ผู้ค้าปุ๋ยพร้อมร่วมมือภาครัฐขายปุ๋ยเคมีในราคาพิเศษ

จากปัญหาราคาปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จึงเป็นที่มาของการออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรระยะสั้นที่ภาครัฐบาลและเอกชนร่วมกันช่วยเหลือเกษตรกรคือ การขายปุ๋ยเคมีในราคาพิเศษ ผ่านสหกรณ์การเกษตร และกลุ่มสถาบันเกษตรกร โดยเริ่มตั้งแต่ครั้งแรก ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และมีการขยายเป็นครั้งที่สองจนถึงเดือนตุลาคม 2564 และล่าสุดนี้ได้ขยายเป็นครั้งที่สามจนถึงเดือนธันวาคม 2564 โดยทางสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ช่วยเหลือปุ๋ยเคมีราคาพิเศษกับเกษตรกร 201,106 ตัน หรือ 4,022,120 กระสอบ

จากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรระยะสั้นดังกล่าวเป็นมาตรการที่ดีที่ภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ปุ๋ยมีราคาแพง เนื่องจากปุ๋ยเคมีเป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและสร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกร แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการที่ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ ควรทำอย่างระมัดระวัง ผู้กำหนดนโยบายควรเข้าใจธุรกิจและอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีอย่างลึกซึ้ง

ควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจออกนโยบาย มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบต่อทั้งเกษตรกรเองและผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตร และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแทรกแซงกลไกของตลาด โดยทั่วไปแล้วจะทำให้เกิดสิ่งที่ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “การสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ (Deadweight loss)” ดังนั้นภาครัฐควรประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบก่อนที่จะทำการแทรกแซง มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร ตอบโจทย์การช่วยเหลือเกษตรกรจริงหรือไม่ และที่สำคัญ ได้ผลดีมากกว่าผลเสียหรือเปล่า

จากวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID -19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรกรของไทย รวมทั้งเศรษฐกิจโลก ดังนั้นนโยบายภาคการเกษตรของประเทศไทยจะต้องมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น มีทิศทางและแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงและสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ดีขึ้น หลายปีที่ผ่านมาภาครัฐบาลมีนโยบายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก และเป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัยเป็นที่ยอมรับต่อประเทศต่างๆ แต่สิ่งที่จะรองรับนโยบายดังกล่าว คือ ผลผลิตทางการเกษตร ที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรเพื่อปรับแต่งพืชผลตามที่ต้องการ เช่น เร่งการเจริญเติบโตของใบและต้น เร่งการออกดอกออกผล เพิ่มขนาดและคุณภาพผลผลิต ซึ่งส่วนนี้ “ปุ๋ยเคมี” ถือว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ รวมทั้งการใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพก็ควรใส่ปุ๋ยให้ถูกชนิด ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลาและถูกวิธี และต้องมีหน่วยงานที่เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างถูกต้องแก่เกษตรกร การวิเคราะห์ดิน-พืช ซึ่งเป็นมาตราการที่จะต้องนำมาใช้อย่างจริงจัง รวมทั้งการกำหนดมาตรฐานการเพาะปลูกพืช เช่น GAP การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมสำหรับพืช (Good Agricultural Practice) เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันและเป็นสิ่งที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ในรอบปี พ.ศ. 2564..ข่าวคราวเกี่ยวกับกัญชา กัญชง และพืชกระท่อม ถือว่ามาแรงมาก เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่ว่ากันว่าให้ผลตอบแทนสูงมาก..บ้านเรานั้นเริ่มเปิดประตูกว้างหลังจากถูกล็อกสนิทปิดตายมานาน

โดยเฉพาะในเรื่องการปลูกกัญชง ทุกคนได้สตาร์ทพร้อมกัน หลังจากกฎกระทรวงฯ กัญชงฉบับใหม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 29 มกราคม 2564 เป็นต้นไป เปิดให้คนไทยทุกคนปลูกได้ ใช้ประโยชน์ได้ทุกวัตถุประสงค์ สร้างมูลค่าเพิ่มใน ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งยา อาหาร เครื่องสาอาง และผลิตภัณฑ์สมุนไพร พร้อมเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ

“เกษตรก้าวไกล” ได้พยายามสอดส่องสายตามองหานักวิชาการและเกษตรกรที่เป็นต้นแบบ (ที่พร้อมแบ่งปันความรู้) ในที่สุดเราก็ได้พบกับ ดร.วรพล วังฆนานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีเอ็นเคบิวตี้ จำกัด ผู้นำพืชสมุนไพรมาผลิตเป็นเครื่องสำอาง และในอีกตำแหน่งเป็นอาจารย์สอนระดับปริญญาโท-เอกในมหาวิทยาลัยชื่อดัง และตำแหน่งล่าสุดก็คือเกษตรกรผู้ลงทุนปลูกกัญชงในนาม วิสาหกิจชุมชนศูนย์พัฒนาพืชสมุนไพรพนัสนิคม (P-HERB) ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ทุ่งขวาง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

