ผลิตต้นพันธุ์ให้เกษตรกรไปปลูกเมื่อศูนย์ประสบความสำเร็จ

ในการพัฒนาพันธุ์ จนได้ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 ขึ้นมาแล้ว จึงได้ผลิตต้นพันธุ์กระจายไปให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ที่สนใจนำไปปลูกต่อๆ กันไป จากเดิมที่จังหวัดนครพนมไม่เคยมีการปลูกลิ้นจี่มาก่อนเลย เรียกได้ว่าชาวบ้านไม่รู้จักผลไม้ลิ้นจี่ด้วยซ้ำ ศูนย์ได้เผยแพร่ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 ออกไปจนมีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในปีเพาะปลูก 2542/43 หลังจากแนะนำพันธุ์ไป 5 ปี พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 608 ไร่ ผลผลิตรวมทั้งสิ้น 28 ตัน พื้นที่เก็บเกี่ยว 368 ไร่ ผลผลิต 28 ตัน เฉลี่ยรวม 77 กิโลกรัม/ไร่ ต่อมาในปี 2552/53 พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 822 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยว 381 ไร่ ผลผลิตรวม 368 ตัน อย่างไรก็ตาม ศูนย์ยังเห็นว่าผลผลิตที่เกษตรกรได้รับยังค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของพันธุ์ คือต้นแม่พันธุ์ให้ผลผลิต 68-102 กิโลกรัม/ต้น หรือโดยเฉลี่ยเท่ากับ 81.3 กิโลกรัม/ต้น เท่านั้น นอกจากผลผลิตต่ำแล้ว การออกดอกติดผลมีความแปรปรวน การร่วงของดอกและผลในระยะผลเล็กค่อนข้างสูง แล้วยังพบปัญหาแมลงศัตรูพืช เช่น หนอนเจาะขั้วผล ผลผลิตเก็บรักษาไว้ไม่ได้นาน คุณภาพผลผลิตเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการขนส่ง

เริ่มศึกษาหาแนวทางการพัฒนาเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร

เนื่องจากเห็นว่าผลผลิตมีความแปรปรวนสูง คือให้ผลผลิตเป็นบางต้นหรือบางกิ่งในต้นเดียวกัน และการติดผลน้อย จึงจำเป็นต้องศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาการผลิตลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 ให้กับเกษตรกรที่นำไปปลูกและพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คือให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นและคุณภาพดีขึ้นด้วย

คุณนิยม เล่าต่อว่า ในปี 2554-2556 ได้ทดสอบและพัฒนาการให้ปุ๋ย เราได้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คือ เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ด้วยการตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ใส่ปุ๋ยอินทรีย์มูลสัตว์ อัตรา 20-30 กิโลกรัม/ต้น ปุ๋ยเคมี 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1: 1 โดยน้ำหนัก อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น บำรุงต้นสูตร 15-15-15 + 46-0-0 + 0-0-60 สัดส่วน 1: 1 : 1 โดยน้ำหนัก อัตรา 2-3 กิโลกรัม/ต้น

เมื่อแตกใบอ่อนชุดที่ 3 และระยะติดผลเล็ก และใช้สูตร 13-13-21 อัตรา 2-3 กิโลกรัม/ต้น ก่อนการเก็บเกี่ยว 2 สัปดาห์ เพื่อบำรุงผล ให้น้ำ 200-300 ลิตร/ต้น/สัปดาห์ ในระยะออกดอกและติดผลต้องป้องกันกำจัดศัตรูลิ้นจี่ตามคำแนะนำ ปรากฏว่าทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักผลและเปอร์เซ็นต์เนื้อเพิ่มขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ ความหวานเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ จากการทดสอบและพัฒนาการให้ปุ๋ยดังกล่าว ทำให้ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,260 กิโลกรัม/ไร่ จำนวนผลต่อช่อเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14

ต่อมาในปี 2557-2559 ศูนย์ได้ศึกษาและวิเคราะห์การออกดอกติดผล เนื่องจากสภาพอากาศมีความแปรปรวนสูง พบว่าถ้าอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ยาวนานต่อเนื่องกันประมาณ 12 สัปดาห์ มีผลให้สัดส่วนต้นที่ออกดอกสูงถึงร้อยละ 98 แต่ถ้าอุณหภูมิหนาวเย็นต่อเนื่องกันไม่นาน จะทำให้ออกดอกน้อย โดยเฉพาะในช่วงที่มีใบแก่จัดในช่วงพักตัวก่อนออกดอก เกษตรกรจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมโดยเตรียมดินให้ลิ้นจี่มีใบแก่พร้อมกันในช่วงพักตัว คือเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ก็จะทำให้ลิ้นจี่ออกดอก เมื่อได้รับสภาพอากาศหนาวเย็นในช่วงดังกล่าว

ในปี 2559-2560 ศูนย์ได้ทดสอบการตัดแต่งกิ่งร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน พบว่า ในปีที่ 1 การตัดแต่งกิ่งหลังการเก็บเกี่ยวเดือนพฤษภาคม โดยตัดเปิดกลางทรงพุ่มและตัดกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ออก อย่างน้อยร้อยละ 30 ของกิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด และหลังฤดูฝนช่วงเดือนตุลาคม ตัดแต่งกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มที่ไม่เหมาะสมออก เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งโดยตัดแต่งเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ของกิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อให้แดดส่องกลางทรงพุ่ม

ในปีที่ 2 และปีที่ 3 หลังเก็บเกี่ยว ตัดแต่งกิ่งที่ผิดปกติและไม่สมบูรณ์ กิ่งที่ซ้อนกันออกอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ และหลังฤดูฝนช่วงเดือนตุลาคมตัดกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง โดยตัดแต่งเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ของกิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด จากนั้นก็ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยแบ่งใส่ 4 ครั้ง/ปี

ครั้งที่ 1 ใส่บำรุงต้น ระยะหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยใช้ปุ๋ย 46-0-0 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ

ครั้งที่ 2 ระยะก่อนออกดอก 1-2 เดือน ใส่ปุ๋ย 8-24-24 ถ้าดินมีฟอสฟอรัสต่ำ อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น

ครั้งที่ 3 ระยะบำรุงผล ใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 1.5 กิโลกรัม/ต้น ถ้าฟอสฟอรัสต่ำ และปุ๋ย 0-0-50 อัตรา 0.5 กิโลกรัม/ต้น ถ้าโพแทสเซียมต่ำ และ

ครั้งที่ 4 ระยะปรับปรุงคุณภาพของผล คือก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน ใส่ปุ๋ย 0-0-50 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น ถ้าโพแทสเซียมต่ำ

จากการศึกษาวิจัยการตัดแต่งกิ่งร่วมกับการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้สัดส่วนของต้นที่ออกดอกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30 ผลผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 57

คุณนิยม รักษาการ ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม กล่าวว่า ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 ยังมีปัญหาเรื่องหนอนเจาะขั้วผล เกษตรกรจึงไม่ค่อยมีความรู้ในการป้องกันกำจัดหนอนเจาะขั้วผล ดังนั้น จึงต้องหาวิธีป้องกันกำจัดหนอนในขณะที่ผลยังเล็ก เมื่อพบการทำลายมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ โดยนับสัปดาห์ละครั้งหลังติดผล 2 สัปดาห์ ขึ้นไป ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงคาร์บาริล 85% WP อัตรา 45 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ ไซฟลูทริน 5% อีซี อัตรา 5 มิลลิกรัม/น้ำ 20 ลิตร และในระยะผลโตหรือลิ้นจี่เริ่มเปลี่ยนสีหรือประมาณสัปดาห์ที่ 6-7 พ่นด้วยปิโตรเลียมออยล์ 83.9% อีซี อัตรา 40-60 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

ศึกษายืดอายุและการเก็บเกี่ยวเพื่อวางตลาด

คุณนิยม ยังกล่าวอีกด้วยว่า ศูนย์มีเป้าหมายที่จะให้ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ. 1 ได้วางตลาดจำหน่ายไปยังตลาดต่างจังหวัดและต่างประเทศ จึงได้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเก็บรักษาและยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 ได้ใช้วิธีแช่กรดเกลือ (HCL) เข้มข้น 5% นาน 5 นาที การแช่กรดเกลือ (HCL) เข้มข้น 3% + โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ (SMS) เข้มข้น 1% นาน 10 นาที และการแช่ในน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 0-3 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที โดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องเย็น 5 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95% จะสามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตลิ้นจี่ได้นาน 30 วัน และลดการเปลี่ยนสีของเปลือกจากสีแดงเป็นสีแดงคล้ำจนเป็นสีน้ำตาลได้ตลอดอายุการเก็บรักษาผลผลิตที่อุณหภูมิห้องเย็น 5 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 90-95% เมื่อเปรียบเทียบกับการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องปกติ

จัดทำชั้นมาตรฐานคุณภาพลิ้นจี่ นพ.1 เพื่อการส่งออก

คุณนิยม บอกว่า ศูนย์ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและเผยแพร่ผลงานการปลูกและการดูแลรักษา ซึ่งเป็นผลงานวิจัยออกไปหลายรูปแบบ จนทำให้มีผู้สนใจปลูกลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 เพิ่มขึ้น จังหวัดนครพนม ได้ส่งเสริมให้ขยายพื้นที่ที่ปลูกลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 เพื่อการส่งออกในปีงบประมาณ 2559-2560 มีเกษตรกรถึง 1,200 ราย พื้นที่ปลูก 1,200 ไร่ มีลิ้นจี่ 30,000 ต้น

เนื่องจาก ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 ได้มีการจำหน่ายทั้งภายในจังหวัดและต่างจังหวัด และได้มีการส่งออกไปจนถึงต่างประเทศ ดังนั้น ศูนย์จึงได้จัดทำมาตรฐานสำหรับลิ้นจี่ นพ.1 ขึ้น โดยอ้างอิงและเทียบเคียงมาตรฐาน โดย มกอช. เพื่อใช้กำหนดมาตรฐานในการจำหน่ายและส่งออก

คุณนิยม อธิบายว่า ลิ้นจี่ที่บริโภคสด แบ่งออกเป็น 3 ชั้นคุณภาพ คือ ชั้นพิเศษ ชั้นหนึ่ง และชั้นสอง

ชั้นพิเศษ ขนาดผลต้องไม่น้อยกว่า 38 มิลลิเมตร

ชั้นหนึ่ง ขนาดผลต้องไม่น้อยกว่า 30 มิลลิเมตร ผิวผลมีตำหนิได้ไม่เกิน 0.25 ตารางเซนติเมตร

ชั้นสอง ขนาดผลต้องไม่น้อยกว่า 30 มิลลิเมตร ผิวผลมีตำหนิได้ไม่เกิน 0.5 ตารางเซนติเมตร ซึ่งสามารถใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงเพื่อการส่งออก

อย่างไรก็ตาม ผลลิ้นจี่ต้องผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยวและการดูแลภายหลังการเก็บเกี่ยวอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้คุณภาพที่เหมาะสมกับพันธุ์และแหล่งผลิต ผลลิ้นจี่ต้องแก่ เปลือกผลมีสีแดงหรือแดงเข้ม ในกรณีที่ไม่มีการรมด้วยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ผลต้องอยู่ในสภาพที่ยอมรับได้เมื่อถึงปลายทาง

