ผลิตภัณฑ์แบรนด์อิ่มสุขชนิดแรกๆ ที่ทำออกขาย อย่างกล้วยฉาบ

ผลิตจากกล้วยที่สมาชิกปลูกในชุมชนเป็นกล้วยอินทรีย์ที่ปลูกแบบธรรมชาติ ผลิตถุงเล็กขายราคาถุงละ 20 บาท ถุงใหญ่ 35 บาท (3 ถุง 100 บาท) แล้วยังได้ผลิตเป็นถุงไซต์จิ๋วราคาถุงละ 5 บาท ไว้ขายให้กับลูกหลานตัวเล็กๆ ในชุมชนที่มีเงินค่าขนมสามารถซื้อรับประทานได้

นอกจากนั้น ยังผลิตข้าวแต๋นปั้นผสมกับงา เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวธัญพืชที่ผลิตจากข้าวเหนียว งา กะทิ น้ำอ้อย และเกลือป่นเล็กน้อย มีรสหวานหอม และปลอดภัยต่อสุขภาพ ข้าวแต๋นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านในชุมชนทำขึ้นตามประเพณีอยู่แล้ว

“ดังนั้น จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวทำให้ชาวบ้านหลายครัวเรือนมีกิจกรรมอื่นเข้ามาเสริมแล้วยังมีรายได้สำหรับไว้ใช้ในครอบครัวแทนการอยู่กับบ้านเฉยๆ นับเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ชาวบ้านอีกหลายครอบครัวหันมาสนใจทำกิจกรรมกลุ่มอย่างจริงจังมากขึ้น และปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกจำนวน 50 กว่าคน”

คุณเพ็ญชี้ว่า การที่ลูกค้าให้ความสนใจผลิตภัณฑ์อิ่มสุขมากขึ้นเป็นเพราะสินค้าเหล่านั้นผลิตจากงานเกษตรกรรมที่ชาวบ้านปลูกและดูแล ตลอดจนผ่านกระบวนการและขั้นตอนผลิตอย่างมีคุณภาพ ปลอดสารเคมี แล้วหารับประทานไม่ได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มที่ดูแลสุขภาพ จึงนับเป็นจุดเด่นของอิ่มสุข

จากเหตุผลนี้จึงนำไปสู่การคัดสรรสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติเพื่อต่อยอดด้วยการผลิตขนมงาขึ้นมา เป็นขนมงาเข้มข้นที่ใช้ปริมาณงามากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้าที่เหมาะกับด้านสุขภาพมาก แล้วยังเอาใจกลุ่มลูกค้าแนวออร์แกนิกต่อด้วยการผลิตถั่วลายเสือที่โดดเด่นเพราะปลูกที่แม่ฮ่องสอนทำให้มีรสหวานจากธรรมชาติ ไม่มีความมัน จึงไม่สามารถสกัดน้ำมันออกมาได้ เป็นสินค้าที่เหมาะกับสุขภาพเช่นเดียวกัน

คุณเพ็ญยังเผยถึงกรรมวิธีผลิตถั่วลายเสือว่า หลังจากกะเทาะเปลือก ตากแห้งหลายแดดแล้วนำมาคั่วกับเกลือด้วยอัตราส่วนถั่ว 5 ถ้วยตวง ต่อเกลือป่น 3 ถ้วยตวง ให้คั่วไฟอ่อนสัก 30 นาที จากนั้นนำไปร่อนเพื่อให้เกลือหลุดออก แล้วนำไปผึ่งลมเล็กน้อยพออุ่นแล้วนำไปแพ็กเพื่อให้ถั่วลายเสือมีความกรอบ พร้อมกับรสเค็ม มัน ผสมกัน โดยกำหนดราคาขายถั่วลายเสือ 3 ถุง 100 บาท หรือแบบกระปุกราคา 50 บาท

อีกชนิดของถั่วที่ปลูกเป็นรายได้แล้วนำมาแปรรูปคือ ถั่วหัวช้าง มีลักษณะคล้ายถั่วลิสง ถั่วชนิดนี้ชาวม้งบนดอยนิยมปลูกเพราะสภาพอากาศที่เอื้อให้สามารถปลูกได้อย่างมีคุณภาพ คุณเพ็ญชี้ว่า งาคั่วเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้รักสุขภาพและผู้สูงอายุมาก สำหรับในกลุ่มวัยรุ่นนิยมรับประทานประเภทขนม

