ผักหวานป่า ที่สวนเน้นขายผักสดทำกับข้าวในช่วงหน้าร้อน

ระหว่างเดือนมกราคม-เดือนพฤษภาคม ซึ่งผักหวานป่าจะออกมาก พอหน้าฝนผักหวานป่าราคาถูก ช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน ทางสวนจะเก็บใบมาแปรรูปเป็นชาใบผักหวานป่า นอกจากนี้ จะนำผลผลิตของสวนที่มีหลากหลายมาแปรรูป ทั้งนี้ทั้งนั้นจะดูตามความเหมาะสมของตลาดเป็นหลัก อย่างถ้าช่วงไหนผักหวานป่าราคาถูกจะนำมาแปรรูปทำชา

ในฐานะพยาบาลเก่า คุณพิมพ์พกานต์แจกแจงสรรพคุณของชาผักหวานป่าว่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี และสารประกอบฟีนอลิก ดื่มง่าย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งทางฟาร์มขายกล่องละ 50 บาท มี 12 ซอง

เจ้าของสวนผักหวานป่าอมรฟาร์ม เล่าถึงเทคนิคการทำผักหวานป่านอกฤดูว่า หลังจากปลูกกล้าผักหวานป่าได้ 3-5 ปีแล้ว ให้เริ่มตัดแต่งกิ่ง โดยให้ตัดปลายกิ่งทุกกิ่งทิ้ง ประมาณ 15-20 เซนติเมตร พร้อมกับรูดใบแก่บริเวณโคนกิ่งทิ้ง และเหลือไว้ 3-4 ใบ หลังจากนั้น หว่านโรยด้วยปุ๋ยคอก อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น และปุ๋ยเคมี สูตร 23-5-5 จำนวน 1 กำมือ ต่อต้น พร้อมรดน้ำให้ชุ่มทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ประมาณ 7-14 วัน

ผักหวานป่าจะแตกยอดยาวพร้อมเก็บ และเก็บได้ต่อเนื่องจนถึงเดือนกรกฎาคม หากต้องการเก็บยอดจนถึงเดือนสิงหาคม สามารถกระตุ้นให้แตกยอดได้ด้วยการลิดใบแก่ออก และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่หลังจากเดือนสิงหาคมแล้ว ให้หยุดการเก็บยอด จนกว่าจะถึงกลางเดือนกันยายน ค่อยเริ่มการตัดแต่งกิ่งลิดใบออกอีกครั้ง เพื่อจะได้ยอดอีกครั้งกลางเดือนตุลาคม ซึ่งผักหวานป่าจะพักตัวช่วงหน้าฝนตกชุกในเดือนสิงหาคม-เดือนกันยายน

และในช่วงฤดูหนาว ถ้าเจออากาศหนาวเย็นผักหวานป่าจะไม่ชอบ เริ่มจากเดือนธันวาคม-เดือนมกราคม จะหยุดชะงัก ยอดหงิกงอ หลังจากนั้นผักหวานป่าจะออกยอดดีในฤดูร้อน อากาศร้อนอบอ้าว

พร้อมกันนี้ทางอมรฟาร์มมีจำหน่ายเมล็ดผักหวานป่า พันธุ์ยอดเหลืองใบใหญ่ ราคากิโลกรัมละ 400 บาท โดยการันตีให้ด้วย และขายต้นกล้าผักหวานป่า ความยาวต้นประมาณ 15-30 เซนติเมตร ราคาถุงละ 20 บาท ซึ่งข้างในถุงจะมีต้นลำไยให้ด้วย เพื่อใช้เป็นต้นพี่เลี้ยง สามารถนำไปปลูกได้เลย ส่วนกิ่งพันธุ์ต้นหม่อนขาวที่ใช้การเสียบยอด ทาบกิ่ง และกิ่งตอน ขายกิ่งละ 150 บาท

ด้วยความที่สวนมีผักหวานป่าให้ลูกค้าได้ซื้อตลอด และยังมีผลผลิตแปรรูปอื่นๆ ขายด้วย จึงมีนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูสวนอยู่ตลอด ซึ่งทางฟาร์มเปิดให้ชมฟรี แต่ขอให้โทร.แจ้งล่วงหน้าก่อน

