ผู้อาศัยอยู่ในตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

และได้คลุกคลีอยู่กับถ่านหิน ลิกไนต์มากว่าครึ่งชีวิต เห็นประโยชน์ของทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น จึงได้ก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตสารปรับปรุงดินฮิวมัสล้านปีอินทรีย์แม่เมาะ ขึ้นเมื่อปี 2557 โดยนำลีโอนาร์ไดต์ ที่เกิดจากซากพืชย่อยสลายมาหลายล้านปีมาใช้ประโยชน์ ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และเทศบาลตำบลแม่เมาะ จึงสามารถตั้งโรงงานผลิตสารปรับปรุงดินฮิวมัสซึ่งเกิดจากส่วนผสมหลัก 6 ชนิดคือ ดินลีโอนาร์ไดต์ น้ำหมักชีวภาพ ยิปซัม ฟอสเฟต ซีโอไลต์ และโดโลไมต์ ที่ล้วนมาจากธรรมชาติ ทำให้เป็นมิตรต่อผลผลิตทางการเกษตรทุกชนิด

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตสารปรับปรุงดินฮิวมัสล้านปีอินทรีย์แม่เมาะ บริหารจัดการในลักษณะการร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นโดยผู้ที่จะเป็นสมาชิกต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป มีภูมิลำเนาอยู่ในตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง จึงจะสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาหุ้นละ 100 บาทในสัดส่วนไม่เกินคนละ 20 หุ้นปัจจุบันมีสมาชิกรวมกว่า 1,000 คน ทุกสิ้นปีจะมีการจ่ายปันผลคืนสมาชิกตามผลประกอบการ

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนี้ได้ช่วยให้เกษตรกรช่วยไทยประหยัดต้นทุนในการซื้อปุ๋ยบำรุงดินและเปิดรับผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ ผู้สนใจสอบถามข้อมูล หรือสั่งซื้อสามารถเยี่ยมชมโรงงานได้ที่ บริเวณเยื้องกับโรงเรียนแม่เมาะวิทยา หยุดทุกวันอาทิตย์ หรือ ติดต่อคุณนนท์ โทร 088-415-9468 หรือ 086-373-7507

สารปรับปรุงดินฮิวมัส คือผลผลิตจากการนำลีโอนาร์ไดต์ (Leonardite) ซึ่งเป็นดินในชั้นถ่านหินของเหมืองแม่เมาะ เกิดจากการทับถมกันของซากพืชซากสัตว์มานานหลายล้านปี มีสีน้ำตาลเข้มหรือดำ มีประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตยา อาหารเสริม หรือแม้แต่ทำเครื่องสำอาง และเมื่อนำมาผสมกับมวลสารที่มีฤทธิ์เป็นด่างจะได้ ฮิวมัส (Humus) ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ช่วยปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย แก้ปัญหาดินเสียดินเป็นกรดทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีปรับสภาพดินให้เป็นกลางและเพิ่มปริมาณแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อพืชทำให้พืชแข็งแรงต้านทานศัตรูพืชได้ดี

สุขใจ.. ที่ได้ร่วมกันสร้าง กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย พื้นที่อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม มีสภาพดินปนทรายและขาดแคลนน้ำ ได้ชื่อว่าเป็นอำเภอที่มีสภาพแห้งแล้ง เกษตรกรมักปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น มันแกว มันสำปะหลัง แต่ระยะหลังประสบปัญหาขาดทุน หลายครอบครัวจึงปรับเปลี่ยนมาเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่า

ละออง โสจันทร์ เกษตรกรบ้านโนนสะอาด หมู่ที่ 11 ตำบลบ่อใหญ่ อำเภอบรบือ เป็นอีกรายที่ประสบความสำเร็จ หลังปรับเปลี่ยนจากการปลูกมันสำปะหลังตามแนวทางของพ่อแม่ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก มาทำสวนมะม่วงตามคำชักชวนของสามีชาวนครปฐม ในปี 2550 ระยะแรกลงทุนขุดบ่อบาดาลทำระบบน้ำหยด และลงพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น มะยงชิด ลำไย แต่พืชสวนหลักๆ คือ มะม่วง 1,500 ต้น ทั้งมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้มัน เขียวเสวยสามรส และมหาชนก ลองผิดลองถูกมานาน กระทั่งประสบความสำเร็จโดยเฉพาะมะม่วงผลใหญ่ ผิวสวย

“ด้านการตลาด จะขายส่งพ่อค้าคนกลางที่ตลาดไท และส่งขายห้างใหญ่ โดยเป็นผลผลิตเกรดพรีเมียม ขายในตลาดบน ผู้ซื้อมีกำลังซื้อสูงทำให้ขายสินค้าได้ราคาเพิ่มขึ้น อีกทั้งมะม่วงที่สวนผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP (การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี) จากกรมวิชาการเกษตร ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าเป็นสินค้าปลอดภัย เมื่อปีที่ผ่านมาสามารถเก็บผลผลิตขายได้เงินกว่า 900,000 บาท ส่วนปีนี้ตั้งเป้าจะมีรายได้จากการขายมะม่วงพันธุ์ดีมากกว่า 1 ล้านบาท” ละออง กล่าว

ด้าน ประยูร สุวรรณคำ เกษตรจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า สวนมะม่วงของ คุณละออง โสจันทร์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ สมาชิกเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) “Smart Farmer” ที่มีการบริหารจัดการที่ดี ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิต GAP มะม่วงที่สร้างรายได้คือ มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้มัน และเขียวเสวยสามรส ระหว่างแปลงยังปลูกผักสวนครัวอีกหลายชนิด เช่น พริก มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว เพื่อเก็บผลผลิตออกขายก่อนมะม่วงให้ผลผลิต ทำให้มีรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

เสน่ห์ นนทะโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดมหาสารคามเป็นเมืองเกษตรกร ส่วนใหญ่ปลูกข้าว มัน อ้อย ผลผลิตที่ได้อยู่ในเกณฑ์ แต่ราคาผลผลิตไม่นิ่ง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาได้ด้วยตนเอง ตามนโยบายของรัฐบาลมีการกำจัดพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่ไม่เหมาะสมจะแนะนำให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น หรือปรับเปลี่ยนไปด้านอื่น เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่วนพื้นที่ที่เหมาะสมจะแนะนำให้ยกระดับการผลิตให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น เพิ่มรายได้ เพิ่มมูลค่า โดยมุ่งสู่การเกษตรแบบอินทรีย์ในอนาคต

“ส่วนการรวมกลุ่มแบบแปลงใหญ่ ปลูกพืชชนิดเดียวกันไม่น้อยกว่า 300 ไร่ ทำให้ผลผลิตได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด พ่อค้าคนกลางรับซื้อได้ครั้งละมากๆ เกิดความสามัคคีของเกษตรกร และสามารถกำหนดราคาเองได้ สวนมะม่วงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เกษตรกรทำในสิ่งที่ตนชอบ ทำแล้วมีความสุข เกิดความเข้าใจที่จะเรียนรู้ ทำให้ผลผลิตออกมามีคุณภาพดี”

การขยายพันธุ์พืช สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การปักชำกิ่ง ปักชำใบ การติดตา การเสียบยอด ฯลฯ ซึ่งเป็นการขยายพันธุ์ที่ทำกันมานานแล้ว ในปัจจุบันนี้การขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากเป็นการขยายพันธุ์ที่ได้จำนวนหรือปริมาณมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ได้ต้นพันธุ์ที่เหมือนต้นพันธุ์เดิม เป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืชที่หายาก อีกทั้งเป็นการขยายพันธุ์ที่มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพียงแต่เป็นการปฏิบัติในห้องปลอดเชื้อโรค

การคัดเลือกต้นพันธุ์ที่ต้องการ เมื่อได้ต้นพันธุ์แล้วจะต้องเปลี่ยนถ่ายขวดขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น จนถึงการย้ายออกมาปลูกในแปลงเพาะขยายพันธุ์ ตัวอย่างการขยายพันธุ์พืชด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เช่น พันธุ์ไผ่ กล้วย อินทผลัม ขนุนพันธุ์ไพศาลทักษิณ หน่อไม้ฝรั่ง กล้วยไม้ กุหลาบ ฯลฯ

คุณวรณัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เล่าถึงประสบการณ์ที่เคยทำงานเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่า หลังจากที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่นที่ 48 สอบเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการ ที่กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ศูนย์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต่อมาเมื่อ ปี 2546 ได้ลาออกจากข้าราชการไปทำงานที่ส่วนเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โครงการพัฒนาดอยตุง ประมาณ 4 ปี จากนั้นย้ายไปทำงานที่ บริษัท เทพวงศ์ ออคิด ทำงานด้านเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้ ฟาแลนนอปซีส

คุณวรณัฐ เล่าถึงประสบการณ์การเพาะขยายพันธุ์ของหน่อไม้ฝรั่งในบ้านเราว่า ความเป็นมาที่เมืองไทยเริ่มต้นการปลูกหน่อไม้ฝรั่งมีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่เหมาะสมเป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกโดย คุณวิชัย ชัยสุริยศักดิ์ เมื่อประมาณ ปี 2531 ในพื้นที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ต่อมาได้มีการผลิตขยายพันธุ์โดย คุณโสภณ อารยธรรม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ปลูกจำนวน 2,500 ต้น ได้ผลดีตรงตามลักษณะของต้นแม่พันธุ์เดิมที่คัดเลือกมาครั้งแรก เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรในพื้นที่ ภาคเอกชนรับซื้อส่งขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปัจจุบัน หน่อไม้ฝรั่งสายพันธุ์นี้ เกษตรกรปลูกมากที่จังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี และจังหวัดเพชรบูรณ์ มีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เนื่องจากการเจริญเติบโตได้เร็ว ตอบสนองต่อธาตุอาหารดี ให้ผลผลิตได้มาตรฐานสูงและมีคุณภาพดี

สำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง เป็นอีกพืชหนึ่งที่ได้รับความนิยมปลูกขยายพันธุ์ เนื่องจากต้นพันธุ์ปลอดจากเชื้อโรคตายพราย ที่เป็นสาเหตุทำให้กล้วยไม่ให้ผลผลิตและตายยกกอ การขยายพันธุ์ต้องทำในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต้องเขี่ยเชื้อในขวดแก้วที่สะอาด ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จึงนำออกมาขยายต้นที่เริ่มเจริญเติบโตแล้วใส่ในขวดใหม่ที่ใหญ่กว่า รอจนได้ต้นกล้าเนื้อเยื่อที่แข็งแรงจึงนำออกมาปลูกขยายลงในแปลงเพาะ

ใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน จึงย้ายลงปลูกในถุงพลาสติกขนาดเล็ก เพาะชำไว้ในเรือนโรงให้แข็งแรงพร้อมที่จะนำไปปลูกหรือจำหน่าย ปัจจุบัน กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง ที่เพาะจากการเลี้ยงเนื้อเยื่อได้รับความนิยมปลูกกันมาก เนื่องจากได้ต้นพันธุ์ขนาดเล็ก ขนส่งทางไกลได้สะดวก เมื่อนำไปปลูกแล้วจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าการปลูกด้วยการใช้หน่อกล้วยปลูก ไม่เกิดโรคตายพราย

คุณวรณัฐ เล่าต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาบ้านเราประสบภัยธรรมชาติติดต่อกันมาหลายปี โดยเฉพาะเกิดภาวะฝนแล้ง เกษตรกรขาดแคลนน้ำในการทำนา จึงเกิดแนวคิดว่าหากเกษตรกรลดพื้นที่การทำนา พื้นที่บางส่วนมาปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องและหน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยและเก็บเกี่ยวได้นานหลายปี ดังนั้น จึงเริ่มที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชทั้งสองชนิดนี้ ประกอบกับตนเองมีความรู้และประสบการณ์ด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมานานหลายปี

ประมาณ ปี 2552 จึงร่วมมือกับ ดร. วรรณา สนั่นพานิชกุล ได้สร้างอาคารห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ได้มาตรฐาน เรือนโรงขยายพันธุ์ ฯลฯ ที่บ้านเลขที่ 189 หมู่ที่ 4 ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ขยายพันธุ์พืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ได้แก่ กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ และหน่อไม้ฝรั่ง พร้อมที่จะขยายพันธุ์ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจ

ลิ้นจี่ เป็นผลิตผลสินค้าเกษตรอย่างหนึ่งที่มักประสบปัญหาราคาไม่แน่นอน เกษตรกรมีความเสี่ยงในด้านการผลิตคือผลแตกและร่วง ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตน้อยและมีความเสี่ยงด้านการตลาด เกษตรกรมักขายได้ราคาต่ำ

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่กล่าวว่า เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่มักจะประสบปัญหาสำคัญ 2 ประการคือผลแตกและผลร่วง ทั้งนี้เพราะในช่วงที่ลิ้นจี่ติดผลเจริญเติบโตใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย ประมาณปลายเดือนเมษายน – พฤษภาคม ซึ่งช่วงนี้สภาพอากาศร้อนและเจอฝนตกสลับกัน 2-3 ครั้ง จึงทำให้ผลลิ้นจี่แตกและร่วง ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งเก็บผลผลิตจำหน่าย ทำให้ได้ราคาต่ำ และที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)ลิ้นจี่ อ.แม่ใจ จ.พะเยา ได้นำเอานวัตกรรมการห่อช่อผลลิ้นจี่ด้วยกระดาษโคบอน สามารถแก้ไขปัญหาลิ้นจี่แตก/ร่วง และประสบความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานสินค้า ทำให้ราคาลิ้นจี่ที่ห่อช่อผลมีราคากิโลกรัมละ 80 บาท ในขณะที่ลิ้นจี่ที่ไม่ห่อช่อผล จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 30 บาทเท่านั้น โดยมีส่วนต่างของราคาถึง 50 บาทต่อกิโลกรัม ที่สำคัญลิ้นจี่ที่ห่อช่อผลมีตลาดที่แน่นอน โดยตกลงซื้อขายล่วงหน้าให้กับห้าง(Modern Trade) “ลดแตก ลดร่วง ราคาดี มีคุณภาพ ด้วยนวัตกรรมการห่อช่อผลลิ้นจี่”

ทางด้านนายสังเวียน ชัยทิพย์ Smart Farmer เกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และเจ้าของแปลงเรียนรู้การห่อช่อผลลิ้นจี่ของศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.แม่ใจ จ.พะเยา ได้กล่าวถึงวิธีการห่อช่อผลลิ้นจี่ ดังนี้คือ ใช้กระดาษโคบอนสีขาว ขนาด 38 X 54 เซนติเมตร ห่อช่อผลในระยะที่ลิ้นจี่เริ่มเข้าสีคือมีสีแดงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยพับครึ่งกระดาษ แล้วทากาวแป้งเปียกติดขอบกระดาษในลักษณะพับถุงโดยให้กระดาษด้านมันอยู่ด้านนอก เปิดหัว-ท้าย ทำการตัดแต่งช่อผลและใบ รวบช่อผลและใช้มืออีกข้างสอดถุงกระดาษเลื่อนขึ้นปิดช่อไม่ให้ผลโผล่ จากนั้นรวบปากถุงด้านบนมัดด้วยตอก โดยไม่ต้องรัดให้แน่นเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ การห่อช่อผลในลักษณะนี้ จะช่วยป้องกันโรคแมลงและหนอนเจาะขั้ว ป้องกันผลแตกร่วง ทำให้สีสวย รสชาติอร่อยหอมหวานและกระดาษโคบอนที่ใช้ห่อช่อผลนี้ จะใช้ได้ 2-3 ฤดูกาลผลิต ทนต่อแรงลมไม่ฉีกขาดง่าย เมื่อเจอฝนน้ำซึมผ่านแห้งเร็ว หลังจากที่ห่อช่อผลแล้วประมาณ 30 วันก็เก็บเกี่ยวจำหน่ายได้ ลักษณะของลิ้นจี่คุณภาพเกรด Premium “ไหล่ยก อกตั้ง ก้นป้าน ร่องลึก เนื้อกอด ในแห้ง กลิ่นหอม รสหวาน”

จากการใช้นวัตกรรมห่อช่อผลลิ้นจี่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต สินค้าที่ได้มีคุณภาพและตลาดต้องการ ที่สำคัญเป็นการยกระดับมาตรฐานและมูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นความสำเร็จของศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)และได้ขยายผลไปสู่การรวมตัวของเกษตรกรที่ทำแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล ปัจจุบันได้ขยายผลในพื้นที่ มีเกษตรกรได้ทำการห่อช่อผลลิ้นจีไปแล้วกว่าร้อยละ 20 เกษตรกรที่สนใจการทำลิ้นจี่คุณภาพสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่นายสังเวียน ชัยทิพย์ Smart Farmer ด้านลิ้นจี่ อ.แม่ใจ จ.พะเยา โทร.097-9411159

ปัจจุบันนี้ อาหารเพื่อสุขภาพได้รับความนิยมกันมาก วัตถุดิบที่นำมาประกอบเป็นอาหารได้รับการเอาใจใส่ ดูแลและตรวจสอบกันตั้งแต่ต้นทางจนถึงตลาดและผู้บริโภค จึงเห็นรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ชมรม วิสาหกิจชุมชน ที่มีชื่อเสียงกันมากหลาย เช่น กลุ่มผู้รักสุขภาพ ชมรมเกษตรอินทรีย์ เกษตรชีวภาพ เกษตรปลอดภัย ฯลฯ สำหรับพืชผักที่ได้รับความนิยมกันมากคือ ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนถั่วลันเตา

ผู้เขียนได้พบกับ คุณนัฐชานนท์ วงศ์ดาว อายุ 35 ปี อยู่ตำบลสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้เพาะต้นอ่อนถั่วลันเตา ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อย คุณนัฐชานนท์ เล่าให้ฟังว่า ด้วยตนเองมีสายเลือดเกษตรคือคุณพ่อ คุณเกริกฤทธิ์ วงศ์ดาว เรียนจบเกษตรบ้านกร่าง พิษณุโลก รุ่น 6 จบแม่โจ้ รุ่น 38 ล่าสุดคุณพ่อดำรงตำแหน่งเกษตรจังหวัดลำพูน ส่วนตนเองเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่น 63 สาขาเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม หลังจากจบการศึกษาแล้ว เริ่มต้นประกอบอาชีพการเกษตรจากการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ส่งขายตลาดและห้างร้านสรรพสินค้าในเมืองเชียงใหม่

ต่อมาจากการสังเกตเห็นว่า ต้นอ่อนถั่วลันเตา ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น จึงเริ่มให้ความสนใจที่จะเพาะต้นอ่อนถั่วลันเตา ศึกษาหาความรู้จากสื่อออนไลน์ อินเตอร์เน็ต และแหล่งความรู้ต่างๆ ตัดสินใจว่าเป็นงานเกษตรที่ให้ผลเร็ว มีตลาดรองรับที่แน่นอน จึงสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์ถั่วลันเตาจากประเทศแคนาดา ครั้งละ 30-50 กิโลกรัม เพื่อเริ่มงานชิ้นใหม่ของตนเอง

เนื่องจากวิธีการทำต้นอ่อนถั่วลันเตาทำได้ง่าย โดยนำเมล็ดถั่วลันเตาแช่น้ำไว้ 1 คืน เมล็ดถั่วลันเตาจะดูดน้ำเข้าไปในเมล็ด จากนั้นนำมาห่อผ้าให้มีความชื้น เตรียมกระบะเพาะโดยใช้ตะกร้าพลาสติก ใช้วัสดุเพาะจากแกลบดำผสมทรายเทลงในกระบะเพาะ เกลี่ยให้เรียบ จากนั้นจึงนำเมล็ดถั่วลันเตาโรยด้านบน รดน้ำให้ชุ่ม นำไปวางไว้ในที่ร่ม ใช้เวลาประมาณ 7-8 วัน จะได้ต้นอ่อนถั่วลันเตาสีเหลืองอ่อน เมื่อจะนำผลผลิตไปส่งตลาด ช่วงเช้าต้องยกออกมาวางไว้ด้านนอกเรือนโรง เพื่อให้ได้รับแสงแดด ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ต้นอ่อนที่สีเหลืองจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวอย่างช้าๆ จนกระทั่งกลายเป็นสีเขียวทั้งต้น

จากนั้น จึงใช้กรรไกรตัดต้นอ่อนห่างจากโคนต้น ประมาณ 1 เซนติเมตร โคนต้นที่เหลือจะนำกลับไปวางไว้ในเรือนโรงอีก เพื่อจะได้ผลผลิตต้นอ่อนถั่วลันเตาอีก 2 ครั้ง เรือนโรงครั้งแรกทดลองทำในห้องที่ว่างๆ ติดกับห้องพัก ต่อมาตลาดมีความต้องการมาก จึงได้สร้างเรือนโรงใหม่ใหญ่กว่าเดิม

ในด้านการตลาดนั้น คุณนัฐชานนท์ กล่าวว่า ต้นอ่อนถั่วลันเตา เป็นพืชผักประเภทหนึ่งที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ต้องใช้สารเคมี เป็นพืชที่ให้สารอาหารมากมาย เช่น ให้พลังงาน มีเส้นใย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม และวิตามิน หากรับประทานสดคล้ายกับถั่วฝักยาวอ่อน นำไปผัดกับน้ำมันหอยหรือต้มจืดก็อร่อยดี ต้นอ่อนถั่วลันเตาจึงเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มเพาะขยายขายกันหลายราย บางรายส่งจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า แต่เกษตรกรผู้ส่งจะต้องเป็นผู้จัดส่งเอง ดูแลรักษาผลผลิตและเปลี่ยนเองเมื่อต้นอ่อนเริ่มเหี่ยว

“แต่ที่ฟาร์มของผมนั้น เมื่อเก็บผลผลิตแล้วนำส่งภาคเอกชนที่เป็นผู้รวบรวมส่งจำหน่ายต่างประเทศ ร้านอาหารระดับสูงในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใหญ่ๆ โดยส่งทางเครื่องบิน เพื่อให้ผู้รับได้รับผลผลิตที่สดและใหม่ ราคากิโลกรัมละ 150 บาท แต่ละวันจะได้ผลผลิตประมาณ 20 กิโลกรัม ขณะนี้กำลังวางแผนการผลิตให้มากขึ้น ทยอยเพาะในเรือนโรงเป็นรุ่นๆ ติดต่อกัน ได้เพิ่มจำนวนเรือนโรงมากขึ้น และรับสมัครสมาชิกที่สนใจรวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน”

นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้นทุนการทำนาโดยเฉลี่ยสูงราว 3,500-4,000 บาท หากชาวนาสามารถลดต้นทุนได้มากเท่าไร ก็หมายความว่าได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ขอแนะหลัก 3 ประการในการลดต้นทุนการทำนา คือ

ประการที่ 1 ชาวนาต้องเปลี่ยนความคิดจากเดิมใฝ่หาความรู้ใหม่ เปลี่ยนวิธีการผลิตจากเดิมเป็นทำนาแบบประณีต เปลี่ยนพื้นที่นาไม่เหมาะสมไปปลูกพืชชนิดอื่น เปลี่ยนการพึ่งพาปัจจัยภายนอก มาเป็นพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด

ประการที่ 2 ชาวนาต้องปลูกข้าวไม่เกิน 2 ครั้ง/ปี เพื่อเป็นการพักดิน พื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน หลีกเลี่ยงภาวะวิกฤตน้ำ ตัดวงจรชีวิตของโรคแมลงศัตรูข้าว ด้วยการปลูกพืชอื่นก่อนทำนา หรือหลังทำนา หรือพักนา

ประการที่ 3 ชาวนาต้องเข้าถึงวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสม คือ เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เหมาะสมกับพื้นที่และใช้ในอัตราที่เหมาะสม เตรียมดินให้ดี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ของดิน กำจัดวัชพืชก่อนหว่านปุ๋ยเคมี เลือกใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชให้ถูกต้อง จัดการน้ำอย่างเหมาะสม หมั่นตรวจแปลงนา ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าวเมื่อจำเป็น เก็บเกี่ยวข้าวที่เหมาะสม ลดการสูญเสียระหว่างเก็บเกี่ยวข้าวและหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ทำบัญชีต้นทุนการทำนา เพื่อควบคุมการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หากชาวนาปฏิบัติได้ดังนี้ ก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างต่ำ 800-1,200 บาท/ไร่ ต้นทุนที่ลดได้หมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้น

“มะละกอเป็นพืชที่ต้องการน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำขัง เพราะเสี่ยงต่อการเป็นโรครากเน่า”

เป็นข้อมูลที่รู้กันดีอยู่ในกลุ่มชาวบ้านตำบลวังหามแห อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้ที่ผ่านมาในอดีต ไม่มีเกษตรกรรายใดปลูกมะละกอแม้แต่รายเดียว ที่เห็นทั่วไปคือปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง และข้าวโพด มีพื้นที่ทำนาเพียงเล็กน้อย

แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มี คุณณฏฐพล นิยมจันทร์ และ คุณปรีชา แสงทอง เริ่มนำร่อง นำมะละกอฮอลแลนด์มาลงปลูก เพราะมองเห็นในศักยภาพของพื้นที่ ทั้งยังมองเห็นว่าผลกำไรจากการทำสวนมะละกอน่าจะเป็นรายได้ที่มากกว่าการปลูกพืชไร่อย่างแน่นอน

ทั้งคุณณฏฐพลและคุณปรีชา ใช้ความเป็นหนุ่ม กล้าลองผิดลองถูก ไปเรียนรู้การทำสวนมะละกอฮอลแลนด์ เพราะเห็นว่าเป็นสายพันธุ์กินผลสุกที่ตลาดต้องการ แม้จะรู้ว่าสภาพพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองมีแหล่งน้ำน้อย ต้องอาศัยน้ำจากคลองหรือการขุดสระก็ตาม แล้วกลับมาเริ่มทดลองปลูกก่อนเพียง 5 ไร่

การเก็บผลผลิตรอบแรก ก็มองทะลุไปถึงอนาคตได้ว่า ผลไม้ชนิดนี้สร้างรายได้ที่ดีให้อย่างแน่นอน จาก 5 ไร่ เริ่มขยายพื้นที่การปลูกออกไปเรื่อยๆ เมื่อชาวบ้านใกล้เคียงเห็นความตั้งใจและรายได้ที่มากกว่า จึงเปลี่ยนจากการปลูกพืชไร่มาทำสวนมะละกอกันจำนวนหนึ่ง ทำให้ปัจจุบันมีแปลงมะละกอมากถึง 40 ไร่ และลงปลูกไปแล้วอีกเกือบ 100 ไร่

การปลูกมะละกอฮอลแลนด์ ในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำน้อย อย่างตำบลวังหามแห ที่ต้องอาศัยเพียงแหล่งน้ำจากสระหรือคลอง มีทางออกด้วยการแบ่งพื้นที่แปลงปลูกไม่ให้มากเกินไป เช่น 3-5 ไร่ เพราะการให้น้ำมะละกอฮอลแลนด์ที่นี่ใช้ระบบสปริงเกลอร์ เมื่อแบ่งพื้นที่แปลงให้เล็กลง ระบบน้ำจะทำงานได้ดีขึ้น มะละกอได้น้ำทั่วถึง

การเตรียมแปลง ทำโดยการยกร่องความสูง 120 เซนติเมตร เพาะกล้าเอง และลงปลูกประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เพื่อให้ระยะออกดอกของมะละกอตรงกับฤดูฝน ลดการใช้น้ำ

ขุดหลุมลงปลูกครั้งแรกในแปลงใหม่ ไม่ต้องรองก้นหลุม แต่เมื่อเป็นรุ่นต่อไป ควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 หรือจะใช้ปุ๋ยคอก ขี้วัว ขี้ไก่ ก็ได้ แต่ละแปลง จะเว้นระยะปลูกอยู่ที่ 2.50×2.50 เมตร ซึ่งถี่กว่ามาตรฐานการปลูกมะละกอทั่วไป แต่ไม่ควรถี่มากไปกว่านี้ เพราะจะทำให้มะละกอไม่ติดผล ระยะปลูกเช่นนี้จะทำให้ปลูกมะละกอได้จำนวน 250 ต้น ต่อไร่

คุณปรีชา บอกว่า การปลูกมะละกอในปีแรก เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะระบบน้ำที่ต้องวางระบบสปริงเกลอร์ ส่วนเมล็ดพันธุ์เป็นต้นทุนที่น้อยที่สุด แต่โดยรวมต้องใช้เงินลงทุนในครั้งแรกไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท ต่อไร่

แต่การใส่ปุ๋ยแต่ละแปลงแตกต่างกัน คุณณฏฐพล บอกว่า ควรสังเกตจากต้นและให้ปุ๋ยตามลักษณะต้น เช่น 3-4 เดือนแรก ต้องทำต้นให้สมบูรณ์ ควรเน้นปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง อาทิ สูตร 27-10-7 เมื่อมะละกอเริ่มติดดอกก็ควรปรับสูตรให้โพแทสเซียมสูง เช่น 15-5-20 และใส่ปุ๋ยทุกๆ 15 วัน

การให้ปุ๋ยทางใบ เป็นสิ่งสำคัญมากพอกับการให้น้ำ แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อปุ๋ยราคาแพง เพราะผลผลิตที่ดกและสมบูรณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเดียว

หากการดูแลต้นให้สมบูรณ์ดี เพียง 8 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตส่งจำหน่ายได้ ยกเว้นระหว่างปลูกเกิดภาวะแล้ง หรือการให้น้ำไม่ถึง ผลผลิตอาจจะเก็บขายได้ในเดือนที่ 10-11 แทน

การให้น้ำ เมื่อติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ไว้แล้ว จะเปิดสปริงเกลอร์ให้น้ำวันละครั้ง นานครั้งละประมาณ 40 นาที ยกเว้นฤดูฝนที่งดให้น้ำในวันที่ฝนตก หรือควรสังเกตจากปริมาณฝนที่ตกลงมา อาจเว้น 1-2 วันได้

โรคและแมลงในมะละกอฮอลแลนด์ ก็เหมือนโรคและแมลงในมะละกออื่นๆ ควรระวังมากที่สุดคือ เพลี้ยไฟ ให้หมั่นสังเกตหรือพ่นยาป้องกันไว้ก่อน ส่วนโรคโคนเน่า ก็สามารถให้ยาฆ่าเชื้อราป้องกันไว้ก่อนได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น หากทราบว่าอีก 2 วัน จะมีฝนตกหนักก็ควรฉีดยาป้องกันเชื้อราไว้ก่อน เมื่อฝนหยุดตกก็ให้ยาฆ่าเชื้อราซ้ำอีกครั้ง

การรื้อแปลง ให้สังเกตจากต้นมะละกอ หากต้นไม่สมบูรณ์ จัดว่าโทรม ก็สามารถรื้อแปลงได้ ไม่จำเป็นต้องยื้อไว้ เพราะผลผลิตจะไม่ได้คุณภาพตามต้องการ “เก็บผลผลิตครั้งแรกได้ไม่มาก แต่จะเริ่มมากขึ้นเมื่อเก็บผลผลิตครั้งต่อๆ ไป เฉลี่ย 300 กิโลกรัม ต่อไร่ น้ำหนักผลไซซ์ใหญ่อยู่ที่ 1.8 กิโลกรัม ต่อผล มะละกอฮอลแลนด์มีข้อดีคือ สามารถเก็บขายได้ทุกไซซ์ เพราะมีตลาดกว้างและต้องการไซซ์ที่ไม่เหมือนกัน” คุณณฏฐพล กล่าว

คุณณฏฐพลและคุณปรีชา เป็นสองหนุ่มที่เริ่มนำมะละกอฮอลแลนด์เข้ามาปลูกในพื้นที่ตำบลวังหามแห แม้จะมีเกษตรกรหลายรายเปลี่ยนจากพืชไร่มาทำสวนมะละกอฮอลแลนด์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีเกษตรกรอีกบางส่วนที่ขาดความเชื่อมั่น คุณณฏฐพลและคุณปรีชา จึงทำหน้าที่ให้คำแนะนำ พร้อมทั้งรับซื้อผลผลิตเพื่อนำไปส่งขายที่ตลาดไท

คุณปรีชา ประเมินผลผลิตจากมะละกอฮอลแลนด์ต่อต้น โดยระบุว่า แม้การเก็บผลผลิตครั้งแรกจะได้ไม่มาก แต่เมื่อประเมินจากตลอดระยะเวลาปลูกแล้ว ต่อต้นจะได้ผลผลิตขั้นต่ำ 50 ลูก หรือ 2 ไร่ เก็บได้ 1 ตัน ราคาซื้อขายปัจจุบันอยู่ที่ราคาตันละ 6,000-7,000 บาท

ทั้งคุณณฏฐพลและคุณปรีชา รับซื้อมะละกอจากเกษตรกรด้วยกันเองในราคากิโลกรัมละ 10 บาท แล้วนำไปส่งขายให้กับตลาดไท ในราคากิโลกรัมละ 12 บาท รายได้จากการปลูกมะละกอ หากประเมินขั้นต่ำที่สุด คือ 25,000 บาท ต่อไร่

การขนส่งไปตลาดไทในแต่ละครั้ง จะบรรทุกรถกระบะน้ำหนัก 4 ตัน ต่อคัน ครั้งละ 1-2 คัน และขนส่งไปตลาดไททุกวัน หรือวันเว้นวัน

สอบถามเพิ่มเติม คุณณฏฐพล นิยมจันทร์ โทรศัพท์ (097) 931-0715 และคุณปรีชา แสงทอง โทรศัพท์ (090) 457-5455 หรือสนใจพูดคุยการบริหารจัดการระบบแปลงและลูกสวนได้ที่ หมู่ที่ 5 ตำบลวังหามแห อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงแพชร

ไปเจอ “ มะนาวเว่อ ” พันธุ์ไม้โบราณ เว็บแทงบอลออนไลน์ ที่สวนตันเจริญ จังหวัดสระแก้ว ของอาจารย์ธงเทพ ตันเจริญ และภรรยา คือ คุณบุญนำ จำปาสุข (โทร. 089-233-7586 , 084-926-6363 ) ชาวสระแก้ว เรียกมะนาวชนิดนี้ว่า “ มะนาวเว่อ” ซึ่งมะนาวชนิดนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ภาคกลางเรียกว่า ส้มมะนาวหรือส้มมะละกอ แถบอีสาน เรียกว่า หมากเว่อ มะโว้ช้าง มะนาวควาย มะนาวริปน ส้มนาวคลาน และส้มละโว้

มะนาวเว่อหรือมะนาวยักษ์ มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย เป็นพืชตระกูลส้มประเภทซิตรอน เติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนปนทราย ไม่ชอบที่ชื้นแฉะ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง โดยทั่วไป ต้นสูงประมาณ 3-10 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนาม ใบใหญ่และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ผลกลมใหญ่ ผิวเรียบเปลือกหนา ดอกมีสีขาวอมม่วง มีกลิ่นหอม ผลสุกมีสีเหลืองมะนาว ขนาดผลใหญ่สุดเท่าผลส้มโอ มีรสเปรี้ยว มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำมะนาว แต่รสอ่อนกว่ามะนาวเล็กน้อย ใช้ปรุงอาหารแทนน้ำมะนาวได้ดี ใบอ่อน นำมาลวกหรือต้มรับประทานเป็นผักเครื่องเคียงร่วมกับน้ำ พริก ลาบได้อย่างอร่อย ส่วนใบแก่นำมาหั่นเป็นฝอย ใส่ลาบเพื่อดับกลิ่นคาวปลา

มะนาวเว่อ มีสรรพคุณทางยาช่วยฟอกระดู ขับเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟัน และแก้ไอ ผิวเปลือก ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ลมวิงเวียน แก้ลมท้องขึ้นอืดเฟ้อ รากเป็นยากระทุ้งพิษ แก้เสมหะ แก้พิษฝีภายใน ถอนพิษผิดสำแดง แก้ประดง แก้น้ำเหลืองเสีย