ผลิตภัณฑ์ซึ่งมาจากน้ำผลไม้เข้มข้น (Concentrated Fruit Juice)

โดยการเก็บน้ำบางส่วนที่สกัดมาจากน้ำผลไม้ในขณะที่ถูกทำให้เข้มข้น ทั้งนี้ หลังจากที่เติมน้ำเปล่าลงไปแล้ว น้ำผสมที่ได้นั้นจะต้องมีลักษณะด้านเคมี ด้านจุลินทรีย์และด้านโครงสร้างองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อรับประกันคุณลักษณะที่สำคัญของน้ำผลไม้ อีกวิธีหนึ่งโดยการเก็บกลิ่นผลไม้ด้วยการทำให้ระเหยในขณะที่ถูกทำให้เข้มข้น ทั้งนี้ ลักษณะด้านโครงสร้างและองค์ประกอบเท่ากับน้ำผลไม้ตามธรรมชาติ

น้ำผลไม้เข้มข้น (Concentrated Fruit Juice) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากน้ำผลไม้ โดยการลดสัดส่วนของปริมาณน้ำและหากผลิตภัณฑ์นี้มีไว้เพื่อการบริโภคโดยตรง สัดส่วนของปริมาณน้ำที่ลดลงไปนั้นจะต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50
เนกต้าผลไม้ (Fruit Nectar) คือ ผลิตภัณฑ์ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนสภาพเพราะจุลินทรีย์ แต่ต้องมิใช่เพราะการหมักดอง (Fermentable but unfermented product) ซึ่งผ่านการเติมน้ำเปล่าและน้ำตาลลงในน้ำผลไม้ น้ำผลไม้เข้มข้น เนื้อผลไม้ (Fruit Puree) เนื้อผลไม้เข้มข้น (Conentrated Fruit Puree) หรือเติมลงในสิ่งเหล่านี้รวมกัน
น้ำผลไม้แห้ง (Dried Fruit Juice) คือ ผลิตภัณฑ์ซึ่งได้มาจากน้ำผลไม้ที่ถูกลดปริมาณน้ำออกเกือบทั้งหมด

วิธีการผลิตน้ำมังคุดพร้อมดื่ม

เริ่มจากคัดเลือกมังคุดที่ได้ขนาดตามที่ต้องการ ล้างผลมังคุดให้สะอาดก่อนนำไปผ่าเปลือกมังคุดออกเพื่อคว้านเนื้อ (เนื้อและเมล็ด 500 กรัม) ผสมกรดซิตริก 1% (5 กรัม) และแคลเซียมคลอไรด์ 0.5% (0.5 กรัม) ของน้ำหนักเนื้อและเมล็ด แยกเนื้อมังคุดออกจากเมล็ด เตรียมน้ำเชื่อม ในปริมาณน้ำ 1,700 กรัม ใส่น้ำตาล 170 กรัม ผสมรวมกัน บรรจุขวดปิดฝาทันที แล้วต้มขวดเป็นเวลา 6 นาที (ขวดแก้ว ความจุ 250 ซีซี)

การผลิตน้ำมังคุด 100%

การผลิตน้ำมังคุด 100% ต้องล้างมังคุดให้สะอาดแล้วผ่าเปลือกมังคุดออกเพื่อคว้านเนื้อ (เนื้อและเมล็ด 2,000 กรัม) คว้านเนื้อพร้อมใส่แคลเซียมคลอไรด์ 0.1% (2 กรัม) แยกเนื้อมังคุดออกจากเมล็ดแล้วบรรจุขวดปิดฝาทันที นำขวดไปต้มในน้ำเดือด เป็นเวลานาน 20 นาที (ขวดแก้ว ความจุ 70 ซีซี)

