“ผักหนอก” หรือชื่อที่คุ้นคือ “บัวบก” เป็นพืชสมุนไพร

อีกชนิดที่ชาวบ้านในหมู่บ้านตำบลบุ่งหวายนิยมปลูกกัน คุณแพ บอกว่า ภายหลังที่มีรายได้ดีจากการปลูกผักขะแยงขาย จึงตัดสินใจปลูกบัวบกเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างรายได้เสริมเข้ามาอีกในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่

คุณแพปลูกบัวบกโดยใช้เมล็ด โดยครั้งแรกจะซื้อเมล็ดพันธุ์มาก่อน พอปลูกไปแล้วในรุ่นต่อไปจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เอง ซึ่งการปลูกบัวบกจะหว่านเมล็ดพันธุ์ในแปลงเพาะต้นกล้า จากนั้นแยกต้นกล้าที่สมบูรณ์มาปลูกในแปลงที่มีการเตรียมพื้นที่ไถพรวนพร้อมกับยกร่องไว้แล้ว โรคที่พบกับบัวบกคือ คอแดง จะป้องกันด้วยการฉีดยาสัปดาห์ละครั้ง

ต้นบัวบกที่แข็งแรงจะรดน้ำวันละครั้ง พร้อมกับใส่ฝุ่นขี้ไก่ใส่ในแปลงแล้วรดน้ำตามอีกครั้ง โดยใช้เวลาประมาณ 45-50 วัน จึงเก็บผลผลิตด้วยการใช้เสียมแซะต้นดึงออกมาแล้วจึงเก็บจะใส่ถุงละ 5 กิโลกรัม ขายถุงละ 50 บาท โดยจะมีแม่ค้าสั่งวันละ 20 ถุง ทำให้มีรายได้ถึงครั้งละ 1,000 บาท

คุณแพ บอกว่า ผักแต่ละชนิดจะไม่เก็บขายพร้อมกัน เพราะมีความยุ่งยากต่างกัน ดังนั้น จึงแบ่งเก็บทีละชนิด แต่สามารถเก็บขายได้ทุกวัน จึงมีรายได้ทุกวันเช่นกัน นอกจากนั้น ยังระบุว่าการปลูกผักทั้งสองชนิดจะไม่มีการใช้เคมี แต่จะใช้เพียงฮอร์โมนเท่านั้น โดยจะใส่จำนวน 2 ช้อน ต่อน้ำ 20 ลิตร

“ผักขะแยงทำเงินได้ดีกว่าบัวบก เพราะปลูกแล้วเก็บขายแล้วปลูกใหม่ได้ทันทีประมาณ 2 สัปดาห์ เป็นพืชที่สร้างรายได้ในเวลาที่น้อยมาก ขณะที่บัวบกปลูกยุ่งยากกว่าเล็กน้อย แล้วกว่าจะเก็บขายใช้เวลานานกว่าผักขะแยง” คุณแพ กล่าว

ขณะที่ คุณวิสัย สีลาภา อยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 14 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เลือกปลูกบัวบกอย่างเดียวในพื้นที่เกือบไร่และปลูกบัวบกมาได้สัก 3 ปี

เขาให้รายละเอียดการปลูกบัวบกว่า จะต้องไปหาเมล็ดพันธุ์มาปลูก โดยอาจไปซื้อในบางคราว หรือเพาะเมล็ดพันธุ์เองร่วมด้วย จากนั้นให้นำเมล็ดพันธุ์มาเพาะต้นกล้า แล้วค่อยย้ายมาปลูกในแปลง

การปลูกบัวบกจะเริ่มจากการปรับพื้นที่ด้วยการไถพรวนก่อน ปั่นให้ดินมีความร่วนซุยมาก แล้วให้ยกเป็นแปลง จากนั้นนำต้นกล้าลงปลูกโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยใดๆ ควรรดน้ำน้ำวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลาสัก 7 วัน สังเกตดูถ้ารากเริ่มยึดดินดีแล้วจึงใส่ฝุ่นขี้ไก่ ใส่ปุ๋ย แล้วรดน้ำ