“ในอนาคต อมรฟาร์ม อยากจะทำเป็นธุรกิจเกษตรในรูปแบบฟาร์ม&แฟคทอรี่ ที่ผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบฟาร์มสเตย์”

โรคและแมลงศัตรูพืช นับเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรแบบเงาตามตัวมาโดยตลอด ส่งผลเสียหายต่องานเกษตรกรรมทั้งคุณภาพและปริมาณผลผลิต แถมยังฉุดราคาขายให้ตกต่ำตามไปด้วย

มาตรการของเกษตรกรชาวไร่ชาวสวนต่อการปราบโรคและแมลงที่ผ่านมา หากรุนแรงเกินเยียวยาก็ต้องหันไปพึ่งสารเคมีที่ส่งผลกระทบทางตรงและทางอ้อมต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แม้ระยะหลังพบว่ากิจกรรมทางการเกษตรหลายชนิดเปลี่ยนมาใช้สารอินทรีย์กัน เพราะตระหนักถึงโทษภัยที่เกิดขึ้นตามมา แต่คงต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อให้ธรรมชาติปรับสมดุลกลับคืนมาดังเดิม แล้วก็ยังดีกว่าที่ไม่ลงมือทำอะไรก่อนที่จะสายเกินไป

“วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตจุลินทรีย์บ้านดงสัก” จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอีกแห่งที่ได้หันมาใส่ใจต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้สารอินทรีย์ชนิดต่างๆ ในการทำกิจกรรมทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากสมุนไพร หรือสารจุลินทรีย์ที่ผลิตจากธรรมชาติ

จนพบว่าประสิทธิภาพของสารเหล่านั้นส่งผลดีต่อคุณภาพผลผลิตมีความสมบูรณ์ดีกว่าการใช้สารเคมี และที่สำคัญเป็นมิตรกับผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งนี้ผลผลิตจากการเกษตรที่ใช้สารอินทรีย์ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามจนผลิตไม่ทัน แล้วยังขายได้ราคาสูงกว่าทั่วไป เป็นการช่วยให้ผู้ปลูกมีรายได้เพิ่มขึ้น

คุณดำรงค์เดช รักงาม หรือ คุณเปิ้ล คนรุ่นใหม่ที่ต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรกรรมจากการใช้สารเคมีมาเป็นอินทรีย์ เขามองว่าคุณภาพดินที่ผ่านมาสะสมเคมีไว้มากจนเกิดอันตรายต่อคนและพืช ฉะนั้น นับจากนี้ต่อไปคุณเปิ้ลจะใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันและรักษาพืชที่เป็นโรค จึงเกิดความคิดที่จะใช้ข้าวที่ปลูกอยู่เป็นวัตถุดิบผลิตเชื้อจุลินทรีย์เพื่อใช้เอง

ความสำเร็จจากแนวคิดดังกล่าว ทำให้ข้าวและพืชต่างๆ ที่คุณเปิ้ลปลูกมีคุณภาพสมบูรณ์ดีมาก ไม่พบการเกิดโรคแมลงที่ร้ายแรง อย่างโรคใบลายเม็ดกระถิน ที่ระบาดไปทั่ว แต่นาของคุณเปิ้ลกลับไม่ได้รับผลกระทบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างแปลกใจ แล้วมารู้ว่าใช้สารจากจุลินทรีย์ในนาข้าว ดังนั้น คุณเปิ้ลจึงได้แบ่งจุลินทรีย์ให้แก่ชาวบ้านฟรี พร้อมแนะนำ เพื่อต้องการให้ใช้อย่างถูกวิธี เกิดประสิทธิภาพในงานเกษตรต่างๆ

จากนั้นได้ผลิตจุลินทรีย์อีกหลายชนิดเพื่อใช้กับงานเกษตรแต่ละประเภท จนพบว่า การผลิตจุลินทรีย์สดอาจไม่สะดวกต่อการใช้งานบางประเภท แล้วใช้ประสบการณ์และความรู้มาลองผลิตจุลินทรีย์ผง ซึ่งช่วยให้มีความสะดวก รวดเร็วมากขึ้น เพียงผสมน้ำก็ใช้ได้ทันที

