ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก

และทีมงานทุกท่านที่เป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ที่หันมาปลูกอะโวกาโดเป็นพืชสร้างเงินในพื้นที่อย่างมั่นคงต่อไป ข้อมูลที่อาจารย์โหน่งแจ้งให้ทราบคือ ประเทศไทย ยังนำเข้าผลอะโวกาโดแต่ละปีเป็นเงินมหาศาล ทำอย่างไรจึงจะลดการนำเข้าและมีผลที่ปลูกในบ้านเราเข้ามาทดแทน ในสายพันธุ์และคุณภาพที่ไม่แตกต่าง สำคัญกว่านั้นคือเป้าหมายที่วางไว้ให้พบพระเป็นเมืองอะโวกาโด ที่สามารถปลูกให้ได้ผลผลิตสู่ท้องตลาดได้ทั้งปี “อาจารย์ครับ ให้มีผลทั้งปี จะทำได้หรือครับ”

“ได้แน่นอนครับ พื้นที่พบพระเหมาะมาก ดิน น้ำ สภาพอากาศ ความสูงของพื้นที่ ทุกอย่างลงตัวมาก”

“ทำอย่างไรจึงจะมีผลผลิตออกมาทั้งปีได้ครับ” “เราต้องปลูกหลายสายพันธุ์ครับ จะมีปฏิทินการให้ผลผลิตในวงรอบปีอยู่แล้วเช่น ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ก็มีพันธุ์พื้นเมืองพบพระ พอเข้าเมษายนก็มีปีเตอร์สัน/รูเฮิล มิถุนายนก็บัคคาเนียร์ กรกฎาคมก็บูท 7/บูท 8 สิงหาคมก็พิงเคอร์ตัน กันยายนก็แฮสส์/แลมแฮสส์ ช่วงพฤศจิกายนจนถึงมกราคมก็สายพันธุ์ปากช่อง 2-8 เรียกว่ามีผลผลิตวนเวียนทั้งปีได้แน่นอน”

“พันธุ์อื่นๆ ก็ถือว่าเป็นพันธุ์ทางการตลาดก็น่าจะขายได้ แต่พันธุ์พื้นเมืองลูกค้าจะตอบรับอย่างไรครับ” “เรามีการพัฒนาครับในทุกปีเราจะจัดประกวดสายพันธุ์พื้นเมืองซึ่งมีหลากหลายมาก ที่ดีก็เก็บไว้ ที่ไม่ผ่านก็จัดการเปลี่ยนยอดเป็นสายพันธุ์ดีเพื่อการค้าต่อไป”

“เปลี่ยนยังไงครับ”

“เอายอดใหม่สายพันธุ์ดีมาเปลี่ยนครับ ข้อดีคือมีต้นตอที่แข็งแรงแล้ว ผลผลิตใหม่ที่ออกมาก็จะเป็นสายพันธุ์ดี” งานนี้มีส่วนราชการมาร่วมด้วยมากมาย นำโดย ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก นายสุรพล วงสุขพิศาล, นายอำเภอพบพระ นายสมพงษ์ ฟุ้งทวีวงศ์, ททท.จังหวัดตาก, เกษตรจังหวัดตาก ฯลฯ ในงานมีการประกวดธิดาอะโวกาโด, การประกวดอาหารคาวหวานที่ใช้อะโวกาโดเป็นวัตถุดิบ, ประกวดอะโวกาโดสายพันธุ์ต่างๆ, ประกวดร้องเพลง รวมถึงเสวนาเรื่องราวของอะโวกาโดและทิศทางในอนาคต ซึ่งได้รับความสนใจจากพี่น้องในพื้นที่และต่างพื้นที่มาร่วมงานจำนวนมาก และยังมีกิจกรรมตอนกลางคืน ทั้งแข่งมวยคาดเชือก สวนสนุก และการออกร้านของพ่อค้าแม่ค้าอย่างมากมาย ทราบมาว่า ทางท่านนายก อบต.ให้มาออกร้านกันฟรีๆ เลยทีเดียว ก็ถือว่าเป็นการสนับสนุนกิจกรรมและผลผลิตในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ในงาน ผมได้ชิมอะโวกาโดที่เป็นสายพันธุ์ประจำสวนเด่นๆ ที่นำมาออกร้าน, อะโวกาโดที่ส่งเข้าประกวด ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าแต่ละสายพันธุ์ก็มีรูปร่างและรสชาติที่แตกต่างกัน มีทั้งมัน มีทั้งมันอมหวาน มีทั้งเนื้อเหนียวหนึบและมีร่วน เรียกว่าหลากหลายมาก ที่เราไม่สามารถซื้อกินได้ตามตลาดใดๆ ใครอยากชิมแบบนี้ต้องมาที่งานนี้เท่านั้น พูดถึงอะโวกาโด ผมมักได้รับคำถามคล้ายๆ กันเสมอ “พื้นที่ไหนปลูกได้บ้าง” ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจึงนำคำถามนี้ไปสอบถาม อาจารย์โหน่ง – นายธนากร โปทิกำชัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญอะโวกาโดเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย

“อะโวกาโดสามารถปลูกได้ทุกที่ในเมืองไทยเราครับ”

“ไม่เกี่ยวกับสภาพอากาศหรือครับ” “ความสูงของพื้นที่จะกำหนดว่าเราควรปลูกสายพันธุ์อะไรครับ เช่น พื้นที่ราบทั่วไป สายพันธุ์ที่ควรปลูกก็เป็น ปีเตอร์สัน บูท 7 บูท 8 บัคคาเนียร์ ส่วนพื้นที่สูงก็ปลูกได้ทุกสายพันธุ์ พวกแฮสส์ แลมแฮสส์นี่ต้องที่สูงเป็นหลักครับ”

“แสดงว่า สายพันธุ์ที่สูง หากมาปลูกพื้นราบจะไม่ได้ผลใช่ไหมครับอาจารย์”

“อาจไม่ได้หรือได้น้อยครับ เพราะพื้นที่ไม่เหมาะกับสายพันธุ์ของเขา”

“ทิศทางอะโวกาโดจะไปทางไหนครับอาจารย์”

“ผมเชื่อว่าไปได้ดีครับ ผลไม้เพื่อสุขภาพและความงาม นับวันจะมีผู้บริโภคมากขึ้น ปลูกเลยครับดีแน่นอน” หลังจากได้ความรู้จากอาจารย์โหน่งแล้ว ผมเดินช็อปต้นกล้า (เสียบยอด) ในงานเลยครับ ต้นละ 100 บาทเท่านั้น สบายกระเป๋าเลย เพราะพื้นที่สวนผมเองก็เป็นที่ราบครับ ดังนั้น สายพันธุ์ที่ได้มาก็เป็นปีเตอร์สัน บัคคาเนียร์เป็นหลักเลย ส่วนพันธุ์อื่นติดมาเพื่อทดลองเท่านั้น และมีอีกจำนวนหนึ่งที่อาจารย์โหน่งมอบให้มาลองปลูกด้วยครับ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านครับ วันนี้มาปลูกอะโวกาโดกันเถิดครับ ดีแน่นอน

ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ในช่วงวิกฤตเช่นนี้ต้องมีการปรับเปลี่ยนและคิดนอกกรอบ…

เหมือนอย่าง คุณรัตนา ลิ้มวงศ์วิรัช หรือ คุณรัตน์ ผู้ช่วยเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มีมรดกที่นาอยู่ 5 ไร่ กับ 2 งาน ตกทอดมาจากปู่ย่าตายาย ที่ทำนาเลี้ยงดูลูกหลานมาจนเติบใหญ่ แต่มาถึงยุคสมัยปัจจุบันในช่วงวิกฤต อีกทั้งสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป การจะทำนาเพื่อหวังผลผลิตเหมือนอย่างที่คิด ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป บางปีทำนาจนหน้าดำแต่กลับไม่ได้ข้าวอย่างที่ตั้งใจ บางปีแล้งหนักจนข้าวยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ

จะทำอย่างไรกับที่ดินและผืนนาแปลงนี้ ความคิดของลุงที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่บ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร มาประจวบเหมาะกับญาติกันได้ทำสวนฝรั่งกิมจูและสวนมะนาวอยู่ที่บ้านแพ้ว ทุกครั้งที่ลุงมาเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด ตำบลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ก็เอากิ่งพันธุ์ฝรั่งในสวนบ้านแพ้วมาฝากอยู่เสมอ จึงได้ช่วยค่ารถ ค่าน้ำมัน ให้ลุง…คุณรัตนา ว่าอย่างนั้น