สำหรับการบำรุงต้นบัวบก คุณวิสัยใช้ฝุ่นขี้ไก่มีคุณสมบัติช่วยทำให้ต้นและใบมีความสมบูรณ์และสด ฝุ่นขี้ไก่ซื้อมาจากฟาร์มเลี้ยงไก่ในราคากระสอบละ 50 บาท (ขนาด 20 กิโลกรัม) โดยจะใช้จำนวน 15-20 กระสอบ จะใส่จำนวน 2 ครั้ง คือในช่วงต้นกล้าเล็ก และช่วงที่ใบขยายชนกัน

ทั้งนี้ การรดน้ำสำหรับต้นที่แข็งแรงให้รดเพียงวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) หลังจากปลูกต้นกล้าแล้ว ประมาณ 45-50 วัน สามารถเก็บขายได้ ซึ่งวิธีเก็บบัวบกด้วยการใช้เสียมแซะลงไปในดินให้หลุดออกทั้งราก แล้วเคาะดินที่ติดรากออก จะทยอยเก็บทั้งแปลง ใส่ถุงขนาด 5 กิโลกรัม ซึ่งแปลงที่ปลูกจะเก็บผลผลิตได้ทั้งหมดประมาณ 30-40 ถุง ทั้งนี้ จะมีแม่ค้ามารับซื้อที่สวนหรือจุดรับซื้อในหมู่บ้าน

ส่วนราคาขายบัวบกไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับฤดูกาล อย่างถ้าหน้าฝนมีราคาสูงเพราะชาวบ้านมักทำนากันเลยไม่ปลูกผัก จึงทำให้ผักมีน้อยราคาสูงกิโลกรัมละ 70-80 บาท ส่วนหน้าร้อนราคาลดลงเพราะทำนาไม่ได้ชาวบ้านจึงแห่ปลูกผักกันจนทำให้ผักล้นตลาดราคาถูก ลดลงเหลือกิโลกรัมละประมาณ 40 บาท คุณวิสัย เผยว่า บัวบกเป็นทั้งพืชรายได้หลักและรายได้เสริม เพราะในช่วงที่ราคาสูงจะมีรายได้ 4,000-6,000 บาท ต่อรอบปลูก แต่ถ้าช่วงราคาลดเมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีรายได้ 2,000-3,000 บาท ต่อรอบปลูก

คุณวิสัย เล่าว่า ชาวบ้านปลูกบัวบกกันมานานแล้ว เนื้อที่ปลูกแต่ละรายไม่เท่ากันอยู่ที่ใครมีมาก-น้อย นอกจากปลูกบัวบกแล้ว คุณวิสัยยังทำนาบัว เป็นบัวกินฝัก ในพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ แล้วยังเป็นพืชที่ทำรายได้ให้ตลอดเวลาด้วย

ในปัจจุบันการปลูกผักขะแยงกับบัวบกของชาวบ้านในตำบลบุ่งหวายได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากทางสำนักงานเกษตรอำเภอวารินชำราบ พร้อมกับอีกหลายหน่วยงาน ในการส่งเสริมให้ความรู้ พัฒนาปรับปรุงคุณภาพการปลูก รวมถึงการมองหาตลาดรองรับ ทั้งนี้ เพื่อต้องการวางเป้าหมายให้ชาวบ้านสนใจการปลูกพืชสมุนไพรเป็นพืชสร้างรายได้หลัก ทดแทนการปลูกข้าวในหน้าแล้ง

มีผู้อ่านถามมาในคอลัมน์ “หมอเกษตรทองกวาว” ว่า ที่บ้านนั้นมีมะม่วงอายุ 10 ปี อยู่ 15 ต้น เป็นมะม่วงแก้วมัน หนองแซง แห้วมัน แก้วดำ และพิมเสนมัน พยายามบังคับให้ออกผลนอกฤดู ทั้งๆ ที่ปฏิบัติตามคำแนะนำผู้รู้มากมายแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

