ผู้ประสานงานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวันเล่าว่า

จากที่อาจารย์ได้เข้ามาให้ความรู้ในการทำกระดาษจากฟางข้าว และได้นำมาประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เครื่องสักการะ ดอกไม้ที่ใช้ในการมงคลและอวมงคล โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก สร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้าน และมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงาน เมื่อประเพณีลอยกระทงมาถึง ทางอาจารย์ มทร.ธัญบุรี และทางกลุ่มจะประดิษฐ์กระทงจากฟางข้าวและกระดาษฟางข้าวขึ้นมา โดยทางกลุ่มจะประดิษฐ์ขึ้นให้กับทางวัดไก่เตี้ย เพื่อนำไปจำหน่ายหารายได้เข้าวัดในวันลอยกระทง สำหรับผู้ใดสนใจผลิตภัณฑ์กระทงจากฟางข้าว สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ 081-4513705 คุณบุญนภาผู้ประสานงานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน จังหวัดปทุมธานี

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย พร้อมด้วย นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายผดุงศักดิ์ เสือแก้ว หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง และเจ้าหน้าที่อุทยานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปศุสัตว์อำเภอและผู้อำนวยการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขตสุราษฎร์ธานี ได้เข้าปฏิบัติการช่วยเหลือช้างป่าที่ได้รับบาดเจ็บ โดยมีทีมสัตวแพทย์นำโดย สพ.ญ. ดิลกา ชุมทอง น.สพ. โฆษิต อารีกิจ น.สพ. จตุรพัฒน์ คำแป้น และนักศึกษาสัตวแพทย์ชั้นปี 6 ได้ตรวจสุขภาพช้างเบื้องต้นพบว่า ช้างได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลังซ้ายแต่ช้างสามารถกินอาหารที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานนำไปให้ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการรักษาเบื้องต้น โดยให้ยาปฏิชีวนะยาลดอาการปวดและยาบำรุงสุขภาพ ณ อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อเร็วๆ นี้

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ คว้ารางวัลเกียรติยศจากการประกวดและจัดแสดงผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม 1 เหรียญทอง พร้อมรางวัลพิเศษจากประเทศอิหร่าน อีก 1 รางวัล และอีก 1 เหรียญทองแดง มุ่งสู่การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์ ในเวที “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2018) ณ เมือง นูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งมีผลงานเข้าร่วมจัดแสดงกว่า 800 ผลงาน จาก 30 ประเทศทั่วโลก โดย นักวิจัย มทร.สุวรรณภูมิ ส่งผลงานเข้าประกวดและจัดแสดง จำนวน 2 ผลงาน ดังนี้

ผลงาน “The Artificial LED light with Programmable Spectrum for Plants Cultivation” โดย รศ. นภัทร วัจนเทพินทร์ ผศ. เฉลิมพล เรืองวัฒนาวิวัฒน์ และ นายอังสุชวาลนันท์ จำปานาค เป็นแหล่งกำเนิดแสงสำหรับการปลูกพืช แตกต่างจากหลอดไฟปลูกพืชในท้องตลาด คือ สามารถควบคุมพลังงานแสงและสเปกตรัมของแสงให้เหมาะสมกับพืชได้ ช่วยให้ประหยัดพลังงาน และใช้เป็นไฟเสริมให้กับพืชที่ปลูกในโรงเรือน สิ่งประดิษฐ์นี้ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวลง ช่วยให้ผลผลิตคุณภาพสูง ผลงานนี้ได้รับรางวัล “เหรียญทอง” พร้อมรางวัลพิเศษจากประเทศอิหร่าน อีก 1 รางวัล และยังได้รับเกียรติยศ “The Best Invention” จาก The 1st Inventor and Researcher in Iran

ผลงาน “Formula and Process of Balsam Production from Shallot extracts” โดย ผศ. ชื่นสุมน ยิ้มถิน และ อาจารย์สาโรจน์ ยิ้มถิน เป็นผลิตภัณฑ์ยาหม่องที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และเพิ่มสารสกัดจากหัวหอมแดง ที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการบวมแดงจากพิษของ แมลงกัดต่อยได้เร็วกว่ายาหม่องทั่วไป และสามารถบรรเทาอาการคัดจมูกจากหวัดได้ดี โดยผลงานนี้ได้รับรางวัล “เหรียญทองแดง”จากการเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงผลงานวิจัยในครั้งนี้

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 เวลา 08.30 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ โดยก่อนเข้าประชุมได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีการประกาศเตรียมเคลื่อนไหวของชาวสวนยาง-ปาล์ม ว่า ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เรารับฟังทุกๆ ด้าน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็พยายามแก้ไขปัญหาอยู่ วันนี้จะมีการเสนอเข้าไปในคณะรัฐมนตรีให้ทราบ ส่วนหน่วยงานต่างๆ เตรียมช่วยเหลือ

“ขอให้พี่น้องได้เสนอสิ่งที่ตัวเองต้องการไปตามช่องทาง โดยไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดความวุ่นวาย ทุกคนรู้ดีว่ายากลำบากเพียงใดในเรื่องราคาพืชผล ซึ่งมีผลกระทบมาจากทั้งต่างประเทศและการผลิตในประเทศเองที่มากเกินดีมานด์”

อย่างไรก็ตาม มีการช่วยเหลือในทุกๆ พืชผลอยู่แล้ว กล้วย อ้อย สับปะรด เป็นวัฏจักรในไทย เมื่อเราผลิตพืชผลการเกษตรก็ย่อมมีเรื่องตลาดเป็นเรื่องสำคัญการทำไร่นาสวนผสมจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีความอดทน วิริยะ อุตสาหะ เพียบพร้อม หากไม่อดทนเสียแต่ต้นมือ ปล่อยให้ความย่อท้อเข้ามาบั่นทอนในจิตใจ ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องเลิกราพ่ายแพ้จากไป

คุณปราณี และ คุณสมนึก ทิพยะ ทั้งสองทำงานอยู่กรุงเทพฯ ตัดสินใจกลับมาสู่ภาคเกษตร ในที่ดิน 200 ไร่ ที่มีอยู่ในเขตพื้นที่ หมู่ที่ 12 ตำบลวังบ่อ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์

คุณปราณี เล่าว่า เดิมทีที่ดินบริเวณนี้เป็นป่ารก ป้ากับลุงปลูกมะม่วงทิ้งไว้แล้วก็อพยพครอบครัวไปอยู่กรุงเทพฯ ให้ลูกๆ ได้เรียนหนังสือกัน ส่วนที่ตรงนี้น้องชายลุงดูแลอยู่ พอน้องชายลุงเสียชีวิตลูกๆ เรียนจบพอดี ก็อพยพครอบครัวกลับมาอยู่บนที่ผืนเดิม

“แรกๆ ก็ไม่อยากมา เพราะไม่ชินกับสภาพแบบนี้ อยู่กับป่า ไฟฟ้าก็ไม่มี ความสะดวกสบายไม่มีอะไรเลย แต่พออยู่ไปๆ ก็ชินไปเอง”คุณปราณี เล่าอีกว่า เมื่อแรกมาอยู่ในที่ดิน 200 ไร่ เริ่มเก็บมะม่วงที่ปลูกไว้แต่เดิมขายเอาเงินมาปลูกมะม่วงต้นใหม่ ปลูกมะม่วงเสริมอีก 400 ต้น เดิมมีอยู่แล้ว 300 ต้น จากนั้นก็ปลูกลำไยอีก 500 ต้น

กาลเวลาผ่านไป 3 ปี มะม่วงโตลำไยก็เริ่มได้ผล คราวนี้โค่นมะม่วงต้นเก่าทิ้งเอาอ้อยมาปลูกแทน แล้วก็ปลูกมันสำปะหลัง เลี้ยงเป็ด ไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงกบคุณปราณี บอกว่า เป็ด ไก่ กบ เลี้ยงไว้เป็นอาหารที่เหลือขาย ปลูกผักตามฤดูกาล เช่น ผักหวานป่า ผักอีชุก ผักอีนูน พืชสวนครัวปลูกพริก มะเขือ ข่า ตะไคร้ มะกรูด ปลูกมะละกอไว้ทานเอง จัดพื้นที่ทำสวนเพิ่มขึ้นอีก ปลูกส้มโอ แก้วมังกร ปลูกไผ่ตง กลายเป็นสวนผสมในเนื้อที่ 40-50 ไร่ ตอนนี้แทบไม่ต้องซื้อกับข้าวก็อยู่ได้ นอกจากอยากจะทานหมูก็ออกไปซื้อมาบ้าง

ในส่วนของพืชไร่ ปลูกอ้อยกับมันสำปะหลัง พื้นที่ส่วนหนึ่งทำนาปลูกข้าว ทั้งหมดผสมผสานเข้าด้วยกันเป็นไร่นาสวนผสม การจัดระบบการปลูกนั้น แรกๆ ก็ผิดพลาดเหมือนกัน พอปลูกไปแล้วมาคิดได้ว่าน่าจะจัดเป็นโซนให้ดูเป็นระเบียบ สะดวกแก่การบริหารจัดการ

คุณปราณี บอกว่า งานมีทำทั้งวันไม่หยุดมือ แทบไม่มีเวลานั่ง นอน พักผ่อนตอนกลางวันสักเท่าไร เช้าลงสวนเก็บพืชผักในสวน เหมือนไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวมาทำ ต้องไปเก็บของในสวนขึ้นมาทำกับข้าวเผื่อไว้มื้อเย็น เก็บผัก ผักบุ้ง ผักสารพัดที่อยากจะทาน มะละกอเก็บมาแกงส้มหรือตำส้มตำทาน จะทานปลาก็ไปลงเบ็ดเอามาทำกับข้าว จะทานเป็ด ไก่ กบ ก็ให้คนงานทำให้ก่อนเอามาทำกับข้าว

การใช้ปุ๋ย ก็ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เอามาปรับปรุงบำรุงดิน สมัยก่อนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ไม่เห็นท่านใช้ปุ๋ยเคมีกันเลย ท่านก็ยังทำมาหากินเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอยู่กันได้ อยากจะให้เราถอยหลังกลับคืนสู่ความเป็นธรรมชาติตามวิถีเดิม

ไม้ผลพืชสวนใช้ขี้วัว ขี้ไก่มาหมักกับแกลบ ฟางข้าวเป็นอินทรียวัตถุเติมลงในดินทำให้ดินดี เมื่อก่อนมาอยู่ดินที่นี่ไม่ดีใช้ไม่ได้เลย ปลูกต้นไม้ก็จะตาย เพราะไม่มีธาตุอาหารในดิน พอมาอยู่ใช้อินทรียวัตถุ ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพทุกวันนี้ดินอยู่ในสภาพดีมาก ปลูกพืชอะไรก็เจริญงอกงาม

ในท้องนาไม่ใช้เคมี ใช้ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ ที่นี่ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ทำนาปีละครั้ง ใจก็อยากจะทำหลายๆ ครั้ง แต่ไม่มีกำลังพอที่จะทำ

คุณปราณี บอกด้วยว่า ในเรื่องของผลผลิตนั้น แรกๆ นำไปขายเอง จนเป็นที่รู้จัก ลูกค้ารู้แล้วว่าผลไม้ในสวนเรารสชาติเป็นอย่างไร ปีต่อๆ มา ลูกค้าเข้ามาซื้อถึงสวน ผลผลิตที่เก็บได้ปีนี้ก็มีมะม่วง ลำไย มะม่วงก็มีมะม่วงน้ำดอกไม้ กับเขียวเสวย การปลูกมะม่วงเริ่มต้นศึกษาจากผู้ที่เขาทำมาก่อน เช่น อาจารย์ไพบูลย์ ตาลศิริ เป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาทำสวนของจังหวัดนครสวรรค์ การตัดแต่งกิ่งมะม่วงสำคัญมาก ต้องมีการแต่งกิ่งมะม่วงเพื่อให้รับกับยอดใหม่ จะทำให้มะม่วงงามติดผลดีกว่าการไม่ตัดแต่งกิ่ง

คุณปราณี บอกอีกว่า ลำไยก็เช่นกันถ้าต้นสูงต้องบังคับทรงไม่ให้สูง ปีนี้เก็บลำไยขายได้ 6 หมื่นกว่าบาทไม่มากเท่าไร ปลูกลำไยพันธุ์อีดอ เขามารับซื้อถึงในสวน

สำหรับไผ่ ปลูกไว้รับประทานเอง และแจกเพื่อนบ้านบ้าง บางทีคนงานมาตัดไปทานก็ให้ตัดไปเพราะเราต้องการปลูกไว้ทานเอง มีทั้งไผ่หวาน ไผ่ตง และไผ่รวก

ผลไม้หลักๆ ที่ขายแล้วได้เงินก็ยังมี น้อยหน่า แก้วมังกร ส่วนพืชผักสมุนไพร พืชสวนครัวมีเยอะเลยสามารถเก็บเอาไปขายได้เงินทุกอย่าง ทำเพื่อเลี้ยงตัวไม่หวังเป็นธุรกิจ แต่เมื่อมันมากเข้าๆ รายได้ที่เข้ามาอย่างละเล็กละน้อย รวมกันแล้วก็ไม่น้อยสักเท่าไร

“มาปีนี้จะชนกับอ้อยที่ลงปลูกเอาไว้ มันสำปะหลังก็ใกล้เก็บ พอเก็บขายก็คงมีสตางค์เก็บบ้าง อ้อยปลูกไว้ 41 ไร่ มันสำปะหลัง 5 ไร่ ทั้งแปลงปลูกแบบระบบน้ำหยด เหล่านี้เป็นความสุข ต้องบอกว่า เดี๋ยวนี้มีความสุขแล้ว ต่างจากเมื่อครั้งมาอยู่ใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยสุขเท่าไร เรารู้สึกไม่ชอบเพราะเราเคยมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก แต่เมื่อผลผลิตเก็บได้ ทุกสิ่งที่เราปลูกไว้ มันให้ผลผลิตตอบแทนเรากลับมา เราก็เริ่มมีความสุขและสนุกกับมัน”

ในท้ายที่สุด คุณปราณี บอกว่า การทำแบบนี้ต้องมีใจรัก และต้องอดทน เพราะเมื่อผลผลิตออกมาแล้วเราจะยิ่งมีความสุขแบบชีวิตพอเพียง รางวัลที่ได้คือ ความภาคภูมิใจ ส่วนผลผลิตที่ออกมาคือ ความสุขและความสำเร็จ หากสนใจมาดูสวนเกษตรผสมผสานก็มาได้เลย โทร.มาก่อนที่ 083-952-0371 ยินดีต้อนรับ

โดยทั่วๆ ไป จะเห็นว่า แมว ชอบถ่ายสิ่งปฏิกูลไว้ตามกองทราย แล้วสำหรับคนรักแมว และเลี้ยงแมวส่วนใหญ่ยังใช้ ทราย (ก่อสร้าง) ดับกลิ่นสิ่งปฏิกูล แต่ในปัจจุบันได้มีการผลิตทรายที่ใช้แทนทราย (ก่อสร้าง) สำหรับแมวโดยเฉพาะ ซึ่งทรายแมวที่นำมาทดแทน ทราย (ก่อสร้าง) ผลิตจากสารไซโตรไนต์ มีคุณสมบัติดูดซับความชื้น และกลิ่นจากสิ่งปฏิกูลที่เกิดจากแมวได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งปัจจุบันได้มีการทำบรรจุภัณฑ์ “ทรายแมว” สำหรับวางไว้ให้แมวที่เลี้ยงไว้ในบ้านได้ถ่ายสิ่งปฏิกูลลงไปและไม่ให้มีกลิ่น หรือความอับชื้นรำคาญใจแก่ผู้เลี้ยง

ทั้งนี้ ในการบรรจุ ทรายแมว ในกล่องบรรจุภัณฑ์ผู้ประกอบการมักจะประสบปัญหา ฝุ่น ที่เกิดขึ้น เป็นอุปสรรคในการบรรจุอย่างมาก ดังนั้น นักศึกษากลุ่มหนึ่งจึงนำปัญหาดังกล่าวมาช่วยกันศึกษา จนกระทั่งได้ช่วยกันประดิษฐ์ เครื่องแยกฝุ่นทรายแมวขึ้น เพื่อนำไปใช้ก่อนบรรจุ และขายให้กับผู้เลี้ยงแมวต่อไป

ผลงานนี้ได้รับการเปิดเผยจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

เครื่องแยกทรายแมวนี้ ใช้ลมในการแยกฝุ่นทรายแมว เพื่อลดระยะเวลาในการแยกฝุ่น ขั้นตอนการทำงานของเครื่องคือ เมื่อเททรายแมวลงไปในเครื่อง และเดินเครื่อง ทรายจะวนอยู่ในกระบอกที่เป็นมุ้งลวด ภายในกระบอกจะมีพัดลมเพื่อเป่าฝุ่นออกจากเม็ดทราย จากนั้นฝุ่นก็จะถูกดูดลงไปที่ถังด้านล่างของเครื่อง ส่วนเม็ดทรายก็จะถูกแยกออกไปอีกด้านหนึ่ง เครื่องแยกฝุ่นทรายแมวยังทำให้ง่ายต่อการบรรจุยังบรรจุภัณฑ์

เครื่องแยกฝุ่นทรายแมว สามารถแยกทรายได้มากถึง 3 กิโลกรัม ต่อวินาที โดยทรายที่ได้มีปริมาณฝุ่นน้อยลง และลดจำนวนพนักงานในการผลิต ซึ่งในการแยกทรายสามารถนำฝุ่นที่ได้จากการแยกกลับมาผลิตใหม่ได้ ซึ่งมีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการผลิตและการบรรจุภัณฑ์

สำหรับ ทรายแมว โดยทั่วไปในท้องตลาด เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ทรายแมวแบบเดิม (conventional) กับทรายแมวแบบจับตัวเป็นก้อน (clumping) แต่บางแหล่งข้อมูล แบ่งทรายแมวเป็น 4 ชนิด ตามลักษณะเด่นของสินค้า ดังนี้ 1.ทรายแมวชนิดไม่จับเป็นก้อน (Non-clumping conventional litter) 2. ทรายแมวชนิดจับเป็นก้อน (Clumping litter) 3.ทรายแมวชนิดย่อยสลายทางชีวภาพได้ (Biodegradable litter) และ 4.ทรายแมวชนิดซิลิก้าเจล (Siliga gel litter)

เมื่อสิ้นปีการศึกษา 2527 นักศึกษาที่เรียนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ของวิทยาเขตสุรินทร์ ต่างก็แยกย้ายไปตามทางของตนเอง ส่วนหนึ่งไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี มีไม่น้อยที่สอบเข้าทำงานราชการ รวมทั้งงานกับภาคเอกชน

นักศึกษารุ่นนั้นมีกว่า 500 คน คุณทรงศิลป์ โลกายุทธ เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่เรียนจบในปี 2527 บ้านเดิมของคุณทรงศิลป์ อยู่อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น อาชีพของบรรพบุรุษคือ ทำนา หลังเรียนจบนักศึกษาหนุ่ม ยังไม่อยากรับมรดกการทำนาจากพ่อแม่ จึงไปช่วยเพื่อนทำไร่มันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพด อยู่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อนเขาคนนั้น คือ คุณธวัชชัย อภิชาติเสนีย์ เขาช่วยเพื่อนอยู่ปีหนึ่ง

การทำงานกับเพื่อน เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ เพราะเมื่อครั้งที่เรียนอยู่ในสถาบัน เน้นภาคทฤษฎีเป็นส่วนใหญ่เพื่อนๆ ของคุณทรงศิลป์ ที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ยังเรียนอยู่ปีสุดท้าย ยังไม่จบกัน คุณทรงศิลป์ จึงบอกลาคุณธวัชชัย อยากไปเสี่ยงโชคทางเมืองเหนือดู เป้าหมายอยู่ที่เพื่อนๆ เป็นที่น่าสังเกตว่า พวกเกษตรก็เป็นอย่างนี้แหละ นอกจากพ่อแม่แล้วก็มีเพื่อนๆ คอยหนุนส่ง ทราบว่า พวกเขาและกลุ่มเพื่อนๆ ยังรวมตัวกันอยู่ จนถึงทุกวันนี้ รวมกันทีก็ 150-200 คน

คุณทรงศิลป์ ไปอาศัยเพื่อนกินและนอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ไม่นาน ก็ได้ทำงานฟาร์มไก่แห่งหนึ่ง ที่ฟาร์มแห่งนี้ มีพนักงานจากหลายที่หลายแห่งด้วยกัน คุณเยาวลักษณ์ สาวจากอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นคนหนึ่งที่ทำงานฟาร์มไก่

เริ่มแรกคุณทรงศิลป์และคุณเยาวลักษณ์มีความสนิทสนมกันในฐานะเพื่อนร่วมงาน ต่อมาได้พัฒนากลายมาเป็นความรัก“ที่บ้าน…เลี้ยงปลาสลิดกันมาก” คุณเยาวลักษณ์ บอกกับคุณทรงศิลป์

เลี้ยงไก่อยู่ไม่นาน คุณทรงศิลป์และคุณเยาวลักษณ์ จึงบ่ายหน้าจากภาคเหนือ กลับบางปะกง ลงมือเลี้ยงปลาสลิดอย่างจริงจัง รวมระยะเวลากว่า 28 ปีแล้ว

เน้นอิงแอบธรรมชาติ

งานเลี้ยงปลาสลิดที่พบเห็นกันอยู่นั้น แรกสุดเขาเลี้ยงแบบอาศัยธรรมชาติ มีบางส่วนที่ประยุกต์แบบสมัยใหม่เข้าไป ซึ่งต้องลงทุนสูง คุณทรงศิลป์เลือกอย่างแรกมากกว่า ถือว่าเป็นแนวทางที่ลงทุนไม่มาก มีผลผลิตไม่สูง แต่ก็ลดความเสี่ยงงานเลี้ยงปลาสลิด ทำให้คุณทรงศิลป์เลี้ยงครอบครัวได้ ลูกสองคนกำลังเรียนระดับปริญญาตรี ส่วนภรรยา ทำงานโรงงาน หน้าที่หลักจึงตกแก่เขาในการทำงาน

พื้นที่เลี้ยงปลาของหนุ่มจากที่ราบสูงคนนี้มี 16 ไร่ แบ่งเป็น 2 แปลง แปลงละ 8 ไร่ เป็นที่เช่า

กระบวนการเลี้ยงปลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่ได้หยุด เจ้าตัวค่อยๆ ทำ ไม่ได้หนักหนาจนเกินไป บางคราวที่งานมากก็จ้างแรงงานช่วยบ้าง

คุณทรงศิลป์ บอกว่า ช่วงจับปลา อยู่ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม จะไม่ให้เกินนี้ หากล่วงเลยไปถึงเดือนเมษายน ปลาจะผอม

พื้นที่ 8 ไร่

ใช้พ่อแม่พันธุ์ 30-100 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังจากจับปลาขาย เจ้าของจะเหลือปลาไว้ทำพ่อแม่พันธุ์ 80-100 กิโลกรัม ต่อ 8 ไร่ พื้นที่เก็บพ่อแม่พันธุ์อยู่มุมใดมุมหนึ่งของแปลงเลี้ยง พื้นที่ราว 1 งาน

ปลาสลิดตัวผู้ ดูได้จากครีบหลัง จะยาวถึงปลายหาง แต่ปลาสลิดตัวเมียครีบหลังไม่ยาว

เรื่องความชอบ แม่ค้าชอบปลาตัวเมียมากกว่าตัวผู้ ทั้งนี้เพราะปลาตัวเมียน้ำหนักดี อ้วนฤดูการเพาะฟักลูกปลา อยู่ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน หลักการเพาะคือ เปิดน้ำใหม่หรือสูบน้ำใหม่เข้าไป กรณีที่ฝนตกลงมา แต่น้ำไม่มาก เจ้าของต้องรีบสูบน้ำเติม เพราะปลาพร้อมที่จะออกไข่ผสมพันธุ์แล้ว กรณีฝนลงไม่มากนัก น้ำไม่มาก หากเจ้าของไม่สูบน้ำเพิ่มเข้าไป การเพาะฟักอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

“พ่อแม่พันธุ์ 30-100 กิโลกรัม ต่อ 8 ไร่ พอ เพราะว่าออกลูกมาเยอะมาก เป็นกลุ่มๆ คล้ายลูกมะพร้าว บางตัวออกไข่จนตัวตาย น้ำมันนี้ฟุ้งเลย” คุณทรงศิลป์ เล่า

อาหาร เน้นรำเป็นหลัก

แนวทางการเลี้ยงปลาสลิดของคนลุ่มน้ำบางปะกงและบริเวณใกล้เคียง เดิมใช้อาหารที่มีตามธรรมชาติ คือแพลงตอน ต่อมามีอาหารเสริม

คุณทรงศิลป์ใช้อาหารเสริมเป็นรำ โดยทั่วไปแล้ว หากต้องการขุน จะใช้อาหารหมูขุนก่อนจับ 2 เดือน แต่เกษตรกรรายนี้ไม่ขุน

“อาหารอ่อยรำนิดหน่อย ส่วนใหญ่หนักธรรมชาติ ไม่กล้าเลี้ยงขุน แต่อาหารอย่างรำปีหนึ่งซื้อเป็นเงิน 50,000 บาท อาหารอย่างอื่นให้น้ำมันหมูบ้าง น้ำมันพืชบ้าง ปลาจะถ่ายดี โตไว” คุณทรงศิลป์ บอก

ระยะเวลาที่เลี้ยงปลาสลิด 8 เดือน ด้วยกัน จะได้ปลาขนาด 8-10 ตัว ต่อกิโลกรัม ท้องถิ่นแถบนี้ เกษตรกรเลี้ยงปลาโดยใช้วิธีธรรมชาติ เสริมอาหารให้บ้าง ได้ผลผลิต 200 กิโลกรัม ต่อไร่

“ผมเลี้ยง 2 แปลง ได้ปลาแปลงละตันเศษ บางปีอาจจะได้มากกว่านี้นิดหน่อย เคยมีคนทำได้ 300 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาปลาที่ขาย 10 ตัว น้ำหนัก 1 กิโลกรัม แม่ค้ามาซื้อ กิโลกรัมละ 50 บาท แถวนี้ เป็นน้ำกร่อย” คุณทรงศิลป์ บอก และเล่าต่ออีกว่า ทำอาชีพนี้ดี ผมทำหลายอาชีพ ปลูกผัก ตามคันบ่อขาย มีคะน้า กวางตุ้ง เพาะเห็ด ขยายพันธุ์มะนาว มะกรูด โดยใช้ต้นตอมะขวิด เคยเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาก่อน ที่เรียนมา นำมาปรับใช้ได้ แต่บางอย่างเราก็เลือกที่จะไม่ปฏิบัติ อย่างการเลี้ยงปลา เราเลียนแบบธรรมชาติ ลงทุนน้อย ทำตามกำลัง ตอนนี้ไปซื้อที่ไว้ที่บ้านเกิด 30 ไร่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น นำต้นไม้ไปปลูก จริงๆ ก็มีไม้ใหญ่อยู่บ้างแล้ว ถือว่าเป็นงานที่น่าสนใจ

คุณทรงศิลป์ เรียนจบมาทางด้านประมงโดยตรง ช่วงปีสุดท้ายของการศึกษา แต่เขาเลือกที่จะทำกิจกรรมที่พอตัว ไม่เกินกำลัง จึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างสบาย

ผู้ที่สนใจอยากซื้อปลาสลิด หรือพูดคุยแลกเปลี่ยน สอบถามได้ที่ คุณทรงศิลป์ โลกายุทธ 63/3 หมู่ที่ 5 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โทร.089-513-5175