ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากกรณี มีผู้เข้าใจผิดคลาดเคลื่อน

จากกระแสข่าวนักศึกษาลาออกเพราะประสบปัญหาด้านราคายาง ซึ่งเป็นกระแสะข่าวเมื่อต้นปี 2559 ซึ่ง กยท. ได้ทำการชี้แจงไปแล้ว รวมถึงได้เสนอข้อมูลการเข้ารับความช่วยเหลือจากพระราชบัญญัติ กยท. ตามมาตราต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องเกษตรกร รับทราบและเข้าถึงเงินทุนดังกล่าวได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นการหยิบเอากระแสเดิมๆ มาปลุกปั่นใหม่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และอาจส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะจิตใจของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง

“สิ่งที่ควรทำคือการร่วมมือกันในการสร้างความมั่นคงให้กับวงการยางพาราไทย เช่นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ ซึ่งจะช่วยยกคุณภาพชีวิต และระดับจิตใจของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางให้มีขวัญและกำลังใจมากยิ่งขึ้น” ผู้ว่าการ กล่าวทิ้งท้าย

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ชี้แจงประเด็นมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยาง (AETS) ไม่ทำให้ไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ และไม่กระทบต่อสต็อกยางในประเทศ ย้ำมาตรการ AETS ที่ผ่านมา
4 ครั้ง ทำให้ราคายางขยับตัวสูงขึ้น ยันเป็นมาตรการระยะสั้น 3 เดือน สอดรับนโยบายรัฐส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยดำเนินการมาตรฐาน AETS โดยประกาศลดการส่งออกยางพาราร่วมกับอีก 2 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มาแล้วรวม 4 ครั้ง ครั้งแรกปี 2544 ทั้ง 3 ประเทศ ควบคุมการส่งออก 700,000 ตัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 36.38 เซ็นต์สหรัฐต่อกิโลกรัม คิดเป็น 75.07% ครั้งที่ 2 ในเดือนมกราคม – ธันวาคม 2552 ส่งออกลดลง 700,000 ตัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น 156.43 เซ็นต์สหรัฐ/กิโลกรัม คิดเป็น 127.94% ในช่วงปลายปี 2552 ครั้งที่ 3 ระหว่างเดือนตุลาคม – มีนาคม 2556 ลดการส่งออกจำนวน 300,000 ตัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น 15.1 เซนต์สหรัฐ/กิโลกรัม คิดเป็น 5.24% และครั้งที่ 4 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ลดการส่งออก จำนวน 615,000 ตัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น 96.67 เซนต์สหรัฐ/กิโลกรัม คิดเป็น 72.30% เห็นได้ว่าจาก 4 ครั้งที่ ผ่านมา มาตรการลดการส่งออกของทั้ง 3 ประเทศ ทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นในปี 2561 สภาไตรภาคีระหว่างประเทศ (ITRC) จึงมีเป้าหมายควบคุมการส่งออกยาง 350,000 ตัน ซึ่งไม่ได้สูงกว่าการดำเนินการทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมา

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการคาดการณ์ปริมาณยางที่จะออกสู่ตลาดของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดในช่วงมกราคม – มีนาคม 2561 ไทยจะมีผลผลิต จำนวน 915,630 ตัน ซึ่งการดำเนินมาตรการ AETS ช่วยยกระดับราคายางให้สูงขึ้น 30 % และส่งผลให้เกษตรกรขายยางได้ในราคาที่สูงกว่าต้นทุน เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยไม่ทำให้ประเทศชาติสูญเสียทางเศรษฐกิจตามที่มีผู้ให้ข่าวแน่นอน

อย่างไรก็ตาม โครงการควบคุมการส่งออกในปี 2561 เป็นการดำเนินการระยะสั้น 3 เดือน ตั้งแต่ มกราคม – มีนาคม 2561 ซึ่งผู้ส่งออกสามารถเลื่อนการส่งออกเฉลี่ยไปในเดือนที่เหลือของปีได้ หากราคาปรับตัวสูงขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะเดียวกัน ระหว่างการจำกัดการส่งออก ใน 3 เดือนนี้ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังมีมาตรการที่ผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการ อาทิ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% ต่อปี และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานของรัฐ เป้าหมาย 200,000 ตัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการใช้ยางในประเทศมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการด้วย ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว กำหนดจัดวิเคราะห์ศักยภาพ ศพก. ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ในวันที่ 25 มกราคม 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเกาะยาว หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว กำหนดจัดวิเคราะห์ศักยภาพ ศพก. ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ในวันที่ 25 มกราคม 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเกาะยาว หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย เกษตรอำเภอ คณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบ ศพก.

เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในระดับอำเภอ ได้แก่ ประมงอำเภอ ปศุสัตว์อำเภอ ฯลฯ และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ประชุมร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพ ศพก. เพื่อจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และกำหนดแนวทางการพัฒนาโดยใช้ข้อมูลพื้นที่ คน สินค้า ข้อมูล Zoning และข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับ ศพก.ของอำเภอเกาะยาวที่มีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ B ให้เป็น ระดับ A ในปี 2561 โดยการกำหนดกิจกรรมของ ศพก.ว่า จะต้องทำอะไร เมื่อไหร่ กับใคร ที่ไหน เพื่อพัฒนาองค์ประกอบของ ศพก. เช่น พัฒนาฐานการเรียนรู้ แปลงเรียนรู้ ข้อมูลข่าวสารหลักสูตรการเรียนรู้ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้สมบูรณ์ เพื่อพัฒนา ศพก. ให้มีความพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมแสดงนิทรรศการในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ปี 2561 ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 5 ก.พ. นี้ ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จังหวัดสระบุรี นำเสนอความก้าวหน้าธุรกิจสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ พร้อมสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนม พัฒนาห่วงโซ่การผลิตจนถึงการตลาด ตั้งแต่การสนับสนุนปรับปรุงมาตรฐานฟาร์มโคนม สู่ระบบ GAP การพัฒนาศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและโรงงานแปรรูปนมของสหกรณ์ เพิ่มความหลากหลายผลิตภัณฑ์นม เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภค เตรียมขยายตลาดนมสหกรณ์สู่ประเทศเพื่อนบ้าน

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ ซึ่งนับเป็นวันสำคัญยิ่งต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งชาติ (อสค.) ได้จัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติเป็นประจำทุกปี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

พระผู้พระราชทานและพระผู้สืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทย ตลอดจนเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ด้านกิจการโคนมระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐบาล เอกชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2561 ณ บริเวณองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการเพื่อนำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินของการพัฒนาธุรกิจสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ ปัจจุบันมีสหกรณ์โคนมจำนวน 100 แห่ง รวบรวมน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้วันละ 2,030 ตัน ซึ่งปริมาณน้ำนมดิบที่ผ่านเข้าสู่กระบวนการรวบรวมและแปรรูปของสหกรณ์โคนม คิดเป็น 61 % ของปริมาณน้ำนมดิบทั้งประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาห่วงโซ่ โคนมของสหกรณ์ ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง สำหรับในส่วนต้นทาง กรมฯ

ได้สนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์โคนมปรับปรุงมาตรฐานฟาร์มให้เข้าสู่ระบบ GAP โดยในปี 2560 ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) 80 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 เป็นสินเชื่อปรับปรุงฟาร์มของสมาชิกสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน GAP ส่งผลให้ปัจจุบันฟาร์มของสมาชิกสหกรณ์โคนมได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้วจำนวน 2,927 แห่ง จากทั้งหมด 5,125 แห่ง และในปี 2561 ได้จัดสรรวงเงินเพิ่มเติมอีก 300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาการผลิตน้ำนมโคคุณภาพและขุนแม่โคนมปลดระวางรวมถึงโคเพศผู้ เพื่อเปลี่ยนถ่ายโคคุณภาพเข้าสู่ฟาร์มของสมาชิกสหกรณ์