โดยวิธีที่เคยทำคือ หลังเก็บเกี่ยวผลแล้ว บำรุงต้นด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 พร้อมกับเสริมด้วยปุ๋ยน้ำหมักทางดิน กะว่าให้ต้นมะม่วงสะสมอาหารพอสมควร จึงตัดกิ่งจนโกร๋นแล้วบำรุงต่อจนแตกใบอ่อน เป็นเพสลาด 2 รุ่น จากนั้นจึงราดสาร “พาโคลบิวทราโซล” รอจน 2 เดือน จึงฉีดด้วย “ไธโอยูเรีย” แต่มะม่วงยังแตกใบอ่อนอีก ระยะนี้ฝนตกหนัก รออีก 3 เดือน ก็ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น

จากนั้นก็ฉีด “ไธโอยูเรีย” ซ้ำอีก คราวนี้ยังแตกใบอ่อนอีกแต่ไม่มากเหมือนครั้งก่อน ก็เลยใช้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ฉีดอีก 2 ครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพราะอะไรถึงทำตามตอนข้างต้นแล้วจึงไม่ได้ผล? กรณีนี้ อ.ประเวศ แสงเพชร อดีตข้าราชการกรมวิชาการ แห่งคอลัมน์ “หมอเกษตรทองกวาว” นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากหลายสาเหตุคือ การตัดแต่งกิ่งจนโกร๋น จะทำให้ใบเหลือน้อย มีเวลาสะสมอาหารที่เกิดจากขบวนการสังเคราะห์แสงเกิดขึ้นในระยะสั้น แม้จะบำรุงอย่างไรก็ตามต้นมะม่วงก็ยังไม่พร้อมให้ผลผลิต แม้ถูกบังคับด้วยสารเคมีก็ตาม ดังนั้น ควรแก้ไขการตัดแต่งกิ่งหลังเก็บผลผลิตด้วยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งกระโดงที่เกิดภายในทรงพุ่ม กิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรค หรือกิ่งที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้น เพื่อให้แสงแดดส่องเข้าสู่ภายในทรงพุ่มได้ อีกทั้งป้องกันไม่ให้กิ่งที่ไม่สร้างผลผลิต นำอาหารไปใช้โดยเปล่าประโยชน์

อีกประเด็นน้ำ กรณีที่ระดับน้ำใต้ดินตื้นเกินไปก็ทำให้เกิดปัญหาได้ คือระยะที่เตรียมติดดอกออกผล หากได้รับน้ำมากเกินไปจะทำให้ตาดอกเปลี่ยนเป็นตาใบทันที จึงต้องพูนโคน หรือก่อนปลูกต้องพูนดินให้สูงขึ้น และควรเซาะร่องระบายน้ำรอบทรงพุ่มป้องกันน้ำท่วมขังขณะรดน้ำหรือหลังจากฝนตกหนัก

นอกจากนี้ “พันธุ์” ของมะม่วงนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง พันธุ์มะม่วงที่ตอบสนองต่อการใช้สารบังคับได้ดี เช่น พันธุ์น้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น หนองแซง แห้ว และ เจ้าคุณทิพย์ ส่วนเขียวเสวย แรด และหนังกลางวัน ตอบสนองต่อการใช้สารบังคับค่อนข้างต่ำ

เนื่องจากทุกวันนี้ปูนาหาจับได้ค่อนข้างยากเนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้เกษตรกรใน อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้ทำการเพาะเลี้ยงปูนาโดยใช้ข้อมูลที่พอจะหาได้ในโซเชียล ลองผิดลองถูกจนในปัจจุบันสามารถเพาะเลี้ยงปูนาส่งขาย ทำรายได้แต่ละเดือนไม่ใช่น้อย

นางชญาพร ทัคคิโน เกษตรกรหญิงจากฟาร์มปูนาสองพี่น้อง หมู่ที่ 11 ต.รกฟ้า อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้ใช้เวลาว่างศึกษาในอาชีพการเลี้ยงปูนาเนื่องจากเล็งเห็นว่าปูนาเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก และมีผู้เลี้ยงน้อยราย

เมื่อศึกษาก็พบว่าปูนาสายพันธุ์กำแพงเป็นปูนาที่น่าสนใจเพาะเลี้ยง เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว และมีขนาดลำตัวที่ค่อนข้างใหญ่ เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 13 ตัว ต่อ 1 กิโลกรัม ขายหน้าฟาร์ม กิโลกรัมละ 90 บาท ทำรายได้วันละ 800-1,000 บาทเลยทีเดียว