ภายหลังการผลิตจุลินทรีย์ผงเพื่อใช้กับงานเกษตรกรรมของตัวเองเป็นผลสำเร็จ คุณเปิ้ลจึงค่อยๆ ขยายผลไปกับกลุ่มโรคพืชและแมลงศัตรูอีกหลายชนิด แล้วมองว่าความสำเร็จเช่นนี้ควรแบ่งปันให้ชาวบ้านที่ร่วมอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ด้วยการจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตจุลินทรีย์บ้านดงสัก” ขึ้น เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา แล้วผลิตจุลินทรีย์ทั้งแบบสดและแห้งจำหน่ายเพื่อหารายได้เข้ากลุ่ม

คุณเปิ้ล ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดจากโรคและแมลงศัตรูพืชนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องผลิตจุลินทรีย์ให้มีความหลากหลายเพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งโรคและแมลง อย่างเช่น

เชื้อไตรโครเดอร์ม่า ฮาร์เซียนัม ที่คุ้นชื่อกันดี เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในการป้องกันและกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย มีส่วนช่วยทำให้พืชแข็งแรง ทั้งยังช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตกค้างในดินให้ออกมาเป็นอาหารของพืชอย่างครบถ้วน

เชื้อบาซิลลัส ซับทิลิส เป็นจุลินทรีย์ในกลุ่มแบคทีเรียแกรมบวกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย โดยเชื้อจะปลดปล่อยสารปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ทำให้ไม่สามารถขยายพันธุ์แล้วตายในที่สุด ช่วยในการป้องกันโรคเน่า โคนเน่า แคงเกอร์ ราสนิม ราน้ำค้าง
บิวเวอเรีย บาเซียน่า เป็นกลุ่มเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคและแมลงหลายชนิด อย่างเพลี้ย หนอนผีเสื้อ ด้วง แมลงวัน โดยถ้าสปอร์สัมผัสกับผิวหนังของแมลงดังกล่าวจะเกิดเป็นเส้นใยแทงเข้าไปในผิวของแมลงเหล่านั้น

เมทาไรเซียม เป็นเชื้อราเขียวกำจัดแมลง มีประโยชน์ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชตั้งแต่ระยะตัวอ่อนไปจนถึงเต็มวัย
บาซิลลัส ทูริงเยนซีส เป็นเชื้อแบคทีเรียกำจัดหนอน เป็นกลุ่มแบคทีเรียแกรมบวกที่มีประโยชน์ในการกำจัดหนอน ด้วยการผลิตโปรตีนที่เป็นสารท็อกซิน เป็นสารพิษที่เข้าไปทำลายลำไส้หนอน

คุณเปิ้ล บอกว่า สมัยก่อนถ้าชาวบ้านต้องการใช้จะต้องไปติดต่อขอรับจากหน่วยงานเกษตรในแบบหัวเชื้อ ซึ่งหากนำมาใช้จะต้องมาเลี้ยงเชื้อเอง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยสำหรับชาวบ้านบางราย เพราะอาจยังไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติอย่างถูกต้อง ก็จะส่งผลต่อเชื้อจุลินทรีย์ขาดประสิทธิภาพ ดังนั้น ได้แนะนำให้ความรู้แก่ชาวบ้านอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับจัดอบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้านในหลายพื้นที่ โดยได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างดีจากภาคราชการที่เกี่ยวข้อง

“ใช้ความรู้และประสบการณ์จากการผลิตจุลินทรีย์เป็นกำลังสำคัญเพื่อให้ความรู้แก่ชาวบ้านเหมือนเป็นวิทยากรอาสา ทั้งนี้เพื่อต้องการแล้วคาดหวังให้ชาวบ้านทุกคนเข้าใจวิธีผลิตจุลินทรีย์อย่างถูกวิธี ลดความสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพเต็มที่ ด้วยการผลิตเป็นหัวเชื้อสำเร็จรูป แล้วเมื่อต้องการใช้ให้นำไปเลี้ยงต่ออีกเล็กน้อยก็ใช้งานได้”

