ผู้เชี่ยวชาญวิจัย วว. และหัวหน้าโครงการศูนย์ถ่ายทอด

เทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินงานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรดว่า ปัจจุบัน วว. อยู่ในระหว่างดำเนินการปรับปรุงศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด ให้เป็นไปตามมาตรฐาน GMP เพื่อการส่งออกสับปะรดผลสด ทั้งนี้ กำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ วว.

ได้เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับการให้บริการภายในศูนย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่เครื่องคัดขนาด เครื่องตัดแต่ง เครื่องคัดผลดีผลเสีย อุโมงค์ลมทำความสะอาด เครื่องเคลือบแว็กซ์ สายพานลำเลียง การบรรจุภัณฑ์ เครื่องรัดกล่อง เครื่องลดอุณหภูมิแบบ Froced Air Cooling และห้องเย็น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาอาการไส้ดำในสับปะรด ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ลดการสูญเสียน้ำหนัก คงคุณภาพผลผลิต มีภาพลักษณ์ที่สวยงามและช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีขึ้น

นอกจากความพร้อมด้านเครื่องมืออุปกรณ์ดังกล่าว ภายในศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังมีพื้นที่ใช้สอยอื่นๆ สำหรับอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้า โดยปัจจุบันได้จัดเตรียมสถานที่ไว้รองรับผลผลิตจากเกษตรกรที่ขนส่งมายังโรงงานไว้ด้านหน้า ซึ่งในอนาคตจะมีการปรับปรุงเป็นห้องเย็นสำหรับเก็บรักษาผลผลิตก่อนนำมาคัดบรรจุ และเมื่อผลผลิตผ่านกระบวนการต่างๆ รวมทั้งเข้าสู่ห้องเย็นที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Froced Air Cooling แล้ว ก็จะลำเลียงไปยังพื้นที่ด้านข้างโรงงานเพื่อขึ้นตู้คอนเทนเนอร์ ในขณะเดียวกัน ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังให้บริการด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้หลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ซึ่งประกอบด้วยองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ดังนี้ เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาคุณภาพของสับประรดผลสดเพื่อการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เทคโนโลยีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากสับปะรด

อนึ่ง การฝึกอบรมหลักสูตร “การถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก” มีเกษตรกรเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพจำนวน 100 คน ประกอบด้วยกิจกรรมบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีจากนักวิจัย วว. ได้แก่ ความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด การใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก เทคโนโลยีการผลิตสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออกในโรงงานต้นแบบ วว. และการเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบการผลิตและบรรจุสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด วว.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ที่ นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ โทร. กรมส่งเสริมการเกษตร สั่งลุยปูพรมทุกพื้นที่เฝ้าระวังการระบาดศัตรูพืช ประชุมสั่งการเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืช โดยเฉพาะการระบาดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง รวมถึงการเรียนรู้ และทดสอบตามมาตรการจำกัดการใช้เคมี 3 ชนิด เพื่อเตรียมเกษตรกรก่อนสอบเพื่อรับสิทธิ์ โดยจะเริ่มทดสอบได้ ตั้งแต่ วันที่ 1 ก.ค. 62 เป็นต้นไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังจากการประขุมคอนเฟอเร้นท์ สั่งการเกษตรจังหวัดทุกพื้นที่ หลังจากการคาดการณ์สภาวะอากาศแห้งแล้งหลายพื้นที่ รวมถึงการเฝ้าระวังศัตรูพืชสำคัญ ทั้งหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และ โรคใบด่างมันสำปะหลัง ที่กำลังระบาดในหลายพื้นที่ รวมทั้งเตรียมรับมือสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะทีมอารักขาพืช 77 จังหวัด ต้องทำงานเต็มที่ ปูพรม สำรวจ 100% โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่เสี่ยงต่อการระบาดมาก รวมทั้งย้ำเรื่อง วันที่ 1 กรกฎาคม นี้ เกษตรกรจะเริ่มสอบจากระบบได้ ตามมาตรการจำกัดการใช้เคมี 3 ชนิด พร้อมขอบคุณ องค์การบริหารส่วนตำบลหลายพื้นที่ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกสถานที่ ทั้งให้บริการอบรมและประสงค์จะเข้ารับการทดสอบเพื่อรับสิทธิ์ การซื้อสารเคมี 3 ชนิด รวมทั้งย้ำว่าจะต้องจัดสถานที่ให้พร้อมบริการแก่เกษตรกรทุกคน เพื่อรองรับตามมาตรการจำกัดดังกล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการแก้ปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในหลายจังหวัดของประเทศ
โดยย้ำว่า ให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ติดตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด และให้มีการจัดพื้นที่สำหรับการสำรวจ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง จะต้องสำรวจ 100 % ของพื้นที่ปลูกพืช รวมทั้งย้ำว่า บางพื้นที่จะมีฝนทิ้งช่วง เกิดภาวะแล้ง ทำให้เกิดศัตรูพืชได้ง่าย ให้แจ้งให้เกษตรกร หมั่นสำรวจแปลงปลูกพืชของตนเองอย่างใกล้ชิดด้วย

สำหรับมาตรการควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ล่าสุดในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการ ได้แก่ ทั้งการกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด รวมทั้งผลิตพ่อแม่พันธุ์แมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงศัตรูธรรมชาติพร้อมปล่อย ได้แก่ แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา จำนวน 240,000 แผ่น และแมลงตัวห้ำ (แมลงหางหนีบ มวนพิฆาต มวนเพชฌฆาต) จำนวน 6,096,600 ตัว และส่งเสริมและสนับสนุนให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ดำเนินการผลิตขยายศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ แมลงหางหนีบ เพื่อควบคุมหนอนกระทู้ในแปลงตนเองและสมาชิก ให้ลดความรุนแรงของการระบาด กรณีระบาดรุนแรงส่งเสริมให้ใช้สารเคมีตามคำแนะนำเกษตรกร

และกำชับให้ทุกจังหวัดประเมินสถานการณ์และติดตามผลกระทบจากศัตรูพืชสำคัญ ทั้งนี้ จากการประเมินสถานการณ์และผลกระทบภายหลังจากที่ใช้มาตรการข้างต้น พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีความเข้าใจสถานการณ์ การระบาดและป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด พื้นที่ส่วนใหญ่ได้ดำเนินการตามคำแนะนำและสามารถป้องกันกำจัดได้ รวมถึงโรคใบด่างมันสำปะหลัง ที่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือทันที

ฝากถึงเกษตรกร ให้ความสำคัญในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช โดยนำศัตรูธรรมชาติไปเลี้ยงในศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) เพื่อขยายพันธุ์และปล่อยในพื้นที่ระบาด รวมทั้งให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์สะอาด จากแหล่งที่ไม่มีโรคระบาดต่อไป

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวว่า ยางพาราเป็นหนึ่งในพืชมีค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากสามารถให้ผลผลิตที่เป็นน้ำยาง ส่งออกขายหรือแปรรูปได้แล้ว ไม้ยางพาราก็เป็นที่ต้องการในแวดวงอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมพลังงาน โดยที่ผ่านมา กยท. ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางของ กยท. ดำเนินการจัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืน ยกระดับสู่มาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดตัวระบบการรับรองการจัดการป่าไม้ของไทย (TFCS) อย่างเป็นทางการ ให้บริการด้านการออกใบรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐานสากล (The Programme for the Endorsement of Forest Certification: PEFC) กยท. จึงได้ร่วมมือกับ ส.อ.ท. ขับเคลื่อนสวนยางพาราให้เข้าสู่มาตรฐานดังกล่าว เพื่อเป็นการยกระดับสวนยางพาราไทยสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตยางพาราและไม้ยางพารา

“ทาง กยท. มีบทบาทในการส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (PEFC) โดยมีงบประมาณสนับสนุนตาม พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 49 (3) เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง กำหนดเป้าหมายนำร่องพื้นที่สวนยาง จำนวน 200,000 ไร่ ใน 7 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง และ จังหวัดสตูล เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งมีสวนยางหนาแน่น รวมถึงมีบริษัทรับซื้อน้ำยางและไม้ยางพาราในพื้นที่จำนวนมาก โดยหลังจากนี้จะมีการขยายพื้นที่สวนยางเป้าหมายให้ได้รับมาตรฐานสากล ทั่วประเทศ” นายณกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 (สศท.10) จังหวัดราชบุรี ได้ศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top 4) ของพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร พบว่า สินค้า Top 4 ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอม กล้วยไม้ มะนาว และกุ้งขาวแวนนาไม โดยเกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการผลิตมะพร้าวน้ำหอม ในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 37,601 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 28,338 บาท/ไร่ กล้วยไม้ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 56,877 บาท/ไร่ มะนาว เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 29,096 บาท/ไร่ และกุ้งขาวแวนนาไม เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 54,536 บาท/ไร่

หากพิจารณาสินค้าทางเลือกให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรในจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า เกษตรกรได้มีการปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลาย อาทิ ไม้ผล ฝรั่งแป้นสีทอง มีต้นทุนการผลิต 17,027 บาท/ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ 35,848 บาท/ไร่ ซึ่งฝรั่งแป้นสีทองมีตลาดในจังหวัดและในประเทศมีความต้องการเป็นอย่างมาก ลำไยพวงทอง มีต้นทุนการผลิต 19,835 บาท/ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ 23,459 บาท/ไร่ โดยลำไยพวงทองมีตลาดในจังหวัดและตลาดในประเทศมีความต้องการมากเพราะออกนอกฤดู เกษตรกรสามารถสร้างจุดแข็งและขยายผลต่อยอดเพิ่มมูลค่าในการแปรรูปได้

พืชสมุนไพร ได้แก่ เตยหอม ปลูกแซมร่องสวนมะพร้าวสามารถจำหน่ายได้ 3 แบบ คือ ตัดต้นขาย ขายเฉพาะใบ และขายแขนง (หน่อ) ปัจจุบันผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง มีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อในแหล่งผลิต ต้นทุนการผลิตกรณีตัดต้นขายมีต้นทุน 5,067 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 5,733 บาท/ไร่ พลู ต้นทุนการผลิต 56,847 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 154,859 บาท/ไร่ ดีปลี มีต้นทุนการผลิต 45,577 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 45,673 บาท/ไร่ นอกจากนี้ ยังมีการปลูกพืชอาหารสัตว์ (หญ้าเนเปียร์) ซึ่งมีต้นทุนการผลิต 20,763 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 31,228 บาท/ไร่ และปศุสัตว์ การเลี้ยงแพะ ต้นทุนการผลิต 3,119 บาท/ตัว ผลตอบแทนสุทธิ 706 บาท/ตัว โดยปัจจุบันผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

จะเห็นได้ว่าสินค้าทางเลือกมีหลากหลายชนิดที่ตลาดต้องการที่สร้างรายได้เพิ่มและให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมออีกด้วยโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันเพื่อเชื่อมโยงช่องทางการตลาดการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ และร่วมวางแผนการผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม กาญจนบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 โทร. (032) 337-951

สสว. และ มทร.ธัญบุรี จัดอบรม “การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับการผลิตผักปลอดสารพิษ ยุค 4.0” แก่ผู้ประกอบการจังหวัดนครราชสีมา ในโครงการสนับสนุน SME ปี 2562

ผศ.ดร.มโน สุวรรณคำ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ มทร.ธัญบุรี ได้ลงพื้นที่จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ในหลักสูตร “การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับการผลิตผักปลอดสารพิษ ยุค 4.0” ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร ภายใต้โครงการสนับสนุน SME ปี 2562 ให้กับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระบวนการเริ่มต้นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเป็นแนวทางหลักในการส่งเสริมและพัฒนา เพื่อยกระดับศักยภาพความสามารถของผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง ก่อเกิดเป็นคลัสเตอร์หรือเครือข่ายต้นแบบ และดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างยั่งยืนในยุค 4.0

ขณะเดียวกัน ยังเน้นการพัฒนาศักยภาพของผู้สนับสนุนการพัฒนาเครือข่าย (Service Provider) ผู้ประสานงานเครือข่าย (Cluster Development Agent) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึงสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งอย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

ด้าน ผศ.ดร.วัลลภ พรหมทอง ที่ปรึกษากิจกรรมพัฒนาเครือข่ายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร ภายใต้โครงการสนับสนุน SME ปี 2562 จาก มทร.ธัญบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร ภายใต้โครงการสนับสนุน SME ปี 2562 นับเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจ เพราะมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นในยุค 4.0 อีกทั้งการดำเนินงานของ มทร.ธัญบุรี ที่สร้างและพัฒนางานวิจัยนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงมากมายที่จะช่วยเติมเต็มศักยภาพ เช่น หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ สถาบันวิจัยและพัฒนา ศูนย์ Center of Robotics and Precision Farming และความร่วมมือของคณะเทคโนโลยีการเกษตร และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร จึงมั่นใจได้ว่าโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2562 จะเกิดเป็นคลัสเตอร์ที่มีความเข้มแข็ง เกิดการพัฒนากระบวนการผลิตที่ทันสมัย สินค้ามีคุณภาพสูง และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีอยู่เดิมให้กว้างขึ้นต่อไป

กรมวิชาการเกษตร โชว์ผลงานปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวด้วยวิธีผสมสามทางได้ 2 พันธุ์ใหม่ใช้ชื่อลูกผสมสามทางชุมพร 1 และลูกผสมสามทางชุมพร 2 เผยคุณสมบัติเด่นตามหลักเกณฑ์ปรับปรุงพันธุ์ ให้ผลผลิตสูง เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ขนาดผลกลางถึงใหญ่ ส่งต่อเทคโนโลยีผสมสามทางสู่ภาคเอกชนแล้ว

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรมแปรรูป การซื้อขายตลาดมุ่งเน้นที่ขนาดของผลเป็นหลัก ในขณะที่โรงงานแปรรูปมุ่งเป้าไปที่เนื้อมะพร้าวสด และเปอร์เซ็นต์น้ำมัน การปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวเพื่อให้ได้เป้าหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นสิ่งท้าทายสำหรับนักวิจัย

ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับสถานการณ์ตลาดและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยการวิจัยพัฒนามะพร้าวด้วยวิธีการผสมสามทาง เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ยังมีจุดอ่อนของมะพร้าวลูกผสมเดี่ยว จนได้มะพร้าวลูกผสมสามทางจำนวน 2 พันธุ์ที่ให้มีลักษณะดีเด่นตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงพันธุ์ คือ ให้ผลผลิตสูง ผลขนาดกลางถึงใหญ่ เปอร์เซ็นต์น้ำมันไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ สามารถปรับตัวให้กับกับสภาพแวดล้อมได้ดี ใช้ชื่อว่ามะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 1 และมะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 2 ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสำหรับแนะนำให้เกษตรกรปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ โดยมะพร้าวทั้ง 2 พันธุ์ผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2562

มะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,252 ผล/ไร่/ปี ผลมีขนาดกลางถึงใหญ่ น้ำหนักผล 1,882 กรัม/ผล น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้งเฉลี่ย 767 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนมะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 2 ผลมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ น้ำหนักผล 1,509 กรัม/ผล ผลผลิตเฉลี่ย 2,372 ผล/ไร่/ปี น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้งเฉลี่ย 584 กิโลกรัม/ไร่

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันได้แนะนำและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพันธุ์มะพร้าวลูกผสมด้วยวิธีการผสมสามทางไปสู่บริษัทเอกชนที่มีแปลงแม่พันธุ์ดังกล่าวแล้ว ในอนาคตคาดว่าจะสามารถกระจายพันธุ์ไปสู่เกษตรกรที่มีความต้องการพันธุ์มะพร้าวได้เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร นอกเหนือจากพันธุ์ที่มีปลูกอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งสามารถขยายพื้นที่ไปยังแหล่งปลูกใหม่ที่มีศักยภาพ ผลผลิตมะพร้าวเพียงพอต่อความต้องการ ช่วยรักษาเสถียรภาพของราคามะพร้าว ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมมะพร้าว รวมทั้งยังสามารถลดการนำเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากต่างประเทศ นับเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ในการเพิ่มผลผลิตมะพร้าวของกรมวิชาการเกษตร

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวันดินโลกครั้งที่ 3/2562 ณ กรมพัฒนาที่ดิน เพื่อพิจารณาแผนการจัดงานวันดินโลก ปี 2562 และการส่งผลงานการประกวดรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เมื่อปี 2545 ในวาระที่สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ หรือ IUSS (International Union of Soil Science) ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดินโลกที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งในครั้งนั้น กรมพัฒนาที่ดินได้น้อมนำพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในเรื่องการพัฒนาที่ดินมาจัดแสดง ทำให้ IUSS ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงศึกษาค้นคว้าวิธีการจัดการดินและแก้ไขปัญหาทรัพยากรดินเพื่อให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี จึงมีแนวความคิด ให้มีวันดินโลก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกถึงความตระหนักในบทบาทอันสำคัญยิ่งของทรัพยากรดินที่มีต่อสิ่งมีชีวิต และร่วมกันดูแลรักษาเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

วันที่ 16 เมษายน 2555 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศ.เกียรติคุณ ดร.สตีเฟน นอร์ตคลิฟฟ์ กรรมการบริหารและอดีตเลขาธิการ IUSS พร้อมผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist) เป็นพระองค์แรกของโลก และพร้อมกันนี้ ได้ขอพระราชทานให้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลก

ทั้งนี้องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) โดยกลุ่มสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก หรือ Global Soil Partnership หรือ GSP กำหนดให้วันดินโลกเป็นวาระสำคัญในการสื่อสารเรื่องราวของทรัพยากรดินให้เป็นที่รับทราบในวงกว้าง ไม่จำกัดอยู่เพียงแต่กลุ่มของนักวิชาการหรือเกษตรกรเท่านั้น เนื่องจากทรัพยากรดินมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ใช้ดินเป็นแหล่งอาหาร เป็นที่ตั้งของบ้านเรือน ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรม แหล่งน้ำ เป็นวัตถุดิบสำหรับสิ่งก่อสร้างและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ และดิน เมื่อถูกใช้ประโยชน์โดยปราศจากการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมแล้ว จะเกิดความเสื่อมโทรม ไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาสนองประโยชน์ให้แก่มนุษย์ได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น วันดินโลก จึงเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ช่วยรักษาทรัพยากรดิน

ประเทศไทยได้จัดวันดินโลกมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2555 โดยในปี 2561 มีการจัดงานวันดินโลกอย่างกว้างขวางของทุกภาคส่วนและทั่วภูมิภาค ภายใต้หัวข้อ Be the Solution to Soil Pollution ร่วมคิดร่วมทำแต่วันนี้ เพื่อปฐพีไร้มลพิษ และเป็นปีที่ 1 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้เสนอรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award สำหรับมอบให้แก่ประเทศ องค์กร หรือบุคคล ที่มีการจัดงานวันดินโลก 5 ธันวาคม ที่สามารถสร้างการรับรู้เรื่องวันดินโลกอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของดินในทุกๆ ภาคส่วน โดยรางวัลของปี 2562 นี้จะพิจารณาจากผลงานปี 61 ในหัวข้อ Be the Solution to Soil Pollution

การจัดงานวันดินโลก ปี 2562 FAO กำหนดหัวข้อ Stop Soil Erosion Save our Future ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน เพื่อสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์หน้าดินให้คงความอุดมสมบูรณ์ ผลิตอาหารหล่อเลี้ยงทุกชีวิตได้อย่างยั่งยืน ชั่วลูกชั่วหลาน กำหนดจัดงานตั้งแต่ เดือน มกราคมถึงเดือนธันวาคม 2562 โดยคณะกรรมการวันดินโลก มีมติให้จัดงาน 5 ด้าน ดังนี้ 1)การจัดงานวันดินโลก 5 ธันวาคม 2562 2)การประชุมวิชาการระดับชาติ และนานาชาติ 3) การสร้างการรับรู้เรื่องวันดินโลก 4) การสร้างความตระหนักเรื่องการชะล้างพังทลายของดินและ 5) การเชื่อมโยงปัญหาการชะล้างพังทลายของดินสู่ประเด็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ

วันที่ 5 ธันวาคม 2562 กรมพัฒนาที่ดินเป็นเจ้าภาพจัดงานที่ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรม เขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ. ราชบุรี โดยความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน องค์กรภาคประชาชน และภาคีด้านดินของประเทศไทย ประเทศสมาชิก 24 ประเทศ ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลการดูแลทรัพยากรดิน เพื่อสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรดินในภูมิภาคเอเซียต่อไป

ผมมีความสงสัยว่า ดาวเรือง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำได้ และใช้ส่วนไหนบ้าง ผมทราบเพียงว่าดาวเรืองขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเท่านั้น แล้วทั้งสองวิธีนี้การขยายพันธุ์วิธีไหนได้ผลดีกว่ากัน ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูงตอบ คุณวรชัย เหมกำพล
ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่คนไทยรู้จักกันดี เนื่องจากมีสีสันสดใส ปลูกง่าย เก็บเกี่ยวได้เร็ว มีอายุสั้นเพียง 60-70 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว นำไปปักแจกันก็อยู่ได้เป็นสัปดาห์ โดยเฉพาะในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งทุกระดับจะขายได้ราคาดี ทั้งนี้ การขยายพันธุ์ดาวเรืองทำได้ 2 วิธี คือ การเพาะเมล็ด และ การปักชำ
วิธีการเพาะเมล็ด