สำหรับการพัฒนาระดับกลางน้ำของห่วงโซ่โคนม ได้สนับสนุนสินเชื่อเพื่อปรับปรุงศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบของสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน GMP ปัจจุบันได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว 120 แห่ง ยกระดับโรงงานแปรรูปน้ำนมของสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน GMP ISO ฮาลาลและมีระบบควบคุมคุณภาพ HACCP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์นมโคของสหกรณ์ต่อผู้บริโภค ในส่วนปลายน้ำ จะมุ่งไปที่การแปรรูปน้ำนมดิบ โดยโรงนมของสหกรณ์ ให้เป็นผลิตภัณฑ์นมชนิดต่าง ๆ โดยการเพิ่มความหลากหลายและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคตามยุคสมัย อาทิ นมพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ต นมยูเอชที ไอศกรีม นมเปรี้ยว นมอัดเม็ด นมผง เป็นต้น พร้อมทั้งสนับสนุนการขยายช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์นมสหกรณ์โดยการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าร่วมกับตลาด Hypermarket ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ และส่งจำหน่ายภายในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศลาว เมียนมา เวียดนามและกัมพูชา

นอกจากนี้ กรมฯยังได้จัดทำโครงการสานต่ออาชีพพระราชทานการเลี้ยงโคนม เพื่อสนองแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในคราวที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด เมื่อปี 2557 และได้มีพระกระแสรับสั่งความตอนหนึ่งว่า “ต้องปลูกฝังลูกหลานสมาชิก ให้รักอาชีพการเลี้ยงโคนม มีผู้สืบทอดการเลี้ยงโคนมและมีการอบรมส่งเสริมให้ความรู้ในการเลี้ยงโคนม” กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการความร่วมมือทางการศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสานต่ออาชีพพระราชทาน โดยได้จัดสรรทุนการศึกษาจากดอกผลของเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่บุตรหลานสมาชิกสหกรณ์โคนม จำนวน 10.080 ล้านบาท เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขาสัตวแพทยศาสตร์ จำนวน 14 ทุน โดยเริ่มต้นในปีการศึกษา 2561 นี้ เพื่อให้ทายาทของสมาชิกสหกรณ์โคนม ได้นำความรู้กลับไปพัฒนาฟาร์มและธุรกิจสหกรณ์โคนมให้สร้างความมั่นคงให้กับอาชีพนี้คงอยู่กับประเทศไทยต่อไป

ภายในบริเวณพื้นที่นิทรรศการของกรมส่งเสริมสหกรณ์จะมีการจัดแสดงสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมจากจังหวัดต่าง ๆ และการสาธิตการผลิตภัณฑ์นมที่มีส่วนผสมของข้าวสังข์หยด ของสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด จังหวัดพัทลุง จึงขอเชิญชวนให้ผู้สนใจเข้าร่วมชมงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2561 ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 5 ก.พ. 2561 นี้ ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และเชิญเยี่ยมชมนิทรรศการการส่งเสริมสหกรณ์โคนมโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ภายในงานครั้งนี้ด้วย

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้า นวัตกรรมการเกษตรได้มีการพัฒนาไม่น้อยหน้าวงการอื่น โดยนำเทคโนโลยีการบินและอวกาศเข้ามามีส่วนช่วยในการทำงานให้ง่ายยิ่งขึ้น ในอดีตการถ่ายภาพทางดาวเทียมได้เข้ามามีส่วนช่วยในการเก็บข้อมูลพื้นที่การเกษตรในวงกว้าง ช่วยติดตามการเพาะปลูกพืช ในพื้นที่ขนาดใหญ่ และติดตามสภาวะอากาศ แต่ว่าเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมยังมีข้อจำกัดในด้านความละเอียดของภาพและขนาดของข้อมูล ทีมผู้วิจัยจึงได้พัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับเพื่อช่วยในภาคเกษตร ในหลายๆ ระดับผ่านความร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงาน โดยระบบที่ทำการพัฒนาขึ้นจะช่วยเกษตรกรในด้านพยากรณ์อากาศและการทำฝนหลวง ติดตามความสมบูรณ์ของพืช ตลอดจนให้ปุ๋ยแก่พืชตามความต้องการ

ฝูงบินอากาศยานไร้คน สำหรับภารกิจฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นอากาศยานที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อติดตามความสมบูรณ์ของพืช สามารถสำรวจพื้นที่การเพาะปลูก โดยมีความละเอียดของภาพถ่ายสูงกว่าการสำรวจด้วยภาพถ่ายดาวเทียม ช่วยให้เกษตรกรสามารถติดตามพื้นที่เพาะปลูกได้ละเอียดมากกว่าที่เคย และระบุความต้องการของต้นพืชในแต่ละส่วนพร้อมตำแหน่งพิกัดอย่างแม่นยำ ทำให้พืชได้รับสารเคมีอย่างพอดี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการเกษตร ตามแนวทางการทำเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farming

จากที่สื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวกรณีฮิวแมนไรต์วอทซ์ (HRW) ได้มีการเผยแพร่รายงานชื่อ “โซ่ที่ซ่อนไว้ : การปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิและแรงงานบังคับในอุตสาหกรรมประมงไทย” (Hidden Chains : Forced Labor and Rights Abuses in Thailand’s Fishing Industry) ซึ่งระบุว่า ประมงไทยยังไม่หมดปัญหาการค้ามนุษย์ และการบังคับใช้แรงงาน รวมถึงมีข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นมากมายจากการดำเนินงานตามมาตรการใหม่ของรัฐบาลไทย

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัญหาการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานในภาคการประมง ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์แบบองค์รวม ไม่ยอมรับการค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบอย่างสิ้นเชิง (Zero Tolerance) และจากการปฏิรูปการประมง ภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 กรมประมงได้กำหนดมาตรการและกฎระเบียบต่างๆ โดยบูรณาการความร่วมมือและรับฟังความคิดเห็น ระหว่างหน่วยงานของรัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมทุกภาคส่วน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ภายใต้มาตรการและกฎระเบียบที่ดำเนินการอย่างเข้มงวดให้ตรวจสอบเรือประมงทั้งก่อนและหลังการออกทำประมง โดยศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก (Port In-Port Out : PIPO Control Center) จำนวนทั้ง
32 แห่ง และจุดตรวจส่วนหน้าอีก 19 แห่ง กระจายอยู่ในจังหวัดชายทะเล โดยเจ้าหน้าที่ชุดสหวิชาชีพ ประกอบด้วย กรมประมง กรมเจ้าท่า ศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.)

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมจัดหางาน ซึ่งมีการตรวจเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และตรวจเรือประมง ตรวจความปลอดภัยของเรือ ตรวจสอบคนประจำเรือว่าถูกต้องตรงตามเอกสาร ในขณะที่จะออก
ทำการประมง และเมื่อกลับจากทำการประมงก็ได้มีการตรวจสอบความสอดคล้องของแรงงานเมื่อแจ้งออก
ทำการประมงและขณะที่กลับเข้าท่า ตลอดจนมีการตรวจสอบการจัดเวลาพักให้กับแรงานในเรือประมง รวมทั้งสุขอนามัยและสวัสดิภาพของคนประจำเรือด้วย และมีการการสุ่มสัมภาษณ์ลูกเรือประมงทั้งก่อนและหลัง

ทำการประมง การตรวจสอบดังกล่าว เป็นไปตามกฎกระทรวงระบบความปลอดภัย สุขอนามัย และสวัสดิภาพในการทำงานของคนประจำเรือ พ.ศ. 2559 ออกตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และกฎกระทรวง คุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ.2557 ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นอกจากนี้ ยังมีการออกตรวจตราในเรือกลางทะเล โดยเจ้าหน้าที่จากกองทัพเรือ กองบังคับการตำรวจน้ำ สำนักงานปราบปรามและป้องกันยาเสพติด และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมประมง

ทั้งนี้ การดำเนินการที่เข้มงวดดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้แรงงานได้พบกับเจ้าหน้าที่ได้มากขึ้น เป็นการป้องปรามการกระทำความผิดในด้านแรงงาน อันจะเป็นช่องทางหนึ่งที่แรงงานบนเรือประมงที่ประสบปัญหาหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง สามารถร้องเรียน/ ร้องทุกข์ผ่านเจ้าหน้าที่ขณะที่มีการตรวจสอบได้โดยตรง นอกจากนี้แล้วการที่เรือประมงพาณิชย์ถูกกำหนดให้ออกทำการประมงครั้งละไม่เกิน 30 วัน จะทำให้แรงงานไม่ได้ถูกบังคับให้อยู่ในทะเลเป็นระยะเวลานาน อันจะเป็นการลดปัญหาแรงงานในเรือประมงลงได้อีกทางหนึ่งด้วย

