ผักปลังเอามาทำอะไรได้บ้างอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า

ผักปลัง เป็นพืชมากประโยชน์ เป็นได้ทั้งอาหารและยา ในด้านการประกอบอาหาร จะต้ม ทอด แกง ผัด สามารถทำได้ทั้งนั้น ยกตัวอย่าง แกงอ่อมใส่หอยขมใส่ผักปลัง ผักปลังจะช่วยให้น้ำแกงมีความข้นเหนียวขึ้น หรือจะเป็นแกงส้มผักปลังก็อร่อยไปอีกแบบ เรียกได้ว่าเป็นพืชอาหารและยาจริงๆ

ต้นทุนการผลิตสำหรับมือใหม่ …ต้นทุนไม่ถึง 10 บาท ต่อกิโลกรัม การเพาะขยายพันธุ์ง่าย บางคนเห็นแล้วอยากปลูก แต่หาซื้อพันธุ์ไม่ได้ จะบอกว่าไม่ต้องหาซื้อให้เสียเงิน เกษตรกรสามารถเพาะเมล็ดได้เอง ยกตัวอย่าง ที่สวนที่เริ่มปลูกครั้งแรกมีเมล็ดพันธุ์เพียง 20 เมล็ด แล้วนำมาปลูกขยายพันธุ์ปักชำมาเรื่อยๆ ส่วนการดูแลเพียงหมั่นรดน้ำเป็นประจำ

ตลาดผักปลังมีมากมาย …จริงๆ แล้วผักพื้นบ้านทุกตัวมีความน่าสนใจทุกชนิด วันนี้กระแสเกษตรอินทรีย์กำลังมาแรง ผู้บริโภคต้องการอาหารปลอดภัยกันหมด ถือเป็นโอกาสสำหรับเกษตรกรที่กำลังจะเริ่มปรับเปลี่ยนหันมาทำเกษตรอินทรีย์ เพราะตลาดคนรักสุขภาพมีแต่จะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาล โรงแรม และร้านขายผลผลิตเกษตรอินทรีย์

สร้างรายได้จากเกษตรอินทรีย์
กว่าปีละครึ่งล้านทำได้ยังไง
คุณสุนทร บอกว่า พูดแล้วจะหาว่าโม้ การทำเกษตรอินทรีย์ที่หลายคนคิดว่าเป็นงานเกษตรของรายย่อย สามารถสร้างรายได้แค่เลี้ยงตัวเองได้ไปวันๆ แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆ แล้ว เกษตรอินทรีย์ถ้าทำอย่างเป็นระบบและมีการวางแผนที่ดีสามารถสร้างเงินให้ได้เป็นกอบเป็นกำ ยกตัวอย่าง ที่สวนมีรายได้จากการทำเกษตรกว่าปีละครึ่งล้าน หรือถ้าปีไหนพืชผลราคาดีสามารถสร้างเงินได้ถึงหลักล้านต่อปีเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ทุกคนมองโลกสวยนัก เพราะภาคการเกษตรไม่มีอะไรแน่นอน บางปีฝน ฟ้า อากาศดี ก็ถือเป็นกำไรของเกษตรกร บางปีฟ้าฝนไม่เข้าข้างก็ต้องทำใจ และที่นอกเหนือจากเรื่องของรายได้แล้ว อยากให้ทุกคนมองถึงโอกาสทางการตลาดและข้อได้เปรียบระหว่างสินค้าอินทรีย์กับเคมี การทำเกษตรอินทรีย์มันแน่นหนาไปข้างหน้า ทุกอย่างมั่นคงไปเรื่อยๆ ชีวิตของเราก็ปลอดภัยมากขึ้น มีอาหารปลอดภัยไว้บริโภคในครอบครัว รวมไปถึงคนในชุมชนได้มีโอกาสบริโภคอาหารปลอดภัยมากขึ้น สภาพแวดล้อมกลับมาอุดมสมบูรณ์ ในขณะที่คนทำเคมีที่แม้แต่ตัวเองยังไม่กล้าพ่นสารเคมีด้วยตนเองเลย

