ฝากถึงเกษตรกร ในอนาคต Plant Factory สำคัญอย่างไร

ในอนาคต Plant Factory จะสำคัญกับเกษตรกรไทยแน่นอน เพราะทั้งในและต่างประเทศเริ่มทดลองปลูกพืชระบบ Plant Factory มากขึ้น เริ่มมีให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ถ้าทำได้แล้วจะเกิดประโยชน์อะไรบ้าง สามารถสร้างมูลค่าให้ผลผลิตได้มหาศาล เช่นตอนนี้ CBD จากกัญชา สกัดมา 1 ซีซี มีมูลค่า 1 แสนบาท 1 ต้น สกัดได้ปะมาณ 5 ซีซี ใช้พื้นที่เล็กก็ค่อนข้างคุ้มทุนมากแล้ว คุณตอง กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสอบถามข้อมูลรายละเอียด การปลูกพืช Plant Factory สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 080-454-5151 “…ให้ใช้หญ้าแฝกในการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน ฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์และแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม ดำเนินการขยายพันธุ์ ทำให้มีกล้าหญ้าแฝกเพียงพอด้วย ที่สำคัญต้องไม่ลืมหน้าที่ของหญ้าแฝก ให้ความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการผลิตกล้าหญ้าแฝกและแจกจ่ายกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เพียงพอ…”, “ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และเพื่อการรักษาดิน ให้ทุกหน่วยงานและหน่วยราชการที่มีศักยภาพในการขยายพันธุ์ให้ความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการผลิตกล้าหญ้าแฝกและแจกจ่ายกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เพียงพอ…”

พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ ศาลาเริง วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546

ในภาวะปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่า อุบัติภัยเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติและเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์ แต่อุบัติภัยที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งและมีโอกาสเกิดขึ้นทุกปี นั่นคือ การเกิดภาวะน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก เกิดการพังทลายของดิน บ้านเรือนถูกกระแสน้ำพัดพา รวมถึงการสูญเสียชีวิตของผู้คนมากมาย สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นหากมีการป้องกันได้หรือลดการสูญเสียให้น้อยลง

นอกเหนือจากห้ามการตัดไม้ทำลายป่า การสร้างเขื่อนดินขนาดเล็กชั่วคราวหรือฝายแม้ว และที่สำคัญเป็นการป้องกันดินถล่มหรือลดการชะล้างของดินด้วยการปลูกหญ้าแฝก ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

หญ้าแฝก เป็นพืชตระกูลหญ้าที่ขึ้นเป็นกอหนาแน่นอยู่ตามธรรมชาติ ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ตั้งแต่ที่ลุ่มจนถึงที่ดอน หญ้าแฝกมีลักษณะพิเศษหลายประการ ได้แก่ หญ้าแฝกมีการแตกหน่อรวมเป็นกอ เบียดกันแน่น ไม่แผ่ขยายด้านข้าง การแตกหน่อและใบใหม่ไม่ต้องดูแลรักษามาก ลำต้นมีข้อที่ลำต้นถี่ ขยายพันธุ์โดยวิธีการใช้หน่อและขยายพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ลักษณะของใบยาว ตัดและแต่งง่าย แข็งแรงและทนทานต่อการย่อยสลาย ระบบรากยาวสานกันแน่น ช่วยในการอุ้มน้ำ บริเวณรากเป็นที่อาศัยของจุลินทรีย์ สามารถทนทานต่อสภาพต่างๆ หรือทนแล้งได้ดี ไม่มีโรคและแมลงรบกวน รากจะประสานติดต่อกันหนาแน่นเปรียบเสมือนม่านหรือกำแพงใต้ดิน สามารถเก็บกักน้ำและรักษาความชื้นในดินได้ดี ระบบรากหยั่งลึก 1.5-3 เมตร และรากแผ่ขยายกว้างรอบกอเพียง 50 เซนติเมตร ทำให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อพืชที่ปลูกข้างเคียง