ข้อมูลจาก ดร.วรพล ตามคลิปนี้ จึงนับว่าน่าสนใจ เพราะมีทั้งวิชาการ และประสบการณ์ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยไม่มากก็น้อย

(จากในคลิป อาจจะมีหลายคนสอบถามว่าทำไมลงทุนสูง เรื่องนี้ ดร.วรพล บอกว่าตามระเบียบของ อย. ไม่ต้องทำรั้วให้แน่นหนาอย่างที่เห็น แต่ที่ทำอย่างนี้เพื่อต้องการยกระดับและสร้างมาตรฐานให้สูง ซึ่งจริงๆอาจใช้ทุนแค่ 2-3 แสนบาทเท่านั้น)

อนึ่ง จากการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ ดร.วรพล วังฆนานนท์ พบว่าแม้การลงทุนเริ่มแรกจะสูง เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะต้องนำมาทำเป็นอาหารและยา จึงต้องมีระบบการปลูกที่จะต้องได้มาตรฐาน รวมทั้งระบบความปลอดภัยเนื่องจากยังเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ดังนั้น การปลูกต้องขออนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขเสียก่อน โดยทำตาม “กฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) พ.ศ. 2563”

โดยเมื่อพิจารณาจากกฎกระทรวงดังกล่าวได้เปิดกว้างให้มีการขออนุญาตปลูกกัญชงได้ตั้งแต่บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย ไปจนถึงนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย และยังรวมไปถึงวิสาหกิจชุมชนที่ไม่เป็นนิติบุคคล (มีลักษณะเดียวกับบุคคลธรรมดา) และหน่วยงานของรัฐ (ค้นอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากกูเกิ้ล รวมไปถึงวัตถุประสงค์ในการขออนุญาตผลิต ซึ่งจะต้องตรงกับข้อใดข้อหนึ่งที่กำหนดไว้ 6 ข้อ เช่น เพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม ฯลฯ)

ส่วนเอกสารที่ต้องเตรียม ประกอบด้วย 1. แบบคำขอรับอนุญาต (แบบกัญชง 1) 2. แผนการผลิต แผนการใช้ประโยชน์ 3. แผนที่แสดงที่ตั้งสถานที่ปลูกและเส้นทางการเข้าถึง 4. หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือสิทธิครอบครอง 5. แบบแปลนอาคารโรงเรือน และภาพถ่าย 6. เอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมอื่น ๆ

“การขออนุญาตปลูกอาจดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่คิดว่าเป็นปกติธรรมดาของพืชกัญชงที่ยังมีกฎหมายควบคุมอยู่…โดยมองว่าเรื่องที่ยากมากกว่าคือ การตลาด ปลูกขึ้นมาแล้วจะไปขายใคร ให้ราคาเท่าไร ทางที่ดีควรจะทดลองปลูกจาก 1 ไร่ไปก่อน เพื่อศึกษาเรียนรู้ไปในตัว โดยผมเองพร้อมที่จะให้เป็นศูนย์เรียนรู้ ซึ่งจากที่ได้ศึกษามาหากเราปลูกได้ตามมาตรฐานจะพบว่าตลาดยังเปิดกว้างมาก ไร่หนึ่งๆสามารถทำรายได้เกิน 1 ล้านบาทต่อปี (กรณีปลูกปีละ 1 รุ่น แต่ถ้าปลูก 2 รุ่น ก็จะมีรายได้เพิ่มเท่าตัว..โดยปลูก 1,900 ต้น/ไร่) และความมั่นใจอีกอย่างหนึ่งคือกฎหมายห้ามนำเข้าเป็นเวลา 5 ปี จึงเป็นโอกาสของเกษตรกรไทยมากๆ” ดร.วรพล วังฆนานนท์ กล่าวในที่สุด

ผู้สนใจที่จะศึกษาเรียนรู้หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ดร.วรพล วังฆนานนท์ ได้ที่ 095-552-2891 พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อก้าวเดินไปด้วยกัน

เริ่มแล้วอย่างเป็นทางการกับงาน AGRITECHNICA ASIA & HORTI ASIA Regional Summit 2021 ซึ่งมีกำหนดการระหว่างวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2564 ณ โรงแรม ดิ อิมพีเรียลโฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โคราช และถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ DLG CONNECT จัดโดยผู้จัดงานแสดงสินค้าที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจเกษตรอย่าง วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค และ สมาคมเกษตรกรรมเยอรมัน (ประเทศไทย) ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพันธมิตรการจัดงานนานาประเทศ (กระทรวงอาหารและการเกษตรแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ และสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย) โดยมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ นำโดย ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ประธานเปิดงาน) พร้อมด้วย คุณชรินทร์ ทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา / คุณนุช หอมรสสุคนธ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) / Mr. Michael Ritter, Senior Vice President Asia, CLAAS Global Sales GmbH และ Mrs. Katharina Staske กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาคมเกษตรกรรมเยอรมัน (ประเทศไทย)

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “AGRITECHNICA ASIA & HORTI ASIA Regional Summit ซึ่งมีหัวข้อหลักของการประชุมในหัวข้อ การผลิตที่ชาญฉลาดสำหรับระบบอาหารที่ยั่งยืน มีความสอดคล้องกับการขับเคลื่อนภาคเกษตรของประเทศไทยที่ผ่านมา ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่กำลังเป็นมาพลิกโฉมจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบเกษตรและการผลิตอาหารที่ยั่งยืน ซึ่งจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญกับ 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การพัฒนากำลังคนในภาคเกษตรให้เป็น

Smart Farmer และ Smart Officer ยกระดับผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่ / พัฒนากระบวนการทำงานโดยทำงานในพื้นที่และแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์กัน / ผลักดันการใช้และเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตรเพื่อให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ลดปัญหาและความเสี่ยงจากการเกษตร และสุดท้าย การสร้างเครือข่ายกับทุกภาคส่วน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร นำจุดแข็งของทุกภาคส่วนมาสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรเพื่อสร้างความเข้าใจถึงการผลิตที่ทันสมัยและการจัดการพืชผลอย่างชาญฉลาดเพื่อการผลิตอาหารอย่างยั่งยืนทั้งระบบ”

คุณชรินทร์ ทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เสริมว่า “หลังจากได้พิจารณาโปรแกรมงานประชุมในครั้งนี้ ผมเชื่อมั่นว่าทางผู้จัดฯ มาถูกทางแล้ว เนื่องจากโคราชเป็นจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางในการผลิตข้าว มันสำปะหลัง อ้อย กระเทียม และกาแฟของประเทศไทย ปัจจุบันผลผลิตทางการเกษตร 3 อันดับแรกของจังหวัด ได้แก่ ข้าว (ประมาณ 18,000 ตัน) กระเทียม (52 ตัน) และ เมล็ดกาแฟ (16 ตัน) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ภายในโคราชและพื้นที่ใกล้เคียงมีเกษตรกรมืออาชีพและเกษตรกรทั่วไปจำนวนมาก ซึ่งการเข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งและต่อยอดความรู้ในเรื่องการจัดการพืชผลอย่างชาญฉลาด และการใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนการเปิดรับนวัตกรรม และวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน”

คุณนุช หอมรสสุคนธ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สนับสนุนว่า “เศรษฐกิจของประเทศไทยเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการเกษตรมาอย่างช้านาน โดยภาคเกษตรกรรมคิดเป็นร้อนละ 6 ของ GDP ผลิตโดยใช้แรงงานราวหนึ่งในสามของกำลังแรงงานทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและรูปแบบการทำงานของระบบเกษตรกรรม เกษตรกรจึงไม่สามารถพึ่งพาแรงงานการผลิตในรูปแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว และมีความจำเป็นที่จะต้องหันมาให้ความสนใจกับแนวคิดการปกป้องทรัพยากรทางธรรมชาติควบคู่ไปกับการผลิตอย่างยั่งยืน ภายในงานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาคครั้งนี้ มีการรวมหัวข้อสำคัญต่างๆ มานำเสนอให้เกษตรกรและผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นได้เรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการฟาร์มรูปแบบใหม่ แนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเกษตรเพื่อก้าวไปสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืน”

Mr. Michael Ritter, Senior Vice President Asia, CLAAS Global Sales GmbH กล่าวว่า “CLAAS มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานในครั้งนี้เพื่อได้แบ่งปันความรู้และความเชี่ยวชาญของเรา ตลอดจนเรียนรู้จากเกษตรกรและผู้เข้าร่วมงานท่านอื่นๆ บริษัทของเรามีความสนใจและพยายามที่จะเข้าใจถึงความต้องการของเกษตรกรท้องถิ่นเพื่อจัดหาเครื่องมือที่จะช่วยส่งเสริมให้การทำเกษตรกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบสนองความต้องการของการผลิตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะมีโอกาสได้ชมการสาธิตเครื่องเก็บเกี่ยวอาหารสัตว์ CLAAS JAGUAR ในโปรแกรม Farm Visit วันพรุ่งนี้”

งานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาค AGRITECHNICA ASIA & HORTI ASIA Regional Summit จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์และรูปแบบปรกติ ระหว่างวันที่ 16 – 17 พฤศจิกายน 2564 เวลา 09:00-16:00 น. ณ โรงแรม ดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อซื้อบัตรเข้าชมงานผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ www.agritechnica-asia.com/regional-summit | www.horti-asia.com/regional-summit หรือซื้อบัตรเข้างานได้ที่สถานที่จัดงาน ผู้ที่เดินทางมายังสถานที่จัดงาน จำเป็นต้องมีผลตรวจ ATK Test ภายใน 72 ชม. พร้อมแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน AstraZeneca อย่างน้อย 1 เข็ม หรือ วัคซีน Sinovac ครบ 2 เข็ม โดยได้รับวัคซีนอย่างน้อย 14 วันก่อนวันจัดงาน | สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-1116611 (วีเอ็นยูฯ)

เกษตรกรจะสู้ศึกโควิดอย่างไรในปี 65 จะฟื้นฟูอาชีพเกษตรอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน นี่เป็นโจทย์ที่เราชาวคณะเกษตรก้าวไกลตั้งไว้..ยิ่งเมื่อได้รับทราบข่าวดีว่าตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เราได้เปิดประเทศแล้ว ความหวังความตั้งใจก็จะเป็นจริงมากขึ้น ตั้งใจว่าจะลุยกันอีกสักยกก่อนสิ้นปี 64 ปีแห่งวิกฤตที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 63 ซึ่งไม่เฉพาะพี่น้องคนไทยแต่เป็นกันทั้งโลก

โควิดทำให้คนบนโลกตระหนักถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นการตอกย้ำหลังจากที่พวกเราทุกคนถูก Disrubtion จากเทคโนโลยีดิจิทัลมาหมาดๆ เป็นยุคที่จะต้องปรับตัวกันอย่างรุนแรง

เกษตรก้าวไกล ถือโอกาสนี้เดินทางไกลอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประจำการอยู่ในที่ตั้งเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ได้ส่งสัญญานมายังพี่น้องเกษตรกรไทยทุกคนด้วยความห่วงใย ภายใต้โครงการเกษตรก้าวไกลLIVEฝ่าวิกฤตโควิดทั่วไทย ซึ่งใครที่ได้ติดตามเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล และสื่อออนไลน์ในเครือ (เพจเฟสบุ๊คและยูทูปช่อง เกษตรก้าวไกลไปด้วยกัน) ก็คงจะทราบกันดี

การเดินทางของเราครั้งนี้ ยังใช้แนวคิดเดิม ภายใต้โครงการลุยเกษตรสุดเขตไทย (ใช้ชื่อตอนว่า ธ.ก.ส.เกษตรก้าวไกล) แต่จะลุยได้ไกลแค่ไหนก็ว่ากันไป เพราะครั้งนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร (อาจไปได้ไม่สุดเขตประเทศไทยเหมือนตอนที่ 1 แต่ขออาศัยชื่อโครงการเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง) ตามเดิมนั้นได้วางแผนไว้ว่าจะออกเดินทางช่วงเดือนสิงหาคม -กันยายน แต่โควิดรุนแรงห้ามคนจากพื้นที่สีแดงเข้าในจังหวัดต่างๆ และพอเดือนตุลาคมก็เกิดน้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัด

อย่างไรก็ดีเราก็ไม่ลดทิ้งความตั้งใจ หมายมั่นว่าจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสคือ การลงพื้นเกษตรครั้งนี้นอกจากจะสัมภาษณ์พบปะเกษตรกรเกี่ยวกับการฟื้นฟูอาชีพหรือกิจการเกษตรแล้ว เราจะถือโอกาสนี้สอบถามเรื่องแผนงานเกษตรปี 65 ซึ่งเป็น “ปีเสือ” ว่าเกษตรกรแต่ละคนได้วางแผนสู้อย่างไร

โดยวิธีการนำเสนอนั้นจะมีทั้งการ LIVEสด การถ่ายทำเป็นคลิป และการเขียนเป็นบทความข่าว ซึ่งการ LIVEสดนั้น เราหวังว่าจะสามารถเชื่อมสังคมเกษตรไปยังคนไทยทั่วประเทศได้อย่างทันท่วงที

การเดินทางภายใต้โครงการนี้ได้เริ่มต้นขึ้นมาได้ระยะหนึ่งแล้ว จากการไปสัมภาษณ์เกษตรกรเลี้ยงปลา “ดอนกระเบื้องฟาร์ม” ที่สุพรรณบุรี และ “เอ็นซีโคโคนัท” ที่ราชบุรี

โครงการลุยเกษตรสุดเขตไทย ในชื่อตอนว่า “ธ.ก.ส.เกษตรก้าวไกล” ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) พร้อมพาหนะการเดินทางโดย “ฟอร์ดประเทศไทย” ซึ่งเราหวังว่าจะทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเกษตรให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

ต้อนรับผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน จาก 34 ประเทศ
การประชุมแบบออนไลน์และออนไซต์ พร้อมนิทรรศการและการเยี่ยมชมแปลงสาธิต
เจ้าภาพร่วมจัดงานโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งประเทศไทย
ประเด็นต่างๆ ในการประชุมสัมมนา: การผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวและข้าวโพด ตลอดจนการเกษตรแม่นยำ การอารักขาพืช การจัดการน้ำ การเกษตรแบบคลัสเตอร์ฟาร์ม การเกษตรแนวตั้ง และโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ

งานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาค หรือ AGRITECHNICA ASIA & HORTI ASIA Regional Summit ในรูปแบบไฮบริดใหม่ได้ประสบความสำเร็จและปิดงานประชุมทั้งสองวันลงเมื่อวานนี้ (16-17 พฤศจิกายน 2564) ภายใต้ธีมการจัดงาน “การผลิตอัจฉริยะสำหรับระบบอาหารที่ยั่งยืน” สามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ได้จำนวนมากกว่า 800 คน จาก 34 ประเทศ เข้าชมงานผ่านระบบออนไลน์เสมือนจริง พร้อมด้วยผู้เข้าชมงานที่สถานที่จัดงานจริงมากกว่า 240 คน โดยมีการจัดงานประชุมขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย ซึ่งมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงานประชุมสุดยอดดังกล่าวนี้ ซึ่งถือว่าเป็นงานเกษตรกรรมระดับนานาชาติที่สามารถเข้าร่วมงานได้จริงทั้งสองรูปแบบที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งที่มีการจัดขึ้นในประเทศไทยในปีนี้

ทั้งนี้ การประชุมได้ครอบคลุมหัวข้อเรื่องการผลิตพืชที่กำลังเป็นที่นิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น การทำเกษตรแบบคลัสเตอร์และการทำเกษตรแนวตั้ง ตลอดจนการผลิตน้ำตาลและมันสำปะหลังอย่างยั่งยืนโดยใช้เทคนิคที่ทันสมัย โดยมีผู้บรรยายทั้งที่อยู่ในสถานที่และแบบออนไลน์มากกว่า 90 คน จากประเทศไทยและทั่วโลก รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ซึ่งได้นำเสนอองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องจากการประชุมสุดยอดระบบอาหารแห่งสหประชาชาติประจำปีนี้

“ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน เราพอใจมากกับความสำเร็จของงานในครั้งนี้ ซึ่งยังคงยืนหยัดจัดงาน นอกจากนี้ยังมีความท้าทายใหม่สำหรับการจัดงานในรูปแบบดิจิทัลเสมือนจริง ผ่านรูปแบบการจัดงานแบบไฮบริดซึ่งเข้ากันได้เป็นอย่างดี ในส่วนของประเด็นหลักที่เรานำเสนอในงานสัมมนา คือเรื่องของระบบอาหารที่ยั่งยืนในประเทศไทย เราต้องการการดำเนินการจริงและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป ผ่านงานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาคครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ สามารถเข้าถึงผู้คนในอุตสาหกรรมมากขึ้น สร้างความตระหนักรู้ในหลายภาคส่วน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายทางการเกษตรระดับชาติ-ระหว่างประเทศ” ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย กล่าวเสริม “ในปีหน้านี้ เราจะตั้งตารอคอยการกลับมาของงาน AGRITECHNICA ASIA และ HORTI ASIA 2022 ซึ่งเราต้องการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในรูปแบบปกตินี้อย่างแน่นอน” ดร.วนิดา กล่าวเสริม

“งานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาคครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ผู้คนในอุตสาหกรรมจะกลับมาพบปะกันเพื่ออัปเดตข่าวสารความรู้ของพวกเขา ตลอดจนการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ภายในงาน สำหรับประเด็นหลักที่เรามีการนำเสนอจะมุ่งเน้นเรื่อง สถานการณ์ปัจจุบัน และแนวโน้มของการทำฟาร์มอัจฉริยะในประเทศไทยในปัจจุบันและในอนาคตให้แก่ผู้เข้าร่วมงานสัมมนา ซึ่งการจัดงานในรูปแบบไฮบริดนี้ถือเป็นเรื่องปกติใหม่ และเป็นประโยชน์สำหรับผู้เข้าร่วมงานที่สามารถเข้าถึงงานประชุมทั้งที่อยู่ห่างไกลจากสถานที่จัดงานผ่านทางระบบดิจิทัลเสมือนจริง ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งในยุคนี้” ดร.ดาเรศร์ กิตติโยภาส ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายกสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย กล่าวปิดท้าย

การใช้เครื่องจักร การเกษตรแม่นยำ และการผลิตที่ยั่งยืน

ในการประชุมเชิงปฏิบัติและเชิงเทคนิค ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบถึงภาพรวมเกี่ยวกับทิศทางในการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวและข้าวโพดแบบยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) และองค์กรผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ รวมทั้งจากผู้ผลิตชั้นนำ เช่น CLAAS, CNH Industrial, Gessner และ John Deere โดยหนึ่งในจำนวนไฮไลท์เด่นของงานคือ แนวคิดใหม่ๆ เช่น การตรวจวัดดิน การจัดการปุ๋ยที่แม่นยำ เทคนิคหลังการเก็บเกี่ยว และวิธีแก้ปัญหาการเก็บรักษา ซึ่งผู้เยี่ยมชมได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทคนิคสมัยใหม่ในการบริหารจัดการน้ำรวมถึงการควบคุมความเค็ม

สำหรับหัวข้อการประชุม ‘Agriculture 4.0 – Precision Agriculture’ เป็นการนำเสนอโดยวิทยากรจากสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย (TSAE), Planet และ Varuna, AI and Robotics ที่ได้สำรวจทั้งบทบาทของการทำเกษตรแบบแม่นยำในประเทศไทยและการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ เช่น โดรนและเทคโนโลยีดาวเทียม ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ พร้อมตัวอย่างที่ใช้งานได้จริง เช่น Oz หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช นำเสนอโดย Naio Technologies

หัวข้อที่กำลังเป็นที่นิยมในประเทศไทย: การเกษตรแม่นยำและการเกษตรแนวตั้ง

การประชุมนี้ได้รับการสนับสนุนโดยกระทรวงอาหารและการเกษตรแห่งสหพันธรัฐเยอรมันสำหรับ “Clusterfarm Future Conference ครั้งที่ 1” ซึ่งรายงานเกี่ยวกับโครงการการเกษตรแบบคลัสเตอร์ที่ประสบความสำเร็จที่ได้มีการจดทะเบียนฟาร์มถึง 8,000 แห่ง นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2559 โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรของไทยเป็นผู้นำในการดำเนินโครงการซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของฟาร์ม พร้อมด้วยผู้ปฏิบัติงาน วิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและระดับนานาชาติจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ ซึ่งขอบเขตของการประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

โดยที่การผลิตอาหารแบบ plant-based ในพื้นที่เขตเมืองนั้นได้มอบทั้งโอกาสและความท้าทายซึ่งได้รับการสำรวจจากการนำเสนอของสมาคมการเกษตรแนวตั้ง (Association for Vertical Farming)

นอกจากการนำเสนอของผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงจากองค์กรมืออาชีพแล้ว ผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยียังได้นำเสนอวิธีการแก้ปัญหาของตนด้วย ทั้งนี้ วิทยากรและผู้แสดงสินค้าต่างๆ นั้นมาจากหลายประเทศ เช่น ออสเตรีย ออสเตรเลีย แคนาดา กัมพูชา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ไทย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

การเยี่ยมชมฟาร์มและพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการในประเทศไทย

“สำหรับ การประชุมสุดยอดครั้งนี้ได้จัดขึ้นที่โรงแรม อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โคราช ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตข้าว มันสำปะหลัง และอ้อยในประเทศไทย ผู้เยี่ยมชมสามารถชมฟาร์ม ‘505 FarmTech’ ซึ่งแสดงการใช้อุปกรณ์ของ CLAAS JAGUAR ที่ทำการเก็บเกี่ยวพืชหมักแบบสด การเก็บขยะ และเทคนิคการอัดเป็นแท่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันจากผู้เข้าร่วมงาน” ซึ่ง คุณปนัดดา ก๋งม้า ผู้อำนวยการ ฝ่ายธุรกิจการเกษตร-ปศุสัตว์และฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ได้อธิบายไว้

จาก “จำนวนผู้เข้าร่วมงานที่สูงทั้งทางออนไลน์และแบบออนไซต์นั้นเป็นการแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรยังคงมุ่งมั่นที่จะสำรวจหาความรู้ใหม่ๆ และเชื่อมต่อกับผู้ที่เป็นมืออาชีพด้านอื่นๆ ในอุตสาหกรรมต่อไป ซึ่งความต้องการในการสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมของเรา” คุณ Katharina Staske กรรมการผู้จัดการของ DLG Thai กล่าวสรุป

โดยงานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาค หรือ AGRITECHNICA ASIA & HORTI ASIA Regional Summit นั้นถือเป็นครั้งแรกของ “AGRITECHNICA On Tour” ซึ่งเป็นงานชุดใหม่ โดยจะมีการสำรวจหัวข้อเครื่องจักรกลการเกษตรที่กำลังเป็นที่นิยมในประเทศหรือภูมิภาคในแต่ละครั้ง

การสนทนาแบบโต้ตอบกับผู้เชี่ยวชาญและการสร้างเครือข่ายแบบตัวต่อตัว

ในงานนี้ได้มีการอนุญาตให้ถามคำถามแบบโต้ตอบได้อย่างต่อเนื่องในระหว่างการนำเสนอและผู้เข้าร่วมประชุมสามารถใช้โอกาสในการสร้างเครือข่ายในห้องประชุมหลังจากการพูดคุย ซึ่งรวมถึงการสื่อสารด้วยเสียง วิดีโอ หรือการสนทนา โดย DLG-Connect หรือ www.dlg-connect.com ซึ่งได้รับการออกแบบโดยผู้จัดงานของ AGRITECHNICA และ DLG – German Agricultural Society โดยที่ DLG-Connect ได้เคยจัดกิจกรรมระดับมืออาชีพมาแล้วมากกว่า 400 รายการ

ผู้สนับสนุนการประชุมสุดยอดอย่างเป็นทางการ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภาคการประชุมจังหวัดนครราชสีมา และ การประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาค AGRITECHNICA ASIA & HORTI ASIA Regional Summit จัดโดย DLG (สมาคมเกษตรกรรมแห่งเยอรมนี) และ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค

ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3480 สายกาญจนบุรี-อำเภอหนองปรือ จะพบกับชุมชนและแปลงปลูกพืชเศรษฐกิจตลอดทาง จวบจนเข้าเขตอำเภอหนองปรือ เลี้ยวซ้ายสู่ตำบลสมเด็จเจริญ ตลอดเส้นทางมีไม้ยืนต้นน้อยใหญ่นานาพันธุ์สร้างความเขียวขจี ความร่มรื่นให้แก่พื้นที่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ตลอดสองฝั่งถนนภายในโครงการฯ มีบ้านเรือนตั้งอยู่เรียงราย ที่แปลกตาคือแต่ละบ้านมีแปลงปลูกพืชผักสวนครัว และไม้ผลปลูกอยู่ในบริเวณเกือบทุกหลังคาเรือน เช่น ผักชี สะระเเหน่ ไปจนถึงเผือก กล้วยน้ำว้า ส้มโอ และ ขนุน บางแปลงเป็นแปลงเกษตรแบบผสมผสานที่ปลูกตามหลักวิชาการเกษตรเชิงอิงอาศัย

ดังเช่นที่บ้านของ นายชรินทร์ กลั่นแฮม เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัย จากโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยนำที่ดินที่ได้รับการจัดสรรมาจัดทำแปลงปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ที่สามารถสร้างรายได้ทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี ลักษณะของการปลูกพืชแต่ละชนิดจะต้องอิงอาศัยเกื้อกูลกัน อาศัยร่มเงากัน ส่งผลให้พืชที่ปลูกในแปลงเดียวกันทุกชนิดมีผลผลิตสมบูรณ์

“ได้รับสิทธิ์เข้าทำกินในที่ดินโครงการฯ เมื่อปี 2533 ปลูกฝรั่ง พริก ผัก กล้วย โดยพิจารณาจากอายุการเจริญเติบโตของแต่ละชนิดว่าต่างกันอย่างไร เช่น ฝรั่ง 7- 8 เดือน จึงเก็บเกี่ยวได้ ปลูกพริกในร่องฝรั่ง 2-3 เดือนเก็บขายได้ ปลูกผักในร่องพริกหนึ่งเดือนเก็บขายได้ และปลูกกล้วยน้ำว้า ในดงฝรั่งตัดกล้วยขายปีละครั้ง 4 ปี มีเหง้าแทงยอดสามารถขุดขายเป็นต้นพันธุ์ ปลูกไม้ยืนต้น เช่น ขนุน ลำไย ชมพู่ มะม่วง และมะพร้าว เป็นพืชให้ผลผลิตนาน 40 – 50 ปี ก็จะทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่องจากการเริ่มต้นเพียงครั้งเดียว ผมมายืนอยู่จุดนี้ได้ก็เพราะยึดแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทำการเกษตรแบบผสมผสานตามคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9” นายชรินทร์ กล่าว

นอกจากนี้ภายในพื้นที่โครงการฯ ยังส่งเสริมกิจกรรมด้านปศุสัตว์เชิงพาณิชย์ให้แก่ราษฎรอีกด้วย เช่น การเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ และการทำฟาร์มไก่ไข่ในระบบปิดที่สามารถผลิตไข่ไก่ป้อนสู่ตลาดได้ไม่น้อยกว่า 8 หมื่นฟองต่อวัน มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการไก่ไข่ จำนวน 20 ครอบครัว โดยจะได้รับการสนับสนุนไก่ไข่เล้าละ 4,300 ตัว

“ไข่ไก่ที่ได้ขายในราคาประกัน 2.75 บาทต่อฟอง ถือว่าคุ้มค่าเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว ส่วนมูลไก่ขายได้กระสอบละ 30 บาท ที่หน้าฟาร์ม นอกจากนี้เกษตรกรจะมีรายได้จากการจำหน่ายไก่ปลดกรงอีกต่างหาก ทุกคนที่มาทำฟาร์มไก่ไข่มีรายได้ดีขึ้น มีเงินเก็บส่งลูกหลานเรียนจนจบปริญญาตรีทุกครอบครัว” นายสุรชัย รุ่งรัตนพงษ์พร ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ราษฎรมีที่อยู่ที่กินเป็นหลักแหล่ง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และให้เข้าถึงช่องทางทำกินพร้อม ๆ กับการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิชัยพัฒนามีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ทำหน้าที่ประสานงานและสนับสนุนงบประมาณ และมีกรมการปกครอง โดยอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี รับผิดชอบดูแลโครงการฯ

หลังประกาศเปิดประเทศอันสืบเนื่องมาจากโควิด กิจการท่องเที่ยวก็เริ่มคึกคัก ดูอย่างที่วังน้ำเขียวแหล่งท่องเที่ยวร้านอาหารที่พักเริ่มเข้าที่แขกเหรื่อนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมากันมาก และที่มาให้ดูนี้เป็นที่เขาแผงม้าที่นี่ไม่ได้มาดูม้าแต่มากูกระทิง..

เดินทางเข้ามาทางศูนย์ราชการเขาเขียว ลัดเลาะเลี้ยวไปมาตามลักษณะภูมิประเทศ ผ่านเนินดินภูเขาที่มีทิวทัศน์สวยงาม พอไปถึงจุดหมายก็ลงจากรถตู้ ลงมาก็สัมผัสอากาศเย็น เพราะว่าเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาว รีบถ่ายภาพเก็บเกี่ยวพระอาทิตย์ก่อนจะลับทิวเขา วันนี้นักท่องเที่ยวมากันมากหน้า เมื่อผ่านขั้นตอนตรวจวัดอุณภูมิเป็นที่เรียบร้อยและจ่ายเงินคนละ 20 บาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ก็เดินขึ้นไปบนเนิน ตื่นตาตื่นใจกับรูปปั้นกระทิงตัวใหญ่ แต่ที่ตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าก็คือฝูงกระทิงที่อยู่ตรงหน้าด้านล่างที่เป็นเนินเขาซึ่งมีผืนหญ้ากว้างใหญ่ให้เจ้ากระทิงร่วมๆ 100 ตัว กินกันอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่สนใจผู้คนแต่อย่างใด

ภาพที่เห็นอาจจะไกลสักหน่อย สล็อตออนไลน์ คือราว 1-2 กิโลเมตร แต่ก็พอเห็นได้ชัด ถ้าจะให้ชัดกว่าก็ใช้กล้องส่องทางไกล จะเห็นอริยาบททุกตัวเลย ซึ่งก็กำลังก้มหน้าก้อมตากินหญ้า เจ้าหน้าที่บอกว่าจะเริ่มมากินหญ้าบริเวณนี้ราว 4-5 โมงเย็นเป็นต้นไป จนกึงกลางคืน เพราะว่าชอบหากินกลางคืน และมีบึงน้ำที่อุดมสมบูรณ์อยู่ใกล้ๆด้วย เรียกว่ากินหญ้าเสร็จก็ไม่ต้องไปหาน้ำที่ไหน