การออกแนะนำตามชุมชนต่างๆ ในเรื่องการใช้จุลินทรีย์ทำให้คุณเปิ้ลพบปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีแนวคิดปรับจากเคมีมาเป็นอินทรีย์ทันทีแบบหักดิบ แต่แนวทางดังกล่าวกลับส่งผลเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตร เพราะความสมดุลทางธรรมชาติขาดหายไป หรือบางรายหันมาใช้กลุ่มสมุนไพรอย่าง บอระเพ็ด สะเดา ก็พอได้ แต่ปริมาณการใช้ไม่พอกับความต้องการ แถมยังต้องยุ่งยากในการทำ ฉะนั้น การใช้เชื้อจุลินทรีย์จะช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้ตรง เพียงแต่ชาวบ้านยังขาดความรู้เรื่องวิธีใช้อย่างถูกต้องเท่านั้น

“วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตจุลินทรีย์บ้านดงสัก” ตั้งขึ้นเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ผลิตจุลินทรีย์ทั้งแบบสดและแห้งจำหน่ายเพื่อหารายได้เข้ากลุ่ม สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจมีจำนวนกว่า 10 คน และส่วนมากเป็นผู้สูงวัยที่ต้องการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แต่ละท่านรับผิดชอบงานต่างๆ ไม่ว่าจะกรอกข้าวใส่ถุง ผลิตเชื้อ งานเอกสาร หรือติดต่อลูกค้า

สำหรับคุณเปิ้ลนอกจากออกตระเวนทำหน้าที่ถ่ายทอดการใช้จุลินทรีย์ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในเขตจังหวัดและที่อื่นๆ แล้ว ยังมีอาชีพส่วนตัวด้วยการผลิตจุลินทรีย์ผงจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ ซึ่งผลิตไว้ 2 ขนาด คือ 100 กรัม กับ 500 กรัม โดยขนาด 100 กรัม เหมาะกับพื้นที่ขนาดไม่มาก สักประมาณ 2 ไร่ ซึ่งหากนำไปหมักกับนมก็ยังเพิ่มปริมาณการใช้ได้ถึงพันลิตร ราคาขาย ถ้าขนาด 500 กรัม ราคา 200 บาท ส่วนขนาด 100 กรัม ราคา 80 บาท

คุณเปิ้ล ชี้ว่าจุลินทรีย์ชนิดผงที่ผลิตออกมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ไม่ชอบความยุ่งยาก พกง่าย นำไปใช้ได้ทุกแห่ง เพียงใช้ช้อนตักใส่ถังผสมน้ำเปล่าตามอัตราที่กำหนดก็ใช้ได้ทันที โดยเชื้อจุลินทรีย์สด 1 กิโลกรัม เมื่อแปรรูปเป็นแบบผงแล้วได้ 100-200 กรัม แต่ประสิทธิภาพยังเท่าเดิม และปริมาณ 1 พันลิตร ใช้ในพื้นที่ได้ประมาณ 40-50 ไร่ ปัจจุบัน ผลิตจุลินทรีย์ผงจำหน่ายจำนวน 4 ชนิด

“เพื่อให้ได้ผลเต็มร้อย ควรใช้เดี่ยวอย่าผสมหรือใช้ร่วมกับสารชนิดอื่น แล้วควรฉีดพ่นช่วงเย็นจะได้ผลดีมาก เพราะข้อจำกัดของจุลินทรีย์คือ ห้ามโดนแดด ดังนั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการใช้งานมากที่สุด จึงควรฉีดพ่นในช่วงเย็น แล้วควรฉีดพ่นก่อนล่วงหน้าในช่วงที่คิดว่าจะเกิดศัตรูพืชเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไว้ล่วงหน้า เพราะเกษตรกรต้องรู้อยู่แล้วว่า ช่วงไหนพืชจะเจอศัตรูบ้าง ส่วนอายุของจุลินทรีย์ไม่มีวันสลาย เพราะเมื่อจุลินทรีย์ลงไปในดินจะไปเจออาหารก็ยิ่งมีการเจริญเติบโตขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกมากมาย แต่ถ้าจุลินทรีย์เจอสารเคมีหรือแสงแดด ตลอดจนสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงก็จะตาย”

คุณเปิ้ล ไม่ได้ผลิตจุลินทรีย์เพื่อกำจัดพืชเท่านั้น แต่ในกลุ่มสัตว์น้ำเขาก็ยังรับผลิตและให้คำปรึกษาเฉพาะรายอาชีพเท่านั้น อย่างที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลากับหอยมักจะประสบปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำเสียจากโรงงานที่เข้ามาในบ่อ หรือการบริหารจัดการบ่อไม่ถูกวิธี ทำให้เกิดน้ำเสีย ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ถ้าต้องการให้ช่วยทางกลุ่มจะเข้าไปวางแผนให้ตั้งแต่เริ่มต้น อาจคิดค่าจ้างแบบเหมาจ่าย เพราะถ้าซื้อจุลินทรีย์ไปใช้คงไม่ได้ผล ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

สำหรับเกษตรกรที่มีแนวคิดจะปรับเปลี่ยนจากเคมีมาเป็นอินทรีย์ คุณเปิ้ลบอกว่าในตอนแรกจะหยุดเคมีลงทันทีไม่ได้ แต่ควรลดปริมาณการใช้ลง แล้วเติมอินทรีย์เข้ามาแทนที่ ในอัตรา 50:50 ก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ปรับลดเคมีลงอีก แล้วลดลงไปเรื่อยๆ จนไม่มีเคมีอีก จะเหลือแต่จุลินทรีย์เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้การฉีดพ่นจุลินทรีย์อยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่องจะช่วยให้มีการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ จะทำให้คุณภาพดินกลับฟื้นสู่ธรรมชาติอีกครั้ง

สอบถามรายละเอียดหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สดแบบเข้มข้นหรือจุลินทรีย์ผงชนิดใช้ง่ายประสิทธิภาพสูง ติดต่อได้ที่ คุณดำรงค์เดช รักงาม หรือ คุณเปิ้ล ถั่วงอก เป็นผักเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ในเกือบทุกพื้นมีผู้นิยมบริโภคเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีการบริโภค วันละ 200,000 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะมีโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ เป็นผักชนิดเดียวที่ใช้เวลาเพาะเพียง 2-3 วัน เท่านั้น สามารถเก็บเกี่ยวได้

การเพาะถั่วงอกนั้นมีวิธีการและขั้นตอนการเพาะหลากหลายวิธี แต่ละวิธีก็สามารถผลิตถั่วงอกได้คุณภาพที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวิธีการเพาะของผู้เพาะแต่ละคน

สำหรับเครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียนควบคุมด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ได้รับการพัฒนา โดยใช้ข้อดีต่างๆ ของระบบการเพาะถั่วงอกที่มีการเผยแพร่ในท้องตลาด เช่น ถั่วงอกคอนโด ถั่วงอกรดน้ำอัตโนมัติ โดยเครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียนใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ควบคุมการรดน้ำ โดยใช้ควบคุมทั้งอุณหภูมิและเวลา

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ใช้ระบบน้ำหมุนเวียน โดยนำน้ำที่รดไปแล้ว นำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของถั่วงอก โดยการใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ ชนิดต่างๆ มาทดลองใส่ในน้ำจนได้ปริมาณที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของถั่วงอกและไม่ทำให้น้ำเน่าเสีย จึงสามารถตั้งเครื่องไว้ที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องมีที่ระบายน้ำ และไม่ต้องเสียเวลาในการเฝ้ารดน้ำ อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำได้มากถึง 50 เท่า ผลผลิตที่ได้ออกมาประสบความสำเร็จมากกว่า 95%

สำหรับวิธีการสร้างเครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียน มีอุปกรณ์ ประกอบด้วย

1.ถังน้ำสีดำ ขนาด 20 แกลลอน หรือ 66 ลิตร เจาะรูขนาด 3/4 นิ้ว สูงจากก้นถัง 15 ซม. ฝาถังเจาะรูเพื่อใช้ใส่หัวฝักบัวรดน้ำ (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 ซม.) 2.ตะกร้าพลาสติก ขนาด 47X47X43 ซม. เลือกที่ก้นตะกร้ามีรูระบายน้ำ ถ้าไม่มีต้องใช้สว่านเจาะรูเอง พร้อมสายยางขนาด 5/8 นิ้ว ยาว 1.10 เมตร

3.ปั๊มน้ำสำหรับให้ออกซิเจนปลา ขนาดไม่ต่ำกว่า 1000L/h ประกอบเข้ากับสายยาง

สำหรับชุดเพาะถั่วงอกนั้นประกอบด้วย 1.กระสอบป่าน

2.ตะแกรงพลาสติก ที่มีรูขนาด 2 มิลลิเมตร และ 5 มิลลิเมตร มาตัดเป็นวงกลมโดยให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 30 เซนติเมตร โดยกระสอบป่านต้องเย็บขอบเพื่อป้องกันการหลุดของเส้นป่าน เมื่อสร้างเครื่องเพาะถั่วงอกเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไป คือ วิธีการเพาะถั่วงอก โดยขั้นตอนแรก นำกระสอบและตะแกรงซ้อนกัน จำนวน 5 ชุด ซึ่งประกอบด้วย ตะแกรง ขนาด 2 และ 5 มิลลิเมตร และกระสอบป่าน ต่อมาใส่เมล็ดถั่ว (ที่ผ่านการแช่น้ำอุ่น 50 องศา 6 ชม.) 1 ขีด ( 1 1/3 ถ้วยตวง) บนชั้นตะแกรง แล้วเกลี่ยให้ทั่วและนำชั้นตะแกรงลงตะกร้าแล้วปิดทับด้วยกระสอบป่าน หลังจากนั้น ใส่น้ำสะอาดลงในถังเพาะ ประมาณ 10-12 ลิตร หรือเสมอขอบรูลอดสายยาง ต่อจากนั้นใส่ปุ๋ยจุลินทรีย์ EM 2 ช้อนโต๊ะ (20ซีซี) แล้วนำตะกร้าใส่ลงในถังเพาะ ประกอบสายยางเข้ากับก้านฝักบัว ยกถังเพาะไปตั้งในสถานที่ที่ต้องการ (ต้องมีปลั๊กไฟฟ้าและห้ามถูกแสงแดดส่อง)

ขั้นตอนสุดท้าย นำสายไฟจากตัวปั๊มเสียบเข้ากับเครื่องควบคุม (ไมโครคอนโทรลเลอร์) และนำสายไฟจากเครื่องควบคุมเสียบเข้าที่ปลั๊กไฟฟ้า เครื่องจะทำการรดน้ำครั้งแรก และจะควบคุมจังหวะเวลาในการรดน้ำจนถึงเวลาเก็บเกี่ยว (รวมเวลาแช่ถั่วและเวลาเพาะในถัง ประมาณ 60-64 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายนอก)

การเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ให้ยกตะกร้าออกจากถังเพาะและล้างหัวถั่วให้หลุดออกก่อน โดยการแช่ลงในน้ำและเขย่า ยกขึ้นลง ต่อจากนั้นก็นำมาตัดรากออก และล้างน้ำสะอาด 2 ครั้ง รอให้ถั่วสะเด็ดน้ำแล้วนำบรรจุถุงขาย หรือเก็บเข้าช่องแช่ผักในตู้เย็นไว้บริโภค ซึ่งจะสามารถเก็บได้นาน 5-7 วัน โดยที่ตัวถั่วงอกยังกรอบ ไม่เน่าเสียแต่จะมีใบขึ้นมาอีกเล็กน้อย

การเพาะ 1 ถัง จะใช้ถั่วครึ่งกิโลกรัม ได้ผลผลิต 2.5-3.5 กิโลกรัม

การทำความสะอาดอุปกรณ์

เนื่องจากถั่วงอกต้องการความสะอาดในกระบวนการเจริญเติบโต อุปกรณ์ต่างๆ ควรทำความสะอาดทุกครั้ง โดยเฉพาะกระสอบ เมื่อขูดรากถั่วงอกออกแล้วให้ซักน้ำเปล่าอีก 2 ครั้ง แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง และเมื่อใช้ในการเพาะ 3-4 ครั้ง ควรนำไปต้ม ประมาณ 10 นาที ก่อนจะนำไปใช้ครั้งต่อไป

จากการทดลองเพาะถั่วงอกด้วยเครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียน ทำให้พิสูจน์ได้ว่าทำไมเราจึงควรที่จะเลือกเพาะถั่วงอกด้วยเครื่องเพาะอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียน นั่นก็คือ ในการทดลองเพาะถั่วงอกในระบบดั้งเดิม โดยการรดน้ำ 2 นาที ทุกๆ 2 ชั่วโมง จนถึงเวลาเก็บเกี่ยว ต้องใช้น้ำประมาณ 500 ลิตร สิ้นเปลืองทั้งปริมาณน้ำและแรงงานคน ในขณะที่การเพาะแบบระบบน้ำหมุนเวียนใช้น้ำเพียง 10-12 ลิตร คำนวณจากถังต้นแบบ ขนาด 66 ลิตร (20 แกลลอน) อีกทั้งน้ำที่เหลือจากการเพาะถั่วงอกจะมีจุลินทรีย์ที่สามารถนำไปรดน้ำต้นไม้ เป็นปุ๋ยอย่างดี ทดลองแล้วพืชโตเร็ว ออกใบ ดอก งดงาม