วิธีการปลูกหญ้าแฝก
การปลูกหญ้าแฝกสามารถปลูกได้หลายวิธีตามวัตถุประสงค์ของผู้ปลูก ได้แก่ ปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชัน
ควรปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวแนวระดับขวางความลาดเทในต้นฤดูฝน โดยการทำแนวร่องปลูกตามแนวระดับ ใช้ระยะปลูก 5 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถวในแนวดิ่งไม่เกิน 2 เมตร หญ้าแฝกจะเจริญเติบโตแตกกอชิดกันภายใน 4-6 เดือน

ปลูกเพื่อควบคุมร่องน้ำ
วิธีนี้ใช้กล้าหญ้าแฝกในถุงพลาสติกที่มีการแตกกอและแข็งแรงดีไปปลูกในร่องน้ำเป็นแนวตรง หรือเป็นแนวลูกศรชี้ย้อนศรไปทิศทางน้ำไหล อาจใช้กระสอบทรายหรือก้อนหินช่วยทำคันเสริมฐานให้มั่นคงตามแนวระยะการปลูกหญ้าแฝก ระยะห่างระหว่างต้น 10 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแนวปลูกไม่เกิน 2 เมตร ตามแนวตั้ง หลังจากเกิดคันดินกั้นน้ำแล้ว จะปลูกหญ้าแฝกต่อจากแนวคันดินเดิมแยกไปสองข้าง เพื่อเป็นการกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก

ปลูกเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในสวนผลไม้
ควรปลูกหญ้าแฝกในสวนผลไม้ ปลูกในระยะที่ไม้ผลยังไม่โต หรือปลูกก่อนลงไม้ผล โดยปลูกหญ้าแฝกขนานไปกับแนวปลูกไม้ผล หรือปลูกในแนวครึ่งวงกลม ห่างจากแนวโคนไม้ผล 2.5 เมตร เมื่อไม้ผลยังเล็กสามารถตัดใบหญ้าแฝกคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นและจะกลายเป็นอินทรียวัตถุต่อไป

ปลูกในพื้นที่ดอนที่ปลูกพืชไร่
เป็นวิธีการปลูกในที่ดอนที่ปลูกพืชไร่ โดยการขุดหลุมตามแนวระดับ ถ้าหากกล้าหญ้าแฝกเพาะชำในถุง จะใช้ระยะปลูก 10 เซนติเมตร หรือกล้าหญ้าแฝกรากเปลือย จะใช้ระยะปลูก 5 เซนติเมตร ควรใช้ปุ๋ยหมักรองพื้นก่อนปลูก หรือปลูกหญ้าแฝกเป็นแนวระหว่างแถวปลูกพืชไร่ และควรปลูกในสภาพดินที่มีความชุ่มชื้นในช่วงต้นฤดูฝน

ปลูกหญ้าแฝกในที่ราบหรือพื้นที่ลุ่ม
ในสภาพพื้นที่ราบหรือพื้นที่ลุ่มที่ปรับสภาพเป็นแปลงยกร่องเพื่อปลูกพืชนั้น สามารถปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวรอบพื้นที่หรือปลูกขอบแปลงยกร่อง หญ้าแฝกจะช่วยยึดดินไม่ให้พังทลาย และรักษาความชื้นในดินเอาไว้

ปลูกรอบสระเพื่อกรองตะกอนดิน
ควรปลูกตามแนวระดับที่น้ำสูงสุดท่วมถึง 1 แนว และปลูกเพิ่มขึ้นอีก 1-2 แนว เหนือแนวแรก ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความลึกของสระน้ำ ระยะปลูกระหว่างต้น 10 เซนติเมตร โดยขุดหลุมปลูกต่อเนื่องกันไป ในระยะแรกควรดูแลปลูกซ่อมแซมให้แถวหญ้าแฝกเจริญเติบโตหนาแน่น เมื่อน้ำไหลบ่าลงสระ ตะกอนดินที่พัดพามากับน้ำจะติดค้างอยู่กับแถวหญ้าแฝก ส่วนน้ำจะค่อยๆ ไหลผ่านลงสู่สระ ระบบรากหญ้าแฝกจะช่วยยึดดินรอบๆ ขอบสระให้แน่น ไม่เกิดการพังทลาย