จากที่นา 5 ไร่ กับอีก 2 งาน จึงกลายมาเป็นสวนฝรั่งกิมจูเต็มพื้นที่ 3 ไร่ ส่วนที่เหลือยังคงรักษาไว้เพื่อใช้ทำนาต่อไป เพื่ออาศัยได้มีข้าวไว้กิน… ปัจจุบัน ฝรั่ง 600 ต้น ก็เต็มพื้นที่นา 3 ไร่ โดยเป็นการลงปลูกฝรั่งพันธุ์กิมจู ครั้งแรกนำร่องไปก่อน 300-400 ต้น เพื่อไว้กินไว้ขาย จากนั้นก็ทยอยปลูกพันธุ์อื่นๆ ตามมา และขยายกิ่งพันธุ์ต่อเนื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย ฝรั่งพันธุ์แตงโม พันธุ์สายน้ำผึ้ง พันธุ์หงส์เป่าสือ พันธุ์ชมพูพันธุ์ทิพย์ และเจินจู เป็นต้น และคุณรัตนายังปลูกสะสมฝรั่งสายพันธุ์แปลกๆ เพิ่มเติมอีกมากมาย เป็นความสำเร็จจากการเปลี่ยนที่นามาทำสวนฝรั่งกิมจู เข้าสู่ปีที่ 6 ผ่านไป และมีรายได้จากสวนฝรั่งมาอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ที่สามารถเก็บผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี 3-4 ครั้ง

สิ่งสำคัญ ฝรั่งกิมจูของคุณรัตนาที่ว่านี้เป็นที่นิยมในตำบลบ้านไผ่ ลูกค้าติดอกติดใจในรสชาติความหวานกรอบอร่อย ขนาดผลก็ใหญ่กำลังดี เป็นที่ชื่นชอบของคนในท้องถิ่นบ้านไผ่ เรียกว่า เก็บมาได้เท่าไหร่ก็ไม่พอขาย

หลายๆ ครั้ง เคยมีพ่อค้ามาติดต่อขอรับซื้อเหมาสวน ให้ราคาดีซะด้วย…!

และให้ราคาแพงกว่าที่ขายอยู่เป็นเท่าตัว แต่ก็ไม่ได้ตกลง เพราะมีลูกค้าประจำคนในชุมชนหมู่บ้าน หลายรายสั่งจองกันล่วงหน้า ซึ่งขายยืนพื้นอยู่หน้าสวนที่ 3 กิโลร้อย หรือกิโลกรัมละ 35 บาท ไม่ขึ้น ไม่ลง ผลผลิตที่เก็บมาได้แต่ละครั้ง ราวๆ 200-300 กิโลกรัม แต่ก็ยังไม่พอขายอยู่ดี สำหรับฝรั่งพันธุ์กิมจู ลูกกลมๆ เนื้อสีขาว ขนาดเท่ากำปั้น 4-5 ลูกต่อกิโล

พันธุ์หลากหลาย

ส่วนพันธุ์อื่นๆ ก็มีปลูกไว้อย่างละเล็กละน้อยเช่นเดียวกัน ประกอบไปด้วย

ฝรั่งพันธุ์สายน้ำผึ้ง มีปลูกไว้ 20 ต้น เป็นพันธุ์ไต้หวัน เนื้อสีขาว ลูกใหญ่สวยและอร่อยกว่ากิมจู ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท ที่หน้าสวน ฝรั่งพันธุ์แตงโม มีปลูกไว้ 50 ต้น เป็นพันธุ์ไต้หวัน มีชื่อเรียกว่า “ซีกัวตาล่า” ลักษณะลูกยาวๆ เนื้อสีแดงเหมือนแตงโม ผลโตสุด 7-8 ขีด มีน้ำหนักมาก 2 ลูกต่อกิโลกรัมกว่าๆ ด้านความอร่อยหวานกรอบ จะแตกต่างจากกิมจูและสายน้ำผึ้ง

ฝรั่งพันธุ์หงส์เป่าสือ มีปลูกไว้ 60 ต้น เป็นพันธุ์ไต้หวัน เนื้อสีแดง ผลกลมๆ เหมือนกิมจู เมื่อแก่จัดผลจะออกสีเหลืองนวลๆ ทอง รสชาติออกเปรี้ยวหวาน อร่อยกว่าฝรั่งเนื้อสีแดงในทุกๆ พันธุ์ แต่ก็ยังสู้ฝรั่งเนื้อขาวไม่ได้

ฝรั่งพันธุ์ชมพูพันธุ์ทิพย์ นำมาทดลองปลูก 7-8 ต้น เพื่อดูว่าจะแตกต่างกันอย่างไรกับแต่ละสายพันธุ์ ส่วนรสชาติจะออกหวานไม่มีเปรี้ยว เมื่อแก่จัดเนื้อจะออกไปในโทนสีชมพู

คุณรัตนา เล่าให้ฟังอีกว่า ฝรั่งเนื้อสีแดง ในสวนทุกสายพันธุ์จะตั้งราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 80 บาท เพราะมีความโดดเด่นในเรื่องของสี และรสชาติที่หวาน กรอบ แล้วแต่ความชอบที่แตกต่างกันไป จะหวานน้อยหวานมาก เป็นต้น

ไม่เพียงฝรั่งที่เน้นปลูกขายและขยายพันธุ์ ยังมีฝรั่งสายพันธุ์แปลกๆ อีกมากมาย ที่คุณรัตนาสรรหามาปลูกเพื่อศึกษาทดลอง ทาบกิ่ง เสียบต้นตอ เพื่อขยายพันธุ์และจำหน่ายกิ่งพันธุ์ต่อไป การจัดการสวนฝรั่ง และบำรุงดูแล

คราวนี้ก็มาถึงการจัดการสวนฝรั่ง ทำไมรสชาติถึงหวานกรอบอร่อย คุณรัตนา บอกว่า ไม่ได้บำรุงดูแลอะไรมากมายเป็นพิเศษ เพียงแค่ใส่ปุ๋ยคอก ขี้วัว กับน้ำ สำคัญคือ น้ำอย่าให้ขาดก็เท่านั้นเอง ส่วนรสชาติที่หวานกรอบอร่อยน่าจะเป็นที่ดินปลูกและสายพันธุ์ฝรั่งมากกว่า

แต่การปลูกในช่วงที่เริ่มต้นใหม่ๆ ก็จะต้องมีการบำรุงดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 เพื่อบำรุงต้นและให้น้ำทุกวันเช้า-เย็น แต่อย่าให้น้ำท่วมขัง เมื่อฝรั่งแข็งแรงตั้งต้นได้และออกลูกในเดือนที่ 8-9 ก็ไม่เคยใส่ปุ๋ยสูตร 15 อีกเลย จะใช้ก็เพียงปุ๋ยขี้วัว ที่เลี้ยงไว้ 2 ตัว เพื่อทำปุ๋ยมาตลอด โดยการโรยขี้วัวไปรอบๆ โคนต้น แล้วพรวนดินกลบด้วยฟางข้าวด้านบนอีกชั้น เพื่อคลุมห่มดินที่โคนต้นฝรั่ง

สิ่งสำคัญเป็นขั้นตอนสุดท้ายคือ การห่อผล เพื่อคุณภาพของฝรั่งที่สมบูรณ์ เมื่อฝรั่งออกผลเขียวๆ ขนาดเท่าไข่นกกระทา จากนั้นก็ห่อด้วยถุงพลาสติก แล้วใช้กรรไกรตัดก้นถุงเพื่อการระบายอากาศ แต่อย่าตัดให้เป็นรูโบ๋ เพราะแมลงจะเข้าไปวางไข่และเจาะกิน ทำให้ฝรั่งเสียหายได้ เมื่อห่อถุงพลาสติกแล้ว ก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์คลุมอีกชั้น เพื่อป้องกันแสงแดดเผาไหม้ ทำให้ผิวฝรั่งไม่สวย ข้อสำคัญแต่ละกิ่งอย่าให้ฝรั่งมีผลเกิน 2 ลูกต่อกิ่ง เพราะจะรับน้ำหนักไม่ไหว ให้เด็ดออก อย่าไปเสียดาย

เมื่อห่อแล้วผ่านไปเดือนกว่าๆ หรือเดือนครึ่ง ฝรั่งก็จะโตได้ขนาด สามารถเก็บผลผลิตพร้อมจำหน่ายได้เลย และเคยทดลองฝรั่งในลูกที่ไม่ได้ห่อจะโตช้าสุดๆ ส่วนฝรั่งที่ห่อจะโตเร็วมาก และก็เช่นเดียวกันในเรื่องของการให้น้ำ โดยมีน้ำสำรองที่ได้เจาะบาดาลไว้ในสวน แล้วสูบทิ้งไว้ตามร่องสวน เมื่อจะใช้น้ำก็สูบจากร่องสวนผ่านสปริงเกลอร์ ให้น้ำ 2-3 วันต่อครั้ง แต่อย่าให้ขาดน้ำ เมื่อฝรั่งแก่ได้ที่ก่อนเก็บผลผลิตควรงดการให้น้ำ 3-4 วัน แล้วจึงเก็บผลผลิตได้ ฝรั่งก็จะหวานกรอบเพิ่มมากขึ้น ไม่อมน้ำ ขณะที่เก็บผลผลิตก็ควรตัดยอดเล็มกิ่ง ฝรั่งก็จะออกดอกแตกยอดผลมาใหม่

อีกเคล็ดลับของคุณรัตนาคือ การทำสาวต้นฝรั่ง เมื่ออายุ 7-8 ปี โดยการตัดให้เหลือแต่ตอ แล้วมันก็จะแตกยอดออกดอกกิ่งก้านเป็นพุ่มขึ้นมาใหม่ใน 1-2 เดือน ในบางต้นไม่จำเป็นต้องรอให้ถึง 7-8 ปี ดูแล้วว่าต้นนั้นๆ ไม่เจริญเติบโต มีไม่ผลผลิต ก็ให้ตัดตอทำสาวใหม่ได้เลย แต่ข้อควรระวัง ห้ามใช้มีดตัดเด็ดขาด เพราะจะทำให้กระทบกระเทือนลำต้นและราก ควรใช้เลื่อยตัดเป็นการดีที่สุด

คุณรัตนา ฝากทิ้งท้าย “ในสวนของเราเริ่มทำการทาบกิ่ง เสียบตอฝรั่ง และเพาะพันธุ์ขาย โดยใช้ต้นตอฝรั่งป่า ฝรั่งขี้นก ฝรั่งพื้นเมือง มาทำต้นตอ เพราะต้นตอพันธุ์เหล่านี้มันก็จะมีรากแก้ว หาอาหารได้เก่ง โตเร็ว รวมถึงการทาบกิ่งด้วย โดยจำหน่ายอยู่ที่ต้นละ 200 บาท”

ผู้อ่านท่านใดสนใจก็ติดต่อไปได้ที่ “บ้านสวนฝรั่งรัตนา” เลขที่ 88 หมู่ที่ 11 บ้านกอบง ตำบลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น กริ๊งกร๊างหาได้เลยครับที่ โทร. 065-341-7528 หรือไปส่องมองหาได้ที่เฟซบุ๊ก FB รัตนา ลิ้มวงศ์วิรัช

มันสาคู หรือ สาคูไทย บางครั้งเรียกว่า สาคูขาว หรือ สาคูวิลาส เป็นไม้ล้มลุกมีอายุอยู่ได้หลายฤดู การปลูกมันสาคูส่วนใหญ่เพื่อสกัดแป้งจากเหง้า แป้งที่ได้มีสีขาว ไม่มีรส และไม่มีกลิ่นเมื่อแห้ง แป้งจากเหง้ามันสาคู ถือเป็นคาร์โบไฮเดรตบริสุทธิ์จากธรรมชาติแหล่งหนึ่งที่ปราศจากโปรตีนกลูเตนและคุณภาพดี ใช้ในการทำบิสกิต ขนมอบ เค้ก พุดดิ้ง และอาหารพื้นเมือง และจากคำบอกเล่าของเกษตรกรผู้ปลูกมันสาคูที่จังหวัดขอนแก่นเล่าให้ฟังว่า มันสาคูถือเป็นมันพื้นบ้านโบราณที่คนเฒ่าคนแก่นำมาต้มกินเป็นอาหารมานานแล้ว โดยในสมัยก่อนทุกบ้านจะมีปลูกติดบ้านไว้ บ้านละ 1-2 ต้น แต่ในปัจจุบันมันสาคูเริ่มหากินยาก มันสาคูจึงกลายเป็นพืชทางเลือกสร้างรายได้ที่น่าสนใจไม่น้อย

คุณจุฑารัตน์ ปัสสา หรือ พี่จุ๊ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 206 หมู่ที่ 9 ตำบลป่าหวายนั่ง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น อดีตพนักงานประจำ ผันตัวสู่เกษตรกรปลูกมันสาคูสร้างรายได้ที่ตอนนี้ตลาดกำลังไปได้สวย

พี่จุ๊ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการปลูกมันสาคูให้ฟังว่า เมื่อก่อนทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่ที่บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี พร้อมกับการขายของออนไลน์เป็นอาชีพเสริมควบคู่กันไป โดยสินค้าที่ขายหลักๆ จะเน้นเป็นอาหารพื้นบ้านที่รับจากอีกที่มาขายทำกำไรพอได้มีเงินเก็บเล็กๆ น้อยๆ จนมาถึงวันที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อกลับมาอยู่กับครอบครัว และเดินหน้าสู่การเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว โดยเลือกที่จะต่อยอดจากเดิมที่เคยรับของจากคนอื่นมาขาย ก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาปลูกเอง ทำตลาดขายเองอย่างเต็มตัว

“หลังที่พี่ลาออกจากงาน พี่ก็เริ่มปลูกพืชพื้นบ้านทั่วไปก่อน โดยมีพ่อกับแม่เป็นผู้ช่วย จนมีอยู่วันหนึ่งพี่ได้ไปเดินตลาดและเห็นมีคนเอามาสาคูมาขาย แล้วเขาขายดี เลยสนใจอยากเอามาขายบ้าง และพอไปหาหัวมันมาขายได้ พี่ก็เริ่มจากการโพสต์ขายในตลาดออนไลน์เหมือนเดิม ก็ได้ผลตอบรับดีมาก ของที่ได้มาไม่พอขาย ซึ่งคิดว่าคงเป็นเพราะมีคนปลูกน้อยทำให้หากินยาก และอีกอย่างคือด้วยความที่มันสาคูเป็นพืชพื้นบ้านที่คนต่างจังหวัดรู้ดี โดยเฉพาะคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปต่างต้องเคยลิ้มรสมันสาคูกันมาแล้ว แต่ไม่รู้จะไปหากินได้ที่ไหน ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปผู้คนเริ่มหาพืชอย่างอื่นมาปลูกแทน มันสาคูก็เริ่มสูญหายไป ทำให้พี่มองเห็นช่องทางทำกิน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เลือกปลูกมันสาคูสร้างรายได้”

“มันสาคู” อาหารพื้นบ้าน
ปลูกง่าย สร้างรายได้ดี
เจ้าของบอกว่า นับเป็นเวลากว่า 3 ปี ที่คลุกคลีอยู่กับการปลูกมันสาคู ทำให้รู้ว่ามันสาคูเป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ยอะไรมากมาย และสามารถปลูกได้ในทุกสภาพอากาศ ขอแค่เพียงหมั่นดูแลกำจัดวัชพืชอยู่เป็นประจำ วิธีการปลูกไม่ยุ่งยากคล้ายกับการปลูกข่า ตะไคร้ทั่วไป สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งหัวและต้นพันธุ์ โดยที่สวนเริ่มจากการทดลองปลูกบนพื้นที่เพียงไม่ถึง 1 งาน หลังจากนั้นเมื่อผลตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ จึงได้มีการขยับขยายพื้นที่ปลูกบนพื้นที่ 1 ไร่

มันสาคูสามารถปลูกได้ในทุกสภาพดิน แต่ถ้าจะให้ดีและง่ายต่อการลงหัวต้องเป็นดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย การเตรียมดิน ให้โรยปุ๋ยขี้ไก่รองพื้นแล้วใช้รถไถกลบ ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ จากนั้นยกร่องปลูก โดยที่สวนจะใช้ทั้งหัวพันธุ์และต้นพันธุ์ในการปลูก ตามความสะดวกในแต่ละช่วง และมีข้อแตกต่างกันคือ ถ้าปลูกโดยใช้ต้นพันธุ์จะเน้นการแตกกอเยอะ แต่ถ้าต้องการเน้นผลผลิต ปลูกแล้วขึ้นง่าย แนะนำให้ปลูกโดยใช้หัวพันธุ์ ในระยะความห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร

การดูแลรดน้ำ-ใส่ปุ๋ย มันสาคูเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ในทุกฤดูกาล หากปลูกในช่วงฤดูฝนก็แทบไม่ต้องรดน้ำ แต่เนื่องจากที่สวนเริ่มต้นปลูกในช่วงเดือนมกราคมเป็นหน้าแล้ง ที่สวนจึงจำเป็นต้องทำระบบน้ำหยด โดยจะเปิดรดอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30-40 นาที ดูความชุ่มชื้นของดินเป็นหลัก

ปุ๋ย หากปลูกกินเองใส่แค่ปุ๋ยคอกก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับเกษตรกรปลูกเพื่อจำหน่ายจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีบำรุงเพิ่มเติมนิดหน่อย มันสาคูใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8 เดือน อย่างของที่สวนเริ่มปลูกในช่วงเดือนมกราคม ภายในเดือนกันยายนจะเริ่มขุดหัวขายได้

ซึ่งในช่วงระยะการปลูก 8 เดือน จะมีการใส่ปุ๋ยทั้งหมด 2 ครั้ง คือช่วงหลังจากการลงหัวปลูกได้ประมาณ 2 เดือน เริ่มใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 สูตร 15-15-15 ปริมาณต้นละ 1 กำมือ แล้วพอเดือนที่ 6 ให้ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 สูตร 0-0-60 ปริมาณครึ่งกระสอบต่อไร่ เป็นสูตรช่วยเร่งหัว บำรุงหัว และช่วยทำให้รสชาติหวานขึ้น โดยปริมาณผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1-1.5 กิโลกรัมต่อกอ มีทั้งหัวเล็กและหัวใหญ่คละกัน

ตลาดออนไลน์กำลังไปได้สวย
แนะมือใหม่อยากทำต้องมีตลาดรองรับ
สำหรับตลาดมันสาคู ณ ปัจจุบัน พี่จุ๊ บอกว่า ยังไปได้ดีสำหรับผู้ที่มีตลาดรองรับอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเป็นเกษตรกรมือใหม่แนะนำว่าควรศึกษาหาตลาดก่อนปลูก อย่าเชื่อคำโฆษณาเพียงเพราะเขาบอกว่าดี ปลูกแล้วรวย แต่ในชีวิตจริงมีอะไรมากกว่านั้น ทั้งในเรื่องขององค์ความรู้ปลูกอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ และที่สำคัญคือเรื่องการตลาดที่มักเป็นจุดด้อยของใครหลายๆ คน เพราะฉะนั้นหากเกษตรกรมือใหม่สนใจก็ต้องศึกษาทางรอดให้ดีก่อน

“กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้พี่ก็ใช้เวลาทำตลาดออนไลน์มาก่อน ถึงทำให้ได้รู้ว่าตลาดมันสาคูยังมีความต้องการ และขายได้ในราคาค่อนข้างดี ขายได้ราคาเริ่มต้นตั้งแต่กิโลกรัมละ 50-120 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา หากผลผลิตของที่สวนออกมาเร็วกว่าสวนอื่นๆ ก็จะขายได้ในราคาที่ดี แต่ถ้าหากออกมาชนกับหลายๆ สวนก็ต้องขยับราคาลงมาหน่อย แต่จะไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 50 บาท รวมถึงการขายต้นพันธุ์ในราคาต้นละ 6 บาท หากสั่งซื้อ 20 ต้นขึ้นไปส่งฟรี โดยที่ผ่านมาเน้นทำตลาดออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อไปจะนำไปกินได้หลากหลาย ทั้งต้ม นึ่ง เผา กินคู่กับน้ำผึ้งบ้าง น้ำตาลบ้าง หรือบางคนนำไปบดทำเป็นแป้งสำหรับทำขนมก็ได้ รสชาติจะหวานนิด มัน เหนียว หนึบ หอม คล้ายข้าวโพดข้าวเหนียวต้ม ไฟเบอร์สูง ประโยชน์เยอะ มีออร์เดอร์สั่งซื้อทางออนไลน์เข้ามาทุกวัน วันละ 40-50 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 70 บาท เมื่อหักต้นทุนการจัดการออก 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือกำไร” พี่จุ๊ กล่าวทิ้งท้าย

สะตอ…เป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรในพื้นถิ่นจังหวัดศรีสะเกษปลูกมานานกว่าสิบปี ฝักสะตอมีลักษณะแบนยาว ในฝักมี 10-20 เมล็ด นิยมนำเมล็ดสะตอสดไปจิ้มน้ำพริก สะตอผัดเปรี้ยวหวาน หรือผัดกะปิสะตอกุ้ง สรรพคุณช่วยขับลมในลำไส้ ขับปัสสาวะ มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต หรือช่วยไม่ให้เกิดหลอดเลือดอุดตัน เกษตรกรที่อำเภอขุนหาญ ได้ปลูกสะตอเป็นพืชแซมในสวนไม้ผล เป็นพืชเศรษฐกิจเสริมรายได้เงินแสนให้ก้าวสู่วิถีการยังชีพที่มั่นคง

คุณรัตดา คงสีไพร เกษตรอำเภอขุนหาญ เล่าให้ฟังว่า การทำการเกษตรหรือปลูกพืชเชิงเดี่ยวมักจะมีความเสี่ยงสูงได้ทั้งจากสาเหตุของสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน ฝนแล้ง น้ำท่วม หรือศัตรูพืชเข้าทำลาย ใช้ต้นทุนการผลิตที่สูง หรือไม่สามารถกำหนดราคาซื้อขายได้ จึงมักส่งผลให้ไม่มั่นคงในการยังชีพ

แนวทางส่งเสริมการปลูกและพัฒนาคุณภาพผลไม้ poipetsix.co.uk สำนักงานเกษตรอำเภอขุนหาญ ร่วมกับ กรมพัฒนาที่ดิน ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ และอีกหลายหน่วยงาน ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกทุเรียน เงาะ มังคุด หรือลองกอง ผสมผสานและส่งเสริมการปลูกและผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลไม้คุณภาพ

ส่งเสริมปลูกสะตอ… ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสะตอเป็นพืชแซมในสวนไม้ผล หรือปลูกแบบหัวไร่ปลายนาเพื่อเพิ่มผลผลิตสะตอและผลไม้มากขึ้น สะตอปลูกเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนหรือดินเหนียวปนทราย เป็นไม้ยืนต้น สูง 15-30 เมตร ฝักมีลักษณะแบนยาว การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดีด้วยการใช้ปัจจัยการผลิต ทั้งการใส่ปุ๋ย การให้น้ำแบบผสมผสานที่เกื้อกูลกัน ทำให้ลดต้นทุนการผลิต ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคแมลงศัตรูพืช ลดความเสี่ยงด้านการผลิต การตลาด และทำให้ได้ผลผลิตดก มีตลาดรองรับ นิยมนำเมล็ดสะตอมาปรุงอาหารได้หลากหลายรสชาติอร่อย

คุณลุงเสริม หาญชนะ เกษตรกรชาวอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ผู้ปลูกสะตอแซมในสวนไม้ผล เล่าให้ฟังว่า เมื่อปี 2545 ได้ปลูกไม้ผล พื้นที่ 20 ไร่ แบ่งปลูกทุเรียนหมอนทอง 15 ไร่ และปลูกเงาะพันธุ์โรงเรียน 5 ไร่ ได้ปลูกระยะห่างระหว่างต้นและแถว 8×8 เมตร ขุดหลุมปลูกนำกิ่งพันธุ์ลงปลูก เกลี่ยดินกลบคลุมด้วยฟางข้าวแห้ง ช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้น ให้น้ำแต่พอชุ่ม เทคนิคการปลูกและผลิต ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง พร้อมกับรับคำแนะนำจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรและจากแหล่งวิชาการต่างๆ

การปลูกสะตอ… หลังจากปลูกทุเรียนและเงาะแล้ว ได้ปลูกสะตอเป็นพืชแซมในสวนไม้ผลกว่า 10 ต้น พร้อมกับปลูกพืชอายุสั้น ได้แก่ มะละกอ กล้วย หรือข้าวโพดหวาน เพื่อให้เป็นร่มเงาและได้ผลผลิตไว ซึ่งภายใน 1 ปี ก็มีผลผลิตให้เก็บไปขาย ทำให้มีรายได้นำมาเป็นทุนหมุนเวียนในการปลูกไม้ผล

การเตรียมพันธุ์… เมื่อครั้งไปซื้อกิ่งพันธุ์ไม้ผลมาจากจังหวัดจันทบุรี ก็ได้ไปซื้อกิ่งพันธุ์สะตอข้าวหรือพันธุ์ข้าวมาด้วย และได้นำมาปลูกเป็นพืชแซมหลังจากปลูกไม้ผล

การปลูก… ได้คัดเลือกพื้นที่ปลูกสะตอ ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว และลึก ด้านละ 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมปลูกด้วยปุ๋ยคอกแห้งและปูนขาว เพื่อกำจัดเชื้อรา นำกิ่งพันธุ์ลงปลูกผูกยึดติดกับไม้หลัก ป้องกันการโค่น เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำพอชุ่ม