ผักสลัดอินทรีย์ คือสินค้าหลักของกลุ่ม สินค้าผักสลัดของที่นี่

มีหลากหลายชนิด ได้แก่ กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค คอส บัตเตอร์เฮด ฟิลเล่ย์ ฯลฯ รวมทั้งผักสดอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมจากท้องตลาด เช่น ผักปวยเล้ง คะน้า กวางตุ้ง ฯลฯ โดยทางกลุ่มจะเน้นปลูกพืชผักสลับหมุนเวียนกันไปตามคำสั่งซื้อของลูกค้าเป็นหลัก

ชูนโยบายการตลาดนำการผลิต
ทุกวันนี้ ทางกลุ่มทำแปลงปลูกผักเชิงพาณิชย์ วางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ ให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี โดยลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ให้น้ำ และใช้โรงเรือนระบบปิดที่ง่ายต่อการดูแลจัดการผลผลิต

ก่อนปลูกพืชผัก ทางกลุ่มจะคำนวณพื้นที่ปลูกว่า ในปีนี้มีโรงเรือนกรีนเฮ้าส์กี่แห่ง ปลูกผักได้กี่รอบ จำนวนเท่าไร ก่อนสรุปแผนการผลิตให้ลูกค้าได้รับทราบ เช่น ผลิตผักสลัดได้ สัปดาห์ละ 1,000 กิโลกรัม และผักอื่นๆ รวม 1,200 กิโลกรัม เมื่อลูกค้าโอเค ก็นำแผนงานดังกล่าวมาแจกจ่ายให้สมาชิกวางแผนการผลิตต่อไป

ปัจจุบัน สินค้าเกษตรอินทรีย์ของชุมชนแห่งนี้ ส่งไปขายให้คู่ค้าหลักคือ บริษัท S&B food supply จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่จัดส่งผักขายให้กับห้าง Tops supermarket ทั่วประเทศ โดยสินค้าผักอินทรีย์ของชุมชนแห่งนี้ จำหน่ายในชื่อแบรนด์ไร่ภูตะวัน ออร์แกนิค ฟาร์ม จังหวัดอำนาจเจริญ

“สินค้า ‘ไร่ภูตะวัน’ ผลิตได้สัปดาห์ละ 2,000 กิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นสินค้าผักสลัด รองลงมาเป็นกลุ่มผักพื้นบ้านประเภท ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง เฉลี่ยสัปดาห์ละ 200-300 กิโลกรัม ทุกวันนี้สินค้าไร่ภูตะวันขายดีมาก จนผลิตไม่พอกับความต้องการของตลาด” คุณป้อม กล่าว

การปลูกผักสลัด
หากสมาชิกต้องการปลูกผักสลัดออกมาขายสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะต้องมีโรงเรือนปลูกอย่างน้อย 6 โรงเรือน โดยทั่วไป ผักสลัดจะใช้เวลาปลูกดูแลประมาณ 45 วัน ก่อนปลูกจะต้องเพาะเมล็ดพันธุ์สลัดในเนิร์สเซอรี่ก่อน

เมื่อต้นกล้าเติบโตตามที่ต้องการจึงค่อยย้ายมาปลูกในโรงเรือนอีก 30 วัน เมื่อต้นผักสลัดเติบโตเป็นสัปดาห์ที่ 5 จึงเริ่มตัดผลผลิตออกขายได้ ในสัปดาห์ที่ 6 จะเริ่มพักแปลง ประมาณ 7 วัน ก่อนลงทุนปลูกผักรอบใหม่ ระหว่างที่เตรียมแปลงปลูกรอบใหม่ สมาชิกจะเพาะกล้าพันธุ์ผักสลัดไปพร้อมๆ กัน

การเตรียมแปลงเพื่อปลูกผักรอบใหม่ คุณป้อม จะใส่ปุ๋ยหมักและโดโลไมท์ ซึ่งเป็นสารปรับสภาพดิน ลดความเป็นกรด แก้ดินเปรี้ยว ช่วยปรับโครงสร้างดิน ให้ธาตุอาหารหลัก อาหารรองแก่ดินและพืช

โดโลไมท์มีคุณสมบัติแก้ปัญหาการขาดธาตุอาหาร แคลเซียม แมกนีเซียมและซิลิกอนในดิน ช่วยให้พืชดูดกินปุ๋ยได้ดีขึ้น เพิ่มการสังเคราะห์แสงและการแบ่งเซลล์ของพืช ขณะเดียวกันโดโลไมท์ยังเพิ่มความสามารถการทำงานของจุลินทรีย์ ปัองกันโรคและแมลงเข้าทำลายในแปลงเพาะปลูกไปพร้อมๆ กัน

