ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

กล่าวถึงผลการดำเนินงานโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอปในรอบ 6 เดือน ว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยการดำเนินงานบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมโอทอปสัญจรใน 11 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย แพร่ น่าน พิษณุโลก เพชรบุรี สระแก้ว อุดรธานี ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และชุมพร มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 587 ราย (จากเป้าหมายปี 2560 จำนวน 629 ราย) ผ่านการอนุมัติโครงการแล้ว 381 ราย

โดยผู้ประกอบการที่ผ่านการอนุมัติโครงการแล้ว 381 ราย สามารถแบ่งตามภูมิภาคได้ดังนี้ ภาคเหนือ 87 ราย ภาคกลาง 53 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 165 ราย ภาคใต้ 66 ราย และภาคตะวันออก 10 ราย โดยเป็นผู้ประกอบการโอทอปที่เพิ่งเริ่มต้น 111 ราย ผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับห้าดาว 262 ราย และผู้ประกอบการต้องการเพิ่มศักยภาพในการส่งออก 8 ราย ในจำนวนดังกล่าวสามารถแบ่งตามประเภทผลิตภัณฑ์โอทอปได้ดังนี้ ผู้ประกอบการกลุ่มอาหาร 119 ราย กลุ่มเครื่องดื่ม 16 ราย กลุ่มสมุนไพร 53 ราย กลุ่มผ้า 93 ราย และกลุ่มของใช้ 100 ราย

ผู้ว่าการ วว. กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ 2560 คณะทำงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มุ่งเดินหน้าโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอปให้สำเร็จตามเป้าหมาย ผ่านการดำเนิน “โครงการพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน/โอทอปรุ่นใหม่” (MOST InnoOTOP Academy 2017) และการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชนครั้งที่ 1 ( MOST InnoOTOP Award 2017) ภายใต้กรอบแนวคิด “การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่จะยกระดับผลิตภัณฑ์ ชุมชน/โอทอป ไปสู่ผลิตภัณฑ์โดดเด่น ที่ยังมีกลิ่นอายชุมชน มีเอกลักษณ์และมีเรื่องราว โดยผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในพื้นที่ เพื่อส่งสินค้าชุมชนไทยสู่สากล และเป็นหนึ่งแรงที่มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้าง ความเข้มแข็งให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน” โดยมีระยะเวลาการดำเนินงาน 9 เดือน (เมษายน – ธันวาคม 2560)

โอกาสนี้ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง เป็นประธานมอบคูปองวิทย์เพื่อโอทอปให้กับตัวแทนผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกและอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการในปี 2560 จำนวน 5 ราย ดังนี้ 1.ชาพร้อมดื่มจากเห็ดหลินจือ จ.พิษณุโลก 2.สยู่ถั่วเขียว กรุงเทพฯ 3.ปลาเค็มบ้านสวนเพิ่มสุข จ.ปทุมธานี 4.โคมไฟจากรังไหมและผลิตภัณฑ์เส้นใยจากรังไหม จ.สระบุรี และ 5.”CHOMNAD” สะตออบแห้งชนิดคืนรูปได้ จ.นครศรีธรรมราช

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2561 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้กำหนดจังหวัดที่จะจัดงานโอทอปสัญจร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและประชาสัมพันธ์โครงการใน 10 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ดังนี้ จังหวัดตาก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครราชสีมา มหาสารคาม นครปฐม จันทบุรี พระนครศรีอยุธยา นราธิวาส และนครศรีธรรมราช ซึ่งจะก่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐของรัฐบาล รวมถึงสร้างความตระหนักให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านกิจกรรมการเผยแพร่เทคโนโลยี และการให้คำแนะนำปรึกษา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการเชิดชูตัวอย่างผู้ประกอบการที่ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

นางฉันทรา พูนศิริ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางสุภาพร โล่เศรษฐกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรม บริษัท พ.ศ.ช. ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัดร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง “โครงการบริการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตและการใช้จุลินทรีย์ในการปรับปรุงคุณภาพขนมจีน” เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มีนาคม 2560 ณ บริษัท พ.ศ.ช. ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัดจังหวัดศรีสะเกษ

ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว วว. โดย ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ จะดำเนินการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อให้แป้งหมักขนมจีนของบริษัทฯ มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และมีปริมาณการผลิตเพียงพอกับความต้องการของตลาดที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต

บริษัท พ.ศ.ช. ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมแป้งหมักขนมจีน มีเป้าหมายในอนาคตมุ่งดำเนินอุตสาหกรรมตัวใหม่ที่ต่อยอดจากแป้งหมักขนมจีน อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์การผลิตขนมจีน สู่การทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ “การทำนาข้าว” ของตนเอง เพื่อความมั่นใจในคุณภาพและปริมาณข้าวที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมหลักของ พ.ศ.ช. โดยมุ่งสู่การดำเนินธุรกิจทางการตลาดที่ตอบสนองชีวิตคนเมือง ที่ต้องการความสะดวกสบายและดูดี อาทิ ร้านขนมจีนฟาสต์ฟู้ด ร้านอาหารในแนวเส้นของคนเอเชีย เป็นต้น

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จัดโครงการ ประกวดคลิปสั้น (Viral Clip) ในหัวข้อ “กิน อยู่ รู้คิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” (THINK EAT SAVE CONTEST) ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวม 100,000 บาท เปิดรับผลงาน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายนนี้

นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เชิญชวนเยาวชนและประชาชนทั่วไป ร่วมสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมผ่านคลิปวิดิโอ รณรงค์ให้ประชาชนใส่ใจ ดูแล และรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า กับโครงการประกวดคลิปสั้น (Viral Clip) “กิน อยู่ รู้คิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” (THINK EAT SAVE CONTEST) ซึ่งกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเปิดรับทุกไอเดียสร้างสรรค์กับรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ โดยคลิปวิดีโอต้องมีความยาว 2-5 นาที สามารถส่งคลิปเข้าประกวดได้ทั้งแบบบุคคล หรือแบบกลุ่ม เพื่อเป็นการร่วมกันรณรงค์ให้คนไทย “เปลี่ยน” การใช้ชีวิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมของประเทศและสิ่งแวดล้อมโลก ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวม 100,000 บาท โดยแบ่งเป็น 6 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ 50,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 25,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง 10,000 บาท และรางวัลชมเชย 5,000 บาท (จำนวน 3 รางวัล)

นายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว เพื่อสำรวจติดตามสถานการณ์ปัญหาและหยุดการระบาดของหนอนหัวดำในสวนมะพร้าว เพื่อแก้ปัญหาและเป็นขวัญกำลังใจให้เกษตรกรสวนมะพร้าว รวมทั้งตรวจเยี่ยมศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลโรงเข้ ซึ่งเป็นแหล่งการเรียนรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว นำร่อง และปล่อยแตนเบียนบราคอนไปสู่ธรรมชาติเพื่อกำจัดกินหนอนตัวอ่อน

นายเศรณี อนิลบล เกษตรจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวแพร่ระบาดในพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว พบบริเวณตำบลโรงเข้ และพื้นที่ใกล้เคียงแพร่ระบาดหนักมากที่สุด ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญที่เพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอม ขณะนี้มีการแพร่ระบาดทำลายมะพร้าวไปแล้ว 2,673 ไร่ จากพื้นที่ปลูกมะพร้าว 21,342 ไร่ ปัจจัยการแพร่ระบาดมาจากสภาพฤดูแล้ง อากาศเอื้ออำนวยของช่วงหน้าร้อนจัด

“การแก้ปัญหา ให้เกษตรกรตัดใบมะพร้าวลงมาเผาทิ้ง และรณรงค์ให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงแตนเบียนบราคอนเพื่อปล่อยออกไปกินหนอนตัวอ่อนซึ่งเป็นวิธีธรรมชาติ ช่วยลดการใช้สารเคมีและลดค่าใช้จ่าย”