วิธีการผลิตน้ำมังคุดเข้มข้น

วิธีการผลิตน้ำมังคุดเข้มข้น คัดเลือกมังคุด แล้วล้างผลมังคุดให้สะอาด นำมาผ่าเปลือกมังคุดออกเพื่อคว้านเนื้อและเมล็ด 2,000 กรัม คว้านเนื้อพร้อมใส่กรดซิตริก 1% (20 กรัม) แคลเซียมคลอไรด์ 0.5% (10 กรัม) แยกเนื้อมังคุดออกจากเมล็ดแล้วนำไปตั้งไฟพร้อมเติมน้ำตาล 2,050 กรัม จะได้ความเข้มข้นประมาณ 62-65 องศาบริกซ์ แล้วบรรจุขวดปิดฝาทันที นำขวดไปต้มเป็นเวลานาน 20 นาที (ขวดแก้ว ความจุ 70 ซีซี)

วิธีการผลิตแยมมังคุด

เริ่มจากล้างผลมังคุดให้สะอาด แล้วผ่าเปลือกมังคุดออกเพื่อคว้านเนื้อและเมล็ด (500 กรัม) เติมแคลเซียมคลอไรด์ 0.1% (0.5 กรัม) กรดซิตริก 0.05% (0.25 กรัม) แยกเนื้อมังคุดออกจากเมล็ด นำไปตั้งไฟระเหยน้ำออก แล้วค่อยๆ เติมน้ำตาล 100 กรัม และเพกติน 1 กรัม บรรจุขวดปิดฝาทันที นำขวดบรรจุแล้วไปต้มในน้ำเดือด เป็นเวลานาน 20 นาที (ขวดแก้ว ความจุ 70 ซีซี)

หากใครมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับการแปรรูปมังคุด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โทร. (02) 577-9155, (02) 577-9130, (02) 577-9149, (02) 577-9129

กรมวิชาการเกษตร แจง สภาพอากาศร้อนสลับฝนส่งผลมังคุดสุกแก่เร็ว ผลผลิตล้น ผู้ประกอบการตั้งรับไม่ทัน ขาดแรงงานคัดแยกผลผลิต ส่งผลราคาตกต่ำ ยันมาตรการตรวจสอบก่อนปล่อยผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นไปตามเงื่อนไขคู่ค้า เอื้อส่งออกทั้งลดขั้นตอนตรวจสอบ สะดวก และรวดเร็ว

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่มีการโพสต์ข้อความในสื่อโซเซียลมีเดียว่า กรมวิชาการเกษตร ดำเนินงานล่าช้าเป็นเหตุให้ราคามังคุดตกต่ำนั้น ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เกี่ยวข้องของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จันทบุรี และด่านตรวจพืชจันทบุรี เข้าไปตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ราคามังคุดตกต่ำ พบว่า ในปีนี้มังคุดภาคตะวันออกมีปริมาณผลผลิตมากและมีหลายรุ่น ซึ่งจะเริ่มทยอยสุกและเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม

และจะมีปริมาณผลผลิตออกตลาดมากในช่วงเดือนพฤษภาคม แต่ในปีนี้จากสภาพอากาศร้อนสลับกับฝนตกเป็นบางช่วง ทำให้มังคุดสุกแก่เร็วกว่าปกติ ผลผลิตมังคุดรุ่นแรกทะลักออกสู่ตลาดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายจัดเตรียมแรงงานไว้สำหรับคัดแยกมังคุดไม่เพียงพอ ประกอบกับมีการกวดขันจับกุมแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้โรงคัดบรรจุขาดแคลนแรงงาน จึงเป็นสาเหตุทำให้มังคุดราคาตกต่ำ มิได้มีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการเกษตรแต่อย่างใด

ที่ผ่านมา ทางการจีนได้เข้มงวดในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และได้มีการทำหนังสือแจ้งเตือนประเทศไทยหลายครั้งให้ดำเนินการแก้ไขเรื่องการตรวจพบศัตรูพืชในผลไม้ที่นำเข้าจากไทย ซึ่งหากฝ่ายไทยยังไม่ดำเนินการแก้ไข อาจเป็นเหตุผลที่ฝ่ายจีนจะระงับการนำเข้าผลไม้จากประเทศไทย สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติงานโดยมอบหมายให้หัวหน้าด่านตรวจพืชจันทบุรีเป็นผู้จัดการในการตรวจสินค้าในเขตจังหวัดจันทบุรี

ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ กรมวิชาการเกษตร ได้เตรียมความพร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่จากด่านตรวจพืชอื่นๆ ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อช่วยดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยนายตรวจพืชจะให้บริการสุ่มตรวจศัตรูพืชถึงโรงคัดบรรจุเพื่อสนับสนุนการส่งออกให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว

นอกจากนี้ ในช่วงเดือนเมษายนนี้คาดว่าจะมีผลผลิตมังคุดและทุเรียนออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีศัตรูพืชกักกันติดไปกับทุเรียนและมังคุด และให้เป็นไปตามข้อตกลงไทย-จีน กรมวิชาการเกษตรจะจัดนายตรวจพืชลงมาดำเนินการตรวจสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเบื้องต้นได้สั่งการให้ด่านตรวจพืชดำเนินการตรวจสอบทุเรียนที่ส่งออกอย่างเข้มงวด และให้โรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียน GMP ปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ซึ่งก่อนเปิดฤดูกาลส่งออกทุเรียนและมังคุด นายตรวจพืชได้ลงพื้นที่ให้คำแนะนำและตรวจสอบเครื่องมือ/อุปกรณ์ทำความสะอาดผลทุเรียนและมังคุด รวมถึงการกำจัดศัตรูพืช พร้อมกับทำหนังสือแจ้งผู้ประกอบการส่งออกให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัด โดยที่ผ่านมาได้ร่วมประชุมหารือกับผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออก เพื่อชี้แจงให้ทราบถึงเงื่อนไขการปฏิบัติเพื่อการส่งออกทุเรียนและมังคุดที่เป็นไปตามเงื่อนไขของประเทศคู่ค้าแล้ว

“เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจะไปสุ่มตรวจทุเรียนและมังคุดสดที่จะส่งออก ณ โรงคัดบรรจุ โดยเน้นตรวจสอบศัตรูพืชของทุเรียนและมังคุด ที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ เพลี้ยแป้ง หนอนเจาะเมล็ด และเชื้อรา ซึ่งหลังตรวจสอบแล้วหากพบว่าเป็นไปตามเงื่อนไขเจ้าหน้าที่จะปิดผนึกหรือซิลล์ตู้คอนเทนเนอร์เพื่อจะไม่ต้องเปิดตู้ตรวจซ้ำ ณ หน้าด่าน ก่อนส่งออกอีก ซึ่งวิธีการดังกล่าวช่วยลดขั้นตอนการทำงานและทำให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วต่อผู้ประกอบการด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาที่เจ้าหน้าที่พบจากการเข้าไปตรวจสอบผลผลิตที่โรงคัดบรรจุหลายครั้ง ได้แก่ สินค้าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ประเทศคู่ค้ากำหนด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการแก้ไขและกลับมาตรวจ ครั้งที่ 2 โดยการตรวจในรอบนี้อาจจะมีความล่าช้าอยู่บ้าง แต่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว และตรวจปล่อยตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้รับแจ้งจนหมด จึงขอยืนยันว่าขั้นตอนการปฏิบัติงานดังกล่าวของกรมวิชาการเกษตรไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคามังคุดตกต่ำตามที่มีผู้กล่าวอ้างแต่อย่างใด” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

สภาพอากาศร้อนและแดดจัดในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกเตรียมรับมือการระบาดของเพลี้ยไฟพริก สามารถพบได้ในระยะที่ต้นพริกออกดอกและติดผล เริ่มแรกจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยง จากยอด ใบอ่อน ตาดอก และดอก ทำให้ใบหรือยอดอ่อนหงิก ขอบใบหงิกหรือม้วนขึ้นด้านบน ถ้าเพลี้ยไฟพริกเข้าทำลายในระยะที่ต้นพริกออกดอก จะส่งผลทำให้ดอกพริกร่วงไม่ติดผล ส่วนการเข้าทำลายในระยะติดผล จะทำให้รูปทรงของผลพริกบิดงอ หากระบาดรุนแรง จะทำให้ต้นพริกชะงักการเจริญเติบโตหรือแห้งตายในที่สุด

เกษตรกรควรสุ่มสำรวจตรวจต้นพริก 100 ยอด ต่อไร่ ในทุกสัปดาห์ อย่างสม่ำเสมอ โดยใช้วิธีการเคาะลงบนแผ่นพลาสติกสีดำ และป้องกันกำจัดเมื่อพบเพลี้ยไฟพริกเฉลี่ยมากกว่า 5 ตัว ต่อยอด ในขั้นต้นควรเพิ่มความชื้นให้ต้นพริกด้วยการให้น้ำ อย่าปล่อยให้ต้นพริกขาดน้ำ เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอ และเพลี้ยไฟพริกจะระบาดได้อย่างรวดเร็ว หากพบการระบาด สำหรับในแหล่งปลูกใหม่ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรไทโอฟอส 50% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร และควรพ่นซ้ำตามการระบาด

ส่วนในแหล่งปลูกเดิม ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสเอล อัตรา 20-40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ขณะพ่นสารควรปรับหัวฉีดให้เป็นฝอยที่สุด และพ่นให้ทั่วตามส่วนต่างๆ ของพืชที่เพลี้ยไฟพริกอาศัยอยู่ กรณีระบาดรุนแรงในช่วงสภาพอากาศแห้งแล้ง เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยทางใบ เพื่อช่วยให้ต้นพริกฟื้นตัวจากอาการใบหงิกได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น

ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานสังกัดทั้งส่วนกลางและภูมิภาค เป็นชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่เพื่อออกตรวจ ป้องปราม ระงับ ยับยั้ง และแจ้งเหตุการณ์เผาในพื้นที่เกษตร โดยมีเครือข่าย เกษตรกร ศพก. เป็นหน่วยเฝ้าระวังป้องกันและปลุกจิตสำนึกในการไม่เผาเศษซากพืช และวัสดุทางการเกษตร ทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ เร่งลดผลกระทบในพื้นที่ให้มากที่สุด

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำชับให้เกษตรจังหวัดลงพื้นที่ให้ควบคุม กำกับดูแล รวมทั้งเข้มงวด ไม่ให้เกิดการเผาในพื้นที่การเกษตร ในความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด และเร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการเผา ผ่านเวทีการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ รวมทั้งการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (field day) ที่ทุกจังหวัดจัดอยู่ขณะนี้ พร้อมทั้งให้มีการถ่ายทอดเรื่องของเทคโนโลยีจัดการหลังการเก็บเกี่ยว โดยให้วิเคราะห์เป็นรายพืช เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างไรให้เหมาะสม และให้คำแนะนำแก่เกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ทั่วประเทศ และศูนย์เครือข่าย เช่น ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) อีก 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ

นายสำราญ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้เร่งขับเคลื่อนการดำเนิน “โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในไร่นาและชุมชน เช่น ซังข้าวโพด ฟางข้าว เศษกิ่งไม้ ใบอ้อย ให้เกิดประโยชน์ โดยสร้างเครือข่ายรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างชุมชนผลิตปลอดภัย ลดต้นทุนการผลิต ด้วยการทำปุ๋ยหมักใช้เอง ลดการใช้สารเคมีในการทำการเกษตร

เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นรายได้ โดยให้ ศพก. และเครือข่าย รวบรวมจำหน่ายเป็นวัสดุผลิตพลังงานชีวมวล และลดการเผา ในพื้นที่เกษตรซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ดินเสื่อมโทรม ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน มลภาวะทางอากาศ ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยให้มีการอบรมถ่ายทอดความรู้ จัดทำจุดสาธิตวิธีการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีทดแทนการเผา ทั้งการนำมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ การไถกลบ การหมัก การเก็บเกี่ยวที่ถูกวิธี โดยให้ชุมชนได้ศึกษา ทดลองและเรียนรู้ แล้วสรุปเป็นโมเดลการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของชุมชนเอง ขยายผลสู่การปฏิบัติ อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

การฝึกซ้อมอย่างหนัก คือ เส้นทางสู่แชมป์กอล์ฟระดับโลกของ ‘โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล’ แต่ในขณะเดียวกัน ‘โปรเม’ ก็กำลังฝึกเทคนิคการใช้ชีวิตแบบนักกีฬารักษ์โลก ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เธอกล่าวว่า “อาจจะยุ่งยากขึ้นบ้าง แต่ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันเพื่อโลกของเรา”

เอสซีจี จึงเปิดตัวคลิปออนไลน์ชวน “ตามติดเทคนิคใหม่ของโปรเม!” เอรียา จุฑานุกาลนักกอล์ฟระดับโลก ผ่านการเปิดมุมมองเรื่อง “การลดการสร้างขยะ” และ “การหมุนเวียนของใช้ให้คุ้มค่า” เช่น เตรียมอาหารให้พอดีสำหรับการรับประทาน พกถุงผ้าส่วนตัว และกระบอกน้ำ รวมถึงลดการใช้หลอด ตลอดจนแบ่งปันเสื้อกีฬาที่ไม่ใช้แล้วให้แก่เด็กๆ เพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด โดยสามารถ “ตามติดเทคนิคใหม่ของโปรเม!” ได้ทาง YouTube – SCG Channel : youtu.be/pu-OTj6wg3g หรือ Facebook SCG Fanpage : www.facebook.com/SCGofficialpage และสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และแนวปฏิบัติ SCG Circular way ได้ที่เว็บไซต์ www.scg.com/sustainability/circular-economy/

เอสซีจีมุ่งหวังว่าคลิปออนไลน์ชุดนี้ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีคิด และพฤติกรรมการชีวิต ภายใต้แนวปฏิบัติ SCG Circular way โดยหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ด้วยการลดการใช้ทรัพยากร หรือใช้ให้นานที่สุด หรือนำกลับมาใช้ซ้ำหรือใช้ใหม่ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งความยั่งยืนสำหรับลูกหลานรุ่นต่อไป

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก เปิดงานวันสาธิตการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา จากนั้นได้เดินทางไปยังแปลงข้าวโพด เพื่อขับรถเกี่ยวข้าวโพดในแปลงสาธิตและขับรถไถกลบเศษวัสดุการเกษตร

และเยี่ยมชมจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของสหกรณ์การเกษตรบ้านตาก จำกัด ซึ่งนำอุปกรณ์การตรวจวัดความชื้นและการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดตามคุณภาพผลผลิต เพี่อมาสาธิตถึงขั้นตอนกระบวนการในการรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร โดยสหกรณ์ได้รับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกร ความชื้น 30% ราคา 6.26 บาท ต่อกิโลกรัม แต่หากเกษตรกรนำมาแปรสภาพให้เหลือความชื้นไม่เกิน 14.5% จะขายได้ 8.00 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งทางสหกรณ์ได้รวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรแล้วส่งจำหน่ายให้กับผู้แทนบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ก่อนส่งเข้าโรงงานผลิตอาหารสัตว์ต่อไป

พื้นที่จังหวัดตากเข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา จำนวน 25,070.75 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 2,876 ราย และมีสหกรณ์ในจังหวัดตาก เข้าร่วมโครงการ จำนวน 7 แห่ง สมาชิกเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดรวม 348 ราย พื้นที่รวม 3,002 ไร่ ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ตาก จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ้านตาก จำกัด สหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด สหกรณ์การเกษตรแม่สอด จำกัด สหกรณ์นิคมแม่ระมาด จำกัด สหกรณ์การเกษตรแม่ระมาด จำกัด และสหกรณ์การเกษตร พบพระ จำกัด

จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดตากที่ดำเนินตามโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา จะสามารถรวบรวมผลผลิตได้จำนวน 25,543.62 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ขณะนี้ได้ดำเนินการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว ประมาณ 2,283.25 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.11 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยสหกรณ์ในจังหวัดตากทั้ง 7 แห่ง ได้เตรียมความพร้อมเปิดจุดรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในแต่ละอำเภอ คาดว่าผลผลิตจะทยอยเก็บเกี่ยวระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2562 นี้ จึงจะแล้วเสร็จทุกพื้นที่ โดยเกษตรกรจะได้ผลตอบแทนไร่ละ 5,950 บาท เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวนาปรังให้ผลตอบแทนไร่ละ 3,300 บาท ดังนั้น เกษตรกรที่หันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา จึงได้ผลตอบแทนมากกว่าปลูกข้าวนาปรัง 2,650 บาท ต่อไร่ ทำให้เกษตรกรจังหวัดตากลดพื้นที่นาปรังแล้วหันมาปลูกข้าวโพดตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความพึงพอใจกับโครงการดังกล่าว เนื่องจากมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

สกว.จับมือ 4 มหาวิทยาลัยดัง วิเคราะห์แนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาโครงสร้างระบบโลจิสติกส์พื้นฐานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ส่งต่อให้สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย และบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด เตรียมพร้อมสู่การขับเคลื่อนเป็นมหานครแห่งเอเชีย

3 เมษายน 2562 – สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย, บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และวิทยาลัยการศึกษาและการจัดการทางทะเล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันลงนามในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “การสร้างศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ขนส่ง และการจัดการระบบโลจิสติกส์กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” ณ โรงแรมรอยัลซิตี้ ปิ่นเกล้า

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ความร่วมมือนี้จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนความร่วมมือในการดำเนินการศึกษาระบบโลจิสติกส์กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อเตรียมความพร้อมการเป็น “มหานครแห่งเอเชีย” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยมุ่งเป้าของ สกว. ที่ดำเนินการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ สกว. ในการนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา สกว. ได้ให้การสนับสนุนงานวิจัยด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานมาโดยตลอด ภายใต้กรอบการวิจัยและพัฒนาด้านวิชาการเพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการและการจัดการระบบโลจิสติกส์กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

โดยมี รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย หัวหน้าศูนย์การจัดการโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าโครงการ และมีสถาบันการศึกษาทั้ง 4 แห่ง รับผิดชอบการดำเนินงานด้านวิชาการ ขณะที่สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย และบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จะดำเนินการสนับสนุนข้อมูล และนำผลวิจัยไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายระบบ และความร่วมมือกันขนส่งสินค้า ผลงานวิจัยชิ้นนี้มิได้เพียงทำให้ระบบโลจิสติกส์ในเขตเมืองมีประสิทธิภาพ แต่ยังสามารถลดจำนวนรถในการขนส่ง ส่งผลให้เกิดการลดมลพิษในเขตเมือง พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอีกด้วย

รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย ระบุว่าประเทศไทยมีแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยเริ่มจากกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวง กระจายไปยังเขตจังหวัดปริมณฑล (นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร) รวมถึงหัวเมืองหลักต่างๆ ตามภูมิภาค ซึ่งนับว่าเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของประเทศ หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญและเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศคือ ปัจจัยทางด้านต้นทุนโลจิสติกส์ โดยต้นทุนค่าขนส่งสินค้ายังคงเป็นองค์ประกอบใหญ่ที่สุด สาเหตุหลักมาจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวมถึงขาดการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตจังหวัดปริมณฑลมีแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลถึงระบบโลจิสติกส์ที่ต้องรองรับการไหลของสินค้าที่เพิ่มขึ้นไปด้วย

จากปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยได้ดำเนินโครงการระยะที่ 1 โดยศึกษาข้อมูลระบบโลจิสติกส์กระบวนการไหล ของสินค้า โครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมขนส่ง และข้อมูลหมวดสินค้าที่สำคัญที่ส่งผลต่อระบบโลจิสติกส์ในเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงประเมินสภาพปัจจุบันและแนวโน้มในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในเขตเมืองในอนาคต ซึ่งสามารถสรุปผลได้ว่าแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างระบบโลจิสติกส์พื้นฐานในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่สำคัญคือ ควรมีการสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า (City Distribution Centre: CDC) และศูนย์กระจายสินค้าย่อยในเขตเมือง เพื่อรองรับธุรกิจ E-Commerce ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เพื่อส่งเสริมการบริการจัดส่งสินค้าในช่วงสุดท้ายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ในโครงการระยะที่ 2 คณะวิจัยได้นำความรู้และสิ่งที่ค้นพบดังกล่าวมาต่อยอดแนวคิดของการทำให้เกิด CDC ผนวกกับการสร้างแพลตฟอร์มร่วมขน Joint Delivery System (JDS) จะสามารถสร้างระบบเครือข่ายใหม่ในโซ่อุปทานการขนส่งในเขตเมืองและปริมณฑลได้ โดย CDC จะเป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ แปรผันตามขนาดชุมชนในเขตเมือง และทำหน้าที่รวบรวมและกระจายสินค้าภายในพื้นที่ ให้สามารถลดการขนส่ง เคลื่อนย้ายที่ไม่จำเป็น มีการร่วมขนของผู้ประกอบการ ช่วยให้ลดจำนวนเที่ยวรถในการขนส่งและลดจำนวนรถเที่ยวเปล่า ส่งผลให้ลดมลพิษที่เกิดจากการขนส่งลงได้ นอกจากนี้ CDC ที่มีขนาดเล็กในเมืองยังสามารถใช้รองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของโลจิสติกส์ E-Commerce และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับต่างชาติได้ เพื่อเป็นการกำหนดแนวทางระบบการจัดการโลจิสติกส์ในภาคการขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพในอนาคต และพัฒนาขับเคลื่อนให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลก้าวสู่การเป็น “มหานครแห่งเอเชีย”

นายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด กล่าวระหว่างการเสวนา “แนวโน้มและทิศทางการจัดการระบบโลจิสติกส์กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และบทบาทผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในอนาคต” ว่าปัจจุบันมีคลังค้าขนาดค่อนข้างใหญ่พื้นที่ประมาณ 21,000 ตารางเมตร มีสาขาตามหัวเมืองใหญ่ในแต่ละภูมิภาค 9 สาขา ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ขนส่ง ผู้ให้บริการคลังสินค้า และผู้นำส่งสินค้าให้ถึงบ้าน ทั้งนี้ จุดที่เหมาะสมสำหรับ CDC ในกรุงเทพมหานครมีอยู่ 3 จุด คือ คลังบางนา หลักสี่ และหัวลำโพง โดยจะต้องช่วยกันผลักดันให้ธุรกิจขนส่งสินค้าเป็นของคนไทย มีศูนย์กลางให้งานวิจัยเกิดผลสำเร็จโดยความร่วมมือของทุกฝ่าย

ขณะที่ นายชุมพล สายเชื้อ นายกสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย กล่าวว่า ปกติเราขนส่งสินค้าและบริการ รวมถึงพืชไร่ เป็นงานโชห่วยในปริมาณค่อนข้างเยอะ แต่ปัจจุบัน E-Commerce มีสัดส่วนร้อยละ 4 และโตขึ้นมากประมาณร้อยละ 10 ทุกปี จำเป็นต้องมีการจัดส่งด่วนจำนวนมากรองรับ แต่มีบริษัทของคนไทยเพียง 2-3 แห่ง เล่นหลักของ E-Commerce ส่วนใหญ่จะเป็นต่างชาติ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป ขณะที่เคอร์รี่โตร้อยละ 100 เราต้องมาคิดกันว่าทำอย่างไรจะให้บริษัทของคนไทยสนใจตลาด E-Commerce ทั้งนี้ จากงานวิจัยของ สกว. การส่งร้านค้าส่ง ค้าปลีก และส่งถึงบ้านในบางครั้งอาจจะต้องร่วมมือกันทำการขนส่งสินค้าจำนวนมากไปยังโกดังแล้วให้ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่นช่วยกระจาย เราจำเป็นต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน แชร์คนและงานภายใต้ JDS จึงจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งทั้งหมดและตอบโจทย์ลูกค้าได้ สมาชิกจะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองในการจัดส่งสินค้าภายใต้ต้นทุนที่แข่งขันได้ และผลประโยชน์ตกอยู่ที่ผู้บริโภค