โรงเรือนปลูกผักระบบมาตรฐานของชุมชนแห่งนี้ มีขนาดความกว้าง ยาว ประมาณ 6×30 เมตร คุณป้อม จะใช้รถแทรกเตอร์ขนาดเล็กปรับพื้นที่ ในลักษณะยกร่องแปลง 4 แถว ต่อ 1 โรงเรือน ข้อดีของการปลูกผักยกแปลงคือ สามารถป้องกันน้ำขังในแปลงปลูกได้ โดยทั่วไป พื้นที่ 1 โรงเรือน จะปลูกผักสลัดได้ จำนวน 6,000 ต้น

แม้ผักสลัดจะมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่อายุการเก็บเกี่ยวผักแต่ละชนิด จะห่างกันไม่ถึง 5 วัน เฉลี่ยประมาณ 45-50 วัน ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับระยะการเพาะกล้าเป็นหลัก โดยสมาชิกจะเริ่มเพาะผักสลัด อายุเก็บเกี่ยว 50 วันก่อน จึงค่อยเพาะพันธุ์ผักที่มีอายุเก็บเกี่ยว 45 วัน ต่อไป อย่างไรก็ตาม ผักสลัดทุกชนิดที่ย้ายมาปลูกในโรงเรือนจะใช้เวลาปลูกดูแล 30 วันเท่าๆ กัน เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการผลผลิต ให้มีระยะเวลาเก็บเกี่ยวเท่ากันนั่นเอง

“ผักสลัดบัตเตอร์เฮด มีอายุเก็บเกี่ยวนาน 50 วัน จึงต้องเริ่มเพาะกล้าก่อนผักสลัดอายุสั้น 45 วัน เช่น กรีนโอ๊ค ฯลฯ โดยเกษตรกรจะใช้เวลาดูแลผักบัตเตอร์เฮดในเนิร์สเซอรี่ประมาณ 20 วันก่อน ค่อยย้ายต้นกล้ามาปลูกในโรงเรือนต่ออีก 30 วัน จึงค่อยเก็บเกี่ยวผลผลิตในสัปดาห์ที่ 5” คุณป้อม กล่าว

การดูแลจัดการแปลง
สมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่จะใช้แรงงานในครอบครัวในการปลูกดูแลผักสลัด เฉลี่ยครอบครัวละ 2 คน การให้น้ำในแปลงปลูก ไม่ใช่ขั้นตอนที่ยุ่งยากเหมือนในอดีต เพราะชุมชนแห่งนี้ได้ลงทุนติดตั้งระบบน้ำแบบสเปรย์หมอก ในแต่ละโรงเรือนอยู่แล้ว

เมื่อเปิดวาว์ลน้ำ ระบบสเปรย์น้ำจะรดน้ำแปลงผักนาน 5 นาที เสียเวลาเปิดวาว์ลน้ำครั้งเดียว สามารถรดน้ำแปลงผักได้ครบทุกโรงเรือน แรงงาน 1 คน สามารถเปิดน้ำรดแปลงผักได้ถึง 50 ไร่

คุณป้อม บอกว่า สมาชิกที่มีพื้นที่ปลูกผักสลัด จำนวน 6 โรงเรือน จะมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต เฉลี่ยสัปดาห์ละ 10,000-15,000 บาท หรือประมาณเดือนละ 40,000-60,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขรายได้ที่ค่อนข้างสูง เป็นที่พึงพอใจของสมาชิกกลุ่ม

เมื่อถามถึงปัจจัยการผลิตที่ใช้ในการลงทุนแต่ละรอบ ก็ได้รับคำตอบว่า ใช้เงินลงทุน ครั้งละ 1,000 บาท เท่านั้น เช่น ค่าปุ๋ยหมัก 10 กระสอบ มูลค่า 200 บาท ที่เหลือเป็นค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำ ค่าไฟ เมื่อคำนวณปัจจัยการผลิตกับผลตอบแทนที่ได้รับของชุมชนแห่งนี้แล้ว ถือว่าได้ผลกำไรสูงทีเดียว สร้างแรงจูงใจให้หลายคนสนใจอยากปลูกผักสลัดอินทรีย์เช่นเดียวกับพวกเขา

ข้อแนะนำ สำหรับเกษตรกรมือใหม่
คุณป้อม บอกว่า การทำเกษตรยุคใหม่ให้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ขั้นตอนการผลิต” แต่หัวใจหลักอยู่ที่ “การตลาด” ในวันนี้ หากลงทุนปลูกพืชชนิดไหน ควรใช้ “หลักการตลาดนำการผลิต” ก่อนตัดสินใจปลูกสินค้าเกษตรตัวไหน ควรขายสินค้าให้ได้ก่อน นี่คือ หลักการค้าของคนยิว

“เวลาผมไปคุยกับตลาด จะบอกลูกค้าว่า มีพื้นที่ปลูกเท่าไร มีสมาชิกกี่ราย มีการวางแผนการจัดการผลผลิตอย่างไร ให้ลูกค้าเกิดความสนใจ และตามมาดูพื้นที่จริง เมื่อลูกค้าเกิดความมั่นใจว่า เราทำได้ เริ่มการสั่งซื้อ จึงค่อยเริ่มผลิตสินค้าป้อนตลาด” คุณป้อม กล่าว

เคล็ดลับปลูกผักเมืองหนาว ให้เติบโตงอกงามในช่วงฤดูร้อน
โดยธรรมชาติแล้ว ผักสลัด เป็นตระกูลพืชเมืองหนาว มักเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูหนาว แต่การปลูกผักเมืองหนาวในช่วงฤดูร้อน กลับเป็นปัญหาสำหรับเกษตรกรมือใหม่ เพราะผักสลัดไม่ค่อยเติบโตเท่าที่ควร

“หากใครต้องการปลูกผักเมืองหนาวให้เติบโตดีในช่วงหน้าร้อนทำได้ไม่ยาก เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่ “การลดอุณหภูมิในโรงเรือน” โดยใช้ 2 วิธี คือสเปรย์น้ำช่วยระบายความร้อน และติดตั้งพัดลมบริเวณด้านหน้า-ด้านหลัง ของโรงเรือนกรีนเฮ้าส์ เพื่อเร่งระบายความร้อนออกจากโรงเรือน ก่อนที่ความร้อนจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของผัก ทำให้ผักเกิดความเครียดจนหยุดการเติบโต วิธีนี้สามารถช่วยให้ผักเมืองหนาวเติบโตไปได้ แม้ผลผลิตจะลดลงไปบ้าง ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน” คุณป้อม กล่าว

ทั้งนี้ สภาพในโรงเรือนกรีนเฮ้าส์ตามปกติ จะมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ย ประมาณ 35 องศาเซลเซียส หากลงทุนติดตั้งอุปกรณ์พัดลมบวกกับต้นทุนค่าน้ำ ค่าไฟ เพิ่มขึ้นอีก โรงเรือนละ 2,000-3,000 บาท แล้วสามารถลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนกรีนเฮ้าส์ในช่วงฤดูร้อน ให้เหลือแค่ 28-30 องศาเซลเซียส ทำให้ผักสลัดเมืองหนาวไม่มีอาการเครียด เจริญเติบโตได้งอกงาม มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เฉลี่ยโรงเรือนละ 300-350 กิโลกรัม หักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเหลือผลกำไรก้อนโต ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนแล้ว

“บ้านหนองเม็ก” ต้นแบบหมู่บ้านผักอินทรีย์
ปัจจุบัน หมู่บ้านหนองเม็ก เป็นหมู่บ้านต้นแบบผักอินทรีย์เมืองธรรมเกษตร จังหวัดอำนาจเจริญ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล คือ Organic Thailand และ IFOAM เป็นโรงเรือนผักอินทรีย์เมืองธรรมเกษตร ที่มีตลาดรองรับอย่างสม่ำเสมอ

โดยลูกค้าหลักคือ ห้าง Tops Supermarket และจำหน่ายสินค้าในตลาดท้องถิ่น เช่น ตลาดหอนาฬิกาอำนาจเจริญ หน้าศูนย์อาหารบิ๊กซี อำนาจเจริญ ทุกวันเสาร์ เวลา 10.00-18.00 น. และอุทยานบุญนิยม อุบลราชธานี เป็นต้น

หมู่บ้านหนองเม็ก ถือเป็นต้นแบบที่จะขยายผลเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่เกษตรอินทรีย์ทั้งจังหวัดอำนาจเจริญในอนาคต ที่ผ่านมามีประชาชน เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐและเอกชนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมและให้กำลังใจพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชผักอินทรีย์ในชุมชนแห่งนี้เกิดขวัญและกำลังใจที่จะเร่งพัฒนาและขยายเครือข่ายเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืนต่อไป

หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมกิจการผักอินทรีย์ของหมู่บ้านหนองเม็ก สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทร. (090) 932-7915, (095) 613-1411 (คุณป้อม)