นายสุรศักดิ์ วานิชกิจ สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติและเลขานุการคณะกรรมการด้านประมง สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงปลากระชัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปลานิล ปลาทับทิม มีปริมาณสูงนับแสนตันหรือราวร้อยละ 50 ของผลผลิตปลานิลของประเทศ กระชังที่เลี้ยงมีขนาด 20-25 ตารางเมตร รวมจำนวนมากกว่า 50,000 กระชัง ได้ผลผลิต 30-40 กิโลกรัม/ตร.ม. รอบการผลิตเฉลี่ย 2 รอบ/ปี โดยมีการเลี้ยงกระจายในหลายจังหวัดที่มีลำแม่น้ำและเขื่อน สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนหลายหมื่นครัวเรือน และตามที่ได้มีพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 24 มกราคม พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศนั้น ยังผลให้เกษตรกรอาชีพการเพาะเลี้ยงปลากระชังในลำแม่น้ำต่างๆประสบความเดือดร้อนและอาจต้องเลิกอาชีพนี้ทั้งหมด เนื่องจาก พรบ.ดังกล่าวเรียกเก็บค่าตอบแทนเป็นรายปี ซึ่งไม่น้อยกว่าตารางเมตรละ 100 บาท และมีบทลงโทษจำคุก หรือปรับไม่น้อยกว่าตารางเมตรละ 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องระวางโทษปรับเป็นรายวันอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีกฎหมาย ประกาศ ระเบียบหลายฉบับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีความซ้ำซ้อนกันยากต่อการปฏิบัติ หลักเกณฑ์ที่กำหนดก็แตกต่างกันและมีการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา หากพื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงปลากระชังอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใดให้ขออนุญาตกับหน่วยงานนั้น เช่น กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน กรมธนารักษ์ เป็นต้น สถานการณ์ปัจจุบันของผู้เลี้ยงปลาในกระชังจึงสับสนมาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นเกษตรกรไม่สามารถรับได้ ถ้าการจัดเก็บค่าตอบแทนเป็นดังนั้นจริงจะเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างและอาจเลิกประกอบอาชีพ

ในความเป็นจริงเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังจะปฏิบัติตามกฎหมายของกรมประมง และตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประมงเพราะไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นมาให้ข้อแนะนำ ส่วนกรมเจ้าท่าได้มอบอำนาจการพิจารณาและอนุญาต ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บค่าตอบแทนเป็นรายปีแทน ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 64/2537 แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งไม่ได้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้รับทราบปัญหานี้แล้วและจะหารือกับกรมประมงและกรมเจ้าท่าเรื่องทำอย่างไรให้เกษตรกรเสียค่าตอบแทนให้ต่ำที่สุด และตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดเป็นผู้กำหนดพื้นที่และอนุญาตเขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งตามกฎหมายและประกาศนี้เกษตรกรที่ขออนุญาตจะเสียค่าธรรมเนียมรายปีตามกฎกระทรวง ในอัตรา 2 บาท/ตร.ม.

นายสุรศักดิ์ ได้กล่าวต่อไปว่า ด้วยความเดือดร้อนของเกษตรกรที่เกิดขึ้น สภาเกษตรกรแห่งชาติในฐานะตัวแทนเกษตรกรจึงได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้แก้ไขปัญหาการเพาะเลี้ยงปลากระชังในที่จับสัตว์น้ำประเภทที่สาธารณประโยชน์ โดยขอให้มีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัด หรืออธิบดีกรมประมง หรือรัฐมนตรี หรือคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดพื้นที่และการอนุญาตให้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำประเภทที่สาธารณประโยชน์ ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ที่ได้ให้อำนาจคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด อธิบดีกรมประมง รัฐมนตรี คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติไว้

เพื่อให้กำหนดหลักเกณฑ์เดียว ลดความซ้ำซ้อนที่ยากต่อการปฏิบัติและลดการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา โดยให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ เพื่อแก้ไขภาพรวมของปัญหาอย่างบูรณาการ และกรมเจ้าท่าต้องออกกฎกระทรวงโดยอาศัยอำนาจตาม พรบ.การเดินเรือในน่านน้ำไทยให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังในลำแม่น้ำ เขื่อน ทะเลสาบ ทะเลซึ่งอยู่ในการดูแลของกรมเจ้าท่าได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บค่าตอบแทนเป็นรายปีเช่นเดียวกับเครื่องมือทำการประมง แต่อาจมีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขอื่นๆ เพิ่มเติมตามประเภท ชนิด ขนาด จำนวนกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ภาคเอกชน ประชาชน มีส่วนร่วม ทั้งนี้ กรมเจ้าท่าอาจออกกฎกระทรวงให้กระชังเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นอาชีพของเกษตรกรที่ได้รับการยกเว้น หรือให้เสียค่าตอบแทนรายปีในอัตราไม่เกิน 5 บาท/ ตร.ม. สำหรับพื้นที่กระชังส่วนที่เกิน 100 ตร.ม.ต่อราย เป็นต้น