ไม่เพียงผลิตสินค้าแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตรที่ชาวบ้านในพื้นที่ปลูก แต่พวกเขายังเพาะพันธุ์พืชแบบคุณภาพไว้ขายด้วย ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์งาและถั่ว อย่างพันธุ์งาขายกิโลกรัมละ 90 บาท พันธุ์ถั่วขายกิโลกรัมละ 50 บาท

ประธานกลุ่มบอกว่า ชาวบ้านมีพื้นที่ปลูกข้าวไม่มาก ปลูกไว้เพื่อรับประทานในครัวเรือนมากกว่า ข้าวที่ปลูก ได้แก่ ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวมะลิหอม ข้าวมะลิแดง ข้าวเหนียวก่ำ (ข้าวลืมผัว) คุณเพ็ญบอกว่า ถ้าสมาชิกปลูกข้าวเมื่อได้ผลผลิตแล้วทางกลุ่มจะรับซื้อไว้ แต่ให้ฝากเก็บไว้ในยุ้งของชาวบ้านรายนั้นก่อน เพราะกลุ่มไม่มีสถานที่เก็บ ทั้งนี้ สามารถสีข้าวขายได้เอง

“จากนั้นจะนำมาคัดแยกว่าเป็นข้าวประเภทใด ปริมาณเท่าไร เพื่อนำไปตรวจสอบกับสต๊อกว่ามีข้าวอะไรที่ต้องผลิตเพิ่มเติมทดแทน หรือมีลูกค้าสั่งข้าวอะไรมาเป็นพิเศษ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเหลือเกินความจำเป็นเนื่องจากข้าวมีอายุการเก็บรักษา ดังนั้น ถ้าเหลือเก็บไว้นานจะมีปัญหาหมดอายุ ข้าวที่แพ็กใส่ถุงมีน้ำหนักถุงกิโลกรัม ได้แก่ ข้าวกล้อง ราคาขาย 90 บาท ราคานี้จะแพ็กใส่กล่องสวยหรูเหมาะกับการซื้อไปมอบในวาระต่างๆ แต่ถ้าไม่มีกล่องขายแพ็กธรรมดาราคา 60-70 บาท”

คุณเพ็ญ บอกว่า การผลิตสินค้าต่างๆ เป็นหน้าที่ของฝ่ายการตลาดที่จะวางแผนกำหนดว่าสินค้าควรจะผลิตช่วงใด จำนวนเท่าไร เพื่อให้มีจำนวนเพียงพอกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในแต่ละแห่งได้อย่างเหมาะสม โดยสมาชิกจะปลูกทุกอย่าง เมื่อเก็บผลผลิตจะนำมาขายให้กับกลุ่ม

สำหรับสินค้าในกลุ่มสมุนไพรและสุขภาพอย่างที่ผลิตขมิ้นผงขนาดบรรจุ 250 ซีซี ขายราคาขวดละ 30 บาท ลูกค้านิยมซื้อไปใส่ลูกประคบ รวมถึงทางกลุ่มยังนำไปใช้สำหรับประคบให้ลูกค้าเวลานวดด้วย น้ำผึ้งขวดแก้วขายในราคา 100, 150 และ 200 บาท

ไม่เพียงเท่านั้น ทางกลุ่มนี้ยังเอาใจลูกค้าที่นิยมงานหัตถกรรมพื้นบ้านต่างๆ ด้วยการผลิตของใช้จากเครื่องจักสานซึ่งเป็นผลงานของผู้สูงอายุในชุมชนโดยเฉพาะ เนื่องจากผู้เฒ่าผู้แก่มีความชำนาญเฉพาะด้านที่เป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ แต่ถ้าหากงานหัตถกรรมที่มีเทคนิคสมัยใหม่ หรือมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าเดิมก็จะช่วยให้ทางภาคราชการส่งวิทยากรมาแนะนำให้แก่ผู้สูงอายุเหล่านั้น

งานหัตถกรรมพื้นบ้านที่ผลิตขายส่วนมากได้แก่ตะกร้าสาน กระบุง กระเป๋า กระจาด ฯลฯ ซึ่งงานบางประเภทเป็นความชำนาญของผู้สูงอายุที่อยู่ที่ราบ และงานบางอย่างเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านของชาวชนเผ่าที่สูง ทั้งนี้ งานหัตถกรรมทุกชนิดทางกลุ่มยินดีรับซื้อเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในทุกพื้นที่ แล้วทางกลุ่มยังมีสินค้าแปรรูปจากผ้ามาเย็บตกแต่งเป็นของใช้ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเล็ก-ใหญ่ หรือพวงกุญแจ

ประธานกลุ่มยังเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์บางอย่างต้องปรับปรุงให้ทันสมัยกับยุคเวลาที่เปลี่ยนไป ถ้าขายแบบเดิมๆ อยู่ ลูกค้าก็จะไม่ซื้อ หรือขายได้น้อยลง ดังนั้น จึงต้องสร้างมูลค่าให้กับสินค้าบางอย่างด้วยการปรับไปผลิตเป็นชนิดน้ำพร้อมดื่มบ้าง หรือขนมขบเคี้ยวเอาใจเด็กและวัยรุ่นบ้าง ทั้งนี้ เพื่อต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนออมทรัพย์เกษตรทางเลือกบ้านแม่สุริน เลขที่ 15/1 บ้านแม่สุริน หมู่ที่ 3 ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ (095) 634-8178

ผ่าแผนรับมือวิกฤตแล้งสาหัส : รายงานพิเศษเศรษฐกิจ – ช่วงฤดูแล้งจะกินเวลายาวนาน 6 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ย.-เม.ย. ซึ่งผ่านมาแล้ว 4 เดือนเศษ เริ่มเห็นสัญญาณความรุนแรงเกิดขึ้นในภาคอีสาน และภาคเหนือ เขื่อนหรืออ่างหลายแห่ง น้ำเริ่มแห้งขอดไม่มีน้ำใช้ อ่างกว่า 100 แห่งทั่วประเทศมีปริมาณน้ำเหลือใช้น้อยมากไม่ถึง 30% ของความจุ

ในจำนวนนี้มีอ่างขนาดใหญ่ อ่างขนาดกลาง 12 แห่งที่ไม่เหลือน้ำใช้แล้วโดยเฉพาะในภาคอีสานอ่างขนาดใหญ่ทั่วประเทศ 35 อ่าง มีปริมาณน้ำ 46,606 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 66% ปริมาณน้ำใช้การ 23,063 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 49% ของความจุอ่างฯ ส่วนอ่างขนาดกลาง 419 แห่ง มีปริมาณน้ำ 2,856 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 51% ปริมาณน้ำใช้การหรือ 2,431 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 47% ของความจุอ่างฯ

สำหรับอ่างขนาดกลาง 12 อ่าง ที่ไม่เหลือน้ำใช้แล้ว ในภาคอีสาน ได้แก่ 1.อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง สกลนคร 2.ห้วยหินแตก สกลนคร 3.ห้วยนาบ่อ สกลนคร 4.น้ำซับคำโรงสี สกลนคร 5.หนองสำโรง อุดรธานี 6.ห้วยจานใต้ ร้อยเอ็ด 7.หนองผือ ร้อยเอ็ด 8.ห้วยสวาย บุรีรัมย์ 9.ห้วยจระเข้มาก บุรีรัมย์ 10.ห้วยใหญ่ บุรีรัมย์ 11.ห้วยตะคร้อ นครราชสีมา และเขื่อนในภาคตะวันออก 1 เขื่อน อ่างเก็บน้ำคลองบอน จันทบุรี

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สถานการณ์แล้ง 2562 มากกว่าปี 2561 แต่น้อยกว่าช่วงแล้งจัดเมื่อปี 2557 มีฝนตกน้อยตั้งแต่ต้นปี

เมื่อเทียบสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2561 และ 2562 พบว่าปริมาณน้ำลดลงจากปีก่อน คือจาก 71% ลดลงเหลือ 66% เช่นเดียวกับปริมาณน้ำใช้ จาก 38% เหลือ 33%

ที่ผ่านมามีมาตรการจัดสรรน้ำจากอ่างขนาด ใหญ่ทั้ง 35 แห่ง และทำการจัดสรรแล้วถึง 72% เป้าหมายหลักคือการรักษาปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศให้ทอดยาวไปจนถึงกลางเดือน พ.ค. ซึ่งถือเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝน

ยืนยันว่าทุกภาคจะไม่ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ มีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หน่วยงานจะต้องเฝ้าระวังสถานการณ์เป็นพิเศษสําหรับอ่างที่มีน้ำน้อยกว่า 30% ของปริมาณน้ำใช้การ แบ่งเป็น ขนาดใหญ่ ภาคเหนือ 1 แห่ง แม่มอก 26 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 28% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่ง อุบลรัตน์ 84 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 5% สิรินธร 113 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 10% ลำนางรอง 34 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 29% ห้วยหลวง 35 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 27%

ภาคกลาง 2 แห่ง ทับเสลา 23 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 16% และกระเสียว 26 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 10% ขนาดกลาง 95 แห่ง ภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 75 แห่ง ภาคกลาง 13 แห่ง ภาคใต้ 2 แห่ง

ช่วงเวลาเดือนเศษ ก่อนที่ฤดูฝนจะมาถึง สทนช.และหน่วยงานน้ำทั้งหมด หารือร่วมกันบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แต่ยอมรับว่ากังวลสถานการณ์เอลนิโญอ่อนๆ ส่งผลให้อากาศมีความร้อนรุนแรง ทำให้น้ำระเหยเร็วกว่าปกติ ในแต่ละวันสูญเสียน้ำจากความร้อนและระเหยกว่า 50 ล้านลบ.ม.

การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เสี่ยงในการขาดแคลนน้ำ สาขาที่มีความเสี่ยงช่วงฤดูแล้งปี 2561/62 รวม 9 สาขา ได้แก่ 1.สุวรรณภูมิ (เกษตรวิสัย) ร้อยเอ็ด 2.พยัคฆภูมิพิสัย มหาสารคาม 3.แม่ขะจาน (วังเหนือ) เชียงราย 4.ฝาง (แม่อาย) เชียงใหม่ 5.หนองบัวลำภู (นากลาง, ศรีบุญเรือง) 6.พิมาย (เมืองคง) นครราชสีมา 7.บุรีรัมย์ 8.เกาะพะงัน อาจต้องใช้น้ำสำรองและทำน้ำจืด 9.ลาดยาว นครสวรรค์

ปัจจุบันยังสามารถส่งน้ำได้ตามปกติ ยกเว้น สุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด เริ่มมีการขาดแคลนน้ำแล้ว มาตรการแก้ไข โดยการสูบทยอยน้ำ จากลำห้วยเตา ที่อยู่ใกล้เคียง มายังจุดสูบน้ำดิบลำน้ำเสียวใหญ่ ระดับน้ำ 0.8 เมตร และจ่ายน้ำเป็นช่วงเวลา

ที่ผ่านมาแม้รัฐบาล จะกำหนดพื้นที่เพาะปลูก ตามศักยภาพของน้ำต้นทุนแล้ว แต่จากการสำรวจล่าสุดพบว่ามี 31 จังหวัด ที่ปลูกพืชมากกว่าแผนที่กำหนด ส่วนใหญ่อยู่บริเวณเหนือ จ.นครสวรรค์ ที่เกิดปัญหาการสูบน้ำไปใช้ในการเพาะปลูก เมื่อมีการระบายน้ำจากเขื่อน

กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งแก้ปัญหาด้วยการกวดขันการจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทานมากขึ้น พร้อมร่วมขับเคลื่อนเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว ประกาศไม่สนับสนุนการปลูกพืชฤดูแล้ง ให้ปลูกพืชฤดูแล้ง ที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่รับน้ำจาก 4 เขื่อน ได้แก่ ทับเสลา กระเสียว ลำนางรอง และลำพระเพลิง

“มีการเพาะปลูกเกินแผนไปแล้วมากกว่า 1.1 ล้านไร่ อาจแบ่งสรรน้ำจากที่สำรองไว้ ก่อนถึงเดือนพ.ค. มาช่วยเหลือ ต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรช่วยประหยัดน้ำ และต้องอาศัยบุคลากรจากกรม ส่งเสริมการเกษตร และกรมชลประทาน ใช้ระบบควบคุมและจัดระเบียบการใช้น้ำให้มากขึ้น ไม่ปลูกเพิ่มอีก”

น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สั่งการให้ประเมินผลกระทบฤดูแล้ง ที่อาจมีต่อผลผลิตด้านการเกษตร หากประเมินจากข้อมูลน้ำต้นทุน ปีนี้แล้งจะกระทบผลผลิตด้านการเกษตรน้อย หรืออาจไม่กระทบกับเป้าจีดีพีภาคเกษตร

“รัฐบาลมีแผนรับมือน้ำท่วม น้ำแล้งค่อนข้างดี จากประสบการณ์น้ำท่วมหนักปี 2554 และน้ำแล้งหนักในปี 2557-59 ดังนั้นผลผลิตข้าวปีนี้ได้รับ ผลกระทบน้อย กระทรวงเกษตรมีแผนข้าวครบวงจร มีแผนปลูกพืชใช้น้ำน้อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ในช่วงที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ มหาดไทย ร่วมกับกระทรวงเกษตร มีระบบเตือนภัย รับมือภัยแล้ง หากเกษตรกรเชื่อฟัง จะได้รับความ เสียหายน้อย ถ้าไม่เชื่อจะไม่มีน้ำสนับสนุน ก็จะเสียหาย”

กรมส่งเสริมการเกษตร สำรวจการทำนาปรังรอบ 2 ที่เกินกว่าแผน 1.21 ล้านไร่ แยกเป็น ในเขตชลประทานประมาณ 1 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 1.1 แสนไร่นั้น ทางกรมชลประทานแจ้งว่า การทำนาปรังในเขตชลประทาน สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเพียงพอ จนถึงการเก็บเกี่ยวช่วง เม.ย.

ดังนั้น เหลือเพียงพื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่ต้องเฝ้าระวัง 4-5 หมื่นไร่เท่านั้น ซึ่งอยู่ในอัตราที่ไม่มาก โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง กรณีที่เกิดความเสียหายอย่างสิ้นเชิงก็จะใช้การช่วยเหลือตามระเบียบราชการ ต่อไป

สำหรับการปลูกข้าวโพดหลังนา 9 แสนไร่ ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเกษตรกรได้ทยอยเก็บเกี่ยวไปแล้วตั้งแต่เดือน ม.ค. ส่วนที่ยังค้างอยู่ในแปลงเป็นช่วงรอเก็บเกี่ยว จึงไม่ต้องการน้ำอีก

เช่นเดียวกับกลุ่มพืชตระกูลถั่ว ที่อยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยวเช่นกัน โดยกลุ่มพืชอายุสั้น ไม่น่าห่วงเรื่องการขาดแคลนน้ำ เพราะเกษตรกรวางแผนเก็บเกี่ยวได้ทัน ก่อนจะเกิดภัยแล้ง มีเพียงนาปรังที่เกินแผนเท่านั้นที่ยังเสี่ยงอยู่ แต่ก็ไม่มากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มไม้ยืนต้น ผลไม้ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะจะขาดน้ำไม่ได้ ได้ประสานกับกรมชลประทาน ส่งรถบรรทุกน้ำเข้าไปในพื้นที่ ในปี 2558 ที่แล้งจัด เกิดปัญหามากในพื้นที่ภาคตะวันออก การใช้รถบรรทุกน้ำถือว่าได้ผล จากนั้นเป็นต้นมา เกษตรกรได้พัฒนาแหล่งน้ำเป็นของตนเอง โดยเชื่อมอ่างเก็บน้ำต่างๆ ทำให้รับน้ำได้มากขึ้น ต้องดูเป็นรายพื้นที่ไป

ด้าน นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการรายงานถึงผลกระทบ เนื่องจากภาคปศุสัตว์ใช้น้ำน้อยกว่าเมื่อเทียบกับภาคการเกษตรอื่นๆ ในกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์เชิงอุตสาหกรรม กำหนดให้ต้องมีแหล่งน้ำเป็นของตนเองจึงไม่น่าห่วง

แต่ที่ต้องเฝ้าระวังคือเกษตรทั่วไป ซึ่งสั่งการไปยังปศุสัตว์อำเภอให้เข้าไปดูแล คาดว่าหลังจากเดือน เม.ย.เป็นต้นไป หากฝนยังไม่ตกจะเกิดปัญหากับสัตว์ใหญ่ เช่น โค กระบือ เป็นต้น อาจต้องใช้รถขนน้ำเข้าไปช่วย

หนึ่งเดือนเศษก่อนที่คาดว่าฝนจะมา รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ระดมแผนรับมือภัยแล้งเพื่อไม่ให้สถานการณ์ซ้ำรอย น้ำประปาไม่ไหล ข้าวยืนต้นตาย

แต่ทั้งหมดจะได้ผลดีต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและประชาชนสะเดา “มันทะวายยอดแดง” หนึ่งปีออกดอกถึงสามครั้ง รสชาติดี ขมน้อย หนึ่งเดียวที่กลางดง เจ้าของ คุณสุธิชาญ สุขจันทา เริ่มปลูกขยายพันธุ์เพียงต้นเดียว

คุณสุธิชาญ สุขจันทา อยู่บ้านเลขที่ 135/4 หมู่ที่ 11 ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คุณสุธิชาญ เล่าว่า ตนเป็นคนปลูกสะเดามันทะวายยอดแดง คนแรกของอำเภอกลางดง จนมาถึงปัจจุบันก็ยังหาคนปลูกสะเดาพันธุ์นี้ได้น้อยมากอยู่เหมือนเดิม ด้วยความที่พันธุ์ค่อนข้างหายาก ได้พันธุ์มาจาก อาจารย์ประเวช ไชยวงศ์ ท่านเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา ที่ตนได้เรียนจบออกมา อาจาร์ยท่านให้มาแค่ 1 ต้น ตอนนั้นยังไม่คิดอะไร เห็นแม่ชอบกินสะเดาจึงเอาไปให้แม่ปลูก พอโตแม่เก็บมากิน รสชาติกลับดี กินสดๆ ได้ ไม่ขม ปลูกไว้ข้างรั้วเพื่อนบ้านมาเก็บกินยังติดใจ

จากมนุษย์เงินเดือนสู่เกษตรกรเต็มตัว

เจ้าของบอกว่า หลังจากที่ได้ลองชิมสะเดา ตอนนั้นก็คิดเพียงว่าอร่อยดี ยังไม่มีวี่แววว่าอยากจะปลูกหรือขยายพันธุ์เพิ่ม เนื่องจากตัวเจ้าของเองยังทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัวของการทำงานเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ใช่ชีวิตตัวเอง เราอยากได้อิสระ จึงเริ่มคิดมองหาอาชีพอื่น ขณะนั้นฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าที่บ้านตัวเองมีสะเดารสชาติดีที่หาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้อย่างนี้ มีของดีอยู่ในมือทำไมถึงไม่รีบคว้าเอาไว้ หลังจากนั้นจึงตัดสินใจลาออกจากงานมาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว และคิดว่าการทำเกษตรคงไม่ไกลตัวไปนัก เพราะเรียนจบทางด้านการเกษตรอยู่แล้วด้วย

ก่อนที่จะปลูกสะเดาเคยปลูกพืชล้มลุกมาก่อนคือ ข้าวโพด มันสำปะหลัง เมื่อทำไปรู้สึกว่าทำแล้วไม่ได้อะไร เหมือนทำให้คนอื่นมากกว่า จึงนึกไปถึงสะเดาของดีมีอยู่ในมือให้รีบคว้าเอาไว้

เริ่มปลูกสะเดามาเป็นระยะเวลา 6 ปี สะเดาต้นแรกปลูกเมื่อปี 35 เริ่มขยายพันธุ์ปลูกมาเรื่อยๆ ตอนนี้ปลูก จำนวน 10 ไร่ เป็นสะเดามันทะวายยอดแดง

จุดเด่น สามารถกินดิบได้ ทนแล้ง 1 ปี ออกดอกได้ 3 รอบ เทียบกับพันธุ์ทั่วไป 1 ปี ออกแค่ครั้งเดียว หากินยาก ราคาดี สะเดา เป็นพืชปลูกง่าย ทนแล้ง ยิ่งแล้งยิ่งออกดอกดี การปลูกปลูกได้หลายวิธี จะปลูกแบบชำต้นพอต้นสมบูรณ์แล้วค่อยเอาลงดิน หรือปลูกแบบเสียบยอดก็ได้ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้ให้ผลรับออกมาเหมือนกัน

การเตรียมดิน เตรียมดินเหมือนปลูกพืชทั่วไป ไถเตรียมแปลง แล้ววัดระยะหลุม 4×4 เมตร ลักษณะดินที่เหมาะสมกับการปลูก เป็นดินที่น้ำไม่ท่วมขัง น้ำไม่แฉะมาก เติบโตได้ดีในดินลูกรัง

ช่วงเวลาที่เหมาะสม แนะให้เลือกปลูกช่วงต้นฤดูฝน สำหรับคนที่ยังไม่มีระบบน้ำ พอผ่านฝน ต้นสะเดารากเดินแล้ว ตรงนั้นถือว่าไม่มีปัญหา ถือว่ารอดตายแล้วปุ๋ย ให้ปีละครั้งหรือสองครั้งก็ได้ ตามที่เจ้าของสะดวก ของผมใส่ปุ๋ยปีละครั้ง เป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือหากใครพอมีกำลังจะใส่ปุ๋ยเคมี หรือน้ำหมักฉีดทางใบก็ได้

ระบบน้ำ ตอนนี้ที่สวนอาศัยเทวดาเลี้ยง เนื่องจากที่บ้านหากจะใช้น้ำปลูกต้องขุดบ่อบาดาลลึกมาก โชคดีที่สะเดาเป็นพืชทนแล้ง มีน้ำจากหน้าฝนรดให้เขาแค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว แต่สำหรับท่านที่ระบบชลประทานเข้าถึงอยาก ทำให้ออกดอกตลอดทั้งปี แนะให้ทำระบบน้ำ เราจะสามารถบังคับการปลูกได้

การบังคับสะเดาให้แตกยอด เจ้าของบอกว่า ต้องมีระบบน้ำช่วย ครั้งแรกให้ปุ๋ยสูตรเสมอก่อน ให้น้ำแค่ 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน หลังจากนั้นสะเดาจะแตกยอดอ่อน รอจนกว่าใบจะเพสลาด ให้ใส่ปุ๋ยทางใบ สูตร 0-54-32 แล้วรดน้ำตามอีกครั้ง พอใบเริ่มแก่แทงตาดอกให้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-0-46 อีกครั้ง

โรคแมลง ไม่มี เพราะในใบและเมล็ดสะเดามีสารอะซาไดแรคติน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารฆ่าแมลง

ระยะเวลาการปลูก หากปลูกแบบเสียบยอดใช้เวลาสองปีครึ่งถึงสามปี กิ่งตอนให้ดอก 1 ปี และถ้าเป็นกิ่งใหญ่สูงประมาณ 1.50 เมตร ไม่กี่เดือนก็ให้ผลผลิตได้เก็บกินแล้ว

ระยะออกดอก การออกดอกของสะเดาโดยทั่วไป 1 ปี จะออก 1 ครั้ง แต่สะเดามันทะวายยอดแดง 1 ปี ออกดอกได้ถึงสามครั้ง หรือถ้าใครพอมีกำลังทำระบบน้ำที่ดี สามารถจัดการทำให้ออกดอกได้ทั้งปี และที่บอกว่า 1 ปี ออกได้ 3 ครั้ง คือเมื่อเก็บรอบแรกไปแล้ว ทิ้งระยะไว้ 4 เดือน สะเดาจะแตกยอดใหม่ให้เก็บได้อีก จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราจึงนิยามว่า 1 ปี ออกดอกได้สามครั้ง ส่วนเรื่องของผลผลิต 1 ไร่ ให้ผลผลิต 50 กิโลกรัม จะแบ่งเก็บเป็นแปลงๆ

การปลูกสะเดาใช้เงินลงทุนไม่มาก จะไปหนักตรงค่ากิ่งพันธุ์ที่ลงปลูกรอบแรก ส่วนเรื่องการเตรียมแปลง ขุดหลุม ดายหญ้าเสียไม่เท่าไร แต่คุ้มมากกับรายได้ที่เข้ามา “ตอนนี้ผมขายทั้งดอกและกิ่งพันธุ์ด้วย หากคิดเป็นรายได้รวมกันจากการขายสะเดามีรายได้อยู่ที่เดือนละ 50,000-60,000 บาท”

กิ่งพันธุ์ที่ขาย เริ่มตั้งแต่ราคา 100 บาท สูงสุดถ้าเป็นบ้านจัดสรรหรือรีสอร์ตที่ต้องการปลูกไว้กินในบ้านสักต้น ลงดินรอไม่นานได้กินเลย ก็จะมีราคาตั้งแต่ 1,000-1,800 บาท

ราคาดอก ถ้าเป็นช่วงฤดูกาล กิโลกรัมละ 100-150 บาท ถ้าเป็นนอกฤดูกาล กิโลกรัมละ 150-200 บาท

การปลูกสะเดาถือเป็นพืชสร้างงรายได้ดีกว่าตอนเป็นมนุษย์เงินเดือนหลายเท่าตัว และยังได้ใช้ชีวิตอิสระอีกด้วย ตลาดส่งผักรายใหญ่ของประเทศแย่งกันซื้อ แต่ผลิตไม่ทันขาย

สะเดา ถือเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่คนไทยนิยมบริโภคกันมาช้านาน และนอกจากบริโภคเป็นผักยังเป็นสมุนไพรรักษาโรค หรือนำมาใช้ทางด้านการเกษตรได้อีก ก็ไม่แปลกที่สะเดาจะเป็นที่ต้องการของตลาด และยิ่งถ้าจะมีสะเดาพันธุ์ดีๆ รสชาติอร่อย ขมน้อย อย่างมันทะวายยอดแดง ออกมาขายก็ไม่แปลกอีกเช่นกันที่ตลาดจะมีความต้องการสูง เพราะกินง่าย ขายง่าย ซึ่งตอนนี้มีทั้งพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดรังสิต และ ตลาด อ.ต.ก. ติดต่อมาขอซื้อกันมากแต่ยังทำให้ได้ไม่ทัน

แค่เก็บขายที่ตลาดแถวบ้านก็ไม่ทันแล้ว เพราะที่กลางดงหรือจังหวัดอื่นๆ มีผมทำหลักๆ อยู่เจ้าเดียว ถือเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ในอนาคต ตลาดไปได้อีกไกล เพราะส่วนใหญ่จะเป็นสะเดาปี และมีรสชาติขมมาก แต่ของเราขมน้อยไม่ติดลิ้น ออกดอกได้ทั้งปี และกินของเราได้ของสด ถ้าเป็นโรงงานใหญ่ๆ เขาจะนำสะเดามาเก็บไว้ในห้องเย็น และถึงนอกฤดูกาลเขาจะค่อยๆ นำออกมาขาย

ฝากถึงเกษตรกร อยากปลูกโทร.ปรึกษาได้ตลอด

เจ้าของบอกว่า สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่อยากทดลองปลูกสะเดามันทะวายยอดแดง สามารถโทร.มาคุยปรึกษาได้ตลอดไม่มีปิดบังหรือหมกเม็ด สะเดามันทะวาย ถือว่าเป็นพืชที่ทำรายได้ดี อนาคตยังไปได้อีกไกล วิธีการปลูกดูแลก็ไม่ยุ่งยาก ทนแล้ง หรือถ้าปลูกแล้วหาตลาดไม่ได้ให้โทร.มาปรึกษา เดี๋ยวทางนี้จะช่วยหาตลาดให้

การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญในการดำเนินการตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งผลการดำเนินการนั้นสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

ภาคตะวันออก หนึ่งในแหล่งการเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะไม้ผล เป็นหนึ่งพื้นที่ส่งเสริมที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำลังดำเนินการตามโครงการอย่างต่อเนื่อง โดย คุณสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงการขับเคลื่อนงานในโครงการแปลงใหญ่พื้นที่ภาคตะวันออกว่า เป็นการปรับวิธีการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่เพื่อช่วยให้เกษตรกรรายย่อยลดต้นทุนการผลิตลง สามารถใช้เครื่องมือเครื่องจักรกลมาช่วยในการผลิตได้ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น รวมถึงมีการจัดการการผลิตอย่างมืออาชีพ สามารถเข้าถึงการตลาด และมีอำนาจต่อรองทางการตลาดสูงขึ้น