คุณวนิดา ศรีราเพ็ญ หรือ พี่กานต์ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์นครศรีธรรมราช ที่อยู่ 39 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช อดีตพยาบาลสาวผันตัวเป็นเกษตรกรทำเกษตรผสมผสานปลูกผัก เลี้ยงไก่ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวไม่มีขัดสน

พี่กานต์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรว่า เมื่อก่อนตนเองประกอบอาชีพเป็นพยาบาล แต่เนื่องด้วยลักษณะงานที่ทำต้องมีการทำงานเป็นกะทำให้ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก จึงได้ลาออกจากงานประจำหันมาทำธุรกิจส่วนตัว เพื่อที่จะได้มีเวลาดูแลลูกทั้ง 2 คน ด้วยการเริ่มต้นเป็นเกษตรกรปลูกพืชผสมผสานสร้างรายได้ แต่เมื่อถึงช่วงระยะเวลาหนึ่งก็เริ่มมีแนวคิดที่อยากจะผลิตปุ๋ยไว้ใช้เอง เนื่องจากที่ผ่านมาที่ฟาร์มมักจะประสบปัญหาในการซื้อปุ๋ยขี้ไก่ที่จะมีการผสมโซดาไฟลงมาด้วย ทำให้พืชผักที่ปลูกไม่โต มีอาการใบเหลือง ผลผลิตไม่มีคุณภาพ จนเกิดเป็นแนวคิดที่จะเลี้ยงไก่ไข่เพื่อผลิตปุ๋ยไว้ใช้เอง และนอกจากนี้ ยังมีการคิดไปถึงอนาคตไว้ว่า นอกจากจะได้ปุ๋ยจากการเลี้ยงไก่แล้ว ในแต่ละวันยังสามารถเก็บไข่ขายได้ และยังสามารถเก็บขี้ไก่ส่วนหนึ่งมาทำเป็นปุ๋ยหมักขี้ไก่ขายได้อีกทางหนึ่ง เรียกได้ว่า “ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 3 ตัว”

เลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี 150 ตัว
สร้างรายได้ไม่รู้จบ
เจ้าของบอกว่า จากที่คิดจะเลี้ยงไก่เพราะอยากได้ขี้มาทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เองภายในฟาร์ม ก็กลับกลายมาเป็นอาชีพสร้างรายได้ดีอีกทางหนึ่ง จากจุดเริ่มต้นเลี้ยงเพียง 100 ตัว หลังจากนั้น ได้มีการขยับขยายเลี้ยงเพิ่มขึ้นมาเป็น 150 ตัว เพราะลูกค้าติดใจจนไก่ผลิตไข่ไม่ทันขาย แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ฟาร์มมีไม่มาก แต่การเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีให้ดีจำเป็นต้องมีพื้นที่ไว้ให้สำหรับแม่ไก่ได้เดินเล่นหาอาหาร มีรางน้ำ มีรางอาหารไว้ให้กิน แต่ในที่นี้คือต้องมีรั้วหรือคอกล้อมไว้ด้วย เพื่อให้สะดวกในการควบคุมโรคและเพื่อป้องกันสัตว์มารังแกไก่ของเรา

โดยจุดเด่นของไข่ไก่อารมณ์ดีของที่ฟาร์ม คือจะมีลักษณะไข่แดงสีสด นูนออกมา ไข่ขาวข้นเป็นก้อนเห็นได้ชัด และอีกเสียงจากลูกค้าที่กินไข่ลวกจะบอกมาว่าไข่ของเราไม่มีกลิ่นคาว ซึ่งสาเหตุก็เกิดจากวิธีการเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติ ปล่อยให้ได้หากินเอง ไม่ได้เลี้ยงด้วยหัวอาหารเพียงอย่างเดียว ทำให้ระบบขับถ่ายของไก่ดี และในคอกดูแลให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่มีกลิ่นเหม็น และประโยชน์ที่ตามมาอีกข้อคือยังช่วยทำให้เกิดปัญหาไก่ป่วยน้อยลง ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ จะมีเพียงการให้น้ำสมุนไพรเพิ่มเติมไปเท่านั้น

เทคนิคการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี
เริ่มจากการหาแม่พันธุ์ที่ดี ที่ฟาร์มจะเลือกซื้อแม่พันธุ์จากแหล่งที่เชื่อได้ มีใบรับรองมาตรฐาน และต้องมีการสอบถามก่อนว่าไก่ที่เราจะซื้อไปเลี้ยงมีการหยอดวัคซีนมาครบหรือยัง เพื่อให้มั่นใจว่าแม่พันธุ์ที่รับไปเลี้ยงจะไม่เกิดปัญหาเรื่องโรคติดมาด้วย โดยที่ฟาร์มจะเลือกซื้อเป็นไก่ไข่สาวพร้อมไข่ อายุประมาณ 16-17 สัปดาห์ แล้วนำมาเลี้ยงต่ออีก 1 สัปดาห์ ไก่ก็พร้อมให้ไข่ ซึ่งหลายคนอาจมองว่าวิธีนี้อาจเป็นการเพิ่มต้นทุนต้องควักเงินซื้อแม่พันธุ์ตัวละ 185-195 บาท แต่ให้ลองคิดอีกแง่มุมหนึ่งว่าการซื้อไก่สาวมาเลี้ยงจะช่วยเพิ่มอัตราการรอด ลดการสูญเสีย และเป็นการประหยัดต้นทุนค่าอาหารไปในตัว

พื้นที่เหมาะสมไม่แออัดจนเกินไป สำหรับการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีจำเป็นต้องมีพื้นที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่แออัดจนเกินไป เพื่อปล่อยให้ไก่เดินเล่นหาอาหารเองได้ โดยที่ฟาร์มจะมีพื้นที่ส่วนที่เป็นโรงเรือนไว้สำหรับให้ไก่ได้นอนพัก หลบฝน หลบแดด โดยลักษณะของโรงเรือนจะทำแบบง่ายๆ ใช้เสาปูนสำเร็จรูป มุงหลังคาด้วยกระเบื้องเก่าเพื่อประหยัดต้นทุน แล้วล้อมคอกด้วยกรงลวดตาข่าย ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และเพื่อช่วยป้องกันสัตว์ชนิดอื่นๆ ไม่ให้เข้ามาทำร้ายไก่ที่เราเลี้ยงได้ โดยอัตราการปล่อยจะคำนวณพื้นที่ขนาด 1 ตารางเมตรต่อไก่ไข่ 5 ตัว ส่วนพื้นที่นอกโรงเรือนไว้สำหรับให้ไก่ได้คุ้ยเขี่ยจะมีขนาดกว้างขึ้นเป็น 2 เท่าของพื้นที่ในโรงเรือน และที่สำคัญในช่วงเช้าจรดเย็นที่ฟาร์มจะมีการเปิดเพลงให้ไก่ฟัง เพื่อลดความเครียดจากเสียงรบกวนรอบข้าง รวมถึงเสียงฟ้าร้อง เพราะเสียงเหล่านี้ทำให้ไก่ตกใจ ที่เป็นปัจจัยส่งผลทำให้ไก่ไม่ออกไข่

สูตรอาหารลดต้นทุน โดยปกติแล้วที่ฟาร์มอื่นๆ อาจจะมีการให้อาหารวันละ 2 เวลา แต่ที่ฟาร์มเนื่องด้วยเป็นอาหารที่มีต้นทุนต่ำ หาวัตถุดิบได้จากแหล่งธรรมชาติ จึงมีการเพิ่มมื้ออาหารเป็นวันละ 3 มื้อ เช้า-กลางวัน-เย็น ด้วยแนวความคิดที่ว่าหากให้ไก่ได้กินอิ่มเขาก็จะให้ไข่เราดี แต่จะมาลดต้นทุนค่าอาหารตรงที่ใช้หยวกกล้วยหมัก หญ้าหวานอิสราเอล หนอนแมลงวันลาย รวมถึงเศษผักที่เหลือจากการตัดแต่ง ริดใบ

โดยส่วนผสมสูตรอาหารในแต่ละมื้อมีดังนี้ มื้อเช้า-มื้อเย็น มีอัตราส่วนผสมคือ หยวกกล้วยหมัก 4 ลิตร รำ 1 ลิตร ข้าวเปลือก 1 ลิตร หัวอาหารไก่ 1 ลิตร และหัวอาหารเป็ด 1 ลิตร และ มื้อเที่ยง จะเป็นการให้อาหารเสริมตามความสะดวก ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในฟาร์ม เช่น หญ้าหวานอิสราเอลสับ แหนแดง หนอนแมลงวันลาย จากที่ฟาร์มได้ทำโครงการกำจัดขยะในครัวเรือนและในชุมชน ด้วยการนำเศษอาหารจากทั้งคนในชุมชนและแม่ค้าในตลาด นำมาหมักเป็นปุ๋ย ซึ่งในการทำปุ๋ยหมักจะพบหนอนแมลงวันลายที่มีประโยชน์สามารถนำไปเป็นอาหารให้ไก่ได้

ใน 1 สัปดาห์ ให้อาหารไก่วันละ 3 มื้อ คิดเป็นต้นทุนค่าอาหารโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาทต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับการเลี้ยงแบบใช้หัวอาหาร 100 เปอร์เซ็นต์แล้วถือว่าคุ้มค่า ยังมองเห็นกำไรครึ่งต่อครึ่ง เพราะจากการที่ได้สอบถามจากเพื่อนที่เลี้ยงไก่ด้วยกัน ทุกคนจะยอมแพ้กับการเลี้ยงไก่แบบใช้หัวอาหาร 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากต้นทุนค่าอาหารกับราคาไข่ที่ขายได้ไม่สมดุลกัน

เลี้ยงไก่ไข่สร้างประโยชน์ 3 ต่อ
ตามที่กล่าวไปข้างต้นในเรื่องของประโยชน์จากการเลี้ยงไก่ พี่กานต์ บอกว่า นอกจากการได้สนองความต้องการที่อยากจะได้ขี้ไก่มาทำเป็นปุ๋ยแล้วนั้น ในส่วนถัดมาคือการเก็บไข่ขายได้ทุกวัน วันละประมาณ 120-130 ฟอง ช่วยสร้างรายได้ทุกวัน วันละ 500 บาท และอีกส่วนยังได้ขี้ไก่มาทำเป็นปุ๋ยไว้ขายได้ โดยที่ฟาร์มจะนำขี้ไก่มาหมักทำเป็นปุ๋ยหมักขี้ไก่พร้อมปลูกได้เลย เพราะที่อื่นจะโกยขี้ไก่ใส่กระสอบแล้วขาย แต่ของที่ฟาร์มจะทำการหมักขี้ไก่ไว้ก่อน ประมาณ 15-30 วัน แล้วค่อยนำมาขาย ผู้ซื้อสามารถนำไปปลูกต้นไม้ได้เลยโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าต้นไม้จะตาย เป็นการสร้างมูลค่าจากขี้ไก่ปกติที่ยังไม่ผ่านการหมักขายได้กระสอบละ 20-30 บาท แต่เมื่อผ่านกระบวนการหมักแล้วสามารถตักแบ่งขายเป็นกิโลได้ในราคา 2 กิโลกรัม ราคา 20 บาท เท่ากับว่าขี้ไก่ 1 กระสอบ ที่ฟาร์มสามารถขายได้กระสอบละ 150-200 บาท 1 ตัวให้ไข่ได้นานประมาณปีครึ่ง เมื่อเราปลดระวางแล้วสามารถขายเป็นไก่เนื้อได้อีก

หาตลาดยังไง…การตลาดเริ่มต้นจากคุณภาพแล้วเกิดเป็นการบอกปากต่อปาก จนกลายเป็นลูกค้าประจำต้องสั่งจองผลผลิตล่วงหน้า รวมถึงการตลาดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

อาชีพเกษตรกรดีอย่างไร
“อันดับแรกคือดีกับตัวเองก่อน เพราะเราจะได้กินของดีๆ สร้างสุขภาพที่ดี ในอันดับถัดมาคือการสร้างรายได้ เมื่อเราผลิตของดี ขายของที่มีคุณภาพก็มีแต่คนอยากจะซื้อของเรา เกิดเป็นการสร้างอาชีพและขยายฐานลูกค้าไปในตัว ยกตัวอย่างที่ฟาร์มคุณแม่ของพี่เปิดโฮมสเตย์ พี่ก็ต่อยอดด้วยการปลูกผักอินทรีย์ เลี้ยงไก่ ไว้สำหรับเป็นวัตถุดิบให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพัก รวมถึงทำเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กๆ หรือเกษตรกรมือใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้วิถีเกษตร”

ในวันที่ 24 สิงหาคม 2564 ประเทศไทยเริ่มมีผลบังคับใช้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด ประเภทที่ 5 เสียงตอบรับด้วยความตื่นเต้นยินดีจากฝ่ายต่างๆ ก็ดังขึ้นทันที เพราะนั่นหมายความว่าจากนี้ไปการปลูกพืชกระท่อม การนำเข้า การส่งออกเชิงพาณิชย์ การขาย ในระบบอุตสาหกรรม รวมถึงการนำมาบริโภคได้อย่างเสรี ไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป

ตามนโยบายรัฐบาล ต้องการผลักดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ สามารถส่งขายเชิงพาณิชย์ หรืออุตสาหกรรมได้ เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย แต่ยังคงมีข้อห้ามในการนำพืชกระท่อมไปผสมกับสารเสพติดชนิดต่างๆ เช่น 4×100 ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ส่วนทิศทางการสร้างรายได้หลังที่มีการ “ปลดล็อกพืชกระท่อม” ควรจะเป็นไปในรูปแบบไหน สำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลูกควรเตรียมตัวอย่างไร สามารถหาคำตอบได้จาก บทสัมภาษณ์พิเศษ คุณนิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ในฉบับนี้

ความเป็นมาของพืชกระท่อม กับพี่น้องชาวใต้
สืบเนื่องจาก วันที่ 24 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มมีผลบังคับใช้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด ประเภทที่ 5 ถือเป็นสัญญาณที่ดีให้กับพี่น้องเกษตรกรไทย ให้มีอิสระเสรีในการปลูก บริโภค โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย

“ในทันทีที่มีการปลดล็อกก็หมายถึงการสร้างโอกาส เพิ่มช่องทางในการทำมาหากินให้กับชาวบ้านได้อีกช่องทางหนึ่ง โดยเฉพาะกับพี่น้องชาวใต้ที่มีความคุ้นเคยกับพืชกระท่อมกันมาช้านาน จนแทบจะเป็นชีวิตประจำวันที่เมื่อถึงเวลารุ่งเช้าก่อนออกจากบ้านไปทำกิจการงานเกษตร ก็เป็นอันต้องแวะเก็บใบกระท่อมติดไม้ติดมือไปด้วยเสมือนเป็นของคู่กาย เมื่อถึงยามสายหยิบใบกระท่อมออกมาเคี้ยวกินเป็นยาขยัน หรือในบางครัวเรือนกินเพื่อเป็นสมุนไพรเพื่อรักษาโรค จนไปถึงขั้นปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับผู้ปลูกจนสามารถสร้างรายได้ส่งเสียลูกเรียนให้จบสูงได้ แต่ในเวลาต่อมาได้มีการบังคับใช้กฎหมายกับพืชกระท่อม วิถีชีวิตของพี่น้องชาวใต้ก็เปลี่ยนไป เนื่องจากเริ่มมีคนนำเอาใบกระท่อมไปใช้ในทางที่ผิดมากขึ้น เช่น การนำไปดัดแปลงผสมกับสารเสพติดที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น จึงส่งผลให้ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นตามลำดับ ไปสู่การจับกุม และมีการโค่นทำลายแหล่งปลูกพืชกระท่อมกันยกใหญ่” คุณนิพนธ์ กล่าว

พื้นที่ปลูกยังมีไม่มาก อยู่ในขั้นตอนของการขยายพันธุ์
มีกระแสตอบรับที่ดีจากทุกหย่อมหญ้า
สำหรับพื้นที่การปลูกพืชกระท่อม ในจังหวัดนครศรีธรรมราช

คุณนิพนธ์ ให้ข้อมูลว่า พื้นที่การปลูกกระท่อมในจังหวัดนครศรีธรรมราชยังมีไม่มาก เนื่องจากตามที่ได้กล่าวข้างต้นว่า ก่อนหน้านี้มีการบุกทำลายแหล่งผลิตไปจนเกือบหมด ทุกคนยังอยู่ในสภาวะสงบนิ่ง คือไม่กล้าที่จะปลูก ซึ่งภายหลังจากที่กระทรวงยุติธรรมปลดล็อกให้พืชกระท่อมไม่เป็นยาเสพติดให้โทษอีกต่อไป ก็เหมือนเป็นการได้เปิดประตูเขื่อน น้ำทะลักเข้ามา เหมือนกับเป็นการจุดประกายความคิด ความฝัน ของเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจก็ได้หลั่งไหลพรั่งพรูออกมา ให้เห็นถึงทิศทางการสร้างรายได้ ในเรื่องของการต่อยอดหวังให้พืชกระท่อมกลับมาเป็นพืชเศรษฐกิจอีกครั้ง ด้วยการคิดนำเอาต้นกระทุ่มมาเป็นต้นตอเสียบยอดขยายพันธุ์ด้วยกระท่อมพันธุ์ดี การเพาะกล้า รวมถึงการจ้างแรงงาน สร้างรายได้ให้เกิดในชุมชน

โดยเฉพาะในชุมชนที่มีผู้นำที่มีหัวก้าวหน้า หรือมีความสามารถในเชิงธุรกิจ ได้มีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา เพื่อที่จะขยายพันธุ์ไว้รองรับการตลาดให้กับเกษตรกร หรือคนทั่วไปที่มีความสนใจที่จะปลูกกระท่อม จึงสรุปได้ว่า ณ ขณะนี้พื้นที่ปลูกยังมีไม่มาก ยังอยู่ในขั้นตอนของการเริ่มต้น ในขณะที่ผู้คนทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็นคนที่อาศัยอยู่ในเมืองก็ยังสนใจที่จะปลูกต้นกระท่อมไว้ติดบ้านเป็นยาสัก 1-2 ต้น หรือเกษตรกรชาวสวนมีความต้องการที่จะปลูกกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจในครัวเรือน เก็บใบขาย หรือบางคนมีความคิดถึงขั้นว่าจะทำในรูปแบบของกลุ่มเครือข่ายสร้างอาชีพรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการขยายพันธุ์ การเก็บใบขาย การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังในอนาคต

การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ในชุมชน
ในส่วนของแนวทางการตลาดของพืชกระท่อม คุณนิพนธ์ ขอตอบในมุมมองของเกษตรจังหวัดว่า ตั้งแต่พืชกระท่อมได้มีการปลดล็อก ถือเป็นการส่งสัญญาณในเชิงเศรษฐกิจที่ดี เริ่มต้นจากในแง่ของการสร้างรายได้ในชุมชน อย่างเช่น การบริโภคกระท่อมแล้วทำให้ขยัน สู้แดด สามารถทำงานได้ดี ไม่มีเสียการเสียงาน อันนี้ถือเป็นการสร้างประโยชน์ในรายบุคคล คือบริโภคแล้วไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และไม่เกิดเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งกันเกิดขึ้น ซึ่งในจุดนี้จึงมองว่าเป็นข้อดี เพราะถ้าคนขยันย่อมเป็นผลดีในเชิงเศรษฐกิจอยู่แล้ว

แต่ถ้าหากจะมองให้เห็นอย่างชัดเจนคือ จากคนที่เคยว่างงาน สมัครเว็บแทงบอล ก็กลับมามีรายได้ จากต้นกระทุ่ม ที่เคยเป็นวัชพืชโค่นทิ้งก็ไม่ตาย ตอนนี้กลายเป็นพืชที่หายากมาก ถึงขั้นต้องมีการสั่งจองกันล่วงหน้า และมีราคาแพง อันนี้ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด ในแง่ของการจ้างแรงงาน การกระจายรายได้ โดยทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างต้องทำตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด และต้องไม่มีการนำกระท่อมมาใช้ผิดประเภทที่ทำให้เสื่อมเสียต่อร่างกาย และสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจภายในชุมชนขยายไปได้โดยเร็วคือการพัฒนาในเรื่องของการแปรรูป

เพื่อให้เข้าสู่มาตรฐานอันนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ อาจจะมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา หรือทำแปลงใหญ่ ทำร่วมกันไปตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การค้นคว้าหาสายพันธุ์ที่มีสารสำคัญที่จะสามารถนำไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่มประเภทชา หรือเครื่องดื่มชูกำลัง หรือในทางการนำไปทำเป็นยาสมุนไพร แบบไหนดีอย่างไร คงต้องมีการวิจัยควบคู่กันไป และในอนาคตอีกสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการทำมาตรฐาน GAP เพราะอย่าลืมว่าใบกระท่อมเป็นพืชอาหาร ถ้าหากไม่มีการควบคุมในการใช้สารเคมี อาจส่งผลเสียเกิดขึ้นตามมามากมาย

เพราะฉะนั้นผู้ปลูกทุกท่านควรมีการผลิตตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ปลอดภัย ใครจะนำไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม หรือเป็นอีกหลากหลายผลิตภัณฑ์ในอนาคตก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน แต่อย่างน้อยผลิตภันฑ์ที่ทำอยู่ ต้องสะอาด และมีมาตรฐานสากลรองรับ ถือเป็นเรื่องที่จำเป็น

ปลดล็อกแล้ว ใครปลูกได้บ้าง?
เลือกต้นพันธุ์แบบไหน? ไม่ให้ถูกหลอก
เบื้องต้นตามกฎหมายการปลดล็อก คือตอนนี้ใครก็สามารถปลูกกระท่อมได้ โดยไม่ต้องขอใบอนุญาติใดๆ แต่สิ่งที่ห้ามทำและยังผิดกฎหมายอยู่คือ ห้ามนำไปทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย คือ 1. การนำไปผสมในสารเสพติด เช่น 4×100 2. ห้ามขายให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี 3. ห้ามขายให้สตรีมีครรภ์ 4. ห้ามขายในสถานศึกษา-วัด และ 5. กรณีส่งออก นำเข้า หรือทำผลิตภัณฑ์ ต้องขออนุญาต