ฝากถึงเกษตรกรรุ่นใหม่
“อยากจะชักชวนคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในเมือง โดยที่ทิ้งครอบครัวที่เป็นเกษตรกรไว้ด้วยเหตุผลที่สิ้นหวังกับระบบเกษตรของไทย อยากให้ปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ กลับมาอยู่ที่บ้าน แล้วมาพัฒนาจากฐานอาชีพตัวเอง ไม่ต้องปรับอาชีพอะไร แต่ให้พัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น พยายามใช้ข้อได้เปรียบของคนรุ่นใหม่ในการเข้าถึงเทคโนโลยีค่อยๆ ปรับเปลี่ยน เริ่มจากครอบครัว เมื่อครอบครัวมีความมั่นคงแล้ว ก็ให้เริ่มกระจายความรู้สู่ชุมชน ทำให้ภาคเกษตรกรรมสามารถพึ่งพาตนเองให้ได้” คุณสุนทร กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือปรึกษาวิธีการทำเกษตรอินทรีย์ ติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 089-895-7978 หน่อไม้ฝรั่ง หรือ “แอสพารากัส” (Asparagus) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรปและเอเชียตะวันตก อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารมากมาย โดยในแต่ละก้านของหน่อไม้ฝรั่งเปรียบเสมือนแหล่งวิตามินชั้นดี ประกอบไปด้วย วิตามินซี วิตามินบี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 และวิตามินบี 6 วิตามินเค วิตามินบี วิตามินเอ มีปริมาณเกลือต่ำมาก ไม่มีไขมันหรือคอเลสเตอรอล มาพร้อมกับรสชาติหวานกรอบเมื่อตอนได้รับประทานเข้าไป

ปัจจุบันพบปลูกแพร่หลายในประเทศไทย เพราะเป็นพืชที่ลงทุนปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน ราคาดี ตลาดทั้งในและต่างประเทศยังสดใส จึงถือเป็นอีกหนึ่งพืชทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ต้องการมีรายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีผลผลิตออกมาให้เก็บเกี่ยวขายได้ทุกวัน

คุณเจริญไชย จำปาสด หรือ คุณบาส อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 9 ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เกษตรกรรุ่นใหม่ ดีกรีปริญญาตรี มุ่งมั่นกลับมาพัฒนางานเกษตรของที่บ้าน จากที่เคยปลูกพืชไร่ มีรายได้เพียงปีละครั้ง พลิกชีวิตด้วยการปลูกหน่อไม้ฝรั่งส่งโรงงานบนพื้นที่ 8 ไร่ ฟันรายได้ 80,000-100,000 บาทต่อเดือน

คุณบาส เล่าให้ฟังว่า หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ตนเองก็มุ่งมั่นกลับมาสานต่ออาชีพเกษตรกรรมที่ทำดั้งเดิมมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เพราะด้วยความมีใจรักในงานด้านการเกษตรอยู่แล้วเป็นทุนเดิม จึงมีความตั้งใจอยากกลับมาพัฒนาอาชีพของที่บ้านให้ดีขึ้น โดยในช่วงแรกที่กลับมาทำเป็นการเข้ามาสานต่อในเรื่องของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว อย่างเช่น อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จนมาถึงที่ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตตกต่ำและขายไม่ได้ราคา ทำให้ที่บ้านขาดทุนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จึงต้องหาทางออกด้วยการทดลองหาพืชอย่างอื่นมาทดลองปลูก เช่น บวบ ข้าวโพดหวานสายพันธุ์ต่างๆ แต่ก็ไม่ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของรายได้ และต้องลงทุนปลูกใหม่ทุกครั้ง จนได้มาเจอกับ “หน่อไม้ฝรั่ง” ถือเป็นพืชที่ตอบโจทย์มากๆ ทั้งในเรื่องของการปลูกการดูแล เพราะหน่อไม้ฝรั่งปลูกครั้งหนึ่งสามารถเก็บผลผลิตได้นาน เก็บได้ทุกวัน ทำให้มีรายได้หมุนเวียนไว้ใช้จ่ายในครอบครัว ประกอบกับมีโรงงานรับซื้อเป็นประจำ อาชีพการปลูกหน่อไม้ฝรั่งจึงกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มั่นคงให้กับครอบครัวไปแล้ว

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง 8 ไร่ รับทรัพย์เข้ากระเป๋าทุกวัน
คุณบาส บอกว่า หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ค่อนข้างปลูกง่าย บางครั้งแค่เมล็ดร่วงลงดินต้นก็สามารถเจริญเติบโตขึ้นได้ แต่จะมีข้อจำกัดในเรื่องของความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ โดยในช่วงปีแรกที่ตนเองเริ่มปลูกช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ช่วงนั้นสภาพอากาศแล้ง และสิ่งที่ตามมาเป็นของคู่กันคือเพลี้ยระบาดหนักมาก ผลผลิตเสียหายไปกว่าครึ่ง หรือถ้าเป็นในช่วงฝนตกชุก จะเกิดปัญหาในเรื่องของเชื้อราตามมา แต่ยังโชคดีตรงที่ว่าเราไม่จำเป็นต้องโละแปลงทิ้งแล้วปลูกใหม่เหมือนกับพืชหลายชนิด เพราะเมื่ออากาศเข้าสู่สภาวะปกติหน่อไม้ฝรั่งจะกลับมาสวย สมบูรณ์เหมือนเดิม หรือเรียกว่า “อ่อนไหว แต่ทนทาน และตายยาก”

ปัจจุบันที่สวนมีพื้นที่การปลูกหน่อไม้ฝรั่งทั้งหมด 8 ไร่ มีการแบ่งเก็บเป็นล็อก ล็อกละ 2 ไร่ เพื่อให้มีผลผลิตออกมาให้เก็บได้ทุกวัน โดยเลือกปลูกสายพันธุ์บล็อกอิมพรูฟ ซึ่งพันธุ์นี้ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในประเทศไทย มีคุณสมบัติแข็งแรง ขนาดใหญ่ และทน รวมถึงเป็นสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการ

การเพาะเมล็ด สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ

1. การเพาะเมล็ดในถุงดำ สามารถใช้ดินปลูกสำเร็จรูป หรือจะผสมดินใช้เองก็ได้ ก่อนนำมาเพาะให้นำเมล็ดพันธุ์ไปแช่ในน้ำอุ่นไว้ 1 คืน จากนั้นนำเอาออกมาห่อผ้า หรือนำไปใส่ไว้ในกระปุก แล้วนำทรายมาถมไว้เพื่อเก็บความชื้น ไว้ประมาณ 3 วัน รากจะเริ่มงอกขึ้นมา แล้วนำมาเพาะใส่ถุง ถุงละ 1 เมล็ด ดูแลรดน้ำก่อนย้ายลงแปลงปลูก

2. นำไปเพาะเป็นต้นกล้าในแปลงที่ยกร่อง เตรียมดินโดยการใช้ปุ๋ยคอกหรือแกลบสดคลุกผสมกับดินให้ร่วนซุยเพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรง จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการแช่น้ำอุ่น และเก็บความชื้นเหมือนการเพาะในถุงดำ มาหว่านลงในแปลงปลูก ใช้คราดลากไป-มา แล้วรดน้ำวันละครั้ง

โดยเทคนิคของที่สวนจะปลูกด้วยวิธีหว่านเมล็ดลงแปลงปลูก เพื่อประหยัดต้นทุนค่าถุงเพาะชำ ในอัตราการหว่านเมล็ดพันธุ์ 1 ขีด ต่อพื้นที่ 10×10 ตารางเมตร เพื่อให้รากที่งอกออกมาสมบูรณ์ ส่งผลทำให้ก้านของหน่อไม้ฝรั่งมีขนาดใหญ่ แข็งแรง และทน

การดูแลรดน้ำ-ใส่ปุ๋ย หลังจากการเพาะกล้าได้ประมาณ 3 เดือน ต้นกล้าเจริญเติบโตแข็งแรง จึงย้ายลงแปลงปลูก หมั่นดูแลรดน้ำทุกวันช่วงเช้า ด้วยระบบน้ำสปริงเกลอร์ หรือสายน้ำหยดก็ได้ ส่วนระบบสายน้ำพุ่งจะใช้แค่ตอนอยู่ในแปลงเพาะกล้า

การบำรุงใส่ปุ๋ย หลักๆ ในช่วงของการบำรุงต้นและใบจะใช้เป็นปุ๋ยสูตร 25-5-5 หรือ 21-0-0 และในส่วนของช่วงเก็บหน่อ จะใช้สูตร 21-7-14 หรือ 15-9-20 เพื่อบำรุงให้หน่ออวบ สมบูรณ์ ใส่ปริมาณไม่ต้องเยอะแต่ใส่ถี่ๆ ประมาณ 3-4 วันใส่ครั้ง โดยมีข้อแนะนำว่าหากเป็นในช่วงที่ฝนตกชุก ต้องมีการฉีดพ่นยาเพื่อป้องกันเชื้อราควบคู่กันไปด้วย ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะกล้าและย้ายลงแปลงปลูกประมาณ 6 เดือน หรือถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ จะใช้เวลาอยู่ในแปลงเพาะกล้า 3 เดือน และอยู่ในแปลงปลูกอีก 3 เดือน พอหลังจากเก็บผลผลิตรอบแรก จากนั้นสามารถเก็บผลผลิตได้ทุกวันเป็นเวลาประมาณ 2 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือน

“ช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยว 1 รอบ (1 มีด) จะใช้เวลา 4 เดือนครับ แบ่งเป็นเก็บเกี่ยวทุกวันเป็นเวลาประมาณ 2 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือน ต้นจะเริ่มโทรมจึงเริ่มทำการพักต้นโดยการถอนต้นเก่าออกทั้งหมด แล้วปล่อยให้หน่อใหม่เติบโตมาเป็นต้นแม่ของมีดต่อไป ใช้เวลาให้หน่อใหม่เติบโตประมาณ 1 เดือน โดยในช่วงพีกจะเก็บผลผลิตได้ประมาณวันละ 80-90 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ หากช่วงไหนสภาพอากาศเหมาะสมไม่ร้อนไม่เย็นเกินไป ผลผลิตจะออกเยอะ หรืออากาศที่ร้อนชื้นผลผลิตก็ออกได้ดีอีกเช่นกัน แต่ถ้าฝนตกชุกจะทำให้เป็นโรคได้ง่าย หรือในช่วงอากาศหนาวเย็น หน่อก็จะโตช้ากว่าปกติ”

มีตลาดโรงงานรองรับ ตอนนี้ผลผลิตไม่พอขาย
หากจะกล่าวถึงการตลาดของหน่อไม้ฝรั่ง คุณบาส อธิบายว่า ตลาดส่งหลักๆ ของที่สวนตอนนี้ปลูกส่งให้กับโรงงานทั้งหมด โดยเป็นการรวมกลุ่มกับสมาชิกอีกประมาณ 5-6 ราย เพื่อรวบรวมผลผลิตส่งให้กับโรงงานที่เข้ามารับซื้อ และทางโรงงานจะนำไปตัดแต่งแพ็กส่งขายไปที่ไต้หวัน โดยราคารับซื้อจะคัดแยกตามเกรดมีตั้งแต่เกรด A, B, C และ Z เกรด A จะได้ราคาสูงที่สุด ส่วนเกรด Z จะได้ราคาถูกที่สุด โดยปัจจุบันหน่อไม้ฝรั่งของที่สวนจะขายได้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 60-70 บาท ถือว่าเป็นราคาที่น่าพึงพอใจ เพราะหน่อไม้ฝรั่งถือเป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่ราคาดีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งผลผลิตที่ทำอยู่ตอนนี้มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงาน

โดยสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะมาจากที่หน่อไม้ฝรั่งมีตลาดกว้างส่งออกได้หลากหลาย ทั้งไต้หวัน ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ ส่งผลทำให้ราคาหน่อไม้ฝรั่งในประเทศมีราคาที่สูง เพราะถ้าลองสังเกตกันจริงๆ แล้วในประเทศไทยจะหาซื้อได้ยาก ส่งผลทำให้ของในประเทศมีราคาแพง โดยส่วนตัวจึงมองว่าอนาคตของหน่อไม้ฝรั่งยังสดใส

“ราคาของผลผลิตตอนนี้ถือว่าดี พอให้เรามีเงินเอามาใช้จ่ายในแต่ละเดือน เมื่อเทียบกับในตอนที่พ่อกับแม่ปลูกพืชไร่เพียงอย่างเดียวรายได้ถือว่าต่างกันเยอะมาก อย่างทำอ้อย 20 ไร่ อย่างมากอาจจะได้หลักแสนต่อปี แต่ถ้าเกิดว่าเป็นหน่อไม้ฝรั่งที่ทำอยู่ 8 ไร่ ที่ผ่านมาสามารถทำรายได้ประมาณ 80,000-100,000 บาทต่อเดือน ต้นทุนถ้าคิดจริงๆ จะเป็นค่าแรงงานที่หนักๆ แต่ถ้าเราทำงานเองในแปลงเป็นหลัก เงินก็จะเหลือเยอะ”

จึงอยากแนะนำสำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากปลูกถือเป็นพืชที่น่าสนใจ แต่ต้องมีเวลาลงแปลงทุกวัน ทั้งการจัดการดูแล การเก็บเกี่ยวผลผลิต รวมถึงการตลาดเพราะถึงแม้ว่าหน่อไม้ฝรั่งจะเป็นพืชที่ตลาดต้องการสูงก็จริง แต่ถ้าต้องการจับตลาดให้ได้จำเป็นต้องมีผลผลิตในปริมาณเยอะ เกษตรกรผู้ปลูกอาจจะต้องรวมกลุ่มเพื่อให้มีผลผลิตส่งตามที่โรงงานต้องการ กับอีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือลักษณะนิสัยของเกษตรกรแต่ละคนด้วยว่าต้องการใช้ชีวิตแบบไหน ถ้าไม่อยากทำงานทุกวัน อาจจะลงทุนปลูกพืชไร่แล้วรอเก็บผลผลิตปีหนึ่งรอบหนึ่ง แต่ถ้าอยากมีรายได้ต่อเนื่องทุกวันหน่อไม้ฝรั่งถือว่าตอบโจทย์ เพราะปัจจุบันตนเองก็ยังคงปลูกพืชไร่ไว้สำหรับสร้างเงินเก็บเป็นก้อน นำไปใช้หนี้สินที่มีอยู่ และเก็บไว้ลงทุนหรือซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคง ส่วนรายได้จากหน่อไม้ฝรั่ง ถือเป็นรายได้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันในครอบครัว คุณบาส กล่าวทิ้งท้าย

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ที่ผ่านมาเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวข้าวโพดฝักแก่ที่มีอายุการปลูก 120 วันไปขายให้กับโรงงานแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ แต่ปัจจุบันนี้เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนมาตัดต้นข้าวโพดต้นสดที่มีอายุการปลูก 70 วันไปสับและหมัก เมื่อนำไปให้แพะและแกะกินจะได้รับโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุ ทำให้แพะและแกะโตไวและแข็งแรง แล้วยังช่วยลดต้นทุนการผลิตและได้รับผลตอบแทนคุ้มทุน วันนี้จึงนำเรื่อง “เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตัดต้นสดมาสับและหมักให้แพะ-แกะกินแล้วโตไว” มาบอกเล่าสู่กันครับ

คุณธีระศักดิ์ ขุมเงิน เกษตรจังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า ฤดูแล้งปีนี้ปริมาณน้ำมีน้อยไม่พอเพียงจะให้เกษตรกรทำนาปรังหรือปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก หากใครฝืนทำก็เป็นความเสี่ยงที่จะได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มทุน

ทางตันที่มีทางออก จึงขอแนะนำทางเลือกให้เกษตรกรปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย เช่น ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อเป็นอาหารและจำหน่าย หรือปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อตัดต้นสดอายุ 70 กว่าวันหลังปลูกแล้วนำมาสับและหมัก เมื่อให้แพะและแกะกินจะช่วยให้ตัวโตไวและแข็งแรง แล้วทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงด้วย หรือจะเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรด้วยการทำกล้วยตากอบ แล้วจัดบรรจุภัณฑ์ให้งดงามขาย หรือจะทำงานด้านหัตถกรรม เช่น การจักสานเป็นของใช้ หรือทอผ้ามัดหมี่ ให้ได้ผ้าผืนงามขาย เหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพทางเลือกในวิกฤตฤดูแล้งที่ปริมาณน้ำมีน้อย ที่ส่งผลให้เกษตรกรสามารถยกระดับรายได้นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวมีความมั่นคงและยั่งยืน

คุณสะอาด ศรีทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เล่าให้ฟังว่า ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบแปลงใหญ่เพื่อเป็นศูนย์กลางการรองรับองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่พัฒนาการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อตัดต้นสดไปสับและหมักซึ่งมีทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ เมื่อให้แพะและแกะที่เลี้ยงกินตัวจะโตไว มีร่างกายแข็งแรง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อขายข้าวโพดฝักแก่จะใช้เวลาการปลูกถึงเก็บเกี่ยว 120 วัน ที่ใช้ทุนมากกว่าการปลูกเพื่อตัดต้นสดที่ใช้เวลา 70 กว่าวัน และเมื่อไถกลบตอต้นข้าวโพดยังทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการปลูกพืชครั้งใหม่ได้คุณภาพและทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง

คุณองอาจ เพชรขุนทด เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตัดต้นสดไปเลี้ยงแพะและแกะ เล่าให้ฟังว่า ได้ปลูกพืชไร่หลายชนิด เลี้ยงแพะ 120 ตัว และเลี้ยงแกะ 30 ตัว ปัญหาการเลี้ยงแพะและแกะคือ ต้องซื้ออาหารสำเร็จรูปราคาแพง ทำให้ต้องใช้ต้นทุนการเลี้ยงแพะและแกะสูง แต่ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มทุน

ในช่วงเวลาต่อมา สำนักงานเกษตรอำเภอโคกสำโรง ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอโคกสำโรง และอีกหลายหน่วยงานได้มาส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อตัดต้นสดในช่วงอายุ 70-75 วัน แล้วนำมาสับและหมักให้แพะและแกะกินจะทำให้โตไว แข็งแรง และทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง จึงร่วมกับเพื่อนเกษตรกร 52 คน จัดตั้งเป็นกลุ่มผลิตพืชอาหารสัตว์ และสมาชิกแต่ละรายก็ได้จัดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อตัดต้นสด 3-5 ไร่

คุณองอาจ เล่าให้ฟังอีกว่า ได้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อตัดต้นสด 5 ไร่ เมื่อตัดแล้วจะสับใส่ถุงพลาสติก นำไปจัดเก็บและหมักไว้ประมาณ 4 เดือน หลังการหมัก 7 วันก็นำมาเป็นอาหารเลี้ยงแพะและแกะได้ พร้อมกันนี้ ก็นำผลผลิตบางส่วนขายเป็นรายได้ วิธีนี้ช่วยให้ต้นทุนการเลี้ยงแพะและแกะลดลงด้วย

การเตรียมดินแปลงปลูก ได้ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ในอัตรา 100 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อปรับปรุงบำรุงดินซึ่งจะทำให้ต้นข้าวโพดโตไว และหลังการปลูกก็จะไม่ใส่ปุ๋ยเพิ่มอีก จากนั้นได้ไถดินยกร่องแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร ความยาวแปลงตามแนวพื้นที่ จัดให้มีร่องน้ำหรือทางเดินระหว่างแปลงปลูกกว้าง 70 เซนติเมตร ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์สุวรรณ 5 ปลูกเป็นแบบแถวคู่ให้มีระยะห่างระหว่างต้น 20 เซนติเมตร

การให้น้ำ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่ปลูกง่ายและใช้น้ำน้อย ในฤดูแล้งได้นำน้ำจากบ่อบาดาลที่ขุดเจาะไว้ขึ้นมาแล้วจัดการให้น้ำต้นข้าวโพดทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ด้วยระบบสปริงเกลอร์ ได้ให้น้ำ 7 วัน ต่อครั้ง แต่พอชุ่มหรือดูความชุ่มชื้นดินด้วย การให้น้ำแบบนี้ได้ช่วยล้างใบพร้อมกับกำจัดหนอนให้ร่วงออกไปจากต้นข้าวโพดด้วย

การกำจัดวัชพืช ในแปลงข้าวโพดมักจะมีวัชพืชเจริญเติบโตขึ้นมาพร้อมกับต้นข้าวโพด จำเป็นจะต้องกำจัดวัชพืชออกไปให้หมดเพื่อให้ต้นข้าวโพดได้รับอาหารพอเพียงต่อการเจริญเติบโตสมบูรณ์ การเก็บเกี่ยว หลังจากปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ 70-75 วัน จะเป็นระยะที่ต้นข้าวโพดเจริญเติบโตสมบูรณ์เหมาะสม ได้ใช้มีดพร้าตัดที่โคนต้นชิดติดดิน เก็บรวบรวมนำเข้าโรงเรือนเพื่อเตรียมจัดการสับ

การสับ นำต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้นสดทั้งต้นที่เตรียมไว้ใส่เข้าเครื่องสับเพื่อสับย่อยให้ละเอียดแล้วไหลออกลงสู่ผืนผ้าพลาสติกที่จัดไว้รองรับที่ด้านล่าง จากนั้นจัดเก็บใส่ถุงพลาสติก การจัดเก็บ นำต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้นสดที่สับแล้วใส่ในถุงพลาสติกที่จัดไว้เป็นถุงชั้นในและชั้นนอกสวมทับด้วยถุงปุ๋ย ชั่งให้ได้น้ำหนัก 25 กิโลกรัม ต่อถุง มัดปากถุงให้แน่นทั้ง 2 ถุง จัดวางไว้ในที่เหมาะสมเพื่อหมักไว้ในราว 4 เดือน และเมื่อหมักได้ 7 วันก็นำออกมาให้แพะและแกะกิน แพะและแกะ 1 ตัวจะกินต้นข้าวโพดสดสับและหมัก 3 กิโลกรัม ต่อวัน ก็จะได้รับทั้งโปรตีนสูง วิตามินและแร่ธาตุที่พอเพียง ทำให้แพะและแกะเจริญเติบโตแข็งแรง

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อตัดต้นสดนำมาสับและหมัก เมื่อให้แพะและแกะกินจะทำให้เติบโตแข็งแรง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง และนำต้นข้าวโพดต้นสดที่สับและหมักจัดใส่ถุง 25 กิโลกรัม ขายให้เพื่อนเกษตรกร 55-65 บาท ต่อถุง ทำให้แต่ละปีมีรายได้เป็นเงินกว่าแสนบาท เพื่อก้าวสู่การยังชีพด้วยวิถีเศรษฐกิจที่พอเพียงและมั่นคง ต้นสดข้าวโพดสับและหมัก แพะหรือแกะจะกิน 3 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน

สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณองอาจ เพชรขุนทด เลขที่ 346 หมู่ที่ 10 บ้านวังตาอินทร์ ตำบลยางราก อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี โทร. (089) 920-5309 หรือที่ คุณสะอาด ศรีทอง สำนักงานเกษตรอำเภอโคกเจริญ โทร. (092) 247-4404 ก็ได้ครับ

หนุ่มบ้านห้วยเม็ง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พบรักสาวพะเยา นำประสบการณ์การทำสวนส้มเขียวหวานมาบุกเบิกที่พะเยา คาดอนาคตไร้คู่แข่ง

คุณอภิวัฒน์ จันต๊ะคาด หรือ คุณบอม บัณทิตหนุ่มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมยานยนต์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น จบการศึกษาเมื่อปี 2555 ถูกเกณฑ์ทหาร 1 ปี หลังจากนั้นได้ไปทำงานที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตำแหน่ง Load Control (เจ้าหน้าที่ควบคุมน้ำหนักและจัดระวาง) บริษัท Bangkok Flight Services ทำอยู่ประมาณ 1 ปี จึงกลับมาช่วยพ่อแม่ทำสวน แล้วจึงเริ่มมาลงทุนทำสวนที่พะเยา โดยพักอยู่ที่ บ้านเลขที่ 91 บ้านร่องคำหลวง ซอย 8 หมู่ที่ 3 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

ถ้าเอ่ยถึง บ้านห้วยเม็ง หลายคนคงจะรู้จักว่าเป็นหมู่บ้านที่ผลิตส้มเขียวหวานที่มีชื่อเสียงมานาน คุณอภิวัฒน์ สั่งสมประสบการณ์การทำสวนส้มเขียวหวานจากพ่อแม่ที่บ้านห้วยเม็งมาแต่เด็กๆ และทราบดีว่าปัจจุบันสวนส้มเขียวหวานประสบปัญหามากมาย ทั้งเรื่องโรคจากเชื้อรา สาเหตุจากเชื้อโรคอื่น แมลงศัตรูส้ม ธาตุอาหาร เมื่อพบรักกับแฟนสาวชาวพะเยา จึงมาบุกเบิกการปลูกส้มเขียวหวานที่บ้านแฟน ตอนนี้ปลูกไป 2 แปลง แปลงแรกปลูกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ระยะปลูก 4×3.5 เมตร จำนวน 700 ต้น

ปัญหาที่พบของแปลงนี้คือ ระยะชิดเกินไป เมื่อส้มโตขึ้นการเข้าไปทำงานลำบาก ส่วนแปลงที่ 2 ปลูกมาแล้ว 1 ปี ระยะปลูกห่างขึ้น เป็น 3.5×5.5 เมตร 10 ไร่ จำนวน 820 ต้น เพื่อแก้ปัญหาการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเข้าไปทำงาน ปัญหาการใช้แรงงานคนตัดหายากและใช้เวลามาก แต่ที่เป็นปัญหาหลักของแปลงส้มเขียวหวานคือ ที่พะเยา คือพายุลูกเห็บ ซึ่งตกเป็นประจำทุกปี พายุฤดูร้อนช่วงต้นฝน ปีที่ผ่านมาเสียไปเกือบ 50% ปัญหาของการปลูกระยะห่างก็คือ การเปลืองน้ำมาก แนวทางคือ การวางระบบน้ำ แบบมินิสปริงเกลอร์ ควบคู่กับสปริงเกลอร์ปกติ

ข้อมูลทางวิชาการส้มเขียวหวาน knifelesstechsystems.com เป็นส้มชนิดหนึ่ง ที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากส้มจีน (C. reticulata) ในประเทศไทยมีผู้สันนิษฐานว่า มีผู้นำเข้าต้นพันธุ์มาจากประเทศจีน เมื่อระยะเวลากว่า 100 ปีมาแล้ว โดยลักษณะทั่วไปของส้มเขียวหวานมีรูปกลมมน แป้นเล็กน้อย ฐานผลกลมมน ด้านล่างเป็นแอ่งตื้นๆ ผิวผลเรียบ มีเปลือกบาง เนื้อส้มภายในเป็นสีส้มอมทอง ฉ่ำน้ำ กลีบแยกออกจากกันได้โดยง่าย มีรสชาติอร่อย หวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เมื่อแกะออกมาแล้วกลิ่นจะติดจมูก ทำให้เป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมาก ทั้งในรูปของผลไม้สดและในรูปของน้ำส้มคั้น ซึ่งนอกจากจะให้คุณค่าทางอาหารสูงแล้ว การบริโภคในลักษณะที่รวมทั้งเส้นใยและกากจะเป็นยาระบายอ่อนๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ส้มเขียวหวานที่ผลิตในแต่ละปีจะใช้บริโภคทั้งภายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายประเทศเพื่อนบ้าน นำรายได้เข้าประเทศปีละหลายล้านบาท

แหล่งที่ขึ้นชื่อว่า ปลูกส้มเขียวหวานกันมากและมีชื่อเสียงในประเทศไทย คือ ตำบลบางมด ในพื้นที่อำเภอราษฎร์บูรณะและอำเภอบางขุนเทียนของจังหวัดธนบุรี (ปัจจุบันคือ แขวงบางมด ในเขตทุ่งครุ และเขตจอมทองของกรุงเทพมหานคร) จนได้ชื่อว่า “ส้มบางมด” แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 มีน้ำทะเลได้หนุนเข้ามา ทำให้ไม่สามารถปลูกได้ จึงได้เปลี่ยนมาปลูกที่ทุ่งรังสิต โดยเริ่มที่คลองสอง ธัญบุรีต่อมาในปี พ.ศ. 2511 จึงมาปลูกที่อำเภอหนองเสือจนได้ชื่อว่า “ส้มรังสิต” แต่ปัจจุบันก็มีการเพาะปลูกน้อยลง รวมถึงในพื้นที่บางมดด้วย

ส้มเขียวหวาน มีสรรพคุณทางยาและโภชนาการ ตรงที่ผลนำมารับประทานหรือคั้นน้ำดื่ม มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานบรรเทาอาการกระหายน้ำ ป้องกันโรคหวัดและการติดเชื้อแบคทีเรีย ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในโลหิต ช่วยระบบย่อยอาหารของร่างกาย ระบายได้ดี แก้อาการท้องผูก และมีคุณค่าทางอาหาร ส้มเขียวหวาน น้ำหนัก 100 กรัม ให้วิตามินซี 42 มิลลิกรัม

นอกจากนี้แล้ว ส้มเขียวหวาน ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก ตามพื้นที่ทำการเพาะปลูก เช่น ส้มแก้วเกลี้ยง ส้มจันทบูร ส้มแป้นกระดาน ส้มแสงทอง ส้มแป้นเกลี้ยง ส้มจุก หรือส้มบางมด เป็นต้น

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ปกติส้มเขียวหวานไม่ชอบน้ำขัง จึงเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีการระบายน้ำดี ได้แก่ ดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินเหนียวที่ปรับปรุงสภาพให้เหมาะสม เป็นไม้ผลที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอ ดังนั้น พื้นที่ปลูกจึงควรมีแหล่งน้ำอย่างเพียงพอ

ระยะปลูกและหลุมปลูกส้มเขียวหวานที่ปลูกในพื้นที่ลุ่ม ขนาดทรงพุ่มมักจะไม่ใหญ่มากนัก ควรปลูกกลางร่อง โดยใช้ระยะระหว่างต้น 3-4 เมตร ส่วนส้มเขียวหวานที่ปลูกในพื้นที่ดอน ส่วนมากจะมีทรงพุ่มค่อนข้างใหญ่และอายุยืน จึงใช้ระยะปลูกระหว่าต้น 4 เมตร ระหว่างแถว 6 เมตร หลุมการปลูกควรขุดให้มีความกว้าง ยาว และลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ผสมดินปลูกด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 10 กิโลกรัม ปุ๋ยร็อกฟอสเฟต 500 กรัม และปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 100 กรัม คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน แล้วกลบลงไปในหลุมจนเต็มปากหลุม ทิ้งไว้ในระยะหนึ่งจนดินยุบตัวคงที่แล้วจึงเติมดินผสมลงไปอีกจนเต็มเสมอปากหลุม