วิธีการขยายพันธุ์หญ้าแฝก
หญ้าแฝก เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่นเดียวกับพืชตระกูลข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ที่พบกระจายอยู่ทั่วไป จากการสำรวจพบว่า มีกระจายอยู่ทั่วโลก ประมาณ 12 ชนิด พันธุ์ที่เหมาะสมในการปลูกและขยายพันธุ์ในประเทศไทย แบ่งออกเป็นพันธุ์ที่ปลูกในที่ลุ่ม ได้แก่ พันธุ์สุราษฎร์ธานี กำแพงเพชร 2 ศรีลังกา สงขลา 3 พันธุ์ที่ปลูกในที่ลุ่ม ได้แก่ พันธุ์ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ร้อยเอ็ด กำแพงเพชร 1 นครสวรรค์ และพันธุ์เลย หญ้าแฝกทุกพันธุ์เกษตรกรสามารถขยายพันธุ์หญ้าแฝกได้ด้วยตนเอง ด้วยการนำพันธุ์หญ้าแฝกที่มีลักษณะดีมาเพิ่มขยาย เพิ่มปริมาณทั้งการปลูกลงดินหรือปลูกลงถุงขนาดใหญ่ ส่วนการขยายพันธุ์หญ้าแฝก คือการนำหน่อที่ได้จากการขยายแม่พันธุ์มาเพาะชำเพื่อนำไปปลูก

ผู้เขียนมีโอกาสรู้จัก ลุงทองดี ทะฤษี มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ลุงทองดีอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่

ผู้เขียนได้ไปซื้อที่ดินที่ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2542 เพราะเห็นว่าเป็นที่ดินที่มีลำห้วยไหลผ่านถึง 2 ลำห้วย เรียกว่า ห้วยแม่แคมบก และห้วยแม่ชอด ที่ดินที่มีลำห้วยไหลผ่านจะหายาก ตอนนั้นผู้เขียนยังทำงานเป็นนักเขียนอยู่กรุงเทพฯ แต่มีจิตใจพิสมัยป่าเขา ลำเนาไพร ได้เข้าป่าแล้วมีความสุข ที่ดินแปลงนี้มีทั้งหมดประมาณ 20 ไร่ เจ้าของเดิมเขามีอายุมากแล้ว แต่เดิมเขาปลูกข้าวก่ำบ้าง ปลูกถั่วลิสงบ้าง ที่ดินแปลงนี้สวยมาก อยู่ตามลำห้วย อยู่ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ เพียง 7 กิโลเมตร เท่านั้น

เจ้าของที่ดินเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่ง แต่มาอยู่เมืองแพร่สมัยดึกดำบรรพ์ มาแจ้งเจ้าของที่ดินแปลงนี้ ชื่อ พ่อใหญ่ทา อายุเกือบ 100 ปี ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ เมื่อได้ไปซื้อที่ดินอยู่ใกล้ที่ลุงทองดีก็เลยได้รู้จักกัน แกเป็นช่างต่อเติมบ้าน ผู้เขียนเลยไปขอให้แกช่วยมาปลูกกระท่อมในไร่ให้ ก็เลยได้รู้จักกัน ลุงทองดี แกมีความสามารถหลายอย่าง แม้แต่การปลูกต้นไม้ แกมีอาชีพเป็นเกษตรกรโดยกำเนิด พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย แกเป็นคนทำนา ทำสวนเมี่ยง ทำสวนกาแฟมาโดยตลอด เนื่องจากภูมิศาสตร์ของตำบลสวนเขื่อนนี้โอบล้อมไปด้วยขุนเขา มีลำห้วยแม่แคบกม อากาศเย็นตลอดทั้งปี จึงทำให้ไม้ผลทุกอย่างมีคุณภาพสูง ปลูกลางสาดก็มีรสหวานเยี่ยมกว่าใครในเมืองแพร่ เลยมีสมญาว่า สวนเขื่อนมีลางสาดหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย

ปัจจุบัน ตำบลสวนเขื่อนกลายเป็นไฮไลต์ของเมืองแพร่ไปแล้ว โดยจะขึ้นป้ายคัตเอาต์ก่อนจะเข้าเมืองแพร่ เชิญให้ไปแอ่วน้ำตกแม่แคม บ้านนาคูหา ไปชิมสาหร่ายน้ำจืดขึ้น

เอาล่ะ เข้ามาหาเรื่องของลุงทองดี กับอะโวกาโดเลยดีกว่า ลุงทองดี แกมีหัวเกษตรก้าวหน้า แกติดตามข่าวสารเรื่องเกษตรกรจากทีวี หน่วยงานราชการก็ได้เข้ามาอบรมให้ความรู้ใหม่ๆ แก่เกษตรกรอยู่มิได้ขาด แต่เชื่อมั้ยว่า กลุ่มเกษตรกรที่เข้าอบรมนั้นมีเป็นร้อย แต่จะหาคนที่ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวนั้นมีน้อยมาก เรียกว่าเข้าอบรมไปอย่างนั้นแหละ พอกลับบ้านก็ทิ้งเรื่องอบรมเหล่านั้น แบบว่าเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา อย่าหวังว่าจะไปลงมือทำ แต่ละครอบครัวเขาจะมีที่ดินทำกินกันทุกครอบครัว ครอบครัวละ 2-3 ไร่ เป็นอย่างน้อย แต่พวกเขาเหล่านั้นจะทำแต่นาอย่างเดียว พอมีบ้างไว้กินเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็จะออกรับจ้างทั่วไป พอมีพอกินไปวันๆ ไม่มีอนาคต จะหาเงินไว้ได้สักก้อนไม่มี

แต่ลุงทองดี มีหัวคิดไม่เหมือนใคร ที่ดินมีอยู่ 9 ไร่ แบ่งทำนา 3 ไร่ ปลูกผักชะอม 2 ไร่ ปลูกผักกาด-ผักดอง ขาย 1 ไร่ เหลืออีก 3 ไร่ ปลูกอะโวกาโด ไร่ละ 50 ต้น 3 ไร่ปลูกได้ 150 ต้น ดินที่นี่เป็นดินดีมาก มีแร่ธาตุครบถ้วน เพราะมีน้ำห้วยไหลผ่านมาทุกปี นำเอาแร่ธาตุบนภูเขาลงมา

ลุงทองดีเป็นคนแรก หรือเจ้าแรกที่ปลูกอะโวกาโดในละแวกตำบลสวนเขื่อน ตำบลนี้มีทั้งหมด 10 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะปลูกบ้านอยู่ตามไหล่เขา ใกล้น้ำตก ส่วนใหญ่จะปลูกชา กาแฟ ลางสาด บนภูเขาซึ่งจะเป็นที่ดินของกรมป่าไม้ สมัยก่อนไม่เข้มงวดกันนัก ใครนึกอย่างได้ที่ตรงไหนก็ถางป่าเอาได้เลย ตอนนั้นกรมป่าไม้ไม่ว่าอะไร จนกลายเป็นที่มาของคำว่าเขาหัวโล้น ใครอยากได้ต้นไม้มาปลูกบ้านก็ขึ้นไปตัดเอาเลย เลือกเอาตามใจชอบ จนปัจจุบันกลายเป็นแหล่งเกิดของป่าถล่ม ดินถล่ม กรมป่าไม้ต้องเข้าไปหยุดการทำลายป่า แต่ก็อย่างว่าเหมือนวัวหายล้อมคอกนั่นแหละ ชาวบ้านเชื่อฟังที่ไหน เผลอเมื่อไรก็เอาเมื่อนั้น แอบลักลอบตัดไม้มาขายนั่นแหละ จนต้องจับเข้าคุกนับไม่ถ้วนกับพวกชอบทำลายป่าต้นน้ำลำธารเหล่านี้

ลุงทองดี ปลูกอะโวกาโดก่อนใครในละแวกนี้ ชาวบ้านแถบนี้ยังไม่มีใครรู้จักไม้ผลชนิดนี้ นอกจากจะไม่รู้จักแล้วยังกินไม่เป็น ไม่รู้ประโยชน์อะไรเลย แต่ลุงไม่สนใจ ขายอะโวกาโดให้คนละแวกนี้ เขาเจาะจงขายให้ในหมู่ข้าราชการที่เขามีความรู้ รู้ประโยชน์ของไม้ผลชนิดนี้ว่ามีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไรบ้าง ชาวบ้านทั่วไปนี้ไม่ค่อยมีความรู้ จะไม่สนใจ ปากต่อปากบอกกันต่อๆ ไปในหมู่บ้านข้าราชการ เวลาอะโวกาโดออกลูกมาแก่จนได้ที่ก็จะมีคนมาสั่งจองไว้ทั้งหมด เรียกว่ามีเท่าไรไม่พอขาย

ต้นหนึ่งลุงเก็บได้ครั้งละ 10 กิโลกรัม ลุงทองดี บอกเวลานั้นขายได้กิโลกรัมละ 70 บาทก็เท่ากับมีรายได้ต้นละ 700 บาท ก็คูณตัวเลขดูก็ได้ 100 ต้น คูณ 700 ก็เท่ากับ 67,000 บาท ลุงก็แอบเก็บเงินเงียบๆ มีรายได้เป็นแสน ต่อ 2 ครั้ง จนข่าวรั่วไหลเล่าลือกันว่า ลุงทองดีขายไม้ผลชนิดนี้ได้เงินเรือนแสน ลุงได้รับการยกย่องว่าเป็นเกษตรกรตัวอย่าง จากเกษตรตำบล-เกษตรอำเภอ ไม้ผลชนิดนี้ใครทำก่อนรวยก่อน เขาไม่ขายให้ชาวบ้านกินหรอก เขาเจาะจงขายให้พวกรักสุขภาพ เพราะไม้ผลชนิดนี้มันมาจากเมืองฝรั่ง คุณภาพยอดเยี่ยมดีต่อสุขภาพ จนเดี๋ยวนี้เอาไปทำเครื่องสำอาง แต่กว่าจะเห็นเงินแสนก็ต้องเป็นคนขยัน

ผู้เขียนว่า คนขี้เกียจคงทำไม่ได้หรอก ลุงทองดี แกมีสุขภาพแข็งแรง เพราะอยู่ในที่อากาศดี อาหารดี ออกกำลังกาย กินพืชผัก ผลไม้ ปลอดสาร สวนของลุงทำแบบอินทรีย์ล้วนๆ ไม่เอาสารเคมีเข้ามาเด็ดขาด สารเคมีที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ เช่น ยาฆ่าหญ้า-ยาฆ่าหนอน

อะโวกาโด ไม่ค่อยจะมีศัตรูอะไรมารบกวน ถ้ามีแกก็จะใส่สารชีวภาพ เช่น สารจากสะเดา ใช้วิธีหมักและฉีดพ่น อะโวกาโดนั้นปีหนึ่งจะมีรายได้ครั้งหนึ่ง เรียกว่ารายได้เป็นรายปี ส่วนรายได้เป็นรายวัน ก็คือภรรยาของลุงและพี่สาวภรรยา สองคนจะทำผักชะอม และผักกาดดองขายวันต่อวัน ผักชะอมจะเก็บได้ครั้งละ 50 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 80 บาท จะมีรายได้ 400 บาท ต่อครั้ง ต่อวัน ในฤดูแล้งจะมีราคาสูง ผักชะอมไม่ต้องใช้น้ำเยอะ แค่น้ำค้างหล่นใส่ก็แตกยอดแล้ว เพียงแต่บำรุงต้น พรวนดิน โดยเฉพาะในเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ผักชะอมจะมีราคาสูง คนเหนือนิยมชมชอบกันมาก นอกจากนี้ ก็มีหน่อไผ่หวานที่ออกหน่อหน้าแล้ง ก็จะมีรายได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะตัดหน่อได้ 50 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 20 บาท เท่ากับว่าจะมีรายได้ 2,000 บาท ต่อสัปดาห์