กระทรวงพาณิชย์ รับขึ้นทะเบียน ลิ้นจี่ นพ.1 เป็นผลไม้ GI ของชาวนครพนม

คุณนิยม ไข่มุกข์ รักษาการ ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม บอกว่า การศึกษาวิจัยการพัฒนาลิ้นจี่จากที่ไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งเป็นลิ้นจี่ที่มีชื่อเสียง นพ.1 จนได้รับการรับรองจากกระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี 2556 เป็นผลไม้ GI เงินล้านของจังหวัดนครพนม และปี 2560 ได้รับการพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ และการประชาสัมพันธ์ผลไม้ GI จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

“เรามีทีมงานวิจัยซึ่งเป็นอดีต ผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม เป็นผู้ริเริ่มและมีนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ และนักวิชาการผู้ร่วมงาน รวม 6 คน ได้แก่ คุณปรีชา เชยชุ่ม คุณชำนาญ กสิบาล คุณชูศรี คำลี คุณนิยม ไข่มุกข์ คุณมะนิต สารุณา และ คุณปัญจพล สิริสุวรรณมา ใช้เวลาศึกษาวิจัยตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ ในปี 2533-2535 และการพัฒนาการผลิตจนถึงการจัดการผลผลิตหลังเก็บเกี่ยว ในปี 2552-2560 รวมเป็นเวลาถึง 12 ปี ผลงานวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก สามารถสร้างอาชีพและรายได้เป็นกอบเป็นกำแก่เกษตรกรชาวนครพนม ทั้งจำหน่ายผลผลิตและต้นพันธุ์ ซึ่งมาจากผลงานวิจัยของนักวิชาการเกษตรของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม”

ปัจจุบัน ลิ้นจี่ นพ.1 เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ จีน เวียดนาม ซึ่งต้องการผลผลิตปีละ 500-1,000 ตัน แต่ผลผลิตยังไม่เพียงพอ ซึ่งจากข้อมูลของด่านตรวจพืชนครพนม มีการส่งออกลิ้นจี่ นพ.1 ช่วงระหว่างวันที่ 11-25 เมษายน 2557 จำนวนมากถึง 240 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท คุณนิยม กล่าวอย่างภาคภูมิใจที่ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 เป็นผลไม้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดนครพนม

ผู้สนใจเกี่ยวกับพันธุ์ลิ้นจี่ นพ.1 การปลูกการเพิ่มผลผลิตและการดูแลรักษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น โทรศัพท์/โทรสาร 042-532-586

นอกจากส้มเขียวหวานและส้มโอที่มีการปลูกในประเทศมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ในระยะเวลาต่อมาเกษตรกรได้ทำการคัดเลือกต้นพันธุ์ และพัฒนาสายพันธุ์เดิมที่มีอยู่ รวมทั้งมีการนำพันธุ์ส้มชนิดและสายพันธุ์ต่างๆทั้งส้มโอ ส้มติดเปลือก และโดยเฉพาะส้มเปลือกล่อนจากต่างประเทศ เข้ามาทดลองปลูกอีกหลายสายพันธุ์

ส้มบางสายพันธุ์ที่มีการปรับตัวและการพัฒนาที่ดี สามารถเจริญเติบโตให้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับและต้องการของผู้ บริโภค ทำให้ปัจจุบันมีสายพันธุ์ของส้มเปลือกล่อน และส้มที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านลักษณะคุณภาพ และรสชาติ ให้เลือกบริโภคตามความต้องการ

ปัจจุบันมีส้มเปลือกล่อนที่เกษตรกรนิยมปลูกในประเทศ ได้แก่
1.ส้มเขียวหวาน พันธุ์บางมด (บางล่าง/กิ่งอ่อน)
2.ส้มเขียวหวาน พันธุ์แหลมทอง (บางบน/กิ่งแข็ง)
3.ส้มสีืองหรืส้มผิวทองซึ่งตามความเป็นจริง คือส้มเขียวหวาน หรือพันธุ์แหลมทอง ที่นำไปปลูกจังหวัดน่านและจังหวัดเชียงใหม่ หากแต่ผลส้มที่มีสีของเปลือกผลเป็นสีส้มแดง แทนที่จะมีเปลือกเป็นสีเขียว เนื่องจากอิทธิพลของอากาศเย็น
4.ส้มฟรีมองต์
5.ส้มสายน้ำผึ้ง (หรือส้มโชกุน)
6.ส้มออร่า (พวงทอง/ออร่า 9)
7.ส้มซัสซุมา
8.ส้มพองแกน

นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ปัตตาเวีย เขียวมรกต หอมหาดใหญ่ ขาวกรุ่น และพันธุ์อื่นๆ อีกหลายสายพันธุ์ ทั้งที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิม และสายพันธุ์ที่มีการปรับปรุงพันธุ์โดยการคัดเลือกและพัฒนาขึ้นใหม่

คุณค่าทางโภชนาการส้ม ส้มโดยเฉพาะส้มเขียวหวานเป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักดีเนื่องจากเป็นผลไม้ที่มี ผลผลิตตลอดทั้งปี มีจำหน่ายในตลาดทั่วไป ราคาไม่แพงสำหรับผู้บริโภคทุกชนชั้น และมีคุณค่าทางอาหารสูง ผลการวิเคราะห์สารอาหารจากส้มเขียวหวาน 100 กรัม โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประกอบด้วยสารอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมาก ได้แก่

ดังนั้น ผลส้มเขียวหนัก 100 กรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักเฉลี่ยของผลส้ม 1 ผล ประกอบด้วยสารอาหารที่สำคัญ คือแคลเซียม 31 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม วิตามินซี 18 มิลลิกรัม วิตามินเอ 4,000 หน่วยสากล จึงจัดว่าส้มเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพชนดหนึ่งที่มีราคาไม่แพง และเหมาะสำหรับการบริโภคประจำวัน

ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของส้มโอ นอกจากมีวิตามินซีสูง อุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัสแล้ว ที่ผิวเปลือกผลชั้นนอกสุดซึ่งมีสีเขียว ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย และเปลือกผลส่วนกลางที่เป็นสีขาว มีสารแพกตินในปริมาณค่อนข้างสูง จากการวิเคราะห์ของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ หาปริมาณสารอาหารจากเนื้อส้มโอ 100 กรัม หรือ 1 กลับ พบว่าส้มโอประกอบด้วยสารอาหารที่สำคัญและมีประโยชน์ ดังนี้

เนื่องจากส้มโอมีเปลือกหนามากเป็นพิเศษกว่าส้มชนิดอื่นๆ ดังนั้นเมื่อปอกส้มโอแล้ว คนไทยจึงนิยมนำเปลือกมาแช่น้ำน้ำตาล เชื่อมจนอิ่มตัวเพื่อใช้รับประทานเป็นของหวาน เรียกว่า “เปลือกส้มโอแช่อิ่ม”

20จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองมะขามหวาน แต่รู้หรือไม่ว่าพืชที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ซึ่งที่นี่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากที่สุดในประเทศไทย คือกว่า 8 แสนไร่ (ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2562/63) และในครั้งนี้จะบุกไปพบ “คุณสีไพร แก้วสุวรรณ” เกษตรกรหัวก้าวหน้าแห่งอำเภอหล่มเก่าที่ช่างคิดช่างวางแผน และทำการเกษตรพื้นที่กว่า 50 ไร่ แบ่งเป็นมะขาม 40 ไร่ และเกษตรแบบผสมผสานอีก 10 ไร่ หมุนเวียนปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยาสูบ และผัก ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ได้ผลผลิตมากถึง 2 ตัน ต่อไร่ ได้กำไรงามทุกปี ว่าเขามีวิธีการอย่างไร

วางแผนการปลูกให้ดี
ทำให้มีรายได้ตลอดปี
คุณสีไพร เผยว่า การทำเกษตรแบบผสมผสานของตน จะปลูกพืชหลากหลายชนิด แบ่งตามฤดูกาลและความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศ ลองผิดลองถูกมาจนประสบความสำเร็จเช่นในปัจจุบัน

ส่วนเคล็ดลับการสร้างรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปีนั้น สิ่งสำคัญคือ การจัดการพื้นที่การเกษตร วางแผนการเพาะปลูก เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตตกต่ำ หากปลูกแค่ชนิดเดียวแล้วราคาผลผลิตไม่ดี จะทำให้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ดังนั้น จึงหาพืชชนิดอื่นมาปลูกร่วมด้วย

“จากพื้นที่ทำเกษตรหมุนเวียน 10 ไร่ รายได้ส่วนใหญ่ของผมมาจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจะปลูกในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ส่วนข้าวผมจะปลูกไว้กินเอง ถ้าเหลือจึงจะขาย จะปลูกเป็นข้าวนาปี เริ่มปลูกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน และในช่วงธันวาคม-มีนาคม จะปลูกยาสูบกับผัก แต่ถ้าผักขายไม่ได้ราคาหรือปีไหนน้ำแล้ง ก็จะหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่ม”

การวางแผนการปลูกแบบนี้ คุณสีไพร บอกว่า นอกจากดูความเหมาะสมของฤดูกาลแล้ว ยังต้องพิจารณาความต้องการของตลาดเป็นหลักด้วย เพื่อที่จะให้มีผลผลิตออกมาตรงฤดูกาลที่ขายได้ราคาดี

เคล็ดลับปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้โดนใจตลาด
‘ใส่ปุ๋ย ใส่ใจ ใส่น้ำ’ ช่วยพืชโตไว ได้ฝักเต็ม
คุณภาพของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ตลาดต้องการจะต้องฝักใหญ่สมบูรณ์ เมล็ดเต็มไม่ลีบ และเมล็ดต้องมีค่าความชื้นไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเคล็ดลับของคุณสีไพรอยู่ที่การเตรียมดิน การให้น้ำ และบำรุงธาตุอาหารที่เหมาะสม ตลอดจนพิถีพิถันในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ซึ่งต้องมั่นใจว่าข้าวโพดแก่จัด โดยสังเกตว่าใบและต้นที่แห้งสนิทจึงจะเก็บเกี่ยว

ในขั้นตอนการเตรียมดิน หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตนาปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือยาสูบในเดือนมีนาคมแล้ว คุณสีไพรจะเตรียมดินเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยไถดินและตากแปลงให้แห้ง ใช้เวลา 7 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชและเชื้อราในดิน จากนั้นจะใช้รถไถพรวน ย่อยดินให้ร่วนซุย เก็บกักความชื้นได้มากขึ้น การบำรุงดินจะทำให้ได้ดินดี ซึ่งจะช่วยทำให้รากพืชแข็งแรง พร้อมดูดซึมธาตุอาหาร ต้นโตเร็ว ใบจะเขียวทน เขียวนาน ถ้าหากไม่มีการเตรียมดินหรือตากดินให้แห้ง เมื่อหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไปแล้ว ใบของต้นข้าวโพดจะเหลือง และต้นไม่แข็งแรง

สำหรับการหยอดเมล็ดพันธุ์ หรือขั้นตอนการปลูก คุณสีไพรจะใช้รถไถเดินตามเพื่อหยอดเมล็ดข้าวโพด และใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมกันแล้วไถกลบไป เดินไปตามพื้นที่ที่ได้เตรียมดินไว้ ซึ่งปุ๋ยที่ใช้คือ ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 16-20-0 ในปริมาณ 30 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อช่วยให้ต้นโตไว สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นข้าวโพดยังเล็ก ทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ส่วนราก

เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อายุประมาณ 14 วัน คุณสีไพร ให้ความสำคัญเรื่องการควบคุมวัชพืช โดยใช้ผลิตภัณฑ์ชุดคลีโอ โปรจากบริษัทเจียไต๋ เมื่อไม่มีวัชพืชรบกวนข้าวโพดก็จะให้ฝักใหญ่และเมล็ดเต็มฝัก

ระยะข้าวโพดอายุประมาณ 50 วัน ใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 ปริมาณ 45 กิโลกรัม ต่อไร่ และปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15 ปริมาณ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ หรืออัตราส่วน 3:1 โดยโรยข้างๆ ต้น แล้วให้น้ำตาม จะช่วยทำให้ติดดอกดี ฝักใหญ่ น้ำหนักดี

นอกจากใส่ปุ๋ยดีมีคุณภาพแล้ว คาสิโนออนไลน์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังต้องการน้ำที่เหมาะสมตลอดฤดูปลูกด้วย และเนื่องจากคุณสีไพรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงฤดูแล้ง การให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ วิธีการคือ วางระบบสปริงเกลอร์ความยาว 5-6 เมตร ต่อจากแหล่งน้ำบาดาลที่ขุดไว้ วางหัวสปริงเกลอร์ตามแนวต้นข้าวโพด เปิดให้น้ำจุดละ 1 ชั่วโมง แต่เช้าถึงเย็นทุกวันจนครบทุกแนว ใช้เวลา 5 วัน จนครบทั้งแปลง แล้วก็วนให้น้ำใหม่

“การใส่ใจ ลงดูแปลงทุกวัน ทำให้เราเห็นปัญหา ถ้าเจอหนอนทำลายใบ ก็ต้องรีบป้องกันและจัดการทันที เพื่อไม่ให้ขยายวงกว้าง” คุณสีไพร กล่าว

เลือกใช้ “ปุ๋ยดี” ได้ผลผลิตชัวร์
มั่นใจพืชชนิดไหนก็ใช้ได้
เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยตรากระต่ายสำหรับข้าวและพืชไร่ แต่คุณสีไพรใช้ปุ๋ยกระต่ายสำหรับพืชผักและไม้ผล เพื่อบำรุงพืชอื่นๆ ที่ปลูกอยู่ เพราะมั่นใจในคุณภาพ

“ผมใช้ปุ๋ยตรากระต่ายมานานแล้ว นอกจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว ก็ยังใช้ทั้งกับมะขามหวาน ข้าวนาปี ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ที่มั่นใจเพราะใช้แล้วเห็นผลจริง ผมจะทดลองใช้ปุ๋ยต่างๆ ในแปลงทดลองก่อน เปรียบเทียบกันแล้วปุ๋ยตรากระต่ายจะช่วยให้ใบเขียวนานกว่า ต้นแข็งแรง ผลผลิตคุณภาพดี คุ้มค่ากับการลงทุนที่สุด”

คุณสีไพร เผยว่า การปลูกมะขามหวาน จะเริ่มเก็บผลผลิตได้เมื่ออายุได้ 7 ปี และผลผลิตออกเต็มที่เมื่ออายุ 10-13 ปี ขึ้นไป ซึ่งในพื้นที่ 40 ไร่ ของเขา แบ่งการดูแลเป็น 3 ระยะ ได้แก่

1.ระยะแตกใบอ่อน จะใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู ปริมาณ 3 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อช่วยบำรุงให้ต้นสมบูรณ์ แตกใบ พร้อมแตกช่อดอก

2.ระยะติดดอก จะงดใส่ปุ๋ยทางดิน เพราะหากใส่ปุ๋ยช่วงนี้จะทำให้ฝักแตกและผลร่วง

3.ระยะติดผลเล็ก เป็นช่วงการให้ปุ๋ยทางใบ (ฮอร์โมน) จะช่วยเปิดตาดอก ติดผลดก ขั้วดอกเหนียว และดูแลฝักอ่อนให้แข็งแรง