วันที่ 3 เมษายน ที่ริมทางหลวงหมายเลข 304 ปักธงชัย-กบินทร์บุรี ช่วงบ้านวังน้ำเขียว หมู่ 9 ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ชาวบ้านในพื้นที่ต่างพากันมาตั้งแผงลอยและนำเห็ดป่ามาวางจำหน่ายนับสิบราย หลังจากที่พายุฤดูร้อนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดฝนตกติดต่อกัน สภาพอากาศเหมาะสมทำให้เห็ดป่างอกได้ ซึ่งชาวบ้านต่างบอกกันว่าในปีนี้ถือว่างอกเร็วกว่าทุกๆ ปี อีกทั้งในช่วงนี้ยังมีเห็ดอย่างเห็ดระโงกนางหงส์ ซึ่งเป็นเห็ดป่าหายาก ทำให้มีราคาสูง โดยในช่วงนี้มีราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 500 บาทเลยทีเดียว

นางสาววิภาดา บุตรศรีภูมิ อายุ 43 ปี หนึ่งในชาวบ้านที่นำเห็ดป่ามาวางขาย กล่าวว่า ในปีนี้เห็ดป่างอกเร็วกว่าทุกๆ ปี เพราะทุกปีเห็ดป่าจะเริ่มงอกในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นไปจนสิ้นสุดฤดูฝน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสภาพอากาศในช่วงนี้เหมาะสมพายุเข้าต่อเนื่องฝนตกติดต่อกัน ทำให้อากาศร้อนชื้น ประกอบกับป่าไม้ในพื้นที่ไม่ประสบกับไฟป่าเหมือนเช่นทุกๆ ปีที่ผ่านมา จึงทำให้เห็ดป่างอกเร็วกว่าทุกๆ ปี และยังเป็นโชคดีอีกชั้นเมื่อพบว่าช่วงนี้มีเห็ดระโงกนางหงส์ ซึ่งถือเป็นราชินีเห็ดป่างอกขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ทำให้เก็บมาชายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท และก็เป็นที่ต้องการของลูกค้าอย่างมาก เพราะเห็ดระโงกนางหงส์ เมื่อนำมาปรุงเป็นอาหารจะมีรสชาติหอมหวานอย่างมาก ถึงแม้ราคาสูงก็ไม่เป็นปัญหา ทำให้ในช่วงนี้ครอบครัวมีรายได้จากการขายเห็ดไม่ต่ำกว่าวันละ 2,000 บาทเลยทีเดียว

อ.ต.ก. เปิดตลาดเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ ณ อ.ต.ก. ย่านพหลโยธิน สอดรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ กำหนดให้ ปี’60 เป็นปียกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นในการกระจายสินค้าเกษตรคุณภาพให้เกษตรกรผู้ปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์

นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้ปี 2560 เป็นปียกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร และคณะกรรมการบริหาร อ.ต.ก. ได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงให้ อ.ต.ก. จัดสรรพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร เพื่อเปิด “ตลาดเกษตรอินทรีย์” Organic Market ให้เป็นตลาดเกษตรอินทรีย์สำหรับเกษตรกร จำหน่ายโดยเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการด้านการเกษตร และเพื่อเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยดำเนินการจัดจำหน่ายทั้งปลีกและส่งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาให้เป็นตลาดเกษตรอินทรีย์ถาวรต่อไป

นายกมลวิศว์ กล่าวอีกว่า เกษตรอินทรีย์ไทยในปี พ.ศ. 2559 ได้ขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2558 มีการขยายตัวสูงถึง 21% ซึ่งการขยายตัวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในส่วนของข้าวออร์แกนิก (28%) และพืชผสมผสาน (187%) ในปี 2561 มีแนวโน้มว่าเกษตรกรที่ปลูกข้าวหันมาปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิกมากขึ้น ในขณะเดียวกันตลาดออร์แกนิกในประเทศและต่างประเทศก็ดูเหมือนจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรอินทรีย์ไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างคึกคัก และจากการสำรวจข้อมูลโดยมูลนิธิสายใยแผ่นดิน/กรีนเนท 1 พื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ขยายตัวเพิ่มขึ้น จาก 235,523.35 ไร่ ในปี พ.ศ. 2557 เป็น 284,918.44 ไร่ ในปี พ.ศ. 2558 (เพิ่มขึ้น 20.97%) ในส่วนของจำนวนฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในช่วงเวลาดังกล่าวก็ขยับเพิ่มขึ้น จาก 9,961 ฟาร์ม ในปี พ.ศ. 2557 เป็น 13,154 ฟาร์ม ในปี พ.ศ. 2558

ในรายการการศึกษาตลาดพบว่า ตลาดสินค้าออร์แกนิกไทยในปี 2557 มีมูลค่ารวม 2,331.55 ล้านบาท โดย 1,817.10 ล้านบาท เป็นตลาดส่งออก (77.9%) และ 514,45 ล้านบาท เป็นตลาดในประเทศ (22.06%) โดยช่องทางตลาดออร์แกนิกในประเทศที่ใหญ่ที่สุดคือ โมเดิร์นเทรด (59.48%) ซึ่งมีอยู่ 8 บริษัท 171 จุดจำหน่าย เป็นช่องทางที่มีจำนวนมากที่สุด มีสินค้าออร์แกนิก 150-1,500 รายการในจุดจำหน่าย มีมูลค่าการขายรวม 306 ล้านบาท/ปี รองลงมาคือ ร้านกรีน (29.47%) ซึ่งมีจุดจำหน่าย 33 แห่ง มีรายการสินค้าออร์แกนิกเฉลี่ย 229 รายการ มียอดขายรวม 151.62 ล้านบาท/ปี ร้านอาหาร (5.85%) และมีจุดจำหน่ายปลีก (Sale Point) สินค้าออร์แกนิก ประมาณ 251 แห่ง

เตรียมรับมือ “แล้ง” เจอ 2 เด้ง ฝนทิ้งช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม ลากยาว 4 เดือน กระทบน้ำใช้ใน 4 เขื่อนหลัก เหลือน้ำแค่ 5,520 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ชาวนาไม่สนคำเตือน ลุยปลูกข้าวนาปรังทะลุ 11 ล้านไร่ กรมชลประทานต้องสั่งงดจ่ายน้ำตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป ส่วน กปน.-กปภ.ยันไม่กระทบน้ำกินน้ำใช้แน่

แม้สถานการณ์น้ำในปีนี้จะดีกว่าปีที่ผ่านมา มีปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศรวมกันถึง 44,121 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 59 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีปริมาตรน้ำมากกว่า 7,515 ล้าน ลบ.ม.ก็ตาม แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงสำคัญ 2 ประการ ที่จะมีผลต่อการบริหารจัดการน้ำในปีนี้ ได้แก่ พื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังที่เพิ่มสูงอย่างควบคุมไม่ได้ กับการเกิดปรากฏการณ์ El Nino อ่อน ๆ ทำให้ฝนน้อยลง และจะเกิดฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้

ล่าสุด ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานการกำหนดแผนและแนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งจัดประชุมขึ้นที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นประธาน มีการคาดการณ์ว่า ฝนจะตกเร็วขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม แต่ข่าวร้ายคือฝนจะน้อยลงในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม อาจทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำใช้การได้ในเขื่อนและกระทบต่อน้ำต้นทุนในระยะถัดไปได้

ปริมาตรน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่4เขื่อนหลักของประเทศณ28 มีนาคม 2560 เขื่อนภูมิพล (2,286 ล้าน ลบ.ม. หรือ 24%), เขื่อนสิริกิติ์ (2,475 ล้าน ลบ.ม. หรือ 37%), เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน (376 ล้าน ลบ.ม. หรือ 42%) และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (392 ล้าน ลบ.ม. หรือ 41%) รวมกัน 5,529 ล้าน ลบ.ม. หรือ 30% ต้องใช้ไปจนถึงฤดูฝนเดือนพฤษภาคมตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา

แต่จากการคำนวณปริมาตรน้ำคงเหลือล่าสุดเบื้องต้นในกรณีที่เกิดฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมมีแนวโน้มว่าน้ำในเขื่อนหลักทั้ง4เขื่อน “อาจจะ” ไม่เพียงพอความต้องการใช้ โดยเฉพาะการผลักดันน้ำเค็มไม่ให้รุกถึงแหล่งน้ำดิบที่ใช้ทำน้ำประปา ที่สำแล จ.ปทุมธานี จากปัจจุบันน้ำใช้การได้จริงอยู่ที่ 5,529 ล้าน ลบ.ม. หากระบายน้ำ 50-55 ล้าน ลบ.ม./วัน ผลักดันน้ำเค็มไม่ให้รุกเข้ามาถึงสำแล จะเหลือน้ำใช้การได้ ณ 1 พฤษภาคม ที่ 3,769 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น

“ปัญหาในตอนนี้ก็คือ cerrochapelco.com ความกังวลเรื่องฝนทิ้งช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แม้จะมีฝนตกบ้างเดือนพฤษภาคมแต่จะน้อย มากที่สุดน่าจะมีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลัก โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ ไม่เกิน 600 ล้าน ลบ.ม. หมายความว่าปริมาตรน้ำใช้การได้ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 2,664 ล้าน ลบ.ม. พอเข้าสู่ฝนทิ้งช่วง 2 เดือนอย่างไรเสีย กรมชลประทานก็ต้องลดปริมาณการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักลงให้ต่ำกว่าวันละ 50 ล้าน ลบ.ม. มากสุดไม่เกินวันละ 40 ล้าน ลบ.ม. ถึงตอนนั้นปริมาตรน้ำใช้ได้จริง ณ สิ้นกรกฎาคมจะอยู่ที่ 264 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งต่ำมาก”

นั่นหมายถึงปีนี้ประเทศไทยจะเกิดภัยแล้งขึ้นมา 2 ช่วง ได้แก่ ภัยแล้งตามฤดูกาลปกติในเดือนเมษายน กับภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งจะกระทบต่อน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคแน่

ห่วงน้ำเค็มรุกสำแล

อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้พูดกันถึงภาวะน้ำเค็มที่รุกเข้ามาถึงสถานีสูบน้ำดิบเพื่อทำน้ำประปาที่สำแลแล้ว โดยช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เกิดภาวะ “น้ำเค็ม” รุกล้ำเข้ามาเร็วกว่าปกติ มีค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำสำแลได้รับผลกระทบถึง 6 ครั้ง หรือค่าความเค็มของน้ำเกินมาตรฐาน 0.5-0.8 กรัม/ลิตรไปแล้ว

“ที่เป็นห่วงคือช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง หากกรมชลฯ ระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักรวมกันน้อยกว่า 50-55 ล้าน ลบ.ม./วัน จะมีปัญหาไม่สามารถผลักดันน้ำเค็มได้”

นาปรังทะลัก 11 ล้านไร่

สำหรับการปลูกข้าวนาปรังในขณะนี้ ทางสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้รายงานข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังล่าสุด 11 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2559 ซึ่งมี 5.8 ล้านไร่ พื้นที่ที่มีการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ 22 จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา คิดเป็นสัดส่วน 50% ของพื้นที่นาปรังทั้งหมดของประเทศ เช่น ในจังหวัดสุโขทัย-อยุธยา-สุพรรณบุรี-ชัยนาท คาดการณ์ผลผลิตในพื้นที่ปีนี้จะมี 5 ล้านตันข้าวเปลือก หรือเพิ่มขึ้น 150% จากปีก่อน 2 ล้านตัน (ผลผลิต 600 กก.ต่อไร่)

งดส่งน้ำช่วยนาปรังแล้ว

ปริมาณการปลูกข้าวนาปรังที่ทะลักทะลายเช่นนี้ ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาก โดยเฉพาะการระบายน้ำเพื่อการเกษตรไม่สามารถเพิ่มได้อีกแล้ว โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ควบคุมการปลูกข้าวนาปรังรอบ 3 ให้เหลือ 0 เนื่องจากปัจจุบันมีการปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 มากกว่าแผนที่กำหนดไปแล้ว พร้อมทั้งขู่ว่า หากพื้นที่ใดปล่อยให้ทำนาปรังรอบ 3 จะลงโทษข้าราชการทุกคน

นายเลิศชัย ศรีอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตชลประทาน ณ วันที่ 28 มีนาคม 2560 พบว่า เกษตรกรปลูกไปแล้วกว่า 7.46 ล้านไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด ปลูกมากถึง 5.35 ล้านไร่ ซึ่ง “เกินกว่า”

ล่าสุดกรมชลประทานลดส่งน้ำพื้นที่นาปรังแล้ว เมื่อ 27 มีนาคมที่ผ่านมา และจะเริ่มงดส่งน้ำ 1 เมษายนนี้ หรือไม่ส่งน้ำให้นาปรังรอบที่ 3 เด็ดขาด แม้วต้องเฝ้าระวัง 1.5 ล้านไร่ ที่ยังรอเก็บเกี่ยว

“ในส่วนของลุ่มเจ้าพระยาช่วงฤดูแล้งปี 2559/2560 ได้วางแผนการใช้น้ำจาก 4 เขื่อนหลัก 5,950 ล้าน ลบ.ม. และสำรองน้ำไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนอีก 3,764 ล้าน ลบ.ม. และจากการติดตามสภาพอากาศซึ่งจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง จำเป็นต้องสำรองน้ำส่วนหนึ่งไปจนถึงสิงหาคม 2560”