โดยปูนาสายพันธุ์กำแพงนั้นจะนิยมนำไปทำอาหารประเภทลาบปู น้ำพริกปู หรือปูนึ่ง หรือจะนำไปดองเพื่อใส่ส้มตำจะทำให้ได้รสชาติดีเนื่องจากขนาดลำตัวใหญ่กว่าปูนาทั่วไป ส่วนการเพาะเลี้ยงนั้น จะเลี้ยงในบ่อปูนซีเมนต์ มีการใส่ดินเพื่อป้องกันการหลุดของขาปู รวมทั้งควรมีที่หลบภัยเนื่องจากช่วงที่ปูลอกคราบปูมักจะกินกันเอง และต้องมีคอกป้องกันปูไต่หนี ส่วนอาหารจะให้เป็นอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงกบและผักตามธรรมชาติ โดยจะให้แค่ปูพอกินหมดเช้า เย็น

โดยปูตัวเมียจะเริ่มออกลูก ให้สังเกตที่ตะปิ้งใต้ท้องจะมีลูกปูจำนวนมาก ให้จับแยกไว้อีกบ่อ จากนั้นอีก 2 สัปดาห์ แม่ปูจะสลัดลูกทิ้ง ให้แยกแม่ออกไปขุนต่อเลี้ยงไปอีก 1 เดือน สามารถนำมาทำแม่พันธุ์ได้อีกครั้ง ส่วนลูกปูเลี้ยงต่อไปอีก 1 เดือนครึ่ง จับแยกบ่อขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร บ่อละ 5 กิโลกรัม เลี้ยงต่อไปอีก 3 เดือน สามารถจับขายได้ ซึ่งเกษตรกรท่านใดสนใจในอาชีพการเพาะเลี้ยงปูนาสายพันธุ์กำแพง หรือสนใจที่จะซื้อปูนาตัวใหญ่ไปประกอบอาหาร สามารถติดต่อสอบได้ที่ฟาร์มปูนาสองพี่น้อง หมู่ที่ 11 ต.รกฟ้า อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา หรือสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 092-456-6242

อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมมากกว่าหมื่นไร่ ที่นี่ได้เปรียบในเรื่องทำเลการปลูกมะพร้าวมากกว่าแหล่งอื่น เป็นที่ดินลุ่มแม่น้ำที่น้ำทะเลท่วมถึง เป็นแหล่งดินดี มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะธาตุโพแทสเซียมในปริมาณสูง เหมาะสำหรับปลูกมะพร้าวมาก แถมมีแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงสวนมะพร้าวอยู่ตลอดเวลา ทำให้มะพร้าวน้ำหอมอำเภอบ้านแพ้ว มีคุณลักษณะพิเศษคือ เนื้อมะพร้าวมีรสชาติหวานกลมกล่อมและมีกลิ่นหอมชื่นใจ ช่วยดับกระหาย คลายร้อนได้ดี กลายเป็นสินค้าขายดี ที่ผู้บริโภคนิยมรับประทานผลอ่อนและผลิตเป็นเครื่องดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อสุขภาพ และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวที่มีรสชาติอร่อยอีกมากมาย ถูกใจผู้ซื้อที่เป็นกลุ่มคนไทยและต่างชาติ

เกษตรกรชาวบ้านแพ้ว นิยมปลูก “มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ก้นจีบ” เชิงการค้ามากที่สุด เพราะมีขนาดผลโต ตรงตามความต้องการของตลาด มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ก้นจีบ มีลักษณะกึ่งกลางระหว่างมะพร้าวน้ำหอมผลยาวและชนิดผลกลม หลักการพิสูจน์เบื้องต้นว่า มะพร้าวนั้นจะเป็นมะพร้าวน้ำหอมหรือไม่ ทำได้คือ ใช้ปลายเล็บจิกปลายรากอ่อนแล้วดมและชิม ถ้ามีกลิ่นใบเตยอ่อนๆ และมีรสหวาน แสดงว่าหน่อพันธุ์ต้นนั้นมีโอกาสเป็นมะพร้าวน้ำหอมและหวานเกือบ 100% หากยังไม่มีราก ทดสอบโดยใช้ไม้จิ้มฟันแทงโคนต้นและนำมาดมกลิ่น แต่วิธีนี้ ยืนยันผลได้ไม่ 100% เมื่อเทียบกับการดมกลิ่นที่ปลายราก

“ลุงแกละ ทรัพย์มา” ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ที่บ้านแพ้ว

ในอดีต หากใครอยากได้มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ดีไปปลูก มักนึกถึง “ฟาร์มอ่างทอง จังหวัดสมุทรสาคร” เป็นที่แรก เพราะที่นี่เป็นแหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมเชิงการค้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรทั่วไป เพราะมั่นใจได้ว่าพันธุ์มะพร้าวที่ซื้อจากฟาร์มอ่างทอง เป็นมะพร้าวน้ำหอมพันธุ์แท้ ที่มีคุณภาพดีทุกต้น กระแสความนิยมดังกล่าวทำให้พื้นที่แถบลุ่มน้ำท่าจีนและลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสงคราม นครปฐม ฯลฯ กลายเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมแหล่งใหญ่จนถึงทุกวันนี้

เมื่อ 46 ปีก่อน “คุณสำอางค์ ทรัพย์มา” หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “ลุงแกละ ทรัพย์มา” เป็นเกษตรกรรายแรกที่บุกเบิกปลูกมะพร้าวน้ำหอมหลีเบ็ญหรือมะพร้าวก้นจีบในย่านตำบลหนองบัว อำเภอบ้านแพ้ว ตั้งแต่ ปี 2518 ลุงแกละ ซื้อพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดีมาจากฟาร์มอ่างทอง อำเภอกระทุ่มแบน ในราคา ต้นละ 6 บาท เพื่อนำมาปลูกบนที่ดิน 36 ไร่

ช่วงนั้น เพื่อนบ้านต่างพูดกันว่า ลุงแกละคิดผิด ปลูกมะพร้าวอย่างไรก็จน เพราะเมื่อ 40 กว่าปีก่อน มะพร้าวมีราคาถูกมาก เมื่อสวนมะพร้าวของลุงแกละเริ่มให้ผลผลิต พ่อค้ามารับซื้อผลผลิตถึงสวน ในราคาลูกละหกสลึง (1.50 บาท) ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมาก ลุงแกละจึงรวมกลุ่มเกษตรกรบ้านแพ้ว นำผลผลิตออกไปขายที่ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร เรียกว่า แปรวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างน่าทึ่ง เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมา ลุงแกละขายมะพร้าวจนมีฐานะร่ำรวย

เมื่อ 42 ปีก่อน ลุงแกละ นับเป็นเกษตรกรรุ่นแรกๆ ที่นำมะพร้าวน้ำหอมไปวางขายที่ตลาด อ.ต.ก. ช่วงแรกนั้น ลุงแกละและลูกๆ ปอกมะพร้าวไม่ค่อยเป็น ก็อาศัยใช้วิธีขายมะพร้าวน้ำหอมยกทะลาย มะพร้าวตกเกรด ขนาดผลเล็ก ขายไม่ได้ ลุงแกละแก้ปัญหาโดยเฉาะผลมะพร้าวและคว้านเนื้อและน้ำบรรจุแก้วใส่ในตู้เย็น ขายในราคา แก้วละ 4 บาท ปรากฏว่า น้ำมะพร้าวขายดีมาก ทำเท่าไรก็ไม่พอขาย แต่ละวันลุงแกละขายมะพร้าวน้ำหอมได้นับพันลูก

หลังจากสวนมะพร้าวของลุงแกละมีชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักของพ่อค้ามากขึ้น ลุงแกละได้รับการติดต่อจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ให้นำมะพร้าวน้ำหอมไปวางขายในห้างสรรพสินค้าเป็นรายแรกๆ ของเมืองไทย เมื่อตลาดมะพร้าวน้ำหอมเติบโตมากขึ้น ลุงแกละได้คัดต้นมะพร้าวพันธุ์ดีออกจำหน่ายให้แก่เพื่อนเกษตรกรที่สนใจ รวมทั้งขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมโดยเช่าสวนในพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วอีก 4-5 แห่ง เนื้อที่รวมกว่า 100 ไร่ นอกจากนี้ ลุงแกละยังรับบทบาทเป็นพ่อค้าคนกลาง รวบรวมมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกในท้องถิ่น นำไปขายที่ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท และขายตลาดส่งออก

สืบทอดกิจการ “สวนมะพร้าวน้ำหอม” จากรุ่นสู่รุ่น

ภายหลัง ลุงแกละได้เสียชีวิตลง ทายาทได้แบ่งปันที่ดินสวนมะพร้าวไปดูแล โดย “คุณป้อม-ธนิดา ธนะธรวรเดช” ลูกสาวคนโตได้ที่ดินสวนมะพร้าวไปดูแล จำนวน 20 ไร่ ส่วนน้องชาย คือ “คุณบุญประเสริฐ ทรัพย์มา” ได้ที่ดินมรดกเป็นสวนมะพร้าว จำนวน 16 ไร่ โดยใช้ชื่อการค้าว่า “สวนทรัพย์ประภา” ปัจจุบัน สวนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งศึกษาดูงาน และจัดจำหน่ายพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมของแท้ของดีประจำอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

“คุณรินปวีร์ เรื่องธีรารมย์” ลูกสาวคนเล็ก ดูแลรับผิดชอบด้านการตลาด เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ราคาค่าเช่าแผงสูงขึ้น เธอหันมาเปิดแผงค้ามะพร้าวน้ำหอม ชื่อว่า “รินปวีร์” ที่ตลาดไท เน้นจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอม และมีผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น มะพร้าวแก้ว วุ้นมะพร้าว ฯลฯ เพื่อเป็นสินค้าทางเลือกให้กับลูกค้า

ปรับปรุงสวนมะพร้าวรอบใหม่

“คุณป้อม-ธนิดา ธนะธรวรเดช” ปัจจุบัน อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร 74120 โทร. (092) 462-4964) เล่าให้ฟังว่า สวนมะพร้าวที่ปลูกตั้งแต่รุ่นเตี่ย (ลุงแกละ) เป็นสวนเก่าที่ปลูกมานานกว่า 41 ปีแล้ว มะพร้าวมีลำต้นสูง ดูแลจัดการสวนลำบาก และให้ผลผลิตน้อยลง เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอจึงตัดสินใจโค่นสวนเก่าทิ้ง เพื่อลงทุนปลูกมะพร้าวรุ่นใหม่ ทั้งนี้เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมนำหน่อมะพร้าว อายุประมาณ 4-5 เดือน มาปลูกในช่วงฤดูฝน เพราะไม่ต้องดูแลมาก แถมต้นมะพร้าวเติบโตได้ดี

“การปลูกมะพร้าวทำได้ไม่ยาก เริ่มจากนำลูกมะพร้าวแก่ลูกเป็นสีก้ามปูหรือสีน้ำตาลมาปาดหัว วางเรียงไว้พร้อมกับคลุมด้วยขุยมะพร้าวและรดน้ำ วันละ 1 ครั้ง ให้ความชื้นเข้าไปในผลเพื่อช่วยให้เขาแทงหน่อเร็วขึ้น ประมาณ 3 เดือน ขุดหลุมให้ใหญ่กว่าลูกมะพร้าวสักหน่อย และเว้นระยะห่างระหว่างหลุม ประมาณ 3 วา หรือ 3 วา 2 ศอก ก่อนนำลูกมะพร้าวลงหลุมปลูกกลบดินพอมิด ดูแลรดน้ำต่อเนื่อง หลังจากนั้น จะโรยปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 รอบต้นมะพร้าวทุกๆ 2 เดือน

โดยทั่วไปมะพร้าวที่ปลูกใหม่ เมื่อขึ้นปีที่ 3 จะเริ่มให้ผลผลิต ประมาณ 40-50% เมื่อเข้าปีที่ 4 จึงจะเริ่มให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ แต่มีมะพร้าวน้ำหอมบางแห่ง ที่อาจให้ผลตั้งแต่อายุ 18 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องสายพันธุ์ ทำเลการปลูกดูแล เป็นต้น

ระหว่างนั้น คุณป้อม ตัดสินใจปลูกพืชผักสวนครัว และผลไม้นานาชนิด เช่น กล้วย ฝรั่งกิมจู ใบเตย พลู ฯลฯ เป็นพืชร่วมแปลงในสวนมะพร้าว เพื่อเป็นรายได้เสริมในช่วง 3 ปีแรกของการปลูกมะพร้าว เมื่อครบ 3 ปี ต้นมะพร้าวเติบใหญ่ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตพอดี จึงค่อยตัดต้นฝรั่งทิ้ง หลังจากนั้น จึงค่อยเก็บผลมะพร้าวออกขายทุกๆ 20 วัน

มะพร้าวน้ำหอม ขายได้ตลอดทั้งปี

“มะพร้าวน้ำหอม ขายดีตลอดทั้งปี เพราะมะพร้าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ขายเป็นมะพร้าวน้ำหอมทั้งผล ขายในรูปมะพร้าวเผา และนำไปประกอบอาหารคาวหวานก็ได้ ตลาดมะพร้าวน้ำหอมมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยและต่างชาติหันมาดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อบำรุงสุขภาพกันมากขึ้น” คุณป้อม กล่าว

ในระยะ 2-3 ปี ที่ผ่านมา มะพร้าวขายได้ราคาดี กำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมมีรายได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน คุณป้อมมีอายุมากขึ้น เธอจึงได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกดูแลสวนมะพร้าว และส่งมอบกิจการสวนมะพร้าวให้กับลูกๆ ช่วยกันดูแลสานต่ออาชีพนี้ เพื่อเป็นแหล่งรายได้เลี้ยงดูครอบครัว รวมทั้งมุ่งมั่นรักษาคุณภาพของมะพร้าวน้ำหอม บ้านแพ้ว ให้ถูกปากถูกใจผู้บริโภคต่อไป

หากใครสนใจอาชีพการทำสวนมะพร้าว แค่มีที่ดิน แหล่งน้ำที่เหมาะสม และได้มะพร้าวพันธุ์ดีมาปลูก ก็สามารถประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพได้ไม่ยาก เพราะมะพร้าวสามารถเติบโตได้ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่เติบโตและให้ผลผลิตที่ดีในแหล่งดินร่วน หรือร่วนปนทราย ที่ระบายน้ำได้ดี ค่าดินะมีสภาพเป็นกลางหรือเป็นกรดเล็กน้อย ค่า pH อยู่ระหว่าง 6-7 หากแหล่งที่ปลูกมีฝนตกกระจายสม่ำเสมอแทบทุกเดือน อากาศอบอุ่น หรือค่อนข้างร้อน และมีแสงแดดมาก ยิ่งจะได้ผลผลิตที่ดี คุ้มค่ากับการลงทุน

ถ้าหากถามถึง พริก คงไม่มีใครบอกว่าไม่รู้จัก เว็บบอลสโบเบ็ต เพราะพริกเป็นพืชที่นำมาประกอบอาหารหลายอย่าง ทั้งต้มยำ ผัดเผ็ด น้ำพริก สารพัดอย่าง และพริกมีรสชาติที่เผ็ด มีสีเขียว สีแดง รูปทรงเรียวยาวหรืออวบ ต่างกันไปตามสายพันธุ์ อย่างพริกขี้หนูมีขนาดอ้วน ป้อม รสชาติเผ็ด แตกต่างกับพริกหยวกที่มีขนาดใหญ่ เผ็ดน้อยกว่าพริกขี้หนู แต่วันนี้เราจะมานำเสนอ พริกตุ้ม พริกที่หลายๆ คนยังไม่เคยรู้จัก และเป็นผักพื้นบ้านของจังหวัดระยอง

คุณปรานี จิตติรบำรุง เจ้าของสวนผสมผสาน บ้านเลขที่ 66/2 หมู่ที่ 8 ตำบลทับมา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ตำแหน่งเลขานายกเทศมนตรีตำบลทับมา และยังเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสะพานหิน ครอบครัวเริ่มทำอาชีพเกษตรกรรมมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ และได้มีโอกาสเข้ามารับใช้ประชาชนในตำบลทับมา แต่ก็ยังทำสวนต่อมาเรื่อยๆ ในสวนผสมผสานของคุณปรานีปลูกยางพารา เงาะ ทุเรียน ดาวเรือง ทานตะวัน พืชล้มลุก พืชผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน และผักพื้นบ้านที่น่าสนใจ นั้นคือ พริกตุ้ม

คุณปรานี บอกว่า พริกตุ้ม สำหรับตำบลทับมา มีมานาน เป็นพันธุ์ที่เราปลูกไว้เป็นไม้ประดับ ไว้รับประทาน หรือตกแต่งจาน พริกตุ้มเรียกได้ว่าเกิดขึ้นมาพร้อมกับคนทับมา

ทำความรู้จักกับ พริกตุ้ม

พริกตุ้ม มีลักษณะแตกต่างจากพริกทั่วไปคือ เป็นลูกกลมๆ คล้ายมะเขือพวง ไม่เรียวยาว มีสีสันที่โดดเด่น และรสชาติเผ็ดน้อย หายเผ็ดได้เร็ว มีอายุเหมือนพริกขี้หนูทั่วไป 3 ปี ไม่เกิน 4 ปี ราคาซื้อขายค่อนข้างสูง พริกตุ้ม 100 ผล น้ำหนัก 1 กิโลกรัม

พริกตุ้ม มีน้ำหนักดีกว่าพริกขี้หนู และมีเมล็ดเยอะ

พริกตุ้มที่มีลำต้นสูง 1-2 เมตร ให้ผลถึง 1.5 กิโลกรัม ในช่วงเก็บเกี่ยว และมีราคาขายสูงถึงกิโลกรัมละ 150 บาท ซึ่งต่างกับพริกขี้หนู ที่มีราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-120 บาท พริกตุ้มมีรสชาติเผ็ดน้อย และกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนพริกใหญ่ จำพวกพริกหยวก จากเดิมที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจพริกตุ้ม จนเกือบถูกลืม ทางตำบลทับมาได้มีการจัดโครงการตามรอยเท้าพ่อ 9101 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมโครงการได้เดินทางไปดูสวนของคุณปราณี จำนวน 200 คน มีคนให้ความสนใจต้นพริกตุ้ม และเด็ดกลับไป ประมาณ 100 คน ทำให้มีแนวโน้มว่ามีคนสนใจพริกตุ้มเพิ่มขึ้น

การปลูก และดูแลต้นพริกตุ้ม

พริกตุ้ม มีต้นเหมือนพริกขี้หนู ชาวบ้านนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ใช้ปรุงอาหาร หรือนำมาตกแต่งจาน คุณปรานีปลูกพริกตุ้มโดยการเพาะเมล็ด รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดสารกำจัดแมลง จำพวกเพลี้ยไฟ เชื้อรา เป็นสารชีวภาพที่ทำขึ้นเอง โดยการหมักต้นสะเดาที่ปลูกเองกับยาสูบ ระยะแรกที่ปลูกจะเริ่มได้ผล ประมาณเดือนที่ 6-7

คุณปรานี เล่าว่า พริกตุ้ม จะมีตลอดฤดูกาล พอซาเมล็ดชุดหนึ่งไป เราให้ปุ๋ย รดน้ำ ก็จะออกดอกขึ้นมาใหม่ แต่ช่วงฝนชุก จะซาลงไปพักหนึ่ง เราก็จะตัดแต่งกิ่งใหม่ การตัดแต่งกิ่งทำขึ้นเพื่อให้ต้นไม้แข็งแรงและมีอายุยืน จัดแต่งทรงของต้นไม้อยู่ในทิศทางที่ต้องการ และตัดกิ่งที่เน่าเสียออกไป และรอให้กิ่งใหม่งอกขึ้นมา