ผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายเตา…ผลงานวิจัยของ นายสิทธิ

นักศึกษาปริญญาเอก ผลงานนี้เป็นสุดยอดนวัตกรรมระดับโลก ได้รับรางวัล 2 เหรียญทอง จาก 25 ประเทศ 300 กว่าผลงาน จากการประกวดนวัตกรรมที่เกาหลีใต้ สาหร่ายเตามีประสิทธิภาพในการลดฝ้า กระ จุดด่างดำ และแก้ปัญหาผิวพรรณ ผลิตภัณฑ์เจลจากสาหร่ายเตา ได้พัฒนาให้มีการซึมซับสู่ผิวหน้าได้ดี เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับสาหร่ายพื้นบ้านในท้องถิ่นภาคเหนือ สรรพคุณด้านโภชนาการคือ มีโปรตีนร้อยละ 20 ไขมันร้อยละ 6 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 31 ไฟเบอร์ร้อยละ 21 มีสาระสำคัญคือ สารประกอบฟีนอลิก โพลีแซ็กคาร์ไรด์ และกรดอะมิโน ฤทธิ์ทางชีวภาพคือ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว และการก่อเจล ผู้วิจัยได้ต่อยอดผลิตภัณฑ์สาหร่ายเตา ด้วยการสมัครเป็นสตาร์ทอัพ ก่อตั้งบริษัท เอส.ที.ดี. เมติกส์ จำกัด โทรศัพท์ (081) 853-2897

เลี้ยงไก่กระดูกดำแบบอิสระ…เนื้อไก่กระดูกดำประกอบด้วยสารเมลานิน มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และสารคาร์โนซีน มีสรรพคุณเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย ลดริ้วรอยและบรรเทาโรคบางชนิด เช่น ลดโอกาสการเกิดโรคอัลไซเมอร์และโรคเบาหวาน ดังนั้น ระบบการเลี้ยงไก่กระดูกดำ จะต้องจัดพื้นที่การเลี้ยงให้เหมาะสม สัตว์สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้โดยไม่เครียด เช่น จัดพื้นที่ให้มีการอาบแดด การคุ้ยเขี่ย การหากิน การคลุกฝุ่น ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติดีขึ้น การเลี้ยงปล่อยอิสระไก่จะได้กินพืชอาหารสัตว์ทั่วไป ซึ่งจะมีผลต่อการเพิ่มสัดส่วนของกรดไขมันที่จำเป็นในกล้ามเนื้อสูงขึ้น ส่งผลดีต่อผู้บริโภค

สารสกัดจากเมล็ดลำไยเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาเนื้อสุกร…ผลงาน อาจารย์จุฬากร ปานะถึก คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี ในช่วงที่ลำไยให้ผลผลิตมีปริมาณผลพลอยได้จากการบริโภคลำไยและโรงงานแปรรูปลำไย ในส่วนของเมล็ดลำไยก็มีสารในการต่อต้านอนุมูลอิสระและยังยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิดได้ จึงทำการวิจัยสารสกัดจากเมล็ดลำไยรูปแบบของน้ำยาสเปย์เพื่อพ่นลงบนซากสุกร เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาเนื้อสุกรจากสารสกัดธรรมชาติ การทดสอบวิจัยคุณภาพของเนื้อสุกรพบว่าสารสกัดที่ได้จากเมล็ดลำไย สามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระโดยไม่มีผลต่อคุณภาพเนื้อสุกร

ระบบลานจอดรถอัจฉริยะ…มีจุดเด่นคือ เป็นการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อช่วยตรวจสอบสถานะช่องจอดรถ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและจำนวนกระแสไฟฟ้าในแต่ละเดือน การจัดการข้อมูลและการตรวจสอบช่องจอดเพื่อความสะดวกและประหยัดต่อการหาที่จอดรถภายในอาคาร เพื่อการบริหารจัดการที่จอดรถให้เพียงพอต่อการบริการในเชิงพาณิชย์ เป็นการควบคุมระบบที่จอดรถโดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต

อนุภาคนาโนไคโตซาน สารชีวภาพสำหรับกุ้ง…ผลงาน ดร.จิราพร โรจน์ทินกร และคณะ เป็นนักวิจัยกลุ่มแรกของไทยที่ทำการสร้างอนุภาคนาโนไคโตซาน เพื่อใช้ทางด้านสัตว์น้ำและการเพาะเลี้ยง สามารถนำสารชีวภาพหลากหลายมาบรรจุไว้ภายในอนุภาคนาโน ได้แก่ สารสกัดสมุนไพร สารสกัดธรรมชาติ สารธรรมชาติ ยา วิตามิน รวมถึงสารพันธุกรรม เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในตัวกุ้ง พัฒนาสร้างให้มีความเหมาะสมสำหรับใช้ผสมอาหารให้กุ้งกิน และยังประยุกต์ไปใช้กับสัตว์น้ำอื่นๆ ได้ด้วย

สารสกัดกระเทียมโทน…นวัตกรรมสารสกัดกระเทียมโทนจากระบบการสกัดที่ไม่ใช้สารเคมี สารอัลลิชิน ซึ่งเป็นสารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ลดไขมันในเส้นเลือด ลดคอเลสเตอรอล ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย แก้ปัญหาโรคกระเพาะเรื้อรัง

นาโนเซ็นเซอร์สำหรับวัดความสุก-แก่ของผลไม้…ฮอร์โมนของพืชที่ควบคุมกระบวนการเปลี่ยนแปลงความสุกของผลไม้ การงอกของเมล็ด และการบานหรือเหี่ยวเฉาของดอกไม้ ตลอดช่วงต่างๆ เหล่านี้ พืชจะหลั่งฮอร์โมนเอทิลีน ผู้ประกอบการจึงต้องใช้วิธีการยืดอายุให้นานที่สุด เพื่อสะดวกในการเก็บรักษาและการขนส่ง ผู้วิจัยจึงหาวิธีการที่จะนำมาใช้กับผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ

การจัดงานครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานศึกษาวิจัยนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเท่านั้น สนใจติดต่อสอบถามได้โดยตรงที่ผลงานแต่ละประเภท หรือสถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ หรือติดต่อที่บัณฑิตวิทยาลัย หรืองานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

จริงๆแล้วมะขามเปรี้ยว ตีคู่มาพร้อมกับมะขามหวาน แต่มะขามหวานทำเป็นการค้าจริงจังมากกว่า ชื่อเสียงของมะขามเปรี้ยวจึงเงียบไป

ตามท้องถิ่นในชนบท จะพบมะขามเปรี้ยวต้นขนาดใหญ่ เติบโตมาจากเมล็ด บางคราวเจ้าของเลื่อยทำเขียง แต่ส่วนใหญ่แล้วเก็บผลผลิตมาทำเป็นมะขามเปียกไว้ปรุงอาหาร มีมากก็จำหน่าย

วงการมะขามเปรี้ยวมาฮือฮา เมื่อมีการเปิดตัวมะขามฝักกระดาน ของพลโทรวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ อดีตแม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 ตั้งแต่นั้นมาจึงมีการขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่ง เสียบยอดมะขามเปรี้ยว เหมือนมะขามหวาน ทำให้ลักษณะพันธุ์เดิมยังคงอยู่

มะขามเปรี้ยวของพลโทรวมศักดิ์ ได้รับความนิยมมาก โดยเริ่มปลูกที่จังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นก็ขยายไปยังจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดอื่นๆ นอกจากสายพันธุ์มะขามเปรี้ยวของพลโทรวมศักดิ์แล้ว มีการศึกษาพันธุ์มะขามเปรี้ยวของศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ กรมวิชาการเกษตร ต่อมามีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกแล้ว

มีมะขามเปรี้ยวสายพันธุ์ “สะทิงพระ” ถิ่นกำเนิดอยู่จังหวัดสงขลา ผู้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังคือพันเอกวินัย พุกศรีสุข หัวหน้ากองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก ซึ่งมีที่ตั้งอยู่จังหวัดกาญจนบุรี

พันเอกวินัยเล่าว่า ตนเองศึกษาสายพันธุ์นี้ ตั้งแต่มียศเป็นร้อยเอก เพราะเห็นว่าฝักใหญ่ ฝักดิบที่โตเต็มที่ เคยชั่งได้ 4-5 ฝักต่อกิโลกรัม กรณีนี้ เจ้าของไม่ปล่อยให้ฝักดกมากนัก สายพันธุ์อื่นก็ใกล้เคียงกัน

