ผู้อำนวยการ สกว. เผยว่า สกว.มุ่งหวังที่จะใช้กระบวนการวิจัย

เข้าไปช่วยยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิต เพื่อให้เกิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่า และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันของผู้ประกอบการ พร้อมกับศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจเบื้องต้นเพื่อใช้ข้อมูลในการตัดสินใจวางแผนการตลาดให้ตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และสนับสนุนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สะดวก ดึงดูดและสื่อสารกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้การวิจัยพัฒนาเกิดผลิตภัณฑ์ที่ “วิจัยได้…ขายจริง” รวมถึงสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงโอกาสด้านต่าง ๆ เช่น ความร่วมมือกับธนาคารเพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า เป็นต้น

การดำเนินงานในปีแรกนั้น สกว.ได้ร่วมกับผู้ประกอบการจำนวน 76 บริษัท พัฒนาผลิตภัณฑ์จนสามารถจำหน่ายได้ในเชิงพาณิชย์แล้วร้อยละ 13 ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด อีกส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการผลิตหรือการตลาดร้อยละ 75 ดังตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากโครงการที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ สำหรับการดำเนินงานในระยะที่ 3 สกว.จะร่วมสนับสนุนงบประมาณผ่านชุดโครงการ Innovative House ฝ่ายอุตสาหกรรม ในการจัดการทุนวิจัย โดยให้ความสำคัญกับความต้องการของผู้ประกอบการที่ร่วมในโครงการ

ซึ่ง สกว และ สวทช.ร่วมกันตั้งเป้าหมายจะสนับสนุนการวิจัยจำนวน 75 โครงการ แบ่งรูปแบบทุนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างสินค้านวัตกรรมในรูปแบบเดิมที่เคยดำเนินการมา และ 2. กลุ่มการวิจัยในระดับปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตในระดับอัพสเกล เพราะเมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้แล้วยังคงต้องศึกษาด้านต่าง ๆ ในเชิงลึกเพิ่มขึ้น เช่น การวิเคราะห์สารชีวภาพ คุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงการพัฒนากระบวนการผลิตระดับอัพสเกล เป็นต้น เพื่อให้โครงการรองรับความต้องการของผู้ประกอบการได้ครอบคลุมยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“โครงการนี้จะเป็นหนึ่งในโครงการที่ สกว.พยายามจะผลักดันสร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ก้าวสู่การเติบโตทางธุรกิจบนฐานนวัตกรรม ที่ไม่ต้องแข่งขันกันด้วยราคาหรือแรงงานราคาถูก ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นและยั่งยืน เกิดการจ้างงานและการรับซื้อวัตถุดิบเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีการลงทุนวิจัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการวิจัยของประเทศโดยรวม โดยมีนักวิจัยและผู้ประกอบการเป็นกลไกสำคัญในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความรู้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”

ขณะที่ผู้อำนวยการ สวทช. ระบุว่า สวทช.มีภารกิจหลักในการสนับสนุนงานวิจัย การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนบนฐานความรู้ เป็นกำลังหลักด้านเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ทั้งนี้ สวทช. ได้ดำเนินโปรแกรม ITAP มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 สนับสนุนเอสเอ็มอีไปแล้วไม่น้อยกว่า 7,000 ราย โดยสรรหาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงกับโจทย์ความต้องการของเอสเอ็มอีแต่ละราย มาช่วยทำโครงการวิจัยและพัฒนายกระดับเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรม ปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมดำเนินงานกว่า 1,300 ราย แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งยังขาดทรัพยากรด้านต่าง ๆ สำหรับการวิจัยและพัฒนาทั้งด้านการเงินและบุคลากร

“ความร่วมมือกับ สกว. ในครั้งนี้เราจึงมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ด้านอาหาร เกษตรแปรรูป เครื่องสำอาง โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพิ่มศักยภาพ รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอีเติบโตบนเศรษฐกิจฐานความรู้ ไปเป็นแกนหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ ในการก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางของประเทศต่อไป”

ด้าน รศ. ดร.รัชพล สันติวรากร ผู้อำนวยการ ITAP สวทช. เปิดเผยว่า จากผลการดำเนินการของโครงการนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและนักวิจัยเป็นอย่างดี ผู้ประกอบการมีการตื่นตัวในการสร้างสินค้านวัตกรรมมากขึ้น และเกิดนักวิจัยที่มาร่วมทำงานกับภาคเอกชนใหม่ถึงร้อยละ 22 ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการทำบันทึกความร่วมมือกันเป็นปีที่ 3 ซึ่งแบ่งเป็นโครงการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ 50 โครงการ และเพิ่มรูปแบบทุนวิจัยในการทดลองระดับโรงงานต้นแบบอีก 25 โครงการ เพื่อสร้างให้นักวิจัยศึกษาวิจัยแบบบูรณาการและทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง อีกทั้งยังช่วยพัฒนาและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ ตลอดจนสามารถพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย ซึ่ง สกว. และ สวทช. จะร่วมกันบริหารจัดการงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เพื่อผลักดันงานวิจัยที่เกิดขึ้นให้สามารถจัดจำหน่ายได้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้สามารถพัฒนาได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

ภายหลังการลงนามความร่วมมือได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากงานวิจัยจำนวนกว่า 100 ผลิตภัณฑ์จาก 8 กลุ่มงานวิจัย ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเวชสำอาง ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม อาหารพร้อมรับประทาน อาหารพร้อมปรุง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนประกอบอาหาร และขนมหวาน นอกจากนี้จะมีการบรรยาย “นวัตกรรมนั้นสำคัญอย่างไร” จากคุณสุรนาม พาณิชการ ผู้ก่อตั้งโทฟุซัง และการเสวนา “กว่าจะได้งานวิจัยที่พร้อมจะขายจริงในเชิงพาณิชย์” โดยคุณประพันธ์พงษ์ นทกุล คุณโชคยิ่ง พิทักษากร และคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ตลอดจนการนำเสนอรูปแบบทุนวิจัยในปี 2561

สำหรับพิธีมอบรางวัลผลงานวิจัยประจำปีงบประมาณ 2559 (ระยะที่ 1) Innovative House Awards และการประกาศผลรางวัลผลงานวิจัยเด่นในแต่ละด้าน 12 รางวัล ประกอบด้วย

รางวัลนักวิจัยดีเด่น ศ.เกียรติคุณ ดร.ภก.จีรเดช มโนสร้อย และคณะ มหาวิทยาลัยนอร์ท–เชียงใหม่ จากผลงานเครื่องดื่มลูกเดือยแบบช็อต

รางวัลการออกแบบบรรจุภัณฑ์เด่น บรรจุภัณฑ์เชิง FUNCTION นางสุวีณา จันทพิรักษ์ และคณะ (เครื่องดื่มรังนกกึ่งสำเร็จรูป)

รางวัลการออกแบบบรรจุภัณฑ์เด่น บรรจุภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดีไซน์ เซ็นส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง (เครื่องดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาวเข้มข้น)

รางวัลผลิตภัณฑ์เด่น ด้านผลิตภัณฑ์นวัตกรรม คุณโชคยิ่ง พิทักษากร และคณะ (เยลลี่ Juice ball)

รางวัลผลิตภัณฑ์เด่น ด้านผลิตภัณฑ์แนวคิดสร้างสรรค์ ศ.เกียรติคุณ ดร.ภก.จีรเดช มโนสร้อย และคณะ (ผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามกรุ๊ปเลือด)

รางวัลผลิตภัณฑ์เด่น ด้านผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ คุณสุรวิชญ์ ทิพยารมณ์ และคณะ (ท็อปปิ้งมะม่วงน้ำดอกไม้) รางวัลผลงานวิจัยเด่น เยลลี่ Juice ball โดย ดร.วิชชา ตรีสุวรรณ และคณะ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รางวัลผู้ประกอบการดีเด่น คุณวรรลี หมื่นสวัสดิ์ (บริษัท โชคดี ซี โปรดักส์ จำกัด) คุณธนัญชย์ ธนทวี (บริษัท เอ็กซ์ปอร์ตวัน จำกัด) คุณตรีชฎา มาลยาภรณ์ (บริษัท เฟอร์ฟู แปซิฟิก จำกัด) และ คุณสรัลภัค จิรโรจน์วัฒน (ร้านผึ้งยิ้ม)