ถั่วงอกที่เพาะด้วยระบบน้ำหมุนเวียน จะปลอดสารฟอกเร่งอ้วนและฟอกขาว เพราะถั่วงอกที่เพาะได้จะขาวเพราะจุลินทรีย์จะไปกินพวกซากใยถั่วเป็นอาหารและการตัดรากก็ทำให้ถั่วดูขาว เนื่องจากรากถั่วงอกจะมีสีดำ ถั่วงอกที่ได้ก็จะมีขนาดที่พอเหมาะไม่อวบน้ำ และหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตถั่วงอกก็สามารถเก็บไว้ได้นาน 5-7 วัน โดยเก็บไว้ในช่องแช่ผัก เมื่อจะนำมาประกอบอาหารให้แช่น้ำก่อน และเมื่อนำไปปรุงอาหารก็จะได้ถั่วงอกที่มีรสชาติดี เพราะถั่วงอกที่เพาะด้วยระบบน้ำหมุนเวียนจะไม่อมน้ำ ทำให้ได้รสชาติครบถ้วน อีกทั้งการเพาะถั่วงอกอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียนนั้นจะทำให้ไม่เปลืองเนื้อที่ทำบ่อบำบัดน้ำ

ในกรณีที่เป็นโรงงาน ต้องใช้เนื้อที่ในการกักเก็บน้ำที่ใช้รดถั่วงอกแล้วนำมาบำบัดเพื่อนำมาใช้ใหม่เนื่องจากต้องใช้น้ำปริมาณมาก หาที่ตั้งอุปกรณ์ในการเพาะถั่วงอกได้ง่าย เนื่องจากไม่ต้องการพื้นที่ในการระบายน้ำที่รดถั่วงอกแล้วและสามารถดัดแปลงใช้ กับโรงเพาะขนาดใหญ่ได้ โดยใช้มอเตอร์ปั๊มน้ำตัวเดียวและกระจายท่อรดน้ำที่เก็บน้ำรดถั่วงอกใช้ที่เดียวโดยให้น้ำที่รดแล้วไหลมารวมกัน

สำหรับผู้ที่สนใจที่จะทดลองเพาะถั่วงอกอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียน เพื่อนำมารับประทานภายในครอบครัว หรือจะสร้างเป็นอาชีพ สามารถสอบถามรายละเอียดและขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ ที่สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้าน โดยเฉพาะปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หรือ ทิศหรดี โดยมีความเชื่อกันว่า จะหนุนให้ผู้ปลูกนั้นมีบุญบารมี เงินทองไหลมาเทมา จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือ นอกจากนี้ชาวเหนือใช้ใบขนุนร่วมกับใบพุทรา ใบพิกุล (แก้ว) นำมาซ้อนกัน แล้วนำไปไว้ในยุ้งข้าว ตอนเอาข้าวขึ้นยุ้งใหม่ๆ เชื่อกันว่าจะทำให้หนุนนำและส่งผลให้มีข้าวกินตลอดปี และตลอดไป

ทั้งนี้ ยังมีต้นไม้มงคลที่คนไทยนิยมปลูกในบ้านตามคติความเชื่อ โดยทั่วๆ ไป หน้าบ้านจะปลูก มะยม เอาชื่อเป็นเคล็ดว่า จะเป็นที่นิยมของคนอื่นเขา บางบ้านปลูก มะขาม เอาชื่อเป็นเคล็ดถึงความเกรงขาม หลังบ้านปลูก ขนุน บางบ้านปลูก มะดัน ก็เอาเคล็ดอีกว่า จะมีคนเกื้อหนุน ผลักดันให้เจริญก้าวหน้า และยังเชื่อกันว่า การปลูกขนุนจะให้ดีนั้น ต้องปลูกทุกบ้าน นอกจากความเชื่อตามโบราณแล้ว ยังสามารถนำมากินเป็นอาหารได้ตลอดทั้งปี

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเลย (พืชสวน) ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเลย กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่ในการศึกษา วิจัย ทดสอบและพัฒนาด้านวิชาการ ฝึกอบรมอาชีพแก่เกษตรกร การผลิตปัจจัยการผลิตสนับสนุนการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้บริการเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ

การพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรโครงการหนึ่งของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเลย ที่ได้รับการตอบรับจากเกษตรกรในพื้นที่ และหน่วยงานราชการในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างอย่างมาก คือ โครงการเพาะขยายพันธุ์ขนุนไพศาลทักษิณ

โครงการนี้จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธ.ค. 2554 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทางศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (พืชสวน) จึงได้ดำเนินการผลิต และขยายพันธุ์ ไม้ผลพันธุ์ดี

ขนุนพันธุ์ไพศาลทักษิณนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีพระราชกระแสรับสั่งให้อนุรักษ์ไว้ โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (พืชสวน) ได้รับพันธุ์มาปลูกไว้ที่ศูนย์ สาขาบ้านชมเจริญ อำเภอปากชม จำนวน 10 ต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายพันธุ์สนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วย โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เป็นต้น ตลอดจนแจกจ่ายให้ประชาชนนำไปปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว

สำหรับการขยายพันธุ์ขนุนไพศาลทักษิณของทางศูนย์ สมัคร M8BET ใช้วิธีการทาบกิ่ง คนงานภายในศูนย์ช่วยกันทาบกิ่งพันธุ์ทั้ง 10 ต้น ประมาณ 45-50 วัน ก็สามารถนำย้ายลงถุงปลูกได้แล้ว หลังจากนั้น นำมาอนุบาลให้รากงอกเต็มถุง อีกประมาณ 20-30 วัน จึงนำออกแจกจ่ายให้กับเกษตรกรได้

วิธีการปลูกต้นขนุน เหมือนกับการปลูกต้นไม้ทั่วไป เพียงแต่ต้องดูแลเอาใจใส่มากกว่า เพราะเป็นพันธุ์ที่หายาก

เริ่มจากการขุดหลุมปลูก ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือมูลวัวรองไว้ก้นหลุม นำต้นขนุนออกจากถุงเพาะชำ ปลูกลงไปในหลุม แล้วนำดินผสมปุ๋ยอินทรีย์กลบลงไป หลังจากนั้น ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งโรยรอบๆ ต้นขนุน หนาประมาณ 3 เซนติเมตร เพื่อกันไม่ให้ดินแห้ง หลังจากนั้น รดน้ำให้ชุ่ม

หากลำต้นขนุนสูง ควรที่ใช้ไม้ปักทำเป็นหลักแล้วใช้เชือกยึดไว้ให้แน่นกันลมพัดลำต้นหัก ควรที่จะรดน้ำเช้าเย็น รดน้ำให้ชุ่มแต่ไม่ถึงกับแฉะ ประมาณ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ผสมปุ๋ยอินทรีย์ 1/1 ขุดแซะรอบๆ ทรงพุ่ม ลึกประมาณ 5 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยที่เตรียมไว้ในหลุมที่ขุด เสร็จแล้วกลบหลุมขุด แล้วรดน้ำให้ชุ่มเพื่อปุ๋ยจะได้ละลาย รากจะได้ดูดซึมไปใช้งานในการบำรุงต้นให้แข็งแรงและเจริญเติบโต

ลักษณะประจำพันธุ์
การติดผล ผลมักติดมากกว่า 1 ผล ต่อก้าน ช่อดอกหรือติดผลเป็นพวง ลักษณะผล ผลเกือบกลม ส่วนของผลบริเวณขั้วผลมักบุ๋ม ผลใหญ่ หนักประมาณ 5 กิโลกรัม/ผล ผิวเปลือกผลเป็นสีเหลืองทอง หนามเล็ก เปลือกบาง ยางน้อย เนื้อยวง ขนาดปานกลาง ทรงค่อนข้างยาว เนื้อยวงสีเหลือง สวยงาม มีรสหวานจัด มีความหวานถึง 21 องศาบริกซ์ รสอร่อย มีกลิ่นหอม ไส้เล็ก มีซังน้อย มีขนาดเล็ก