อ.ส.ค.จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัทอาร์แอนด์ ดี รีเสิร์ซ แอนด์ ดีวีลอปเม้นท์ จำกัด วิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง หวังยกระดับการใช้น้ำนมโคสดแท้ 100 % เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)เปิดเผยว่า อ.ส.ค. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านโคนมและอุตสาหกรรมการแปรรูปนม (MOU)ระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะวิทยาศาสตร์ เพื่อร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาด้านวิชาการ อีกทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ทางด้านวิชาการ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกันยังรวมถึงการฝึกอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของการผลิตโคนม และประการสำคัญก่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้อ.ส.ค.มีแนวทางในการสืบสาน รักษา ต่อยอด อาชีการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรให้มีความมั่นคงยั่งยืน และผลัดกันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และการวิจัยด้านอุตสาหกรรมโคนมในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาศักยภาพการส่งออกผลิตภัณฑ์นมยังตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับอ.ส.ค. จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่จะสามารถขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมของไทยทั้งระบบ ให้ขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโคนมของภูมิภาคอาเซียน

นอกจากนี้อ.ส.ค.และบริษัทอาร์แอนด์ ดี รีเสิร์ซ แอนด์ ดีวีลอปเม้นท์ จำกัด ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยร่วมมือกับศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เห็นความสำคัญและประโยชน์ของน้ำนมโค จึงได้ทำการศึกษาวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับนมโคจากไทย-เดนมาร์ค เป็นวัตถุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ปรากฏว่า นมโคมีคุณภาพความหลากหลายที่จะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เช่น สบู่จากนมโคสดแท้ 100 % ครีมบำรุงผิวจากน้ำนมโคสดแท้ 100 % เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และสามารถนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกสู่ตลาดได้จริงอย่างไรก็ตามการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นการสนับสนุนการนำน้ำนมโคจากเกษตรกรในประเทศมาเพิ่มมูลค่าและเกิดประโยชน์มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่ารายได้ให้กับเกษตรกร

อย่างไรก็ตามความร่วมมือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการ อ.ส.ค.โดยการเพิ่มกลยุทธ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้เกิดความหลากหลาย อีกทั้งเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และสร้างแบรนด์สินค้าของไทย-เดนมาร์ค หรือที่รู้จักกันในนามวัวแดง ได้เป็นอย่างดี และประการสำคัญมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพในการส่งออกผลิตภัณฑ์นมไปยังตลาดอาเซียนในอนาคตอีกด้วย

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เผยว่า นับเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทยทั้งประเทศ จากการได้พูดคุยหารือกันถึง 2 ครั้งกับพลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ รัฐมนตรียืนยันว่ากำลังแก้กฎหมายในมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เพื่อจะให้เกษตรกรสามารถปลูกไม้ได้ทุกชนิดบนพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตนเอง ทั้งโฉนด น.ส.3 , ส.ป.ก. , น.ค. และอื่นๆ ซึ่งจะทำให้พื้นที่เหล่านั้นได้ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมากกว่าพืชเกษตร 3 – 4 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ทั้งหมดมีราคาถูก ทำเท่าไหร่ก็มีแต่หนี้ ไม้ที่ปลูกในพื้นที่กรรมสิทธิ์ของเกษตรกรทั้งหมดสามารถจะใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรี พืชผล,ต้นไม้บนที่ทำกินของเกษตรกรต้องเป็นของเกษตรกร กฎหมายต้องละเว้นให้สามารถ ตัด ฟัน แปรรูป ทำการค้า ขายได้

โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะเข้ามาดูแลอำนวยความสะดวกให้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีป่าไม้เพิ่มขึ้นจำนวนมากมาย สามารถสร้างเศรษฐกิจให้ไทยโดยรวมได้มหาศาล เกษตรกรสามารถทำการผลิตในพื้นที่ของตนเองได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น โดยในขณะนี้กำลังมีการรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว สำหรับการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกไม้ยืนต้นโดยรัฐบาลจัดโครงสร้างสินเชื่อระยะยาวให้ เชื่อมั่นได้ว่าจะทำให้เกษตรกรหันมาปลูกไม้ยืนต้นมากขึ้น ยังมีไม้อีกหลายชนิดให้ปลูกที่น่าสนใจ เช่น ภาคอีสาน ไม้พยุง ภาคใต้ ไม้เทพทาโร จำปาทอง ภาคเหนือ ไม้ฝาง ไม้บง ไม้สัก ไม้ชิงชัน ไม้ไผ่ หลากหลายชนิด

