวบรวมและเรียบเรียง ปัจจุบันการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าถือเป็นทางเลือกและทางรอดที่ดีสำหรับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายท่านคงได้ยินข่าวกันจนชินหู ทั้งในเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำบ้าง หรือเกิดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดบ้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่หาย แต่ถ้าหากเกษตรกรเจ้าของสวนลองเริ่มต้นแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการหาตลาดขายปลีกเองบ้าง หรือเริ่มต้นแปรรูปจากผลิตภัณฑ์ในสวนก่อนก็คงจะดีไม่น้อย หรือถ้าสวนไหนไม่มีปัญหาแต่อยากเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ถือเป็นทางเลือกที่ดีมากๆ

คุณรสสุคนธ์ สุวรรณเพชร หรือ พี่พลอย อยู่บ้านเลขที่ 19/2 หมู่ที่ 9 ตําบลโนนเปือย อําเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร อดีตเซลส์ขายอุปกรณ์การเกษตร กลับบ้านเกิดผันตัวสู่ชีวิตเกษตรกรเต็มขั้น ปลูกพืชผสมผสาน พร้อมกับงานแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิตช่วยสร้างรายได้หลักในปัจจุบัน ตามมาดูกันว่างานแปรรูปสร้างรายได้ของสาวเก่งคนนี้จะเป็นอย่างไร