รางวัล POPULAR VOTE บริษัท เอสพีเค ไรซ์ จำกัด ผู้ผลิตเซรั่มบำรุงผิวหน้าจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ออกประกาศถอดนายสวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ ปี 2542 หลังตกเป็นจำเลยคดีร่วมกันฟอกเงิน หลอกลวงสมาชิกสหกรณ์ลงทุนโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล สร้างความเสื่อมเสียให้วงการสหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ออกประกาศเพิกถอนนายสวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ สาขาบริหารและส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์ ประจำปี 2542 หลังตกเป็นจำเลยฐานหลอกลวงสมาชิกสหกรณ์นำเงินมาร่วมลงทุนเพื่อจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล และได้จับกุมตั้งแต่พฤษภาคม 2560 โดยไม่ได้รับประกับตัวตั้งแต่ชั้นฝากขัง และขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ นายสวัสดิ์ จำเลยในคดีเคยเป็นผู้ได้รับรางวัลนักสหกรณ์แห่งชาติ และแม้ว่าขณะนี้คดียังไม่มี คำตัดสินถึงที่สุด แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดว่านายสวัสดิ์ได้กระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหาย เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์และระบบสหกรณ์อย่างร้ายแรง อีกทั้งยังดำรงตนไม่เหมาะสมกับเกียรติคุณที่ได้รับเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้พิจารณาเพิกถอน นายสวัสดิ์ แสงบางปลา ออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ โดยได้ออกประกาศ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา

“กรมส่งเสริมสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและมาตรฐานในการคัดเลือกผู้ที่จะได้รับตำแหน่งนักสหกรณ์แห่งชาติ ซึ่งกรมฯได้มีการริเริ่มให้มีการเชิดชูเกียรติบุคคลที่ได้อุทิศตนในการพัฒนาสหกรณ์และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุคคลในวงการสหกรณ์ เพื่อยกย่องให้เป็นนักสหกรณ์แห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2540 โดยพิจารณาคัดเลือกจากผู้ที่ดำรงตนเหมาะสมกับความเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ มีความยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม มีจิตสำนึกที่ดี ซื่อสัตย์สุจริต ทำให้สิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรมและถูกกฎหมาย แต่หากตรวจพบในภายหลังว่าผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักสหกรณ์แห่งชาติขาดคุณสมบัติดังกล่าว และดำรงตนไม่เหมาะสมกับเกียรติคุณนักสหกรณ์แห่งชาติ กระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหรือสร้างความเสียหายต่อวงการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะพิจารณาเพิกถอนออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติทันที เช่นเดียวกับที่เคยประกาศเพิกถอนนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติไปแล้วตั้งแต่ปี 2558 ที่ผ่านมา” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

วันที่ 12 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ร้านโฮมเมด เลขที่ 101/7 ถนนโคกหล่อ ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง หลังทราบว่าร้านดังกล่าวขายอาหารจานยักษ์ และมีลูกค้ามารับประทานแน่นขนัด รวมถึงราคาที่ไม่แพงอีกด้วย พบ น.ส.จริยา เจริญสุข อายุ 29 ปี สาวการบัญชี จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ซึ่งหันมาเปิดร้านขายผัดกะเพราลาวาถาดยักษ์ และสเต็ก 3 สหาย ซึ่งมี 3 ราคา คือจานละ 60 บาท 150 บาท และ 199 บาท โดยเฉพาะถาดยักษ์ 199 บาท สามารถรับประทานได้ 5-6 คน หรือทานได้ทั้งครอบครัว ในราคาที่ประหยัดกว่า

ทั้งนี้ ไอเดียของร้านเริ่มต้นมาจากการที่เป็นคนช่างกิน และชอบผัดกะเพรากับสเต๊กมาก แต่เมื่อไปสั่งที่ร้านอาหารก็จะได้ผัดกะเพราติดข้างจานเพียงเล็กน้อย ส่วนสเต็กก็มีขนาดชิ้นเล็กๆ ทำให้กินไม่อิ่มและไม่อร่อย จึงคิดทำผัดกะเพรา และสเต็กกินเองแบบจานยักษ์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตนเอง กระทั่งกลับกลายนำมาสู่ธุรกิจร้านอาหารจานเด็ดในที่สุด

สำหรับเมนูผัดกะเพรา จะใช้หมูสับ หรือเนื้อไก่ชั้นดี ประมาณครึ่งกิโลกรัม ใบกะเพราะอีก 2 กำมือใหญ่ และข้าวสวยจานโตที่ก่อเป็นชั้นๆ ให้สูงขึ้น ก่อนโปะด้วยไข่เจียวที่เป็นลาวา ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศในการกินได้เป็นอย่างมาก เมื่อทำให้ลูกค้าในร้านลองชิม ปรากฏว่าต่างชื่นชอบผัดกะเพราลาวาถาดยักษ์กันเป็นจำนวนมาก จึงเปิดเป็นเมนูประจำร้านมาได้ประมาณ 1 ปีแล้ว

ส่วนเมนูสเต็ก 3 สหาย จะประกอบไปด้วย เนื้อปลาทอด เนื้อหมู และเนื้อไก่ รวมทั้งสปาเก็ตตี้ มันฝรั่งทอด ขนมปังกระเทียม ไส้กรอก และสลัด ชนิดที่จานเดียวกินอิ่มได้ทั้งครอบครัวเช่นเดียวกับเมนูกะเพรา โดยจะปรุงอาหารเหล่านี้แบบสดใหม่ชนิดวันต่อวัน ทำให้มีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนจนแน่นร้าน แถมยังบริการส่งตรงถึงบ้านในเขตเทศบาลนครตรังอีกด้วย ทำให้ต่างติดใจในรสชาติความอร่อยและราคาที่ไม่แพง

เพื่อนคู่ใจที่ดีที่สุดของมนุษย์ คือสัตว์เลี้ยงแสนรัก ที่หลาย ๆ ครั้งแค่มองตาก็เหมือนเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะนอกจากความน่ารักซุกซนของมันแล้ว มันยังมีเอกลักษณ์ที่จะทำให้หลงรักในทุกอิริยาบถของมัน ซึ่งไม่ใช่แค่เจ้าของที่หลงใหลในตัวสัตว์เลี้ยง แต่บรรดาแฟนคลับในโลกออนไลน์ต่างก็หลงรักมวลหมู่น้องหมาน้องแมวตามติดชีวิตของพวกมัน

ตามมาดู 10 อันดับสัตว์เลี้ยงเซเลบระดับโลก ที่มาพร้อมกับความน่ารัก จากเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ใคร ๆ ก็ต่างตกหลุมรัก แมวสายพันธุ์ผสม Siamese & Tabbymix ที่มียอดผู้ติดตามกว่า 3.5 ล้านคน ความพิเศษอยู่ตรงที่เจ้านาลาเคยเป็นแมวจรจัด และถูกเลี้ยงไว้ในสถานรับเลี้ยงที่ลอสแองเจลีส แต่ก่อนที่เจ้านาลาจะถูกกำจัด โชคดีที่มีนักเรียนชาวไทยไปรับมาเลี้ยงไว้ จากแมวจรจัดท่าทางไม่แข็งแรงจึงกลายมาเป็นแมวที่แข็งแรงและมีหน้าตาน่ารัก จนทำให้คนทั้งโลกตกหลุมรักและกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

สุนัขพันธุ์ปั๊กตัวน้อย หัวใจฮิปสเตอร์ ที่มาพร้อมกับผู้ติดตามกว่า 3.1 ล้านคน ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นคือการถ่ายภาพกับสถานที่ หรือเสื้อผ้าหน้าผม ประดุจเป็นเน็ตไอดอลผู้รักการท่องเที่ยวอีกหนึ่งคน รับรองได้เลยว่าถ้าใครมีเจ้า Doug เป็นคู่หูร่วมเดินทางจะต้องสนุก และหลงรักในความน่ารักของมันอย่างแน่นอน

ชิบะสุดหล่อ ดีกรีนายแบบระดับโลก และเป็นสุนัขที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลกกว่า 2.6 ล้านคน ที่มาพร้อมกับนิสัยซุกซน ขี้เล่น ชอบเข้าสังคมเป็นที่สุด และเอาแต่ใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของเซเลบตัวจริง ด้วยความน่ารักของเจ้า Marutaro จึงทำให้มีแมวมองหลายสำนักชักชวนไปถ่ายแบบลงนิตยสารมากมายเลยทีเดียว

แมวหน้าบึ้งที่เกิดจากรรมชาติของมันเอง กับยอดผู้ติดตามถึง 2.4 ล้านคน ด้วยความที่เจ้า Tard มีใบหน้าบึ้งตลอดเวลา จึงทำให้เจ้าของเห็นถึงความน่ารักน่าเอ็นดูของมัน และถ่ายวิดีโอของมันแชร์บนอินเทอร์เน็ต จึงทำให้หลายคนชื่นชอบในตัวมัน และกลายมาเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงที่โด่งดังในทุกวันนี้ (instagram : realgrumpycat)

สุนัขชิห์สุผู้โด่งดังจากเอกลักษณ์สุดน่ารัก ด้วยยอดผู้ติดตาม 2.1 ล้านคน เจ้า Marnie เป็นสุนัขที่มีความผิดปกติตรงที่มีลิ้นที่ยาวมาก มันจึงมีท่าโพสในการถ่ายภาพที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือการเอียงคอและแลบลิ้นออกมา ทำให้ดาราชื่อดังอย่างเจมส์ ฟรังโก้ รู้สึกชื่นชอบ และถ่ายภาพกับมันโดยทำท่าทางตามเจ้า Marnie จนเจ้า Marnie กลายเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงที่มีชื่อเสียง เห็นแล้วอยากถ่ายรูปคู่กับเจ้า Marnie สุด ๆ เลย (instagram : marniethedog)

สุนัขจิ้งจอกแดง ผู้มีความสุขที่สุดในโลก กับยอดผู้ติดตามกว่า 2.1 ล้านคน เนื่องจากได้รับการดูแลจากเจ้าของเป็นอย่างดี จึงทำให้เจ้า Juniper มีความสุข และมีท่าทางการแสดงออกที่น่ารัก จนทำให้มันกลายเป็นสุนัขจิ้งจอกผู้โด่งดัง (instagram : juniperfoxx)

เจ้าทูน่าคือสุนัขที่มีความผิดปกติบริเวณขากรรไกรที่ยื่นออกมาแบบผิดปกติ (ฟันเหยิน) ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับมันเลย เพราะว่าด้วยความน่ารักและขี้เล่นของมัน บวกกับแคแร็กเตอร์

ที่ดูตลกอันเป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้มีคนรักเอ็นดู และมียอดผู้ติดตามถึง 1.9 ล้านคนเลยทีเดียว (instagram : tunameltsmyheart) เจ้าสุนัขพันธุ์ฮัสกี้ไซบีเรียน ที่มีผู้ติดตามถึง 1.7 ล้านคน เจ้า Loki เป็นสุนัขที่มีใจรักในการท่องเที่ยว ที่หอบเอาความน่ารักออกไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ และถ่ายภาพสวย ๆ มาฝากแฟนคลับทุกท่าน หากใครมีเจ้า Loki เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง รับรองไม่มีหลงทางอย่างแน่นอน เพราะเจ้า Loki ไปมาแล้วทุกที่ (instagram : loki_the_wolfdog)

แมวเซเลบสาวสัญญาติอเมริกัน ที่มีผู้ติดตามกว่า 1.7 ล้านคน ด้วยแคแร็กเตอร์อารมณ์ดี และชอบแลบลิ้นของมัน จึงทำให้มันดูน่ารัก และนอกจากนี้ Bub มีรายการ Lil Bub & Friendz ซึ่งถ่ายทอดในเทศกาล Tribeca Film Festival อีกด้วย เรียกได้เลยเป็นเซเลบที่น่ารักที่สุดตัวหนึ่งเลย(instagram : iamlilbub)

แร็กคูนสุดน่ารักที่มีคนติดตามถึง 1.4 ล้านคน จากประเทศบาฮามาส ที่เจ้าของนำมาเลี้ยงรวมกับสุนัข จนกลายเป็นแร็กคูนแสนรู้ผู้โด่งดังไปทั่วโลก

(instagram : pumpkintheraccoon)

หลังจากเห็นสัตว์เลี้ยงเซเลบระดับโลกสุดน่ารักเหล่านี้แล้ว อย่าลืมหันกลับมามองเพื่อนคู่ใจของเราบ้าง ว่ามีเอกลักษณ์ในตัวเองตรงไหนบ้าง หรือเราตกหลุมรักอะไรในตัวมัน แล้วลองดึงเอกลักษณ์เหล่านั้นออกมานำเสนอ ไม่แน่สัตว์เลี้ยงคู่ใจของคุณอาจจะเป็นเซเลบระดับโลกตัวต่อไปก็เป็นได้

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ทีทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ปัญหาเรื่องวิทยุของเรือประมงที่ไม่ถูกกฎหมายว่า ไม่มีการพูดคุย โดยชาวประมงขอยกเว้นการเสียค่าธรรมเรียมในการขึ้นทะเบียนจำนวน 5000 บาท ต่อ 1 เครื่อง ซึ่งกสช.รับปากว่าจะยกเว้นในเรื่องนี้ให้

ขณะเดียวกันกสทช.ได้ออกกติมาว่า ใครที่มีวิทยุต้องไปขึ้นทะเบียนภายใน 60 วัน ซึ่งขณะนี้ได้เลยเวลามาแล้วจึงให้กสช. ไปขยายเวลาเป็น 180 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 22 เมษายนนี้ ส่วนกรณีตู้เอทีเอ็มไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวประมง กระทรวงแรงงานได้เรียกประชุม 7 ธนาคาร ให้มาช่วยกัน โดยขณะนี้ได้มีการติดตั้งไปแล้วกว่า 80 เครื่อง จาก 30 ปีโป้ ทั้งนี้อาจจะติดขัดในเรื่องของภาษาที่ใช้โดยจะต้องมีทั้งหมดสามภาษาของประเทศเพื่อนบ้านกระทรวงแรงงานจะต้องปรับแก้ในส่วนนี้

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า ยืนยันการใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่จะไม่ทำให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และเอสเอ็มอี ได้รับผลกระทบเยอะ เพราะมีการปรับลดเพดานลงมาแล้ว 40% และมีการยกเว้นการเก็บให้คนที่มีบ้านหลังแรกราคาต่ำกว่า 20 ล้านบาท เกษตรกรก็เว้นภาษีที่ดินไม่เกิน 50 ล้านบาท ทำให้คนมีบ้านหลังต่อไปเสียล้านละ 200 บาท ที่ดินเกษตรที่เกิน 50 ล้านบาท เสียเพิ่มล้านละ 100 บาท

โดยขั้นตอนหลังจากนี้ กรรมาธิการจะนำผลจากการเปิดรับฟังความคิดเห็น ไปรวบรวมและปรับปรุงก่อนนำร่างกฎหมาย เสนอเข้าสู่การพิจารณาในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระสอง และสามได้ในเดือนมี.ค.นี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันตามเป้าหมายในปี 2562

“กรรมาธิการจะมีการนำกฎหมายลูก ที่ฝ่ายบริหารจัดทำมาร่วมพิจารณาด้วยเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกัน ก่อนเสนอ สนช. และหลังจากการกฎหมายผ่าน คาดว่าจะใช้เวลาจัดทำกฎหมายลูกอีกไม่เกิน 120 วัน โดยคาดว่าหลังจากการใช้ภาษีใหม่นี้จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 10,000 ล้านบาท แต่ในช่วง 3 ปีแรก รัฐจะบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้เสียภาษีเสียเพิ่มขึ้นไม่เกินปีละ 25% ทำให้มีรายได้ลดลง เหลือปีละ 2,500 ล้านบาท”

ด้วยการปลูกฝังจากครอบครัว ตลอดการใช้ชีวิตของเธอคนนี้จึงอยู่บนเส้นทางของการ “คิด” และ“ทำ” เพื่อช่วยเหลือสังคม ฉะนั้นเมื่อชาวสวนยางเจอวิกฤตเรื่องราคา เธอจึงนำความรู้และสิ่งที่มีเข้าช่วย โดยหวังว่าจะสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร

กำลังพูดถึง ณัฐกาญจน์ เสนเนียม หนึ่งในนักธุรกิจรุ่นใหม่จากภาคเอกชนผู้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ กลุ่มเอกชน เกษตรกร ตลอดจนภาคการศึกษา เพื่อช่วยเหลือทั้งด้านการออกแบบ ค้นคว้า วิจัย และทำการตลาดยางพารา นั่นคือการสนับสนุนให้เกิดการใช้ยางในประเทศ เป็นการแก้ปัญหาราคายางพาราได้เป็นอย่างดี

ณัฐกาญจน์ เกิดและโตที่กรุงเทพฯ เป็นบุตรสาวของ ถาวร เสนเนียม กับ พล.ต.หญิง จันทิมา เสนเนียม มีพี่สาว 1 คน คือ พิมจันทร์ เสนเนียม และน้องชายอีก 1 คนคือ สิทธินนท์ เสนเนียม จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนราชินี และมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

“ตอนเด็กคุณพ่อเป็นอัยการจะย้ายไปประจำจังหวัดต่างๆ ส่วนคุณแม่เป็นทหารอยู่ กทม. เป็นคนเลี้ยงดู ก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างซนและดื้อ ยังไม่สนใจอะไรเป็นพิเศษ จนเข้ามัธยมก็เริ่มสนใจทำกิจกรรม”

ในช่วงนี้เองชีวิตของณัฐกาญจน์ได้เกิดจุดเปลี่ยนขึ้น เมื่อมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมค่ายเยาวชนลูกเสือโลกที่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนระยะสั้นกับเอเอฟเอส ที่ประเทศออสเตรเลียและแคนาดา

“จริงๆ เป็นคนที่ไม่อยากไปเรียนต่างประเทศเลย แต่คุณพ่อกับแม่ช่วยกันผลักดันว่าลองไปดูสิ มันน่าจะมีอะไรดี ซึ่งการไปต่างประเทศทำให้เราได้ใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ไปอยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ในเมืองที่ไม่มีคนไทยเลย ทำให้เราช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น อย่างเรื่องภาษาก็ต้องดิ้นรน จากที่พอพูดได้นิดหน่อย ก็ต้องพูดได้เพื่อสื่อสารและเข้าเรียนกับทุกคนให้ได้ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ”

“ตอนเรียนจบ ม.6 คุณพ่ออยากให้เรียนนิติศาสตร์ อยากให้มีคนเหมือนเขาสักคนหนึ่ง เราก็ได้ลองเรียนแล้วเกือบปี แต่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเรา ถามว่าเรียนจนจบได้ไหมก็เรียนได้ แต่ถ้าต้องทำสิ่งที่เราไม่ได้รักไปตลอดชีวิตเราจะมีความสุขไหม แล้วเรียนอย่างอื่นมันก็ทำประโยชน์ได้เหมือนกัน”

เธอจึงเรียนคณะมนุษยศาสตร์ สื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมกับเริ่มงานเพื่อสังคมกับศูนย์พิทักษ์สิทธิและส่งเสริมอาชีพคนหูหนวก หลังเรียนจบก็ทำงานด้านนี้อย่างเต็มตัว จนกระทั่งได้ไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านบริหารการตลาดระหว่างประเทศ ที่อังกฤษ และเข้าทำงานกับบริษัทตัวแทนจำหน่าย (Trading) จากนั้นเครือไทยเบฟเวอเรจตั้งบริษัทใหม่ที่อังกฤษ คือ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เบฟเวอเรจ โฮลดิ้งส์ จึงได้เข้าไปร่วมงานเป็นคนไทยคนแรกในบริษัท

ทำงานที่ InterBev co., ltd. ในอังกฤษประมาณ 1 ปี ณัฐกาญจน์ได้กลับเมืองไทย และเริ่มทำธุรกิจมีเดียเอเยนซี่ (ณัฐเวิลด์ มีเดีย) ของตัวเอง ในด้านงานมีเดีย งานโฆษณา งานพรินติ้ง งานอิงค์เจ็ต งานบูธ งานพีอาร์ และอีเวนต์ โดยมีทีมการผลิตของตัวเอง

ขณะเดียวกันก็ทำงานช่วยเหลือสังคมในเรื่องต่างๆ ไปด้วย รวมถึงเรื่องยางพารา ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้