ปลูกในอายุ 3-4 ปี ก็มีผลผลิตสร้างรายได้ให้ได้แล้ว และเกิดความหลากหลายในที่ทำกินของตนเอง ซึ่งจากนี้ไปจะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อร่วมทำแผนส่งเสริมเกษตรกรร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ได้มีโอกาสนำเสนอเรื่องการปลูกไผ่กับนายกรัฐมนตรีในครั้งที่จัดครม.สัญจรที่ จ.พิษณุโลก ท่านเห็นด้วยในการให้เกษตรกรพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ขัดแย้ง พื้นที่ที่เกษตรกรทำกินอยู่โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์หันมาส่งเสริมการปลูกไผ่ควบคู่ไม้ยืนต้น แล้วได้เป็นมติคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรฯทำแผนร่วมกัน ซึ่งจะเข้าพบทั้ง 2 หน่วยงานเพื่ออาสาทำแผนงานอีกครั้ง

กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยผลสำรวจความต้องการสหกรณ์การเกษตรเข้าร่วมโครงการแก้มลิงเพื่อรวบรวมข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และยางพารา จำนวน 263 แห่ง สนองนโยบายรัฐบาลคัดสหกรณ์ที่มีศักยภาพช่วยรองรับผลผลิตของเกษตรกร เตรียมเสนอของบกลาง 4,200 ล้านบาท สนับสนุนอุปกรณ์การตลาด โกดังและฉางให้สหกรณ์เก็บรวบรวมผลผลิตเพิ่มขึ้น 1,092,000 ตัน หวังสร้างเสถียรภาพราคาผลผลิตการเกษตรให้แก่เกษตรกร

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร โดยสนับสนุนสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงในการเก็บรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังและยางพารา เพื่อชะลอปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยกรมฯจะเสนอของบกลางปีจากรัฐบาล 4,200 ล้านบาท สนับสนุนอุปกรณ์การตลาด ทั้งฉาง ลานตาก โกดัง เครื่องอบลดความชื้นและอุปกรณ์ในการแปรรูปผลผลิตการเกษตรให้สหกรณ์ใช้เก็บรวบรวมผลผลิตไว้ รอเวลาที่เหมาะสม จึงจะทยอยนำออกสู่ตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาผลผลิตการเกษตรให้แก่เกษตรกร

เป้าหมายการทำแก้มลิงชะลอผลผลิตการเกษตร คาดว่าจะสามารถรวบรวมผลผลิตได้เพิ่มขึ้น 1,092,000 ตัน จากการสำรวจความต้องการมีสหกรณ์แจ้งขอเข้าร่วมโครงการเพื่อรับการสนับสนุนอุปกรณ์ในการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร ทั้งหมด 263 แห่ง แบ่งเป็นข้าว 138 แห่ง ข้าวโพด 42 แห่ง มันสำปะหลัง 39 แห่งและยางพารา 44 แห่ง ขณะนี้ กรมฯสั่งการให้สหกรณ์จังหวัดออกไปตรวจสอบสหกรณ์ที่ขอรับเข้าร่วมโครงการฯว่ามีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตเหล่านี้จริงหรือไม่ โดยยึดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกว่าสหกรณ์ที่ขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์การตลาดจากรัฐบาลแล้วจะต้องนำไปใช้ประโยชน์ ต้องเกิดจากความสมัครใจของสหกรณ์เองในการที่จะเข้าร่วมโครงการ และต้องมีมติจากคณะกรรมการสหกรณ์ในการเห็นชอบให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว สำหรับการพิจารณาคุณสมบัติสหกรณ์ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องเป็นสหกรณ์ไม่มีข้อบกพร่องหรือทุจริต เป็นสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตการเกษตรมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งทางกรมฯจะพิจารณาอุดหนุนอุปกรณ์เพิ่มเติม เพื่อนำไปสนับสนุนต่อยอดจากของเดิมให้มีศักยภาพในการรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อสหกรณ์ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ หรือก่อสร้างฉาง ลานตาก โกดังเพื่อรวบรวมผลผลิตแล้ว ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของสหกรณ์จะต้องโปร่งใส และกรมฯจะมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกรมเข้าไปกำกับและดูแลติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป