ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด มูลนิธิโครงการหลวง ให้ข้อมูลว่า

พันธุ์พระราชทาน 88 นี้ ปัจจุบันทางโครงการหลวงยังไม่ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก แต่ปลูกเฉพาะในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ของโครงการหลวง จำนวน 5 ไร่ เป็นการทดลองก่อน รอการทำการตลาดสักพักขอให้นิ่งในเรื่องการบรรจุ แล้วค่อยกระจายพันธุ์ออกไป เนื่องจากเป็นพันธุ์ใหม่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ซึ่งทางโครงการตั้งเป้าจะส่งขายในห้างระดับพรีเมี่ยม ราคาต่อกิโลกรัมจะแพงกว่าพันธุ์อื่น ตกกิโลกรัมละ 400-500 บาท เพราะคุณภาพสามารถสู้ได้กับสตรอว์เบอร์รี่จากต่างประเทศอย่างเกาหลีและญี่ปุ่น

“จุดเด่นของสายพันธุ์พระราชทาน 88 คือเป็นสายพันธุ์ลูกผสมที่เกิดในไทย คือเป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์พระราชทาน 80 กับพันธุ์พระราชทาน 60 ซึ่งมีผลดีตรงที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศในเมืองไทยได้เป็นอย่างดี รสชาติดี เนื้อละเอียดแน่น ทนต่อการขนส่งได้ดี กลิ่นหอมโดดเด่นกว่าสายพันธุ์อื่น ผิวสวย เหมาะกับการทานผลสด บางคนถึงกับบอกว่าทานแล้วละลายในปาก ขนาดลูกใหญ่แต่ไม่ใหญ่เท่าพันธุ์พระราชทาน 80 โดยในปลายปี 2559 ถึงต้นเดือนมกราคม 2560 จะวางขายที่โครงการหลวง มีทั้งกรุงเทพฯ และเชียงใหม่กว่า 20 สาขา”

ดร.ณรงค์ชัย แนะนำว่า จากการวิจัยระบุว่า หากหญิงมีครรภ์ได้ทานสตรอว์เบอร์รี่วันละ 8 ลูกจะเป็นผลดีต่อครรภ์เพราะมีกรดโฟลิก อีกหน่อยหากงานวิจัยนี้เสร็จจะทำให้การทานสตรอว์เบอร์รี่เป็นไปเพื่อสุขภาพมากขึ้นแทนที่จะทานอร่อยอย่างเดียว ซึ่งที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานเงินเบื้องต้นจำนวน 500,000 บาท ให้ทางมูลนิธิโครงการหลวงเพื่อปรับปรุงพันธุ์ จนล่าสุดได้พันธุ์พระราชทาน 88 แต่น่าเสียดายที่พระองค์ท่านยังไม่ได้ทรงชิม พูดได้ว่าพันธุ์พระราชทาน 88 เป็นสตรอว์เบอร์รี่สายพันธุ์สุดท้ายในรัชสมัยของพระองค์ท่าน

ดังที่เกริ่นไปตอนแรก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาสายพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่ อย่างที่ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด มูลนิธิโครงการหลวง ให้รายละเอียดว่า สตรอว์เบอร์รี่เหมือนเป็นพืชมงคลที่พระองค์ท่านสนพระราชหฤทัยเป็นอันดับ 2 ตั้งแต่เริ่มตั้งโครงการหลวง อย่างแรกคือ พีช หรือลูกท้อ เป็นต้นตอพันธุ์พื้นเมือง แล้วนำยอดพันธุ์ดีมาเสียบ ทดแทนการปลูกฝิ่น เพราะรายได้สูงกว่าฝิ่น แต่เนื่องจากท้อใช้ระยะเวลานานเป็น 4-5 ปีกว่าจะได้ผลผลิต จึงทรงแนะนำให้หันมาส่งเสริมชาวบ้านปลูกสตรอว์เบอร์รี่ ที่ดอยอินทนนท์ เมื่อปี 2517-2518 เริ่มแรกมีชาวบ้านเข้าร่วม 3 ราย ซึ่งได้ผลตอบแทนดีและเร็ว ต่อมาก็มีถั่วแดงหลวง

“ถ้าไปดูภาพเก่าๆ จะเห็นพระองค์ท่านเสด็จฯ ในแปลงสตรอว์เบอร์รี่ในยุคแรกที่ทรงชุดทหาร จากนั้นเสด็จฯ มาตลอดเวลา อย่างที่บอกตั้งแต่ปี 2540 ที่พระองค์ท่านพระราชทานเงินส่วนพระองค์ให้กับโครงการหลวงจำนวน 500,000 บาท เป็นต้นทุนในการวิจัยพัฒนารูปแบบการปลูกสตรอว์เบอร์รี่สายพันธุ์ต่างๆ พระองค์ท่านสนพระราชหฤทัย และทรงรู้ลึกซึ้งเรื่องเกษตรมาก นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทำให้พวกเรามีสตรอว์เบอร์รี่บนที่สูง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในหรือนอกโครงการหลวง ที่สำคัญ เป็นพระราโชบายของในหลวงในการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่น”

ดร.ณรงค์ชัย บอกว่า ตอนนี้เกษตรกรหันมาปลูกสตรอว์เบอร์รี่กันมากเพราะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวที่บูมมาก ไปที่ไหนคนก็อยากบริโภคสตรอว์เบอร์รี่ ดังนั้น ตามรีสอร์ต ตามโรงแรมต่างๆ และบนดอยก็อยากปลูกขาย พร้อมปลูกโชว์ด้วย ทำให้สตรอว์เบอร์รี่กระจายเร็วมากในช่วงสองสามปีมานี้ ประกอบกับพันธุ์พระราชทาน 80 เป็นลูกผสมที่เกิดขึ้นในบ้านเรา และเจริญเติบโตได้ดีในเมืองไทย จึงทำให้ปลูกได้แพร่หลายมากขึ้น

ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีพันธุ์พระราชทาน 80 ก็มีการพัฒนาสายพันธุ์ต่างๆ มาแล้ว เช่น พันธุ์พระราชทาน 60 เป็นพันธุ์แรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช กับกรมวิชาการเกษตร แต่น่าเสียดายพันธุ์พระราชทาน 60 ส่งเสริมได้แค่ 2 ปี ก็มีพันธุ์พระราชทาน 80 ขึ้นมา ซึ่งอร่อยกว่า ดีกว่า เลยเป็นที่นิยมและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ซึ่งพันธุ์พระราชทาน 80 ปีนี้เป็นปีที่ 4 โดยเป็นลูกผสมที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นแล้วนำเมล็ดเข้ามาเพาะที่สถานีวิจัยดอยปุยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2554 และมาคัดเลือกพันธุ์กัน ใช้เวลา 5-6 ปี จนได้พันธุ์นี้ขึ้นมา จากนั้นค่อยๆ ทดลองส่งเสริม เริ่มแรกทดลองที่อ่างขางก่อน แล้วค่อยให้ชาวบ้านปลูก นักท่องเที่ยวมาทานแล้วชอบใจเพราะรสชาติหวาน

ประกอบกับสตรอว์เบอร์รี่ที่ปลูกด้วยไหลโตไวมาก เป็นพันธุ์ที่ถือว่าปรับตัวเข้ากับเมืองไทยได้ รสชาติดี ส่วนผลผลิตจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสูงและความหนาวเย็น อย่างที่เชียงใหม่อาจจะเก็บยาวได้ถึงเดือนเมษายน แต่ที่เขาค้ออาจจะแค่ต้นเดือนมีนาคมก็หมดแล้ว

“การปลูกต้องอาศัย 2 เงื่อนไขคือ ความหนาวเย็นกับช่วงวันสั้น เน้นให้เกิดตาดอกต่อเนื่อง ถ้ามีแค่แผล็บเดียวจะเกิดแค่ 1-2 ช่อ ต่อไปก็ไม่เกิด ปกติสตรอว์เบอร์รี่ใน 4 เดือน มี 7 ช่อดอก ที่จะออกมา 7 รุ่นแทงออกมา ช่อดอกหนึ่งประมาณ 10 ผล หรือ 15 ผล ซึ่งถ้าที่ไหนความหนาวเย็นไม่ต่อเนื่องช่อ 3, 4, 5, 6 จะไม่ออกมา ช่วงนี้ก็สั้นลง ไม่เหมือนที่อากาศหนาวๆ อย่างที่ดอยอ่างขาง ขุนวาง ซึ่งถ้าไปปลูกที่ภูทับเบิก 1,400 เมตร ที่นั่นจะเก็บยาวกว่าที่เขาค้อ เพราะในช่วง 100 เมตร อุณหภูมิลดลง 1 องศาเซลเซียส”

ดร.ณรงค์ชัย ระบุว่า สมัยก่อนเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว สตรอว์เบอร์รี่ปลูกเพื่อส่งแปรรูป 80 เปอร์เซ็นต์ ทานผลสด 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้แทบจะไม่มีผลผลิตส่งให้โรงงานเลย ส่งได้น้อยมากแค่ 10-20 เปอร์เซ็นต์ เพราะปลูกเพื่อแปรรูปน้อยมาก ประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ส่วนใหญ่ปลูกเพื่อทานสดกัน ในขณะที่ความต้องการมีสูง ไม่ว่าจะเป็นแยม ขนมนมเนยต่างๆ อย่างกูลิโกะและยามาซากิที่ซื้อกับโครงการหลวงก็ยังหาผลผลิตให้ไม่ได้ ต้องรอเดือนมีนาคม-เมษายน ที่รอให้ตกเกรดก่อน แต่ก็เป็นสตรอว์เบอร์รี่ทานสด เนื้อนุ่มและรสชาติหวาน ไม่ใช่แบบที่นำไปแปรรูป ซึ่งต้องใช้ผลที่แข็งและเปรี้ยว ดังนั้น ในการแปรรูปต้องไปเติมสารให้เปรี้ยวขึ้นอีก

ทั้งหมดนี้ คงทำให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นกันแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นกษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยและทรงรอบรู้เรื่องเกษตรจริงๆ และส่งผลทำให้พวกเราได้ทานสตรอว์เบอร์รี่สายพันธุ์ที่มีรสชาติหวานอร่อ

ในช่วงนี้ กระแสรักสุขภาพที่มาแรง หลายคนหันมาบริโภคพืชผักกันมากขึ้น และผักสุขภาพอย่างต้นอ่อนข้าวสาลีก็ได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่าต้นอ่อนทานตะวันเลย ซึ่งเราจะไปดู วิธีการเพาะปลูก และการดูแลกัน
ต้นอ่อนข้าวสาลี หรือเรียกอีกอย่างว่า วีท กราส (Wheat grass) เป็นต้นอ่อนหรือต้นกล้าที่เจริญเติบโตมาจากเมล็ดข้าวสาลี โดยในระยะต้นกล้าจะมีสีเขียวเข็มที่อุดมไปด้วยสารอาหาร แร่ธาตุ และโปรตีนที่หลากหลาย
สำหรับฟาร์มเพาะต้นอ่อนข้าวสาลี ที่จะพาไปชมในวันนี้ ตั้งอยู่ที่ ซ.จรัญสนินวงศ์ 35 โดยมี คุณนพดล กิจพิทักษ์ เป็นเจ้าของฟาร์ม
คุณนพดล พูดถึง จุดเริ่มต้นการเริ่มเพาะต้นอ่อนข้าวสาลี ว่า ช่วงประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว เทรนด์สุขภาพมาแรง ก็มองหาว่า ตัวไหน ที่ลูกค้ากินซ้ำๆ แล้วเราพอจะปลูกเองได้ จากนั้นก็หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ทจนเจอ ต้นอ่อนข้าวสาลี ก็คือเอาเมล็ดข้าวสาลีมาเพาะให้อยู่ในระยะต้นอ่อน ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งระยะนี้ จะเป็นระยะที่มีสารอาหารดีที่สุด

สำหรับอุปกรณ์ประกอบด้วย ถาดเพาะกล้าพลาสติกขนาดความกว้าง 30 เซ็นติเมตร ยาว 60 เซนติเมตร และสูง 3.5 เซ็นติเมตร กระสอบพลาสติกสาน, เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี และวัสดุปลูกจะใช้ขุยมะพร้าวผสมแกลบเล็กน้อย
ขั้นตอนการเพาะก็ต้องเริ่มจาก นำเมล็ดแช่น้ำ 1 คืน ระหว่างนั้นก็ต้องเปลี่ยนน้ำเพื่อไม่ให้น้ำเน่า จากนั้นจะมีจมูกข้าวขาวๆ ขึ้นมา พร้อมนำไปปลูกได้
การปลูกให้โรยเมล็ดข้าวสาลีที่แช่น้ำแล้วบนขุยมะพร้าว อย่าให้ซ้อนทับกัน มิเช่นนั้นจะเกิดเชื้อรา แล้วปิดทับด้วยกระสอบ
การให้น้ำ ก็ต้องรดน้ำ พอดีๆ แค่ไหนเรียกว่าพอดี ให้ใช้นิ้วจิ้มดูที่ขุยมะพร้าว แค่เย็นๆ พอดีๆ อย่าให้ถึงกับมีน้ำสวนขึ้นมา ถ้าแบบนั้น น้ำมากไปจะเน่า พอข้าวสาลีเริ่มมีรากปักลงไปในขุยมะพร้าว ก็เอากระสอบออกไป

ส่วนพันธุ์ข้าวสาลี มีหลายสายพันธุ์ แต่แนะนำให้ใช้พันธุ์ผสมพื้นเมือง จะเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย หากใช้พันธุ์ต่างประเทศจะดูแลยาก และเพาะยาก
เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัมจะปลูกลงถาดเพาะได้ประมาณ 7-8 ถาด และเมื่ออายุครบ 7 วัน ความยาวประมาณ 15-17 เซนติเมตร พร้อมตัดจำหน่าย จะได้ต้นอ่อนข้าวสาลีประมาณ 2 กิโลกรัม โดยคิดต้นทุนเฉลี่ย 1 ถาด จะใช้เงินลงทุนประมาณ 30-50 บาท ขึ้นอยู่กับราคาเมล็ดพันธุ์และระยะเวลาในการดูแล
ส่วนแมลงศัตรู มักจะเกาะตามถาด ก็เคาะใหมันลงน้ำไป และหากพบเชื้อรา ก็ต้องดึงออก ถ้าเก็บมันจะลามไปวงกว้าง
สำหรับขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ที่นี่จะใช้กรรไกรตัดบริเวณชิดกับโคนต้น ล้างน้ำให้สะอาด และบรรจุลงในถุงซิปล็อก เพียงเท่านี้ก็ได้ต้นอ่อนข้าวสาลีส่งให้กับลูกค้าพร้อมนำไปคั้นดื่มแล้ว

ราคา ผลผลิตจำหน่าย 1 ขีด 50 บาท มีบริการส่งถึงบ้าน ปัจจุบันปริมาณต้นอ่อนข้าวสาลีที่ส่งจำหน่ายให้ลูกค้าในแต่ละสัปดาห์ อยู่ที่ 90 -100 กิโลกรัม หรือ เดือนละประมาณ 350-400 กิโลกรัม โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 500 บาท
สำหรับการตลาดก็ใช้เฟซบุ๊กและเว็บไซต์ เป็นหลัก
มาถึงคำถามที่ว่า ในอนาคตจะมีการต่อยอดธุรกิจยังไงบ้าง คุณนพดล ว่าหัวใจหลักคือต้องคุมคุณภาพ และเรียนรู้ในการดูแล เพราะปัญหาการเพาะต้นอ่อนข้าวสาลีแต่ละฤดูกาลไม่เหมือนกัน
สุดท้าย คุณนพดล แนะนำคนที่ต้องการเริ่มปลูก ว่า อยากให้ลองเจาะกลุ่มในชุมชนก่อน ว่ามีร้านเพื่อสุขภาพมั้ย อย่าปลูกทีเดียวเยอะๆ ค่อยๆ เริ่ม ค่อยๆเรียนรู้ไป จะดีกว่า
คลิกชมคลิป

หมายเหตุ // ข้อมูลจากรายการ วีคเอ็นด์ฟาร์ม ผลิตโดยมติชนทีวี ออกอากาศทางช่อง วอยซ์ทีวี 21 ช่วงรายการ มติชนวีคเอ็นด์ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 21.00-22.00 น.

เลียบค่ายตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) “ค่ายพระราม 6”

ภายในค่ายแห่งนี้นอกจากเป็นที่ตั้งของ สถานที่สำคัญ “พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน” ที่ประทับแปรพระราชฐานในฤดูร้อนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานที่เปิดให้ประชาชนเข้าเที่ยวชมความสวยงาม ในค่าย ตชด.แห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของ “บ้านทุ่งลุงวัน” สวนเกษตรผสมผสานต้นแบบ ตชด.พอเพียง ที่เกิดจากการพลิกฟื้นพื้นที่แห้งแล้ง แปลงเป็นสวนผักอินทรีย์นานาชนิด ฟาร์มไก่ไข่ บ่อเลี้ยงปลา แหล่งอาหารวิถีพอเพียงแบบฉบับตำรวจ ตชด.ที่เปิดให้ประชาชน ผู้สนใจเข้าชมและเลือกซื้อผลผลิตคุณภาพดี ฝีมือตำรวจไทย

พ.ต.อ.วันชนะ ธรรมเสมา ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผกก.1 บก.กฝ.ตชด.) หัวเรือใหญ่ ที่เปรียบเสมือน พ่อบ้านใหญ่ของ “บ้านทุ่งลุงวัน” เล่าที่มากว่าจะเป็น “บ้านทุ่งลุงวัน” ว่า สภาพพื้นดินในค่ายพระราม 6 เป็นที่ตั้งของกองกำกับการ 1 กองบังคับการฝึกพิเศษ ตชด.มีสภาพเป็นดินตะกอนแข็ง ไม่ชุ่มน้ำ ดินเค็ม แร่ธาตุในดินค่อนข้างน้อย ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก ต่อมาในปี 2557 มีแนวคิดน้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาทำการปรับปรุงดินเพื่อใช้ในการเพาะปลูก

“จึงได้นำรถไถไถพลิกหน้าดิน ตากแดดไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นได้นำปูนขาว ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก มาหว่านให้ทั่วพื้นที่ประมาณ 4-5 ไร่ รดน้ำพอประมาณทิ้งไว้ 2-3 วัน จากนั้นนำรถไถมาทำการไถแปรเพื่อให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก คลุกเคล้ากับดิน เพื่อเพิ่มแร่ธาตุในดิน หลังจากที่ได้เตรียมดินแล้ว จึงทำการแบ่งโซนเพื่อแยกประเภทในการเพาะปลูกให้ง่ายต่อการดูแลผลผลิต และง่ายต่อการบำรุงดินหลังการเก็บเกี่ยว” ผกก.ตชด.เล่าถึงการเตรียมพื้นที่

ก่อนบอกต่อว่า เมื่อเตรียมพื้นที่เรียบร้อย แต่ก็พบปัญหาที่ตามมาคือแหล่งน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก จึงได้มีการขุดบ่อน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร โดยทำเป็นรูปแบบของสระพวง ทำให้มีแหล่งน้ำใช้ได้ตลอดปี จากนั้นจึงได้แบ่งประเภทการเพาะปลูก แปลงผักกินใบ เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า แปลงปลูกพืชล้มลุกระยะกลาง เช่น ข้าวโพด ถั่วเขียว แฟง ฟัก ฟักทอง แปลงลูกพืชล้มลุกระยะยาว เช่น กล้วย มะละกอ และนอกจากนี้บริวเณรั้วยังปลูกพืชที่กินได้ เช่น ชะอม ผักหวาน แค เมื่อแบ่งพื้นที่จึงได้ยกร่องเพื่อหว่านและหยอดเมล็ด จากนั้นนำหญ้าหรือฟางแห้งมาคลุม รดน้ำ ดูแลใส่ปุ๋ย เพื่อเป็นการรักษาสภาพดินไม่ให้กลับไปสู่สภาพเดิม

“ในระยะแรกๆ ผลผลิตที่ได้ไม่ดีเท่าไรนัก เนื่องจากสภาพของดินยังไม่ดี จึงได้ทำการไถกลบ พรวนดินกลบทับ เพื่อให้ดินโปร่งและเป็นการเพิ่มปุ๋ยไปในดินอีกทางหนึ่ง และในการปลูกพืชแต่ละครั้ง เราจะไม่ปลูกพืชที่ซ้ำกัน จะปลูกพืชหมุนเวียนกับพืชตระกูลถั่ว หรือต้นปอเทือง สลับกันเพื่อแก้ปัญหาดิน จนในปัจจุบันดินมีสภาพร่วนซุย มีธาตุอาหารที่เหมาะสมกับการปลูกพืช ปลูกไม้ผลต่างๆ มีผลผลิตที่งอกงาม โดยไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค” พ.ต.อ.วันชนะเผยเทคนิคการเตรียมดิน และว่า ผลผลิตที่ได้นั้นนำไปจำหน่ายให้กับประชาชน และใช้หมุนเวียนจำหน่ายภายในค่าย เพิ่มรายได้อีกทางให้แก่ตำรวจและครอบครัว

นอกจากบ้านทุ่งลุงวันจะเป็นแหล่งอาหารดี แหล่งรายได้เสริมของตำรวจในค่ายแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้อีกด้วย

ผกก.วันชนะ เล่าว่า ต่อมามีหลักสูตรเตรียมความพร้อมความเป็นครู จะต้องฝึกเพื่อออกไปทำหน้าที่ครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน มาฝึกอบรมที่ค่ายพระรามหก จึงมอบพื้นที่จำนวน 2 ไร่ ซึ่งเป็นที่รกร้างเป็นโรงเรียนเกษตร สอนให้นักเรียนทุกคนเริ่มต้นในการพัฒนาดิน และเรียนรู้ในการเพาะปลูก ที่ปัจจุบันประสบความสำเร็จมาก นักเรียนได้เรียนรู้และนำไปต่อยอดเมื่อจบการศึกษา

พ.ต.อ.วันชนะเล่าอย่างปีติว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังสนามราชนิเวศน์กรีฑาสถาน ค่ายพระรามหก ทรงเปิดการแข่งขันกีฬาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครั้งที่ 6 ประจำปี 2559 ทอดพระเนตรนิทรรศการ 60 ปี โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน จัดแสดงนิทรรศการแนวทางการปฏิบัติงานด้านต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จ สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและการศึกษาของนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ ได้ทูลเกล้าฯถวายผลผลิตทางการเกษตรของนักเรียนหลักสูตรเตรียมความพร้อมความเป็นครู อันเป็นความภาคภูมิสูงสุดของเด็กๆ ทุกคน ทรงรับสั่งถามว่าปลูกตรงไหน ได้ถวายรายงานสภาพดินที่ไม่ดี แก้ไขจนปลูกได้ ทรงมีรับสั่งให้ถ่ายทอดความรู้แก่คนอื่นๆ ด้วย
“การน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้นั้น

เป็นการปลุกจิตสำนึกและปลูกฝังให้ข้าราชการตำรวจ รู้จักพอเพียง ประหยัด รู้จักวิธีการปลูกพืชผักไว้รับประทานเอง เพื่อลดรายจ่ายของครอบครัว ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2539 ที่ว่า “การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก” ตชด.ในค่ายพระราม 6 จึงน้อมนำมาใช้ ผ่านมา 2 ปี มีผลผลิตมากมาย กิจกรรมยามเช้า เก็บไข่ไก่รดน้ำผัก เก็บผลผลิตส่งขาย เป็นสิ่งที่ตำรวจใน กก.1 กฝ.ทำมาต่อเนื่อง ทำให้ตำรวจที่นี่มีคุณภาพชีวิตดี ตามวิถีพอเพียง” ผกก.วันชนะเล่าถึงการน้อมนำแนวทางพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้

ผ่านไปค่ายพระราม 6 อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี แวะไปชม ชิม ช้อป สินค้าเกษตรคุณภาพดี การันตีโดยตำรวจไทยได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ!!

คุณจิระวัฒน์ ภักดี ประธานกลุ่มพืชผักปลอดสารพิษ หมู่ที่ 6 ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ได้รวบรวมสมาชิกเกษตรกรชาวนาข้าวและเกษตรกรชาวนากุ้ง ประมาณ 35 คน ทำโครงการปลูกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก โดยได้มีการทำสัญญารองรับกับ บริษัท แพน แปซิฟิค ฟู้ด คอร์ปอเรชั่น จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะลงมือปลูกเอง สร้างความมั่นใจ และมีตลาดรองรับ

“จะมีออเดอร์รับซื้อกล้วยหอมทอง 100 ตัน/สัปดาห์ ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีความมั่นใจ เนื่องจากมีตลาดรองรับที่แน่อน ผลผลิตที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ เพราะเป็นกล้วยเกรดเอทั้งหมด บริษัทรับซื้อกล้วยหอมทองจากประเทศญี่ปุ่นมีความพึงพอใจ รับไม่จำกัดจำนวน”

สำหรับโครงการปลูกกล้วยหอมทอง หมู่ที่ 1 ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โดยการสนับสนุนของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีอาชีพเสริม หารายได้ที่ขาดหายไปในช่วงเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยสนับสนุนหน่อพันธุ์กล้วยหอมทอง เกษตรกรจำนวน 35 ราย รายละ 2 ไร่ ไร่ละ 400 หน่อ จำนวน 14,000 หน่อ เป็นเงิน 238,000 บาท เพื่อส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกล้วยหอมทองเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลสวย รสชาติดี และตลาดในประเทศญี่ปุ่นมีความต้องการสูง

ส่งเสริมอาชีพ พืชเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด

สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง ให้ข้อมูลว่า สำหรับจังหวัดพัทลุง การปลูกกล้วยยังมีการขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวม ในปี 2558 มีประมาณ 8,000 ไร่ และในปี 2559 ได้ขยายตัวเติบโตขึ้นประมาณกว่า 10,000 ไร่ การปลูกกล้วย ส่วนใหญ่จะเป็นไร่ผสมผสาน ไม่ใช่พืชเชิงเดี่ยว โดยพืชเชิงเดี่ยวยังมีปริมาณจำนวนน้อย สำหรับกล้วยหอมทอง ดำเนินเป็นเครือข่ายไปยังจังหวัดชุมพร จังหวัดสงขลา เพื่อส่งไปยังต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น และเป็นกล้วยเกรดเอคุณภาพตามความต้องการที่กำหนดไว้

สำหรับ กล้วยน้ำว้า ขณะนี้ นอกจากขายผลสด ก็ยังมีส่วนหนึ่งนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แล้ว ส่วนกล้วยไข่ได้เข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เต็มรูปแบบ ส่วนกล้วยหอม ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 17-18 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ เกษตรกรมีการตื่นตัวในการยกระดับการพัฒนา ปรับปรุง เพื่อประสิทธิภาพ คุณภาพกันมาก เพื่อรองรับป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น เรื่องของแหล่งน้ำ เป็นต้น และประการสำคัญคือการกล้าลงทุนในการดำเนินการปลูกกล้วย โดยหลังจากนี้ประมาณ 4 เดือน จะเห็นผลผลิต

คอลัมน์ CSR Talk โดย มนตรี บุญจรัส M.D. บริษัท ไทยกรีน อะโกร จำกัด (ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ)

มนุษย์เรานั้นมีร่างกายเพียง กว้างคืบ ยาววา หนาศอก โดยประมาณนั้น สามารถสร้างความสุขได้อย่างแท้จริงทุกวินาทีได้โดยไม่ต้องใช้เงินเป็นตัวตั้ง แต่เพียงอย่างเดียว

เพราะพื้นฐานของการที่จะมีความสุขคือจะต้องเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัย 4 ได้แก่ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหาร และยารักษาโรค เพื่อเป็นปัจจัยให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และมีความสุข แต่ชีวิตของผู้คนชนส่วนใหญ่มักจะไหลเลี้ยวลด คดโค้ง ดิ้นรน ขวนขวาย ออกนอกลู่นอกทางไปเสียไกล เพื่อไปค้นหาคำตอบให้กับชีวิตตนเองว่า พอจะมีความสามารถที่จะพอทำให้ชีวิตมีความสุข และมีความทัดเทียมทางสังคมกับคนอื่นได้หรือไม่ ซึ่งก็มีทั้งประสบความสำเร็จ และล้มเหลว คละเคล้ากันไป แต่ส่วนใหญ่ มักจะล้มเหลว !!! โดยเฉพาะแนวทางทุนนิยม (Capitalism)

ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ของพ่อหลวงปวงชนชาวไทย ทฤษฎีนี้สามารถช่วยให้ประชาชนคนไทยทุกคนประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก และได้ผลรับด้วยการมี “ความสุขอย่างแท้จริง”

แนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากหรือน้อยสามารถทำได้ โดยแบ่งพื้นที่ประมาณ 1-2 ไร่ และทำการจัดสรรปันส่วนตามแนวทางที่พ่อหลวงให้ไว้ คือ แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ส่วนที่ 1 ใช้พื้นที่ 30% สร้างสระน้ำประจำไร่นา ประจำฟาร์ม เพื่อให้มีแหล่งกักเก็บน้ำไว้เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี เลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา ไว้เป็นแหล่งโปรตีน

ส่วนที่ 3 แบ่งพื้นที่อีก 30% ซึ่งอาจจะใช้พื้นที่นี้ในรูปแบบของคันนาขนาดใหญ่แทนพื้นที่สี่เหลี่ยมก็ได้ โดยดัดแปลงคันนาให้กว้างสัก 2-3 เมตร ไว้สำหรับปลูกพืช ผัก สมุนไพร เพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือจะปลูกต้นตะแบก เหียง เต็ง รัง ยางนา เป็นไม้เศรษฐกิจ ไม้ใช้สอย รวมถึงไม้ผลสำหรับบริโภค เพราะที่โคนต้นไม้เหล่านี้สามารถเพาะเห็ดตับเต่า เห็ดเผาะ เห็ดถอบ เห็ดระโงก เพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทาง

น้ำมันจากต้นยางนาสามารถทำเชื้อเพลิงให้กับเครื่องจักรกลเป็นน้ำมันไบโอดีเซลได้ดีมาก หรือใช้ทำขี้ไต้จุดคบเพลิง ทำน้ำมัน ตะเกียงให้แสงสว่าง ฯลฯ พื้นที่ส่วนที่ 4 อีก 10% ใช้สร้างที่อยู่อาศัย เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ วัว ควาย ไว้เป็นแรงงาน เป็นปุ๋ย และใช้เป็นอาหารได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อปฏิบัติได้จนมีความชำนาญ และทำจนได้ผลแล้ว ก็ค่อย ๆ ก้าวจากขั้น “ไม่ค่อยจะมีกิน” มาสู่ขั้นของการ “พออยู่พอกิน” และพัฒนาไปสู่ขั้นของการ “พอมีอันจะกิน” ได้ไม่ยาก เมื่อตนเองและครอบครัวเริ่มมีอันจะกิน ก็เริ่มมีความเข้มแข็ง
มีภูมิคุ้มกันของชีวิตที่ดีขึ้น จิตใจที่แจ่มใสชื่นบาน ทำให้มีสติ มีสมาธิ มีเหตุ มีผล และที่สำคัญต้องพยายามอยู่ในความพอดี พอประมาณ

ความหมายของคำว่า “พออยู่พอกิน” ของพ่อหลวง มิได้หมายความให้เราอยู่อย่าง “อดอยากปากแห้ง” แต่หมายถึงการไม่ทำอะไรจนเกินตัว เมื่อมีความเข้มแข็งในระดับปัจเจกอย่างดีแล้ว ต่อไปก็สามารถรวมกลุ่มกันสร้างพลัง สร้างอำนาจการต่อรองในการซื้อปัจจัยการผลิต รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ รวมตัวกันสร้างโรงสีชุมชน รวมตัวกันหาแหล่งเงินทุนจากธนาคารมาพัฒนาชุมชน

หรือรวมพลังการสร้างอำนาจการตลาด เป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตให้แก่ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรดต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นครัวของกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เป็นครัวของกระบี่ ภูเก็ต พัทยา หรือถ้ามีความเข้มแข็งมาก ๆ รวมตัวกันเป็นครัวของโลกที่มีศักยภาพผลิตอาหารที่ปลอดภัยไร้สารพิษไปยังประเทศที่ต้องการ

วันนี้จึงขอเชิญชวนทุกท่านน้อมนำทำตามแนวทางของ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” เพื่อเป็นสิริมงคล เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้แก่ตนเองและครอบครัว และที่สำคัญ ทำให้ประเทศชาติได้ประชาชนคนของชาติไทยที่ดี มีคุณภาพเป็น “พลังให้แก่แผ่นดิน” ช่วยพัฒนาประเทศชาติสืบต่อไปตลอดกาลนาน

คุณประเสริฐ บางแดง เจ้าของสวนเมล่อน “น้ำเพชรฟาร์มเมล่อน” อยู่บ้านเลขที่ 3/3 หมู่ที่ 7 ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร โทร. (089) 641-5176, (061) 469-8262 จากมนุษย์เงินเดือนหันมาปลูกเมล่อนในโรงเรือน ปลูกแบบลงดิน สามารถสร้างรายได้จากเมล่อน 30,000-40,000 บาท ต่อรุ่น ทีเดียว

คุณประเสริฐ บางแดง เล่าย้อนกลับไปว่า ก่อนหน้าที่จะมาปลูกเมล่อน ตนเองก็อาจจะเหมือนท่านอื่นๆ ที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานเป็นผู้จัดการปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งมานานพอสมควร ไม่ได้มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย หลังจากอิ่มตัวก็ออกจากงานแล้วไปเปิดเช่าแผงผลไม้ที่ตลาดไท เพราะมีน้องที่รู้จักกันชักชวน ก็เอาแคนตาลูปมาขายที่แผง ขายดีมาก แต่แคนตาลูปมักจะไม่พอขาย ขาดตลาดอยู่บ่อยๆ ตอนสินค้าขาดตลาดก็ต้องวิ่งซื้อหา ทำให้ราคาขึ้นลงไม่แน่นอน ทำให้นำมาขายต่อได้ลำบาก ไม่เหมือนพ่อค้าแผงอื่นๆ ที่จะมีลูกไร่ปลูกส่งเข้ามาที่แผง มีการรับซื้อแคนตาลูปจากลูกไร่ในราคาที่แน่นอน ทำให้นำมาขายต่อที่แผงราคาค่อนข้างนิ่งกว่าเราที่ต้องวิ่งออกหาซื้อจากชาวสวน หรือช่วงที่แคนตาลูปจากลูกไร่ขาดช่วงก็หาของมาขายได้ยากมาก จึงมองเห็นว่าผลไม้อย่าง แคนตาลูป ยังมีความต้องการอีกมาก

คุณประเสิรฐ กล่าวอีกว่า รู้สึกสนใจ สมัคร GClub เมื่อกลับมาบ้านเพื่อปลูกแคนตาลูป ก็ได้รับคำแนะนำเรื่องของการปลูก การดูแล จากเพื่อนที่รู้จักเคยปลูกพืชผักผลไม้ต่างๆ ส่งห้างสรรพสินค้า ก็ได้เพื่อนคนนี้มาเป็นพี่เลี้ยงให้ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเขามาบอกการเตรียมแปลง การวางระบบน้ำให้ แล้วสื่อสารผ่านทางไลน์ ส่งรูปให้เขาช่วยแนะนำหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เป็นระยะ ซึ่งเราอยู่กันคนละจังหวัด ตัวเราก็ไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย

“การทำแคนตาลูปครั้งแรกในชีวิต ในพื้นที่ 2 ไร่นั้น ถือว่าเสมอตัว ไม่ได้กำไร แต่ก็ไม่ขาดทุน แต่ได้รับประสบการณ์ว่าเราผิดพลาดตรงไหนบ้าง ที่บอกว่าไม่ได้ขาดทุน เพราะตอนนั้นยังได้เก็บผลผลิตขาย รสชาติแคนตาลูปใช้ได้ แต่ผลผลิตต่อไร่ได้น้อย เนื่องจากเราพลาดในเรื่องของขั้นตอนการจัดการ เช่น การเด็ดแต่งแขนงออกให้เร็วขึ้น เพื่อให้ต้นหลักสูงและแข็งแรง และส่งผลให้ผลแคนตาลูปขยายลูกได้ไว แต่ในตอนนั้นผมแต่งแขนงช้าไป ทำให้แคนตาลูปผลเล็กไม่ค่อยได้น้ำหนัก”