มะขามเปรี้ยวสะทิงพระ เมื่อฝักสุก หากน้ำหนักมะขาม 1 กิโลกรัม แกะเปลือกและเมล็ด ออกแล้ว…จะเหลือน้ำหนัก 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีมาก

พันเอกวินัยบอกว่า มะขามเปรี้ยวฝักยักษ์โดยทั่วไป เมื่อต้นอายุ 10 ปี จะได้น้ำหนักมะขาม 300 กิโลกรัมต่อต้น บางปีอาจจะน้อยกว่านี้ เพราะมะขามจะไม่ดกทุกปี

วิธีการขยายพันธุ์มะขามเปรี้ยว นิยมการทาบกิ่ง หรือไม่ก็ปลูกต้นตอในแปลงแล้วเสียบยอดพันธุ์ดีเข้าไป คล้ายมะม่วง

ระยะปลูกมะขามเปรี้ยว ใช้ระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 8 คูณ 8 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 25 ต้น เวลาที่เหมาะสำหรับการปลูกคือต้นฝน

โดยทั่วไป มะขามเปรี้ยวชอบปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก แต่หากทำเป็นการค้าและสังเกตเห็นว่ามะขามติดผลผลิตมาก หลังเก็บเกี่ยวนอกจากปุ๋ยคอก ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 1-2 กิโลกรัมต่อต้น ก่อนออกดอกสร้างตาดอกด้วยปุ๋ยสูตร 8-24-24 จำนวน 1 กิโลกรัมต่อต้น ช่วงพัฒนาผลผลิต ใส่สูตร 15-15-15 อีกครั้งหนึ่ง ราว 1 กิโลกรัมต่อต้น

ปริมาณปุ๋ยที่ให้ ขึ้นอยู่กับผลผลิตบนต้น ขนาดของต้น และจำนวนผลผลิตที่มะขามติดฝัก

กรณีปลูกเป็นไม้รอบบ้าน อาจจะไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยเคมีก็ได้

เมื่อฝักเริ่มแก่แต่ยังไม่สุก สามารถนำฝักมะขามมาแช่อิ่มจำหน่าย ฝักสุกแกะเนื้อขายเป็นมะขามเปียก ตลาดต้องการอย่างต่อเนื่อง

เป็นพืชเอนกประสงค์ ใบอ่อนนำมาปรุงอาหารได้ พุ่มใบมีความสวยงาม ปลูกหน้าบ้าน หรือรอบบ้านให้ความร่มเย็น

ผู้มีที่ว่างรอบบ้าน ควรพิจารณาปลูกมะขามเปรี้ยวสักต้น โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 5 โครงการ ที่ถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 โดยในช่วงระหว่าง ปี 2562-2565 ได้วางแผนขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ 31 โครงการ และโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ ก็อยู่ในนั้น

รัฐบาล โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ไปยังจังหวัดชัยภูมิ และเล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการ จึงเร่งรัดมายังรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ขับเคลื่อนโครงการโดยเร็ว

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ จึงกำหนดวันเดินทางและลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุง (ตอนล่าง) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในรัชกาลที่ 9 ซึ่งตั้งอยู่ที่โครงการบ้านนาเจริญ ตำบลหนองแวง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ โดยมี นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ นายพงศ์ศักดิ์ ณ ศร ผู้อำนวยการโครงการชลประทานชัยภูมิ ส่วนราชการกรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชาวบ้านในพื้นที่ให้การต้อนรับ

ก่อนหน้านี้ โครงการเริ่มขับเคลื่อนมา แต่ยังติดปัญหาพื้นที่ก่อสร้างทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติฯ จึงชะลอออกไปไม่มีกำหนด ต่อเมื่อในปี 2536 ราษฎรในอำเภอหนองบัวแดง ได้ถวายฎีกาเพื่อขอให้ก่อสร้างโครงการ ในปี 2560 กรมชลประทานได้พิจารณาตำแหน่งที่ตั้งใหม่บริเวณลำสะพุงตอนล่าง บ้านนาเจริญ ตำบลหนองแวง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพื่อให้เป็นแหล่งเก็บน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกในฤดูฝนและฤดูแล้ง ราษฎรมีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของราษฎรในบริเวณโครงการและใกล้เคียง

โดยจะก่อสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำ ความยาว 2,270 เมตร ความสูง 36 เมตร ความยาว 2,270 เมตร ความจุ 48.13 ล้าน ลูกบาศก์เมตร และมีถนนรอบอ่าง ความยาว 2,914 เมตร พื้นที่เก็บน้ำในอ่าง 3,134 ไร่ พื้นที่หัวงานอาคารประกอบ 1,079 ไร่ รวมประมาณ 4,213 ไร่ ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ ปี 2561-2566 งบประมาณ 2,965 ล้านบาท ผลประโยชน์สามารถส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์ ในฤดูฝน 40,000 ไร่ ฤดูแล้ง 5,000 ไร่ เป็นแหล่งเก็บน้ำให้กับราษฎรเพื่อการอุปโภคบริโภคในตำบลหนองแวง ตำบลหนองบัวแดง ประมาณ 29,960 ราย

ทั้งนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ระบุ ภายหลังติดตามความคืบหน้าในโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุง (ตอนล่าง) ว่า อ่างเก็บน้ำดังกล่าวจะมีประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่และชาวจังหวัดชัยภูมิเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ลดปัญหาความขัดแย้ง แย่งชิงน้ำของราษฎร เป็นแหล่งน้ำต้นทุนในการสนับสนุนระบบการผลิตน้ำประปาในพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ก็จะลงมือก่อสร้างได้ทันที

อีกไม่นานเกินรอ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบผ่านอ่างเก็บน้ำลำสะพุง (ตอนล่าง) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในรัชกาลที่ 9 จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในอีกไม่ช้า

บ้านสวนเมล่อน อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา สวนเมล่อนขนาด 4 ไร่ ที่ใครๆ ก็ต้องมาลองชิมเมล่อนสักครั้ง ด้วยเอกลักษณ์พิเศษของสายพันธุ์เมล่อนที่มีทั้งหวานกรอบ และหวานเนื้อนุ่ม รวมถึงการปลูกที่ใส่ใจและปลอดภัยจากสารเคมี 100%

นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ (แก้ว) เกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) เจ้าของสวน “บ้านสวนเมล่อน” ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของสวนแห่งนี้ว่า เกิดจากความต้องการปลูกเมล่อนให้สามี จึงลงมือปลูกและลองผิดลองถูกด้วยตนเองจากการเสิร์ชกูเกิลตั้งแต่การเริ่มต้นสร้างโรงเรือนจนถึงการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล่อนจนกระทั่งค้นพบวิธีการสร้างโรงเรือนและการปลูกเมล่อนที่เหมาะสม ทำให้มีผลผลิตเมล่อนสำหรับขายมากขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ ขยายการปลูกเมล่อนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีทั้งหมด 17 โรงเรือนแล้วในระยะเวลาเพียง 2 ปี ทั้งนี้บ้านสวนเมล่อนไม่ได้ปลูกแค่เมล่อนเท่านั้น แต่เป็นสวนผสมผสานมีทั้งพืชผักสวนครัวและพืชอื่นๆ ที่เจ้าของสวนชื่นชอบ อาทิ ตะไคร้ ใบกระเพรา ถั่วฝักยาว มะเขือเทศราชินีเหลือง ข้าวโพดหวาน
ฮอกไกโด เห็ด ฯลฯ ปลูกร่วมด้วยเสมือนว่ามีตู้เย็นธรรมชาติอยู่ในบ้าน

ในกระบวนการผลิตของสวนบ้านเมล่อนจะไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช แต่เน้นการป้องกันศัตรูพืชโดยการปลูกพืชผักในโรงเรือนและใช้สารชีวภัณฑ์ทั้งเชื้อรา​บิวเวอเรียและเชื้อรา​ไตร​โค​เด​อร์มา​อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจได้ว่าผลผลิตที่นี่ปลอดสารเคมี 100%

อย่างไรก็ตามการเป็นเกษตรกรไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคุณแก้ว เพราะไม่มีความรู้หรือเป็นเกษตรกรมาก่อน อีกทั้งที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นดินเค็ม น้ำเค็มทำให้ทั้งสวนต้องใช้น้ำประปารดต้นไม้ อีกทั้งเพื่อนบ้านทั้งหมดทำบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง จึงไม่ค่อยมีเกษตรกรให้คำปรึกษาในการทำเกษตร จนกระทั่งคุณแก้วตัดสินใจไปขึ้นทะเบียนเกษตรกร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านโพธิ์ จึงมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer (YSF) ช่วงกลางปี 2561 จึงทำให้พบเครือข่ายเกษตรกร YSF และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการเกษตรซึ่งกันและกัน และทำให้คุณแก้วกลายเป็นวิทยากรในการสอนเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรในจังหวัดฉะเชิงเทรา

การเป็น YSF ทำให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาแผนธุรกิจ คุณแก้วจึงได้พัฒนาสวนเมล่อนของตนเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่กระจายรายได้สู่ชุมชน โดยมีจุดเด่นในการท่องเที่ยวคือ “โครงการกลับมาเยี่ยมลูกเมล่อน” โดยให้ลูกค้ามาจับจองเมล่อนโดยการสลักชื่อไว้ที่ผลก่อนเก็บเกี่ยวเมล่อนประมาณ 1 เดือน และทางสวนจะดูแลต่อให้จนถึงวันที่เก็บผลผลิตลูกค้าก็สามารถมาตัดเมล่อนได้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ยังจัดตั้งสหกรณ์พืชผัก ผลไม้ ปลอดภัยสูง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรของเครือข่าย ซึ่งเป็นสินค้ามาตรฐาน GAP ทั้งหมด อาทิ เมล่อน ถั่วฝักยาว คะน้า เห็ด มะพร้าว มะม่วง โดยมีตลาดหลักคือ การบินไทย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บ้านสวนเมล่อนประสบความสำเร็จในการทำการเกษตร คือ การใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียในการจัดการการผลิตและการตลาด โดยบ้านสวนเมล่อนได้เข้าร่วมโครงการติดตั้งเครื่องมือเทคโนโลยี (Internet of Things : IoT) ตามความร่วมมือของกรมส่งเสริมการเกษตร ดีแทค และเน็คเทค โดยเครื่องมือดังกล่าวสามารถบอกค่าความชื้นอากาศ อุณหภูมิ ความเข้มแสง และความชื้นในดินได้ ผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ทำให้เจ้าของสวนสามารถจัดการกับปัจจัยแวดล้อมและปรับให้เหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูกได้ รวมถึงประหยัดแรงงานในการดูแลสวนด้วย ซึ่งจากการเปรียบเทียบผลผลิตระหว่างก่อนและหลังใช้เทคโนโลยีดังกล่าว พบว่า 1. ลดการสูญเสียผลผลิต (เมล่อน)จาก 26.6% เหลือเพียง 6.6% ต่อโรงเรือน 2. เมล่อนมีน้ำเพิ่มขึ้นจาก 352 กก. เป็น 448 กก. ต่อโรงเรือน

ส่วนด้านการตลาดคุณแก้วเปิดแฟนเพจเฟซบุ๊ก “บ้านสวนเมล่อน ฉะเชิงเทรา” เพื่ออัพเดตสินค้าเกษตรและกิจกรรมต่างในสวนให้ลูกค้าทราบ และให้บริการจัดส่งสินค้าเกษตรทั่วไทยผ่านเคอร์รี่ รวมถึงให้บริการซื้อขายผ่านการโอนเงินหรือใช้คิวอาร์โค้ดภายในสวนได้สอดคล้องกระแสสังคมไร้เงินสด

“การใช้เทคโนโลยีในบ้านสวนเมล่อน นอกจากช่วยให้ทำเกษตรง่ายขึ้นแล้ว ยังสร้างความน่าเชื่อถือของเกษตรกรต่อลูกค้าด้วย ลูกค้าจะมองเราเป็น Smart Farmer เป็นเกษตรกรที่มีความรู้ สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีคุณภาพ” นางสาวปคุณากล่าว

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีในการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกร พร้อมทั้งพัฒนาและขยายโอกาสการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ YSF และเกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น พืชตระกูลข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ข้าว และผัก ให้เฝ้าระวังการระบาดของหนอนศัตรูพืช Fall Armyworm

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดี
กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ขณะนี้พบหนอนศัตรูพืช Fall Armyworm กำลังแพร่ระบาดอย่างมากในทวีปแอฟริกาและกำลังแพร่ระบาดไปประเทศเยเมนและอินเดีย โดยประเทศสมาชิกได้เรียกร้องให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เร่งให้ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ซึ่งหนอนศัตรูพืชชนิดนี้ เคยสร้างความเสียหายอย่างมากในพื้นที่เกษตรของสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้

สำหรับหนอนศัตรูพืช Fall Armyworm (FAW) ที่พบการระบาดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spodoptera frugiperda เป็นหนอนศัตรูทำลายพืชเศรษฐกิจกว่า 80 ชนิด เช่น พืชตระกูลข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ข้าว และผัก ที่สร้างความเสียหายมาก ในระยะหนอนกัดกินใบ สามารถแพร่กระจายทางอากาศได้อย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสแพร่เข้ามาระบาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงสั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังการระบาดศัตรูพืชชนิดนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจพืชที่ปลูก โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น พืชตระกูลข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ข้าว และผัก หากพบว่าพืชแสดงอาการผิดปกติ เกษตรกรสามารถแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อหาแนวทางการรับมือและแก้ไขปัญหาต่อไป

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผย เกษตรกรเข้าใจเรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน เห็นผลช่วยลดต้นทุนเพิ่มรายได้จริง หลังลงพื้นที่พบปะเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังการทำนา บ้านวังมะนาว จ.พิษณุโลก

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นางสาวภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ตามโครงการสานพลังประชารัฐ ณ บ้านวังมะสระ ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และพบปะหารือเกษตรกรในพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการฯ ในครั้งนี้

โดยอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ระบุว่า สำหรับโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดินนั้น ได้เข้าไปมีส่วนร่วม 1 ใน 5 เสือ กษ. (ชป. พด. กสก. กสส. และ ธ.ก.ส.) ในฐานะพี่เลี้ยงที่เข้าไปให้ความรู้เกษตรกรในการเตรียมดินเพื่อปลูกข้าวโพด การใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับพืชและดิน รวมถึงเมื่อเก็บผลผลิตข้าวโพดเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าไปให้คำแนะนำพร้อมดูแลเกษตรกรให้ไถกลบตอซังข้าวโพดแทนการเผาเพื่อให้ตอซังเหล่านี้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย ให้แก่ต้นข้าวต่อไป ซึ่งการเผาตอซังนั้น นอกจากจะเป็นการสร้างมลพิษและยังเป็นการทำลายอินทรีย์วัตถุในดิน ซึ่งแนวทางการดำเนินงานของกรมพัฒนาที่ดิน จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร เนื่องจากเมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์ และมีความเหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช จะส่งผลให้ต้นพืชเจริญเติบโตดี ลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยเคมี และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น

ขณะที่ นายสนั่น ดิษฐกุล อบต.ตำบลพรมพิราม ม.3 บ้านตะพานหิน ต.ตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิษณุโลก เกษตรกรในพื้นที่ให้ความคิดเห็นว่า การทำพืชหลังนา หากมีการดำเนินการให้ดีจะช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรได้มาก หากเกษตรกรมีการวางเเผนอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เกษตรกรที่ทำนา เมื่อหยุดทำนา แนะนำให้ไถกลบตอซังเพื่อเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้ดิน ทำให้การปลูกพืชหลังจากนั้นจะลดต้นทุน และลดรายจ่ายลงได้ ไม่เพียงแต่การปลูกข้าวโพดเท่านั้น การปลูกพืชผัก เพื่อเป็นการพักดินจากการปลูกข้าว ก็จะเป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

คุณอัครินทร์ ทองจรัส เกษตรกรสวนทับทิม พื้นที่หมู่บ้านชายเขา ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ปลูกต้นจันทน์ผาไว้จำนวนมาก โดยปลูกมานานกว่า 20 ปี เริ่มปลูกเพราะสนใจรูปร่างที่สวยงามของจันทน์ผา จึงขอเมล็ดจากสวนรุกขชาติมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อนำมาเพาะขยายพันธุ์ ก่อนหน้านี้มีจันทน์ผาจำนวนมาก แต่ปัจจุบันขุดล้อมจำหน่ายไปเกือบหมด เหลืออยู่ปัจจุบันประมาณ 200 ต้นเท่านั้น

ในต้นจันทน์ผาจำนวน 200 ต้นของคุณอัครินทร์ มีจันทน์ผาอยู่ 1 ต้น พบว่า รูปร่างช่วงบนของยอดจันทน์ผา มีรูปร่างแปลก คุณอัครินทร์ เล่าว่า ต้นจันทน์ผาต้นนี้มีอายุประมาณ 20 ปี ปลูกลงดิน รอการจำหน่ายเหมือนต้นอื่นๆ แต่แปลกตรงที่ต้นนี้ส่วนยอดของลำต้นแตกออกลักษณะคล้ายพัดหรือกำแพง ส่วนอีกด้านของยอดเดียวกันและต้นเดียวกัน มีส่วนลำต้นที่ที่งอกยื่นออกมา มองดูลักษณะคล้ายนาคปรก ซึ่งเป็นรูปร่างประหลาด และมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากถึง 1 ในล้านทีเดียว

“ผมทำจันทน์ผามานานกว่า 20 ปี เพิ่งมีต้นนี้ต้นเดียวที่รูปร่างลักษณะประหลาดแบบนี้ และยังไม่เคยเห็นที่ไหนอีก จึงจัดอยู่ในกลุ่มของหายาก ถ้ามีคนมาขอซื้อก็ขาย ราคาน่าจะอยู่ที่หลักแสนหรือหลักล้านบาทขึ้นอยู่กับการตกลง”

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์มาช้านานในสินค้าหลากหลายชนิดสินค้า อาทิ ข้าว พืชผัก และผลไม้ต่างๆ ซึ่งแต่ละปีสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการจัดเก็บสถิติที่ชัดเจนผ่านระบบพิกัดศุลกากรของไทย ยกเว้น สินค้าข้าวอินทรีย์ ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 กลยุทธ์ที่ 3.2 แนวทางการดำเนินงานที่ 5 กำหนดให้มีการจัดทำพิกัดศุลกากรสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติได้มอบหมายให้ สศก. เป็นผู้ดำเนินการ

ในการนี้ สศก. ได้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และได้มีมติเห็นชอบให้จัดทำรหัสสถิติต่อท้ายพิกัดศุลกากร ระยะที่ 1 สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มอีก 5 ชนิด (นอกเหนือจากข้าว) ได้แก่ 1. ใบชาเขียว 2. มะพร้าวอ่อน 3. กะทิสำเร็จรูป 4. มังคุด และ 5. ทุเรียน ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 45/2561 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมรหัสสถิติสินค้า ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม 2561 ไปแล้วนั้น

สศก. ได้ติดตามสถิติการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ดังกล่าว ตั้งแต่ประกาศกรมศุลกากรมีผลใช้บังคับ (ระหว่างมีนาคม ถึง กันยายน 2561) พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ 5 ชนิด ช่วง 7 เดือน มีปริมาณการส่งออกรวมทั้งสิ้น 720 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.08 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดของสินค้า 5 ชนิดนี้ และมีอัตราการขยายตัวของปริมาณการส่งออกสินค้าอินทรีย์เฉลี่ยในช่วง 7 เดือนอยู่ที่ร้อยละ 30.53 โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ 5 ชนิด รวมทั้งสิ้น 76 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.16 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของสินค้าทั้ง 5 ชนิด อัตราการขยายตัวของมูลค่าการ ส่งออกเฉลี่ยร้อยละ 105.15

สำหรับสินค้าที่มีปริมาณการส่งออกสูงสุดตามลำดับ คือ มะพร้าวอ่อนอินทรีย์ ทุเรียนอินทรีย์และทุเรียนอินทรีย์แช่เย็นจนแข็ง กะทิอินทรีย์สำเร็จรูป ใบชาเขียวอินทรีย์ และมังคุดอินทรีย์ โดยปริมาณการส่งออกและมูลค่าการส่งออก 3 ลำดับแรก ได้แก่