ในที่ดิน 9 ไร่ จะเห็นว่าสวนลุงทองดีมีรายได้ทั้งรายวัน รายเดือน รายปี ล้วนแต่เป็นพืชผัก ผลไม้ ที่มีราคา ประชาชนทั่วไปต้องกิน ยุคที่เกษตรกรคนรุ่นใหม่ กำลังเติบโตในวงการเกษตรกรรม เกือบทั้งหมดประสบความเร็จ ได้รับการยอมรับในระดับต้นๆ และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว วิธีที่ผลักดันตนเองไปสู่ความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับ คุณสิริมณี มณีท่าโพธิ์ เกษตรกรสาว วัย 33 ปี ชาวบ้านทุ่งน้อย ตำบลบ้านตาล อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก เริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่รู้ จนประสบความสำเร็จในวันนี้ เพราะแรงกดดันและวิกฤตที่พบ จนพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างไม่ยาก

คุณสิริมณี มณีท่าโพธิ์ เริ่มต้นทำงานที่กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นงานที่ตรงกับสายที่เรียน แต่ก็เป็นพนักงานประจำ กระทั่งแม่ป่วย จึงตัดสินใจกลับมาหางานทำที่บ้าน เพื่อดูแลแม่ที่ป่วยไปด้วย หน้าที่ทุกวันคือ ครูพี่เลี้ยงโรงเรียนใกล้บ้าน และทำนาเสริมในช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากอาชีพครูพี่เลี้ยง

การทำนา เป็นอาชีพหลักของครอบครัว เมื่อแม่ป่วย คุณสิริมณีจำเป็นต้องทำเอง ก็ทำได้ตามที่ได้เรียนรู้จากครอบครัว แต่สิ่งที่พบคือ การทำนาแบบเดิม เมื่อได้ผลผลิต หักค่าใช้จ่ายและต้นทุน ก็ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ทำให้ต้องกู้ยืมเมื่อต้องลงทุนใหม่ และเป็นหนี้สะสมไปเรื่อยๆ ทุกปี

ในความโชคร้าย ก็มีความโชคดี เมื่อมีคนให้คำแนะนำ ให้ปลูกข้าวพันธุ์หอมนิล และจะรับซื้อคืนในราคาที่สูงกว่าเท่าตัวของราคาข้าวที่ปลูกอยู่ แต่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และยาไปพร้อมกัน เมื่อเห็นช่องทาง คุณสิริมณีพร้อมกับเพื่อนบ้านอีกหลายราย จึงตัดสินใจซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และยา เพื่อลงปลูก หวังจะขายผลผลิตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ได้เม็ดเงินเป็นที่น่าพอใจ แต่กลับพลิกผัน เมื่อผลผลิตพร้อมเก็บเกี่ยว คนขายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และยา หาตัวไม่เจอ สิ่งที่คุณสิริมณีทำได้คือ การพยายามขายผลผลิตข้าวที่ได้ออกให้หมด แม้จะไม่ได้ราคา แต่ขอให้ได้ต้นทุนกลับมาบ้างก็ยังดี

“ตอนนั้นลงทุนไป 30,000-40,000 บาท จากคนที่เข้ามาแนะนำ บอกจะรับซื้อข้าวหอมนิลจากเรา พอถึงเวลาติดต่อไม่ได้ เงินก็ลงทุนไปแล้ว เลยคิดว่า อย่างไรก็ต้องขายเพื่อเอาทุนคืน จึงเอาข้าวเปลือกมาสี แล้วโพสต์ขายบนเฟซบุ๊กของตัวเอง ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท”

คุณสิริมณี ตอบว่า ขายได้ ได้เฉพาะเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กด้วยกัน รวมปริมาณที่ขายได้ เดือนละ 5 กิโลกรัม เท่านั้น จึงขยับช่องทางการขายออกไปที่กลุ่มขายของในจังหวัดพิษณุโลก มีผู้คนจากหลายจังหวัด ไม่เฉพาะพิษณุโลกเท่านั้นที่เข้ามารวมกลุ่มในเฟซบุ๊กนี้ แลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าของจังหวัดพิษณุโลก ในการโพสต์ขาย คุณสิริมณี บอกเล่าเรื่องราวที่ต้องนำข้าวสารมาสีและแบ่งขาย ทำให้ได้รับความเห็นใจ และขายข้าว จำนวน 5 ตัน หมดในระยะเวลาไม่นาน จากนั้นคุณสิริมณีจึงช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่ร่วมชะตากรรมถูกหลอกเหมือนกัน ด้วยการโพสต์ขายข้าวของเพื่อนบ้านในกลุ่มเฟซบุ๊กต่อ และสามารถขายได้หมด 30 ตัน ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

เมื่อข้าวของตนเองและเพื่อนบ้านขายหมด ความต้องการของลูกค้ายังไม่หมด ทำให้คุณสิริมณีเกิดไอเดียปลูกข้าวตามความต้องการของลูกค้า เพื่อขายผ่านโซเชียลแบบที่ทำอยู่ เริ่มศึกษาจริงจัง ว่าข้าวสายพันธุ์ใดเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค นอกเหนือจาก ข้าวหอมนิล และทราบว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวอีกสายพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้าง

จึงเริ่มหาซื้อเมล็ดพันธุ์นำมาปลูก และเริ่มปลูกโดยงดใช้สารเคมี จึงเรียกผลผลิตข้าวที่ได้ว่า ข้าวอินทรีย์

คุณสิริมณีเอง มีนา จำนวน 8 ไร่ และเริ่มชักชวนเพื่อนบ้านที่ถูกหลอกในคราวเดียวกันมารวมกลุ่ม จากกลุ่มเล็กๆ ค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากกว่า 10 คน กระทั่งปัจจุบัน มีสมาชิกกลุ่มทั้งหมด 30 คน และจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปข้าวปลอดสารพิษบ้านทุ่งน้อย เมื่อปี 2557 ปัจจุบัน มีที่นาของสมาชิกรวม 574 ไร่ ปลูกข้าว 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าว กข 43 ข้าวหอมมะลิแดง และข้าวทับทิมชุมแพ

เริ่มสร้างเพจขายข้าวเอง และมีลูกค้าติดตามมารอซื้อข้าวจำนวนมาก เริ่มต้นการขาย ด้วยการตักข้าวใส่ถุง ปิดปากถุงด้วยแม็กซ์เย็บกระดาษ เริ่มพัฒนาเมื่อมีระยะเวลาขนส่ง ซึ่งข้าวกล้องจะมีมอดขึ้นเมื่อต้องเก็บไว้นาน จึงเริ่มผลิตใส่ถุงสุญญากาศ เพื่อยืดระยะเวลาการเก็บ มีต้นทุนเพิ่มเรื่องถุงสุญญากาศ 5 บาท แต่ราคาขายยังคงเดิม เพื่อต้องการรักษากลุ่มลูกค้าไว้

จากเดิมใช้เครื่องสีข้าวในครัวเรือน สามารถสีข้าวได้ วันละ 200 กิโลกรัม ลูกค้ารอคิวซื้อข้าวจำนวนมาก เครื่องมีขนาดเล็ก สีไม่ทันขาย เมื่อรวมกลุ่มจึงลงทุนตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน มีแผนการผลิต และเริ่มมีงบประมาณจากหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ เปลี่ยนจากเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก เป็นเครื่องสีขนาดใหญ่ขึ้น และปัจจุบันเป็นเครื่องสีข้าวขนาดใหญ่ ความสามารถในการสี วันละ 2 ตัน

ราคาขายจากเดิมลดลงต่อกิโลกรัมลงมา เพราะทราบดีว่า ตลาดการขายออนไลน์แข่งขันกันสูงมาก การขายข้าวอินทรีย์ ไม่ได้มีเพียงรายเดียว

ปัจจุบัน ยอดขายต่อเดือน ลูกค้าขายส่ง 4-5 ราย ประมาณ 20 ตัน ต่อเดือน ส่วนลูกค้าขายปลีก มียอดสั่งซื้อเข้ามา ต้องรอคิวสีข้าวล่วงหน้าแล้ว 1 เดือน

ปริมาณผลผลิตต่อไร่ เฉลี่ย 50-70 ถัง ขณะที่การปลูกข้าวแบบเดิมที่เคยทำ ได้ปริมาณมากกว่าเท่าตัว อย่างไรก็ตาม สมาชิกที่รวมกลุ่มมองเห็นมูลค่าในผลผลิตข้าวที่ได้ เพราะสามารถขายได้ราคาสูงกว่าเท่าตัวเช่นกัน

กลุ่มวิสาหกิจฯ ที่ก่อตั้งขึ้น คุณสิริมณี บอกว่า สมัคร GClub เมื่อเราบอกกับลูกค้าว่า เราเป็นกลุ่มผลิตข้าวอินทรีย์ การตรวจสอบภายในกลุ่มกันเองต้องมี จึงจัดระบบการตรวจสอบ ลงแปลงของสมาชิกทุกคน เพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพตามที่โฆษณาไว้กับผู้บริโภค ซึ่งนอกจากจะขายข้าวเป็นกิโลกรัมแล้ว ยังขายในปริมาณ 250 กรัม และ 500 กรัม ทั้งยังรับผลิตข้าวตามออเดอร์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงข้าวบรรจุถุงสำเร็จตามปริมาณที่ต้องการเท่านั้น แต่ยังรับผลิตตามออเดอร์ เพื่อใช้เป็นของชำร่วยในงานหรือเทศกาลต่างๆ อีกด้วย โดยรวมแล้ว ปริมาณข้าวที่ออกสู่ท้องตลาดจากกลุ่มวิสาหกิจฯ แห่งนี้ มากถึง 30 ตัน และความต้องการมากกว่า 30 ตัน เพียงแต่ความสามารถในการผลิตของกลุ่มยังไม่ถึง

เมื่อถามถึงปัญหา คุณสิริมณี บอกว่า การทำนาปลูกข้าวปลอดสารให้เป็นอินทรีย์ ไม่ใช่เรื่องยาก อาจพบปัญหาโรคและแมลงบ้าง ใช้น้ำหมักชีวภาพที่ทำขึ้นเอง ก็สามารถควบคุมและกำจัดได้แล้ว แต่ปัญหาที่ประสบและไม่สามารถควบคุมหรือจัดการได้คือ ปัญหาภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยแล้ง เพราะพื้นที่ปลูกข้าวไม่มีชลประทานผ่าน อาจใช้น้ำบาดาลช่วย แต่หากเกิดภัยแล้งหนัก จำเป็นต้องรอฝนเพียงอย่างเดียว ทำให้ปริมาณผลผลิตที่ควรได้ ไม่ได้ตามเป้า อย่างไรก็ตาม จากการฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันของสมาชิกภายในกลุ่ม จึงตั้งใจดำเนินกิจกรรมให้ลุล่วงสำเร็จด้วยดี ดังนั้น เมื่อต้องนำข้าวมาขายให้กับกลุ่ม จึงมีการประกันราคาข้าวภายในกลุ่มให้ด้วย

แม้ว่า คุณสิริมณี เป็นเพียงเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้มีพื้นฐานการทำการเกษตรมาก่อน แต่มีผืนนาที่เป็นมรดกตกทอดจากครอบครัว และจำเป็นต้องอาศัยผืนนาเลี้ยงชีพ การฝึกปรือ สังเกต และความใส่ใจ จึงเป็นสิ่งที่สร้างให้คุณสิริมณีก้าวมาถึงจุดนี้

สนใจพูดคุยเพิ่มเติม คุณสิริมณี มณีท่าโพธิ์ ยินดีตอบคำถาม สามารถติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก ขายส่งข้าวไรซ์เบอร์รี่ หอมนิล มะลิอินทรีย์ ราคาชาวนา และเฟซบุ๊ก ขายข้าวไรซ์เบอร์รี่ 60 บาท ส่งทั่วไทย หรือติดต่อทางโทรศัพท์ได้ที่ 062-535-3991 ที่ตั้งแปลงนาอยู่ตำบลท่าตาล อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก