ผักปู่ย่าเป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ย่อย หรือสกุล CAESALPINIAOEAE

ชั้นเดียวกันกับวงศ์พืชตระกูลถั่ว LEGUMINOSAAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Caesalpinia mimosoides Lamk. เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันไม้อื่น มีหนามแหลมและขนยาวสีน้ำตาลอยู่ทั่วทุกส่วนของต้น กิ่งยอดอ่อนมีสีน้ำตาลอมม่วงแดง มีกลิ่นเฉพาะตัว คล้ายกลิ่นแมงแกง แมงดา บ้างว่าเหม็น บ้างว่าหอม บ้างว่าฉุน นานาจิตตัง แล้วแต่แรงพิศวาสของแต่ละคน ใบ เป็นประเภทใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ออกเรียงสลับก้านใบหลักยาว 25-30 เซนติเมตร มีก้านใบแขนงย่อย 10-30 คู่ และใบย่อยอีกชั้น 10-20 คู่ สีเขียว ขอบใบเรียบ ลักษณะคล้ายใบชะอม ดอก ออกเป็นช่อที่สีเหลืองสด มีแต้มสีแดง เขียวอมชมพู หรือน้ำตาล ออกที่ปลายกิ่ง ผลหรือฝักเป็นลักษณะผลแห้ง ปลายฝักแหลม โคนสอบ มีขนหุ้ม ขนาดเท่าหัวแม่มือ แตกเป็น 2 ซีก มีเมล็ด 2 เมล็ด ใช้ขยายแพร่พันธุ์ ขึ้นได้ทั่วไป พบมากในป่าละเมาะ ป่าผสม ป่าเต็งรัง ชายป่า ที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป และอาจพบในหมู่บ้าน สวนหลังบ้าน ริมรั้ว ที่มีคนนำต้นกล้าจากป่ามาปลูกไว้ แต่บอกไว้นะ ว่าเป็นพุ่มไม้ที่รก และมีหนามแหลมพร้อมที่จะทิ่มตำเราได้ทุกเมื่อ

ทำไมถึงเรียกชื่อว่า “ผักปู่ย่า” มีมากมายหลากหลายความคิด หลายข้อสันนิษฐาน ทั้งจากตำนาน และบทคาดเดา บ้างว่าเมื่อสมัยเก่าก่อน ปู่กับย่าเข้าป่าไปหาอาหาร ถึงเวลาที่ต้องหยุดพักเพราะร้อน อ่อนแรง หิวข้าวหิวน้ำ หรือคงจะสวีทยามแก่ ก็ไม่รู้ พบเห็นยอดผักอะไรหนามแหลมคม แต่ยอดอ่อนน่ากิน เด็ดมากินจิ้มน้ำพริก อร่อย กินน้ำเข้าไป น้ำในกระบอกก็หวานชื่นใจ มีเรี่ยวแรงกำลังวังชาฟื้นคืนมาอย่างมากมาย จึงเก็บเอามาบอกต่อลูกหลาน ในสมัยลูกหลานรู้จักเอามากินกันมาก แต่ไม่รู้จักชื่อ ใครถามไถ่ ก็ได้แต่ตอบว่า “ผักปู่ย่า” งั้นมั้ง บางแห่งมีเติมชื่อว่า “ผักผีปู่ผีย่า” ก็มี คนบ้านเราก็เรียกชื่อไปต่างๆ เช่น ภาคเหนือ เรียก ผักปู่ย่า หนามปู่ย่า ทะเน้าซอง ภาคอีสาน เรียก ผักกาดย่า ผักขะย่า ผักคายา ภาคกลาง เรียก ผักช้าเลือด ชะเลือด ภาคใต้ เรียก ชะเรือด สาบเรือด ปือตาปาแล แม้ต่างกันแต่ชื่อ แต่ความนิยมนำมาเป็นผัก มิได้ต่างกันนัก

“ผักปู่ย่า” เป็นผักที่มีกลิ่นเฉพาะ อย่างที่บอกไว้ รสชาติที่ฝาดเปรี้ยว ผสมกับกลิ่นสาบที่ลงตัว ชาวบ้านนิยมนำใบอ่อน ยอดอ่อนมาเป็นผักสด เคียงกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกตาแดง น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกกะปิ น้ำพริกจิ้งหรีด ยำหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ ยอดและใบอ่อน ดอกอ่อน นำมาประกอบอาหาร เช่น ยำผัก คนทางภาคเหนือ เอาดอกผักปู่ย่าช่อสีเหลือง มาปรุงเป็น “ส้าผัก”แสนอร่อย หากินยาก ไม่มีขายตามร้านอาหาร มีแต่ในครัวบ้านนอกเน้อ นอกจากเป็นผักที่มีรสชาติดีแล้ว ยังมีคุณค่าทางอาหารที่สูง โดยเฉพาะ วิตามิน C ซึ่งมีสูงมาก มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แคลเซียม สารเบต้าแคโรทีน และอินทรียสารต่างๆ มากมาย

รสชาติของยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน ของผักปู่ย่ามีรสเปรี้ยว ฝาด และเผ็ด มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงเลือด แก้ลมจุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับผายลม แก้อาการวิงเวียนศีรษะ บำรุงกระดูกและฟัน ขับเสมหะ บำรุงระบบขับถ่าย ช่วยระบายอ่อนๆ รสฝาด ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้ท้องร่วง เป็นยาบำรุงธาตุภายในร่างกาย เพิ่มสมรรถนะการทำงานของร่างกาย เส้นเอ็น ประสาท บำรุงสมอง และมีผลการวิจัยว่า ผักปู่ย่า มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก สามารถช่วยระงับยับยั้งการสร้างเซลล์มะเร็ง ภัยที่ผู้คนเกรงกลัว และคร่าชีวิตคนเป็นอันดับหนึ่ง

บางทีชื่อ ผักปู่ย่า น่าจะเป็นสื่อที่บรรพชนของเราส่งต่อให้ไว้เป็นมรดกของคุณค่าอันดีงาม มีคุณค่าทางอาหาร คุณค่าทางยาสมุนไพร คุณค่าทางจิตใจให้รำลึกถึงชาติวงศ์ตระกูล รำลึกถึงคุณความดีที่ปู่ย่าส่งมอบไว้ให้เป็นประโยชน์แก่เรา ต่างถิ่น ต่างภาค เรียกชื่อต่างกันไปบ้าง ล้วนแต่มีที่มาจากคุณค่าที่อยู่ในตัวของพรรณไม้ชนิดนี้ เป็นต้นว่า ชะเลือด ล้างแผล เป็นยาสมานแผล ช้าเลือด เป็นยาห้ามเลือด ชะเรือด เป็นยาไล่ตัวเรือด เห็บ ริ้น ไร ที่ชอบแอบซ่อนในกระดานฝาบ้าน หรือแม้แต่ชื่อ ผักกาดย่า ก็คือผักที่คุณย่าให้นำมาปรุงอาหารกิน กินเมื่อไหร่เป็นได้รำลึกนึกถึงท่านร่ำไป

“ผักปู่ย่า” จึงนับได้ว่าเป็นนางพญาผักป่าที่คนรุ่นปู่ ย่า ตา ทวด ฝากไว้ให้เราใช้ประโยชน์ รักพวกท่าน รำลึกอาลัยถึงท่าน เรามาอนุรักษ์ “ผักปู่ย่า” ไว้สืบไป

สับปะรดห้วยมุ่น คือ สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียที่ถูกนําเข้าไปปลูกในตำบลห้วยมุ่น เมื่อประมาณ 50 กว่าปีมาแล้ว (บ้างก็ว่า 100 ปี แล้ว) จนกลายเป็นพันธุ์ท้องถิ่น ด้วยดินปลูกในพื้นที่ตำบลห้วยมุ่น อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ทำให้มีรสชาติที่ดียิ่งขึ้นมากกว่าสายพันธุ์ดั่งเดิม (สับปะรดปัตตาเวีย) โดยเฉพาะรสชาติหวานอร่อย เนื้อหนานิ่ม ตาตื้น เนื้อมีสีเหลืองอมน้ำผึ้ง รสชาติหวานฉ่ำ ตาไม่ลึก ทําให้มีส่วนของเนื้อมาก ผลค่อนข้างเล็ก รับประทานแล้วไม่ระคายคอ

สับปะรด เป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกที่มีอายุอยู่ได้นานหลายปี มีลําต้นใต้ดิน ลักษณะเป็นปล้องสัน ลําต้นจะถูกห่อหุ้มด้วยกาบ ใบ ไม่มีการแตกกิ่งก้าน มีความสูงของลําต้นประมาณ 90-100 เซนติเมตร

ใบ ออกเป็นใบเดียวเรียงกันแบบถี่ๆ ใบเรียวยาว ไม่มีก้านใบ ปลายใบแหลม โคนใบมีลักษณะเป็นกาบหุ้มลําต้น ใบสีเขียวเข้ม ด้านล่างใบมีลักษณะเป็นแป้งสีขาวปกคลุมอยู่ มีหนามเล็กแหลมบริเวณขอบใบ

ดอก ออกเป็นช่อเรียงกันแน่นรอบแกนช่อดอกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกมีขนาดใหญ่และแข็งแรง มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบด้านบนมีสีชมพูอมม่วง ส่วนกลีบดอกด้านล่างมีสีขาว มีเกสรเพศผู้เรียงกันอยู่ 2 ชั้น ชั้นละ 3 อัน

ผล มีลักษณะเป็นผลรวมรูปทรงรี โคนผลกว้าง ใบผลสอบแคบ ที่ปลายผลมีใบสั้นๆ ออกกระจุกกันอยู่ เนื้อภายในผลมีลักษณะฉ่ำน้ำ เป็นสีเหลืองสด รสชาติหวานอมเปรี้ยวเพียงเล็กน้อย

คุณพงศกร วงษ์ลา อายุ 28 ปี อาศัยอยู่บ้านห้วยมุ่น หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบันประกอบอาชีพเกษตรกรปลูกสับปะรดห้วยมุ่น คุณพงศกร คืออีกหนึ่งบุคคลที่เป็นเกษตรกรยุคใหม่ ที่มาพัฒนาและยกระดับสับปะรดห้วยมุ่นให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ผู้บริโภคสามารถรู้ถึงแหล่งผลิตต้นทางจากชาวสวนโดยตรง และสั่งซื้อได้จากเกษตรกรโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

ผู้บริโภคได้ทานสับปะรดห้วยมุ่นสายพันธุ์แท้ 100% ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงรสชาติที่แท้จริง และถูกต้อง คุณพงศกร กล่าวว่า ต้องยอมรับเลยว่า ปัจจุบันสับปะรดห้วยมุ่นแท้ 100% หาได้ยากมาก ทำให้ผู้บริโภคหลายท่านเข้าใจถึงรสชาติ และเนื้อสัมผัสของสับปะรดห้วยมุ่นผิดไป

สับปะรดห้วยมุ่นแท้ จำเป็นต้องปลูกที่ห้วยมุ่นเท่านั้นและเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของท้องถิ่น เนื่องด้วยดินในพื้นที่ห้วยมุ่นมีแร่ธาตุสารอาหารต่างๆ ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ ถึงแม้จะนำพันธุ์ห้วยมุ่นแท้ดั้งเดิมไปปลูกในพื้นที่อื่น ยังไงก็ไม่ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ถูกต้องเท่าปลูกในพื้นที่ห้วยมุ่น

คุณพงศกร กล่าวว่า เดิมทีชาวบ้านในหมู่บ้านห้วยมุ่นปลูกสับปะรดไว้เพื่อทานในครัวเรือนเท่านั้น แต่ด้วยที่ชาวบ้านปลูกกันมากขึ้น ก็ทำให้เกิดการเอาผลผลิตออกมาขาย ทำให้ผู้ที่แวะเวียนมาบ้านห้วยมุ่น ต้องซื้อติดมือกลับไปเป็นของฝาก ในอดีตสับปะรดห้วยมุ่นอาจไม่ได้มีราคามากนัก ชาวบ้านเลยขายเป็นหัว แต่พอวันเวลาผ่านไปราคาก็เริ่มดีขึ้น เลยเปลี่ยนมาขายเป็นกิโลกรัม

สับปะรดห้วยมุ่น หลักๆ แล้วจะแบ่งเป็น 2 เนื้อ คือ เนื้อ 1 และเนื้อ 2 เนื้อ 1 จะมีสีที่เหลืองกว่าเนื้อ 2 ส่วนเนื้อ 2 นั้นจะมีสีเนื้อขาวปนเหลือง รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อยเหมือนกัน และเนื้อ 2 จะสามารถเก็บไว้ได้นานกว่า เนื้อ 1

เทคนิค การปลูกสับปะรดห้วยมุ่น

พื้นที่เพาะปลูกสับปะรดนั้นต้องเป็นพื้นที่ที่ระบายน้ำได้ดี พื้นที่จะต้องไม่มีน้ำท่วมขัง การเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูกสับปะรดมี 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ต้องไถปั่นเศษวัชพืช 1 ครั้ง เพื่อให้วัชพืชย่อยสลายง่ายขึ้น 2. ต้องไถพรวนประมาณ 1-2 ครั้ง เพื่อปรับหน้าดินพร้อมที่จะปลูก จากนั้นหว่านปูนขาว และตากดินเป็นระยะเวลา 14 วัน

จากนั้นคัดหน่อ หรือจุกที่มีขนาดเท่ากัน ปลูกเป็นแถวคู่ ระยะห่าง 1 เมตร คูณ 1 เมตร เมื่อนำลงแปลงปลูกแล้วก็ทำการรดน้ำให้ชุ่ม ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 เมื่อต้นสับปะรดมีอายุ 2 สัปดาห์ จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเป็นอาหารเสริมทางลำต้นเพื่อเร่งการเจริญเติบโต ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 หลังจากปลูกแล้ว 2 เดือน เพื่อเร่งสะโพกให้ต้นเป็นสาวพร้อมที่จะมีลูก โดยฟันใบออกประมาณ 1 ส่วน 4 ของต้น แล้วให้ปุ๋ยทางใบ

ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 ก่อนบังคับออกดอกประมาณ 1 เดือน ให้ทั้งปุ๋ยสูตรอาหารเสริมทางลำต้นควบคู่กับการให้อาหารเสริมฉีดพ่นทางใบ และ ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 4 ก่อนเร่งออกดอก ประมาณ 7 วัน สามารถสังเกตได้จากยอดที่เริ่มแปะออก ให้ฉีดพ่นทางใบ โดยใช้ปุ๋ยสูตรควบคู่ไปกับการฉีดพ่นก่อนบังคับออกผล 7 วัน การให้ปุ๋ยครั้งสุดท้ายจะอยู่ในช่วงหลังสับปะรดออกหัว จะเป็นการฉีดพ่นทางใบ เพื่อเพิ่มความหวานให้กับผลผลิต

ผลผลิตจะออกให้เก็บปีละ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ออกผลผลิต พฤษภาคม-กรกฎาคม ในฤดูฝน ผลผลิตรอบแรกจะดกกว่าผลผลิตในรอบ 2 และให้ผลผลิตครั้งที่ 2 ธันวาคม-กุมภาพันธ์ ในช่วงฤดูหนาว ผลผลิตจะน้อยกว่ารอบแรก

คุณพงศกร กล่าวว่า สับปะรดเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี แต่ก็ต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโตเป็นระยะ และต้องคอยดูแลเอาใจใส่ให้ต้นสับปะรดแข็งแรง เพราะหากต้นสับปะรดไม่แข็งแรง ก็จะทำให้เกิดโรครากเน่า โคนเน่า ใบแดง เมื่อต้นสับปะรดเป็นโรคเหล่านี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เกษตรกรก็จะไม่สามารถเก็บผลผลิตได้จากต้นที่เป็นโรค

ราคาของสับปะรด มีการขึ้นลงของตลาดในแต่ละวัน แต่สวนสับปะรดห้วยมุ่นของคุณพงศกร สามารถขายได้ราคาดีกว่าราคาท้องตลาดทั่วไป เพราะคุณพงศกร มุ่งเน้นตลาดออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากการใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป เน้นการซื้อสินค้าออนไลน์มากกว่า การออกไปตลาดหรือห้างสรรพสินค้า

ทำให้เกษตรกรสามารถส่งผลผลิตโดยตรงให้แก่ผู้บริโภคได้ ผู้บริโภคก็สามารถเห็นถึงวิธีการขั้นตอนการเพาะปลูกได้จากเพจเฟซบุ๊ก เช่น ลูกค้าสั่งสินค้าวันนี้ เกษตรกรก็ทำการเก็บเกี่ยวในวันนี้และส่งสินค้าให้กับลูกค้าในวันถัดไป จึงมั่นใจได้ว่า สด ใหม่ และเป็นสายพันธุ์แท้ 100 เปอร์เซ็นต์

สำหรับท่านใดที่สนใจผลผลิตสับปะรดห้วยมุ่น ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพงศกร วงษ์ลา อายุ 28 ปี อาศัยอยู่บ้านห้วยมุ่น หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ โทรศัพท์ 087-207-2985 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก สับปะรดห้วยมุ่น อุตรดิตถ์

แกงส้มดอกแค อาหารพื้นบ้านที่นิยมกินกันทุกภาคพื้นประเทศไทย มีความเชื่อกันว่า เข้าหนาว อากาศเปลี่ยน ต้องได้กินแกงส้มดอกแคสักมื้อ เพื่อตัดไข้หัวลม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เจ็บป่วยไข้จากอากาศเปลี่ยน จะไม่มาเยือน และมีความเชื่อเก่าๆ แฝงไว้ ว่าไม่ควรปลูกต้นแค ไว้ตามบ้านเรือน วันนี้อาจจะขอแนะนำสิ่งที่ค้านกับคำชี้แนะเมื่อเก่าก่อน ต้องขออภัยที่ไปค้านกับความเชื่อของคนรุ่นเก่า เหตุผลเป็นเพราะข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมและสภาพความเป็นอยู่ของสังคมคนไทยเปลี่ยนไปมาก แต่ความเชื่อ ศรัทธาในข้อห้ามของคนเก่า ที่มีเหตุผลในสิ่งที่ท่านได้ชี้แนะไว้ ยังคงมีอยู่มิเสื่อมคลาย

แค เป็นไม้ในตระกูลถั่ว เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง สูง 2-10 เมตร ปลูกโตเร็ว มีกิ่งก้านมาก หักโค่นง่าย เปลือกต้นสีเทา ผิวเปลือกมีร่องรอยขรุขระ เปลือกหนา มักเป็นที่สะสมของเชื้อรา และเป็นที่อาศัยของแมลงและหนอนต่างๆ ทั้งกิ่งเปราะหักโค่นง่าย เปลือกเป็นที่อาศัยของศัตรูพืช ทำให้เกิดผลกระทบกับพืชอื่นใกล้บริเวณนั้น ถูกศัตรูพืชระบาดทำความเสียหายง่ายมากขึ้น คงเป็นเหตุผลประกอบคำชี้แนะของคนรุ่นก่อน และที่ว่าไม่ควรปลูกต้นแคไว้บริเวณบ้าน ก็คงกลัวเด็กเล่นซุกซนปีนป่ายต้น กิ่งหักตกลงมาบาดเจ็บด้วย ซนจริงๆ เด็กสมัยนั้น

ชื่อว่า “แค” มีเรียกชื่ออื่น “แคบ้าน”, “แคขาว”, “แคแดง” หรือ “แคดอกแดง”, “แคดอกขาว” เป็นพืชพื้นเมืองของไทย และแถบอาเซียน พบเห็นในหลายประเทศแถบนี้ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นพืชอาหารของทั้งคนและสัตว์ ปลูกขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปลูกง่าย โตเร็ว ไม่ค่อยมีปัญหา หรือเป็นเงื่อนไขกับสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะที่ชุ่มชื้น หรือแห้งแล้งก็เจริญเติบโตได้ดี แต่ถ้าที่ดินน้ำอุดมสมบูรณ์ ก็จะสมบูรณ์ดีมากกว่าที่แร้นแค้น เป็นปกติธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต มักพบต้นแคขึ้นตามป่าละเมาะ หัวไร่ปลายนา ริมถนนหนทาง มีหลายชุมชนที่นำต้นแคมาเป็นไม้ประดับ ตกแต่งภูมิทัศน์ชุมชน ได้ทั้งสีเขียวริมทาง ได้ทั้งพืชอาหารให้กับคนในชุมชนด้วย

ยอดแค มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าดอก แต่คนนิยมนำดอกมาเป็นอาหารมากกว่ายอด ทั้งยอดอ่อน และดอกแค มีเสน่ห์น่าลองลิ้มมาก มีความสวยงาม มีสีสันที่อ่อนหวาน ยอดอ่อนอวบอ้วนน่ากิน ใบเป็นประเภทใบประกอบ มีใบย่อยเล็กๆ 20-30 ใบ เรียงคู่ขนานกัน ดอกออกเป็นช่อ ออกตามซอกใบ ช่อหนึ่งมี 2-8 ดอก มีพันธุ์ดอกมีสีขาวและสีม่วงแดง ดอกยาว 6-10 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงสีเขียวรูประฆังคว่ำ รองรับฐานดอก ฝักแคยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร ฝักอ่อนคล้ายถั่วฝักยาว แต่รูปร่างออกแบนบาง น่าทะนุถนอม

ยอดแค 100 กรัม ให้คุณค่าสารอาหารมากมาย ให้พลังงาน 87 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยเส้นใยอาหาร 7.8 กรัม แคลเซียม 395 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม ไนอะซิน 2.0 มิลลิกรัม วิตามินเอ 1,442 iu. วิตามินบีหนึ่ง 0.28 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.33 มิลลิกรัม วิตามินซี 19 มิลลิกรัม สารเบต้าแคโรทีน 8,654 ไมโครกรัม ซึ่งสารอาหารต่างที่มีอยู่มีสรรพคุณที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ยอดอ่อน ใบอ่อน มีรสหวานมัน สรรพคุณเป็นยาช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ดอก มีรสหวาน อมขมเล็กน้อย เวลานำมาทำอาหารมักดึงเกสรตัวผู้ออกก่อน สรรพคุณแก้ไข้หัวลมได้ดี

คนบ้านเรามักจะนำยอดอ่อน ใบอ่อน มาลวกหรือนึ่ง กินร่วมกับน้ำพริกต่างๆ ดอกแคนำมาผัดใส่ไข่ ผัดปลา ผัดกุ้ง

ดอก ฝักอ่อน แกงส้มใส่ปลาช่อน ปลาหมอ กุ้งฝอย ปูนา royal-online.co.uk อร่อยเป็นอาหารมากคุณประโยชน์ มากคุณค่าทางอาหาร บางท้องถิ่น เอาดอกแค ยอดอ่อนแค ห่อใบตองกล้วย ย่างไฟ กินกับน้ำพริก แจ่ว ป่น ฝักอ่อนใช้เป็นผักสด กินกับส้มตำ ลาบ ก้อย ใบแค ผสมเป็นอาหารสัตว์ชั้นยอด ใบที่ร่วงหล่นตามพื้นดิน นำมาผสมดินปลูกต้นไม้ เป็นปุ๋ยพืชที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูง กิ่งต้นแคนอกจากใช้เป็นเชื้อเพลิงแล้ว ใช้เพาะเห็ดหูหนูก็เด็ดนัก ต้นแคถ้ามีการดูแลตัดแต่งกิ่ง เด็ดยอด ตัดต้นให้เป็นพุ่มเตี้ย หมั่นดูแลเปลือกต้น ใบ ใช้วิธีขยันเด็ดยอดใบ หรือให้วัวกัดเล็มกิน จะช่วยให้มีศัตรูพืชน้อยลงมาก

แค เป็นพืชในวงศ์ LEGLMINOSAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesbania grandfloa (L) Pers. นิยมนำมาปลูกกัน ริมทางเดิน ริมบ่อปลา ข้างห้างนา เถียงนา ออกดอกฤดูหนาว แตกยอดอ่อนตลอดปี โดยเฉพาะฤดูฝนจะสะพรั่ง มองเห็นยอดอ่อนที่มีนวลขาว ยิ่งตอนที่เริ่มติดดอกตูม มองดูสะคราญตา ช่อดอกเมื่อออกมาอย่างสมบูรณ์ ส่วนใหญ่มักจะเด็ดดอกตูมมาทำกิน โดยแกะคลี่ ดึงเอาก้านเกสรที่อยู่ภายในออก ถ้าปล่อยให้ดอกบาน เนื่องจากกลีบดอกบางมาก อ่อน มักจะฉีกขาด ยุบเหี่ยวแห้งอย่างเร็ว หลังจากได้ผสมเกสรแล้ว และจะติดฝักอ่อน เป็นฝักเส้นเล็ก ค่อยๆ โตขึ้น ประมาณ 2 เดือน ฝักจะแก่ และมักจะแตก ต้องเก็บฝักมาใส่ถุงตากแดด หรือผึ่งไว้ ค่อยแกะเอาเมล็ดไปเพาะ ใส่ถุงดิน นำไปปลูกต่อไป

ที่จริงเคยพบเห็นต้นแคอยู่หลายชนิด ดอกสีชมพู ต้นสูงใหญ่ เรียกกันง่ายๆ ว่า แคฝรั่ง ที่พบขึ้นในป่าเปลือกต้นสีคล้ำ เรียกแคป่า นำมาปลูกข้างรั้วบ้าน ตัดพุ่มเตี้ย เรียก แคบ้าน หรือแคเตี้ย ที่ออกดอกเป็นก้านเรียวย่อยๆ เรียกแคฝอย หรืออาจจะเรียกตามสีของดอก ไม่ว่าจะเป็น แคขาว แคแดง แคลาย เมื่อคิดจะนำมาทำกิน ควรศึกษาหาความรู้ของแคแต่ละอย่าง บางอย่างก็กินได้ ไม่เป็นพิษเป็นภัย ปลอดภัยไม่อันตราย แคบางอย่างก็ไม่น่านำมาทำกิน หรือกินไม่ได้ สำหรับใครบางคนที่มีความรู้สึกเหมือนว่า อย่างไงก็ได้ ช่างมันฉันไม่แคร์ ก็ไม่ว่ากัน

นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เชื่อแน่ว่าหลายคนที่อยู่ในวงการพืชปลอดสารพิษของจังหวัดชุมพร คงเคยได้ยินชื่อ “สวนศีล เกษตรอินทรีย์” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านเขาเหลียง หมู่ที่ 11 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

บรรดาสื่อมวลชนจึงใช้เวลาว่างในวันหยุด เดินทางไปเยี่ยมชมสวนเกษตรดังกล่าว โดยได้รับการเชื้อเชิญจากสองสามีภรรยา คือ คุณบุญส่ง วันเสือ หรือ “พี่ปื๊ด” หนุ่มใหญ่วัย 58 ปี และ คุณสุมนมาลย์ หนูพันขาว หรือ “น้องมน” วัย 44 ปี ที่ลงมือทำอาหารมื้อเที่ยงไว้เตรียมต้อนรับพวกเรา มีทั้งแกงส้มแตงโมอ่อนใส่เนื้อปลา แกงเลียงฟักกับฟักทองและข้าวโพด ต้มกะทิเนื้อหมู ผัดผักกวางตุ้งน้ำมันหอย และน้ำพริกลูกมะอึก ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่สุดแสนอร่อย พร้อมทั้งฟังเพลงไพเราะ จาก “วงสวนศีล เกษตรอินทรีย์ ครู คลัง ช่าง หมอ” ที่สมาชิกล้วนเป็นญาติพี่น้องของสองสามีภรรยา นอกจากนั้น พี่ปื๊ดยังแสดงฝีมือในการดริปกาแฟสดๆ ที่บดและคั่วเองกับมือให้สื่อมวลชนได้ดื่มด้วย ท่ามกลางแมกไม้นานาชนิดในสวนที่มีเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่