ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 (สวพ.2)

กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีแหล่งผลิตพืชสมุนไพรกระจายทั่วประเทศ ในปี 2560 มีพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรเพื่อการค้า รวม 32,200.76 ไร่ ผลผลิตรวม 150,425 ตัน โดยมีพืชสมุนไพรที่สำคัญ ได้แก่ อัญชัน เตยหอม กระเจี๊ยบแดง กระชายดำ กระวาน ขมิ้นชัน คำฝอย ชุมเห็ดเทศ ตะไคร้หอม บัวบก พลูคาว ไพล กวาวเครือขาว เพชรสังฆาต ฟ้าทลายโจร มะระขี้นก ว่านชักมดลูก ว่านหางจระเข้ หญ้าหวาน จันทน์เทศ ดีปลี พริกไทย ส้มแขก มะแขว่น พลู หมาก และสมุนไพรอื่นๆ

“ปัจจุบัน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีแนวโน้มการเติบโตที่ก้าวกระโดด เนื่องจากผู้บริโภคมีความใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้มีการนำสมุนไพรมาผลิตเป็นยาใช้ทางการแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลมากขึ้น เฉพาะยาแผนไทยที่บรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ 71 รายการ พบว่า มีมูลค่าการใช้ราว ปีละ 14,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รายงานของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกพบว่า ผลของการพัฒนาและเติบโตของตลาดนวดไทย สปา และผลิตภัณฑ์สปาพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้มีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัว ร้อยละ 30” นายสมบัติ กล่าว

จากสถานการณ์ดังกล่าว เกษตรกรจะต้องเร่งพัฒนาวัตถุดิบพืชสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานมากขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศได้ออกกฎระเบียบการค้าและกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบออกมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มีสารสำคัญออกฤทธิ์ ไม่มีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ เชื้อรา โลหะหนัก และสิ่งเจือปนอื่นเกินมาตรฐาน และเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบการผลิตพืชอินทรีย์ที่ได้รับรองมาตรฐาน

กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรระดับประเทศ ประจำปี 2562 ระหว่าง วันที่ 22-26 ก.ค. นี้ ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก เน้นส่งเสริมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มยุวเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีใจรักในอาชีพเกษตรกรรม พร้อมสืบทอดทายาทเกษตรอาชีพหลักคนไทย

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กลุ่มยุวเกษตรกร หรือ 4-H Club จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพการเกษตร ทักษะการดำเนินชีวิตในสังคมให้กับเยาวชน โดยเน้นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์และการปฏิบัติจริง (Learning by doing) ให้ยุวเกษตรกรมีความสามารถและมีความพร้อมในการสืบทอดอาชีพการเกษตร โดยให้มีการจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรทั้งในระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรและที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานซึ่งกันและกัน เพื่อนำแนวคิดไปพัฒนา สร้างแรงจูงใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ รวมถึงสร้างเครือข่ายให้ยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรที่เข้มแข็งและขับเคลื่อนการพัฒนางานยุวเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยได้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2495 โดยผู้เชี่ยวชาญองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) ได้เสนอโครงการให้มีการฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวและเกษตรกรวัยรุ่น และในปี 2496 ได้มีการดำเนินโครงการทดลองส่งเสริมการปลูกพืช ทำสวนครัว และเลี้ยงสัตว์แก่เยาวชนที่โรงเรียนพรหมานุเคราะห์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นครั้งแรก และ มีการจัดตั้ง 4-H Club ขึ้นในประเทศไทย โดยนำรูปแบบและแนวทางการดำเนินงานมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีการมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการส่งเสริมและจัดตั้งหน่วยยุวกสิกร ต่อมางานยุวกสิกรโอนมาเป็นภารกิจกรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อปี 2510 และเปลี่ยนชื่อเป็น “กลุ่มยุวเกษตรกร” ในปี 2518

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ในปี 2562 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรระดับประเทศ ประจำปี 2562 ระหว่าง วันที่ 22-26 กรกฎาคม 2562 ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก ภายใต้แนวคิด “จิตวิญญาณของกลุ่มยุวเกษตรกร คือ พลังที่ไม่สิ้นสุดในการขับเคลื่อน สร้าง และพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย (Infinite Power The Spirit of 4-H club)” โดยกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานทรงเปิดงานและทอดพระเนตรนิทรรศการ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 สำหรับกิจกรรมภายในงาน

ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมด้านวิชาการ กิจกรรมประกวดและแข่งขัน อาทิ การแข่งขันตอบปัญหาด้านการเกษตร การแข่งขันทักษะด้านการเกษตร/ศิลปะเกษตร และกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์/นันทนาการ ซึ่งกิจกรรมที่กำหนดขึ้นดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มยุวเกษตรกร สร้างแรงจูงใจและกระตุ้นจิตสำนึกรักการเกษตรด้วยกลุ่มยุวเกษตรกรต้นแบบ สร้างความภาคภูมิใจในการเป็นยุวเกษตรกร รวมถึงขับเคลื่อนการพัฒนางานยุวเกษตรกร และเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนางานเยาวชนในภาคการเกษตร และช่วยประชาสัมพันธ์ผลงานดีเด่นของกลุ่มยุวเกษตรกรต้นแบบให้เป็นที่รู้จักและเป็นแรงบันดาลใจให้กับยุวเกษตรกร รวมทั้งการนำเสนอผลการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนายุวเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตรด้วย

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงบทบาทของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในงาน Open House เปิดบ้าน วช.5G : Change for the Future เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ว่า วช. ได้รับมอบหมายให้เป็น Funding Agency หลักของประเทศ ทำหน้าที่ในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่หน่วยงานในระบบวิจัยและสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งได้แก่นักวิจัย หน่วยงานและองค์การมหาชนทั้งภายในและภายนอกกระทรวงการอุดมศึกษาฯ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา ครอบคลุมทั้งการวิจัยพื้นฐาน วิจัยประยุกต์ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ รวมทั้งสหสาขาวิชาการ

ภายในงานดังกล่าวได้มีการเปิดตัวระบบพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ ทุนพัฒนาบุคลากรและการวิจัยเพื่อฐานทางวิชาการ ที่เป็นการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรวิจัยทั้งระบบ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับนานาชาติ และทุนวิจัยและนวัตกรรม ในประเด็นสำคัญของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นผู้กำหนด

ในปัจจุบัน วช. ได้พัฒนาให้ระบบบริหารจัดการงานวิจัยแห่งชาติ (National Research Management System : NRMS) ให้สามารถบริหารจัดการทุนวิจัยในแบบออนไลน์ 100% เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่สนับสนุนการบริหารจัดการการวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบและเกิดการบูรณาการระหว่างนักวิจัย หน่วยงานให้ทุน ผู้พิจารณาทุนวิจัย (Reviewer) และทีมบริหารจัดการ เพื่ออำนวยความสะดวก (Convenient) และลดระยะเวลา (Speed) ข้อมูลมีความถูกต้องและเชื่อถือได้ (Accurate) และสามารถติดตาม ตรวจสอบได้ (Traceable) และเกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Efficient) อีกทั้งนักวิจัยสามารถติดตามสถานะข้อเสนอโครงการวิจัยได้ทุกขั้นตอน พร้อมมีระบบแจ้งเตือนการส่งงาน สนับสนุนการบริหารจัดการงานวิจัยของหน่วยงาน

ปัจจุบัน วช. มีความพร้อมในวิธีการทำงานแบบใหม่ โดยได้ยกระดับการทำงานตามภารกิจใหม่โดยแนวทาง “วช. 5G” ประกอบด้วย Speed ทำงานได้รวดเร็วขึ้น Start เริ่มทำงานได้ทันที ตอบสนองฉับพลัน Scope ขยายขอบข่ายการทำงาน ในระดับชาติ และนานาชาติ Connectivity เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ Efficient ทำงานคุ้มค่า ใช้ต้นทุนต่ำ ได้ผลผลิตสูง Smooth ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น และทำงานโดยไม่มีข้อจำกัด

ซึ่งแนวทางทำงาน 5G ดังกล่าว วช. จะเป็นส่วนราชการที่มีประสิทธิภาพสูง รวดเร็ว คล่องตัว เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติได้ทันที พร้อมขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ต่อไป

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และหอการค้าจังหวัดลำพูน จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการแนะนำเกษตรกรชาวสวนลำไยใช้ประโยชน์ FTA และยกระดับสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ หอการค้าไทย. สหกรณ์จังหวัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูน. จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2562. เพื่อให้คำแนะนำสหกรณ์และเกษตรกรชาวสวนลำไยในพื้นที่เรื่องการใช้ประโยชน์เอฟทีเอ และการยกระดับสหกรณ์ไทยในโลกค้าเสรี ซึ่งน่าจะช่วยให้เกษตรกรและสหกรณ์ลำไยสามารถเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอได้มากขึ้น เกิดการพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าให้สามารถเจาะตลาดเป้าหมาย

การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์ เพราะเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปประเทศคู่ค้าโดยได้รับยกเว้นภาษีภายใต้ FTA หลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไยสดและลำไยแช่แข็ง มีเพียงสินค้าลำไยกระป๋อง ที่ยังคงการเก็บภาษีอยู่แต่ในอัตราที่ลดลง เช่น จีนเก็บภาษีภายใต้ FTA อาเซียน-จีนอยู่ที่ 5% ส่วนญี่ปุ่นเก็บภาษีภายใต้ FTA ไทย-ญี่ปุ่นในอัตรา 0 – 9.3% ส่วนลำไยอบแห้ง มีเพียงลาวที่ยังคงเก็บภาษีในอัตรา 5% ภายใต้อาเซียน และญี่ปุ่นเก็บภาษีในอัตรา 0.8% ภายใต้ FTA อาเซียน-ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ลำไยยังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีมูลค่าการส่งออกสูง โดยในปี 2561 ไทยส่งออกลำไยสดมูลค่า 17,219 ล้านบาท ปริมาณ 551,454 ตัน ตลาดสำคัญคือ เวียดนาม (57.88%) จีน (25.59%) อินโดนีเซีย (11.54%) ลำไยแห้งมูลค่า 10,504 ล้านบาท ปริมาณ 205,320 ตัน ตลาดสำคัญคือ เวียดนาม (57.53%) จีน (37.05%) เมียนมา (2.23%) ลำไยกระป๋องมูลค่า 556 ล้านบาท ปริมาณ 9,629 ตัน ตลาดสำคัญ คือ มาเลเซีย (33.79%) อินโดนีเซีย (20.19%) สิงคโปร์ (15.07%) และลำไยแช่แข็งมูลค่า 3.3 ล้านบาท ปริมาณ 37.1 ตัน ตลาดสำคัญ คือ ญี่ปุ่น (48.48%) จีน (32.71%) และฮ่องกง (18.84%)

สำหรับการสัมมนาในช่วงเช้า จะเป็นการพูดคุยในหัวข้อ “ติดอาวุธสหกรณ์ไทย ใช้ประโยชน์ FTA” เน้นเรื่องความตกลง FTA มาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีต่างๆ ภาพรวมสถานการณ์สินค้าลำไยของไทย บทบาทและการดำเนินการของภาครัฐทั้งฝั่งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงภาคเอกชนโดยผู้แทนจากหอการค้าไทย และช่วงบ่ายจะเป็นหัวข้อ “ยกระดับการแข่งขันสหกรณ์ไทย ให้ก้าวไกลในโลกค้าเสรี” ที่เกษตรกรทุกท่านจะได้ทราบถึงพฤติกรรมผู้บริโภคและลักษณะตลาด โอกาสการส่งออก รวมไปถึงตัวอย่างความสำเร็จในการในการส่งออกลำไยและผลิตภัณฑ์

นางอรมน มั่นใจว่า การสัมมนาในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะกับวิทยากร ทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไยและสหกรณ์การเกษตร ได้เรียนรู้เรื่องแต้มต่อเรื่องการนำลำไยสดไปแปรรูปเพื่อส่งออก และประโยชน์ทางภาษีที่ไทยได้รับจาก FTA ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรของไทยในการขยายตลาดส่งออกสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์สู่ตลาดต่างประเทศ ในอนาคต

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน “ฟู้ดอินกรีเดียนท์เอเชีย 2019 หรือ Fi Asia 2019” โดยมี นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธาน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เป็นประธานในการแถลงข่าว โอกาสนี้ ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ร่วมแถลงข่าวด้วย พร้อมนำตัวอย่างผลงานวิจัย “Green & Sustainable Food” เข้าร่วมกิจกรรมโชว์ชิม อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสารกาบาสูง ได้แก่ เครื่องดื่มชาเมล่อน โยเกิร์ตมันม่วง อาหารขบเคี้ยว นอกจากนี้ยังมี เครื่องดื่มเจลลี่สมุนไพรที่เป็นแหล่งของสารเมลาโทนินตามธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเบต้ากลูแคนจากเห็ด รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากจิ้งหรีดไร้ กลูเตน ได้แก่ คุ้กกี้ น้ำพริกเผา น้ำปลาหวาน เป็นต้น ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2562 ณ โรงแรมเดอะควอเตอร์ ซอยอารีย์ กรุงเทพฯ

ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว. ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในการจัดงาน FI Asia 2019 ซึ่งถือเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน 2562 ณ ไบเทค บางนา ทั้งนี้ วว. ตระหนักถึงการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการทั่วเอเชียในอุตสาหกรรมอาหาร และต้องการผลักดันส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในกลุ่ม ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง เชื่อมั่นว่างาน Fi Asia จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ผลักดันผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการทั่วเอเชีย ให้พัฒนาศักยภาพในการผลิตสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีส่วนผสมอาหารจนเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับสากล

ทั้งนี้ วว.จะนำผลงานวิจัยและพัฒนาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “Green & Sustainable Food” ในรูปแบบการจัดบู๊ธนิทรรศการ แสดงตัวอย่างสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ส่วนผสมอาหาร ที่เป็นผลงานของ วว. เพื่อผู้ประกอบการที่เข้าร่วมชมงาน จะได้เห็นถึงภาพรวมและเข้าใจถึงบทบาทของ วว. ที่พร้อมช่วยให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาตนเองเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหาร โดยมุ่งเน้นนำเสนอในกรอบการดำเนินงานและกระบวนการวิจัยพัฒนาที่ช่วยลดการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีกระบวนการสกัดสารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ Zero Waste เพื่อจุดประกายให้ผู้ประกอบการ/Startup ได้เกิด Idea และต่อยอดให้เป็น Innovation มีความเข้มแข็งในการประกอบธุรกิจและการแข่งขัน พร้อมนี้จะมีการให้บริการอุตสาหกรรมและคำปรึกษาด้าน Food Safety, Food Ingredient, Total Solution แก่ผู้เข้าชมงานด้วย รวมทั้งมีการโชว์ชิมผลงานวิจัยและพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ที่เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ทุกคนในสังคม เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดังนี้

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากจิ้งหรีดไร้กลูเตน โดย วว. นำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ นวัตกรรม (วทน.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดปลอดสารพิษ/ไร้กลูเตน/โปรตีนสูง ทดแทนเนื้อสัตว์ ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ให้แก่ผู้ประกอบการ และมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ คุ้กกี้ น้ำพริกเผา น้ำปลาหวาน และจิ้งหรีด/สะดิ้งอบกรอบพร้อมทาน เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสารกาบาสูง วว. ประสบผลสำเร็จศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีสารสื่อประสาทสำหรับอาการนอนไม่หลับ โดยคัดเลือกวัตถุดิบที่มีปริมาณสารกาบาสูง ได้แก่ เมล่อน ใบชาแห้ง ข้าวกล้องงอก และมะเขือเทศ นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ เครื่องดื่มชาเมล่อน โยเกิร์ตมันม่วง อาหารขบเคี้ยวจากข้าวกล้องงอกหอมมะลิ/ข้าวกล้องหอมมะลิแดงและข้าวไรซ์เบอร์รี่

เครื่องดื่มเจลลี่สมุนไพร มีส่วนประกอบของพืชและสมุนไพร ที่เป็นแหล่งของสารเมลาโทนินตามธรรมชาติ มีส่วนช่วยในการลดภาวะเครียดโดยการชักนำให้เกิดการพักผ่อน และป้องกันโรคที่มีสาเหตุจากภาวะเครียด ผลิตภัณฑ์มีลักษณะเนื้อนิ่ม รสชาติที่เหมาะสมกับผู้บริโภคทุกวัย สามารถรับประทานได้ง่าย เหมาะกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และวัยทำงานหรือบุคคลที่มีภาวะโรคเครียดที่พบได้มากในสังคมปัจจุบัน โดยในประชากรกลุ่มผู้สูงอายุร่างกายจะสร้างสารเมลาโทนินลดลง และมักพบอาการนอนไม่หลับ ทำให้มีความจำเป็นต้องได้รับเมลาโทนินเพิ่มจากอาหารที่บริโภคเข้าไป และเนื่องจากอยู่ในรูปแบบเจลลี่ที่มีปริมาณน้ำน้อยทำให้สามารถรับประทานก่อนนอนได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเข้าห้องน้ำยามวิกาล

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเบต้ากลูแคนจากเห็ดอยู่ในรูปแบบเม็ด ช่วยลดสภาวะปวด อักเสบของ ข้อที่เกิดจากอาการโรคเก๊าต์ และเป็นอีกทางเลือกในการบรรเทาอาการอักเสบที่เกิดเนื่องจากสภาวะของโรคเก๊าต์ สกัดสารสำคัญจากเห็ด 3 ชนิด ได้แก่ เห็ดหอม (มีฤทธิ์ลดการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการอักเสบ) เห็ดนางฟ้า (มีฤทธิ์เพิ่มการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต้านอักเสบ) และเห็ดนางรม (มีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในสภาวะปกติ)

นอกจากนี้ วว. ยังจะมีการบรรยายพิเศษเรื่อง “อาหารว่างเพื่อสุขภาพ : Healthy snacks” ให้แก่ผู้เข้าชมงานเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจ ตามเกณฑ์พิจารณาให้สัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” กลุ่มอาหารขบเคี้ยว ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 374 พ.ศ. 2559

ผู้ว่าการ วว. กล่าวเน้นย้ำถึงศักยภาพความเข้มแข็งของ วว.เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารว่า วว. มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนและให้บริการ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารมานานกว่า 30 ปี มุ่งวิจัยและพัฒนาด้านอาหารตั้งแต่วัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ส่วนผสมอาหารจากธรรมชาติ (Natural Functional Ingredients) รวมถึงการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplements) ผลิตภัณฑ์อาหารเชิงหน้าที่ (Functional Foods) จนถึงการผลิตสู่เชิงพาณิชย์

ทั้งนี้ วว. พร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยด้วยการให้บริการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ รวมทั้งบริการวิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบ รับรองระบบคุณภาพและบริการ ตลอดจนการให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร หรือ FISP ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP พร้อมห้องปฏิบัติการวิจัยพัฒนาและห้องปฏิบัติการในการตรวจสอบคุณภาพในสายการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์ผลไม้แช่อิ่มอบแห้ง ถือเป็นศูนย์บ่มเพาะเทคโนโลยีเพื่อนำไปใช้พัฒนาต่อยอดธุรกิจ โดยให้บริการกับผู้ประกอบการสำหรับทดลองผลิตสินค้าในช่วงที่ผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นกิจการ หรือในระยะรอการสร้างโรงงานของผู้ประกอบการ หรืออยู่ในช่วงของการทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่

หากพูดถึง เงาะ ที่นิยมบริโภคในปัจจุบัน จะมีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ เงาะโรงเรียน เงาะสีชมพู เงาะสีทอง ฯลฯ แต่หากพูดถึงเงาะที่คนเมืองกาญจน์นิยมบริโภค ณ เวลานี้ คงหนีไม่พ้น “เงาะทองผาภูมิ”

สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี รายงานว่า “เงาะทองผาภูมิ” (Thong Pha Phum Rambutan) หมายถึง เงาะพันธุ์โรงเรียน เป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ มีลักษณะโดดเด่นคือ ผลค่อนข้างกลมเล็ก ขนสวย เปลือกบาง เมล็ดเล็ก เนื้อหนา หวาน ล่อน กรอบ ไม่ฉ่ำน้ำ พบพื้นที่ปลูกในอำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอสังขละบุรี และอำเภอศรีสวัสดิ์ พื้นที่ปลูกเงาะทองผาภูมิ จะมีลักษณะเป็นพื้นที่ดอน ดินทั่วไปเป็นดินร่วนปนดินเหนียว และเป็นป่ามีฝนตกบ่อยครั้ง ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศดังกล่าว เงาะที่ปลูกในพื้นที่ดังกล่าวจึงมีรสชาติ และมีความเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากพื้นที่อื่น

ในส่วนของอำเภอทองผาภูมิ มีพื้นที่ปลูกเงาะ จำนวน 1,054 ไร่ ให้ผลผลิต จำนวน 519 ไร่ โดยมีผลผลิตเฉลี่ย 620 กิโลกรัม ต่อไร่ ปัจจุบัน สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรีอยู่ในขั้นตอนดำเนินการจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications หรือ GI)

เกษตรตำบลหน้ามนคนเดิม จะพาไปพบกับ เจ้าของสวนเงาะทองผาภูมิ ที่มีรสชาติ และเอกลักษณ์ ถูกต้อง ตรงตามสายพันธุ์ที่ระบุไว้ เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว คงหนีไม่พ้นสวนเงาะของ คุณนารี คนขยัน และ คุณสำเริง บำรุงสุข สองสามีภรรยา คู่ทุกข์คู่ยากที่ฟันฝ่าอุปสรรคด้านการทำสวนไม้ผลมาอย่างโชกโชน

พี่นารี เล่าให้ฟังว่า ตนเองและสามี เริ่มบุกเบิกการทำสวนไม้ผลบนพื้นที่ 9 ไร่ หมู่ที่ 7 ตำบลลิ่นถิ่น อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี แรกเริ่มเดิมทีนั้น ที่บริเวณนี้เป็นสวนยางพารา แต่ด้วยสามีของตนเองนั้นแพ้กลิ่นของสารเคมีที่ใช้สำหรับใส่ในน้ำยางพารา จึงตัดสินใจโค่นต้นยางพาราทิ้งทั้งหมด ช่วงนั้นก็ครุ่นคิดจะเอาต้นไม้ใดมาปลูกให้ได้ผลผลิตสำหรับไว้จำหน่าย ไม่นานก็เกิดแนวคิด ความที่พี่สำเริงเคยทำสวนผลไม้ที่อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี จึงมีความเชี่ยวชาญในด้านไม้ผล ทั้งสองนั่งปรึกษากันครู่ใหญ่ ก็ตัดสินใจเลือกที่จะปลูก “เงาะ”