พบกับงานสัมมนาเกษตรออนไลน์แห่งปี!ทางรอดเกษตรกรยุคโควิด

ในวาระครบ 34 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน พบกับผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเหล่ากูรูทุกท่านผ่าน Live Streaming เฟซบุ๊กเพจเทคโนโลยีชาวบ้าน และเฟซบุ๊กเพจในเครือมติชนพร้อมกัน วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป

พิเศษ! ผู้ชม Live ทางเฟซบุ๊ก “เทคโนโลยีชาวบ้าน” รับต้นมะเขือเทศราชินีฟรี! เพียงพิมพ์คอมเมนต์ขณะชม Live ทีมงานจะทำการสุ่มผู้โชคดีหลังจบรายการ และประกาศรายชื่อผู้โชคดีผ่านทางเฟซบุ๊กเทคโนโลยีชาวบ้าน ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 64 นี้

คุณอิศรากรณ์ พลธรรม ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดเลย เริ่มทำเกษตรด้วยหลักคิดหัวสมัยใหม่ ซึ่งเมื่อก่อนที่บ้านทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำนา มีรายได้ไม่แน่นอน จึงปรับเปลี่ยนหันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน วางแผนการปลูกพืชให้ตรงต่อความต้องการของตลาด ผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพื่อการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยถือคติว่า “ถ้าอยากทำเกษตรให้ก้าวหน้าและยั่งยืน จะต้องทิ้งตำราแบบเดิมๆ”

ปลูกพืชหมุนเวียน สร้างรายได้ตลอดทั้งปี
“หาตลาดก่อนวางแผนการผลิต” โดย คุณอิศรากรณ์ บอกว่า ถ้าอยากทำเกษตรให้ก้าวหน้าและยั่งยืน จะต้องทิ้งตำราแบบเดิมๆ “เราจะไม่ปลูกก่อนแล้วหาตลาดทีหลังอย่างแน่นอน เราต้องศึกษาหาตลาดก่อนปลูก และเลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่

เริ่มต้นจากการเปลี่ยนไร่เลื่อนลอยของพ่อแม่มาปลูกมันเทศญี่ปุ่นสีส้มส่งสหกรณ์แก้วเกษตร ปลูกสลับหมุนเวียน แบ่งพื้นที่ปลูกเดือนละ 1 ไร่ และมีการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้มีผลผลิตส่งสหกรณ์ให้ได้เดือนละ 2 ครั้ง ต้นทุนการปลูกคิดเป็นครึ่งต่อครึ่งของรายได้ 1 เดือน ขายมันเทศได้เงิน 60,000 บาท

จากนั้นเริ่มมองหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่ม ด้วยการดูออเดอร์ที่ทางสหกรณ์ต้องการ แต่ผลผลิตยังขาด จะมีกะหล่ำปลี ข้าวโพดหวาน และมองต่อว่าพืชตัวไหนเหมาะสมกับพื้นที่ ก็คือ กะหล่ำปลี

ระยะการปลูก ถึงเก็บเกี่ยว 90 วัน ถ้าปลูกแบบอินทรีย์ 1 ไร่ จะได้ผลผลิต 500-1,000 กิโลกรัม ซึ่งขนาดของหัวจะสามารถทำตลาดได้ทุกไซซ์ แค่เพียงต้องมองการตลาดให้ออกว่า สินค้าไซซ์นี้ ต้องไปส่งตลาดที่ไหน กลุ่มลูกค้าเป็นใคร ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นหัวเล็กที่สวนก็จะขายให้กับคนในชุมชนที่ไม่ต้องการลูกใหญ่ ส่วนไซซ์กลาง จะเป็นที่ชื่นชอบ และเหมาะสำหรับพ่อค้าที่นำไปทำเป็นมันเผา ส่วนไซซ์มาตรฐานที่ตลาดหลักๆ ต้องการจะมีน้ำหนัก 2-3 ขีด ต่อ 1 หัว ราคารับซื้อ กิโลกรัมละ 60 บาท ตลอดปี

พลิกวิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาส

“สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นและยังคงอยู่ คุณอิศรากรณ์ บอกเล่าประสบการณ์ที่ได้พบเจอตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่า ที่สวนถือว่าได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์โควิด-19 ที่เกิดน้อยมาก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่ที่การปรับตัว เพราะนอกจากการปลูกมันเทศญี่ปุ่น กะหล่ำปลี และข้าวโพดหวานแล้วนั้น ที่สวนของตนยังมีการทำวนเกษตร คือมีการปลูกป่า ปลูกพืชที่กินได้อีกมากมาย และมีจุดพีคสำคัญที่ทำให้รอดพ้นวิกฤตครั้งนี้มาได้คือ การพัฒนาสวนทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว เปิดโฮมสเตย์ให้กับคนรักธรรมชาติ หรือคนที่ชอบนอนกางเต๊นท์ดูดาวมาสักพักแล้ว โดยที่สวนตอนนี้สามารถรับนักท่องเที่ยวได้สูงสุดวันละ 20 คน กับบรรยากาศที่มองไปรอบสวนสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ที่เขียวขจี กิจกรรมในสวนจะแล้วแต่ฤดูกาล ถ้ามาพักตรงกับช่วงที่เรากำลังปลูกหรือทำอะไร ท่านก็จะได้เรียนรู้และทำไปพร้อมกับเรา อาจเป็นการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ตามโอกาส เรื่องกับข้าวหลักๆ ลูกค้าต้องเป็นคนหาเอง ถ้าอยากกินปลา ท่านก็เลือกว่าอยากกินปลาอะไร แต่มีข้อแม้ว่าท่านต้องตกเอง ประกอบอาหารเอง เราจะมีผักแถมให้

ซึ่งผลตอบรับจากลูกค้าที่เข้ามาพักค่อนข้างดี ใครที่เคยมาแล้วต้องมาซ้ำอีก ในอนาคตอาจจะมีการขยายสิ่งอำนวยความสะดวกให้รองรับลูกค้าได้ตลอดทั้งปี” คุณอิศรากรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

หากย้อนไปเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เชื่อว่าหลายท่านคงคุ้นเคยกับพืชกระแสที่มาแรงอย่าง มะนาวคาเวียร์ (Finger Lime) หรือหลายท่านเรียกว่า มะนาวนิ้วมือ ในตอนนั้นเป็นอย่างดี ถึงปัจจุบันกระแสความนิยมก็เริ่มซาไป เพราะส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความที่เป็นพืชตามกระแสมาแล้วก็หายไป หรือเกิดจากผู้คนยังไม่รู้วิธีการปลูกดูแลรักษา เพราะพืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศออสเตรเลีย หรือข้อสุดท้ายก็นับเป็นเหตุผลที่น่ากลัวเช่นกัน นั่นคือ เกษตรกรหลายท่านถูกหลอกให้ซื้อต้นพันธุ์ไปปลูก ทั้งที่เจ้าของสวนเองยังไม่ทราบเลยว่าต้นพันธุ์ที่ขายไปนั้นเป็นมะนาวพันธุ์อะไร ลูกออกมาแล้วเป็นยังไง ก็ขายไปในราคาที่สูง แต่ผลสุดท้ายปลูกออกมาแล้วไม่ได้อย่างคำโฆษณา จึงอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้กระแสของ มะนาวคาเวียร์ ค่อยๆ จางหายไป แต่ในอีกทางหนึ่งก็ยังมีเกษตรกรที่ยังมุ่งมั่นพยายามปลูกและเรียนรู้ที่จะทำพืชสวนกระแสนี้จนสำเร็จ และสามารถสร้างรายได้เสริมให้เขาเป็นอย่างดีมานานกว่า 6 ปีแล้ว

คุณเกรียงไกร บรรเทา หรือ พี่ใหม่ อาชีพหลักเป็นผู้จัดการวิศวกรรมซ่อมบำรุง และมีอาชีพเสริมเป็นเกษตรกรวันว่างปลูกมะนาวคาเวียร์ พืชสวนกระแสในปัจจุบัน แต่กลับกลายเป็นพืชที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเขาได้ไม่น้อย

พี่ใหม่ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรวันว่างว่า เกิดจากการอยากที่จะหารายได้เสริมให้กับครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัด จึงได้ศึกษาหาอาชีพเสริม และเพื่อเป็นอาชีพรองรับหลังวัยเกษียณ จนกระทั่งได้ไปรู้จักกับ อาจารย์ชาตรี ต่วนศรีแก้ว ท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาเกษตร อยู่ที่โรงเรียนสถาพรวิทยา จังหวัดนครปฐม ท่านก็ได้ให้คำแนะนำว่าให้ลองหาปลูกพืชอะไรใหม่ๆ ที่คนยังทำกันไม่เยอะ ให้ทำพืชสวนกระแส จะได้ไม่ต้องไปวิ่งตามคนอื่น และพอหลังจากได้คำแนะนำมา ก็ใช้คำแนะนำของอาจารย์มาคิดและทำการศึกษาหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดูว่ามีพืชชนิดไหนน่าปลูกบ้าง จนกระทั่งมาสะดุดเข้ากับ มะนาวคาเวียร์ หลังจากนั้นก็ได้มีการศึกษาข้อมูล และไปขอความรู้จากอาจารย์ชาตรี จนได้ลงมือทดลองซื้อมาปลูกในขณะนั้น

“เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ต้นพันธุ์ของมะนาวคาเวียร์มีราคาค่อนข้างสูงมาก ในตลาดขายกันต้นละประมาณ 3,000-5,000 บาท เดือนหนึ่งจะสามารถซื้อได้ประมาณ 1-2 ต้น แล้วค่อยๆ ทยอยปลูกสะสมพันธุ์ไว้กว่า 35 สายพันธุ์ ที่สวนนางรอง ที่บ้านเกิดจังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้เรียนรู้วิธีการปลูกขยายพันธุ์มาจากอาจารย์ชาตรี ปลูกจนได้ระยะ 2-3 ปี จึงได้รู้ว่าสายพันธุ์ที่ปลูกสะสมไว้กว่า 35 สายพันธุ์ ไม่ใช่ทุกสายพันธุ์ที่สามารถจะติดลูกในบ้านเราได้ นี่คือประสบการณ์แรกที่ได้เรียนรู้จากการปลูกมะนาวคาเวียร์”

ค่อยๆ เรียนรู้ จนเกิดความชำนาญ
เจ้าของบอกว่า หลังจากที่ได้เรียนรู้ประสบการณ์และข้อผิดพลาดจากมะนาวคาเวียร์ได้ประมาณ 3 ปี ก็ได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และพอที่จะทำให้รู้แล้วว่า สายพันธุ์ไหนบ้างที่สามารถติดลูกในบ้านเราได้บ้าง หลังจากนั้นเมื่อผลผลิตเริ่มออก ก็เริ่มโพสต์เฟซบุ๊กมาตลอด และเริ่มมีคนสนใจติดต่อเข้ามาขอซื้อผลของมะนาวคาเวียร์อยู่เรื่อยๆ ซึ่งในตอนนั้นมีรายได้เข้ามา 2 ทาง ทั้งจากการขายผลสด และจากการขายกิ่งพันธุ์มะนาวคาเวียร์เสียบยอด จึงทำให้รู้ว่าสิ่งที่พยายามทำมาตลอด 3 ปี มันได้ผลและสามารถสร้างรายได้กลับมาได้จริงๆ เพราะตอนแรกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เห็นแค่ที่ต่างประเทศเขาขายกัน แต่ตอนนี้เราสามารถปลูกและขายได้จริงๆ จึงเริ่มมองสเกลที่ใหญ่ขึ้นมา และได้มีการชวนเพื่อนที่เรียนจบที่เดียวกันมาทำสวนมะนาวคาเวียร์ด้วยกัน จากปลูกแค่ที่สวนนางรองที่อยู่บ้านต่างจังหวัด ก็ได้ขยายพันธุ์มะนาวคาเวียร์จากสวนนางรองไปปลูกเพิ่มที่ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 5,000 ต้น

เริ่มปลูกในสเกลที่ใหญ่ขึ้น
อุปสรรคก็มีมากขึ้น
หลังจากที่ได้มีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มจากสวนนางรอง มาสุพรรณบุรี พี่ใหม่ บอกว่า ด้วยความรู้ของตนนั้นมีความชำนาญการปลูกให้ออกดอกติดผลแค่ที่สวนนางรอง แต่กลับมองข้ามสิ่งใกล้ตัวไป คือเรื่องของสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ไม่ได้มีการศึกษามาก่อนว่า ที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีอากาศที่ร้อนมาก ประมาณ 37-40 องศาเซลเซียส และนอกเหนือจากอากาศที่มองข้ามไปแล้ว ยังมีเรื่องของแหล่งน้ำ คือสวนที่สุพรรณฯ ช่วงหน้าฝนจะมีน้ำใช้ไม่ขาด แต่พอถึงช่วงแล้งก็ไม่มีน้ำเลย จึงต้องเจาะน้ำบาดาลมาใช้ แต่น้ำบาดาลจะเป็นน้ำที่มีความกระด้างอยู่ค่อนข้างสูง เมื่อนำมารดต้นมะนาว ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น จากมะนาวที่ปลูกไว้ 5,000 ต้น เหลืออยู่ประมาณ 1,500 ต้น ปัญหาเหล่านี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาอีกขั้นว่า มะนาวแต่ละสายพันธุ์ติดลูกในบ้านเราได้ แต่ว่าถ้าไปปลูกในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ผลผลิตก็ให้แตกต่างกันได้เช่นกัน นี่คืออุปสรรคที่พบเจอ และได้เกิดการเรียนรู้เพิ่มเติม หลังจากนั้นจนได้รู้ว่าพันธุ์ไหนชอบแดด พันธุ์ไหนไม่ชอบแดด พันธุ์ไหนเหมาะกับสภาพอากาศอย่างไร จนทำให้สามารถพัฒนาสวนกลับมาได้ใหม่อีกครั้ง

ซึ่งในปัจจุบันที่สวนปลูกมะนาวคาเวียร์อยู่ประมาณ 8 ไร่ และได้ค้นพบแล้วว่า สายพันธุ์ที่เหมาะสมที่จะปลูกในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนเกือบทั้งปี จะมีอยู่ประมาณ 6 สายพันธุ์ ได้แก่

ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็จะมีจุดเด่น จุดด้อย ที่แตกต่างกันออกไป คือ

เรื่องของการเจริญเติบโต บางสายพันธุ์จะทนร้อนได้ดี แต่บางสายพันธุ์ไม่ชอบอากาศร้อน พอเริ่มเข้าเดือนเมษายนใบจะเหลือง กรอบตายก็มี นี่คือ ความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์
ต้นตอที่นำมาเสียบ ที่สวนสุพรรณฯ ตอนแรกลงต้นตออยู่ 3 ชนิด คือ ทรอยเยอร์ เจซี และส้มโอ ซึ่งต้นที่รอดล้วนแล้วเป็นต้นตอทรอยเยอร์ กับเจซี แต่ต้นตอส้มโอตายเกลี้ยง เพราะฉะนั้นต้นตอก็มีส่วนในการปลูกเช่นกัน
รูปทรงผลจะยาว สั้น แตกต่างกันออกไป

เทคนิคปลูกมะนาวคาเวียร์
ให้ได้ผลผลิตดี ต้องอาศัยหลายปัจจัย
เจ้าของบอกว่า การที่จะปลูกมะนาวคาเวียร์ที่เป็นพืชมีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศให้ได้ผลดีในประเทศไทยนั้นไม่ใช่เพียงแค่รู้วิธีการปลูกอย่างถูกวิธีเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยอีกหลายปัจจัยประกอบ ดังนี้

สายพันธุ์กับต้นตอที่ใช้เสียบยอด อย่างเช่น ถ้าปลูกในพื้นที่มีอากาศร้อน ก็ต้องเลือกสายพันธุ์ที่ปลูกในอากาศร้อนได้ เช่น ที่เนิร์สเซอรี่ของตนที่อยู่บุรีรัมย์ สามารถปลูกได้กว่า 12 สายพันธุ์ แต่ถ้ามาเจออากาศร้อนๆ ที่สุพรรณบุรี และใช้น้ำบาดาลรด จะสามารถปลูกได้อยู่ประมาณ 4-5 สายพันธุ์ เท่านั้น
ดิน ต้องเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดี ถ้าดินไม่ดีก็ต้องมีการปรับปรุงดินให้ดีก่อนปลูก มะนาวคาเวียร์จะไม่ชอบดินที่อุ้มน้ำ เพราะเวลาติดลูกประมาณช่วงเดือนตุลาคมถึงช่วงปลายเมษายนจะเริ่มมีผลผลิตออกมาให้ได้เก็บ แล้วถ้าฝนตกลงมา ดินระบายน้ำได้ไม่ดี ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ มะนาวลูกจะแตก
น้ำ ควรมีแหล่งน้ำที่พร้อม ถ้าเป็นน้ำบาดาลควรจะสูบน้ำขึ้นมาพักไว้ก่อน ประมาณ 1 สัปดาห์ หรืออาจจะปรับสภาพน้ำง่ายๆ ด้วยการเอาขี้ควายเทใส่แล้วเลี้ยงปลา
คนดูแล วิธีการดูแลรักษา จะต้องรู้ว่าช่วงนี้ต้องใส่ปุ๋ยอะไร เช่น หน้าฝนมาให้ใส่ขี้หมู และสิ่งที่ตามมาคือ เชื้อรา ก็ต้องมีการฉีดพ่นไตรโคเดอร์มาไปด้วยเพื่อกันเชื้อรา สลับใส่ขี้วัว สลับใส่เคมีบ้างเป็นบางครั้ง

วิธีการปลูก
ที่สวนจะเลือกปลูก 2 วิธี คือที่สวนนางรอง จะปลูกลงเข่ง และสวนสุพรรณฯ ปลูกลงแปลง

วิธีการปลูกลงเข่ง จะมีส่วนผสมคือ ดิน 1 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน ขี้วัว 1/2 ส่วน มะพร้าวสับ 1/2 ส่วน จะมีส่วนผสมหลักๆ อยู่ 4 อย่าง แต่ถ้าครั้งไหนมีใบก้ามปูก็จะผสมลงไปเป็นอย่างที่ 5 นำมาผสมให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำมาใส่ในเข่ง โดยเอามะพร้าวสับรองก้นเข่งไว้ แล้วเอาดินใส่เข่งตั้งไว้แล้วรดน้ำไปประมาณ 1 เดือน จนกว่าหญ้าจะขึ้น ถ้าหญ้าขึ้นแล้วใบเขียว ก็แปลว่าแกลบเน่าแล้ว ก็สามารถลงต้นปลูกด้วยกิ่งพันธุ์เสียบยอดได้
วิธีการปลูกลงแปลง เตรียมดินไถตีดินยกร่อง ระยะห่างระหว่างร่อง ประมาณ 6×6 เมตร แต่ถ้าหากดินไม่ดี ให้เอาแกลบมาหว่านแล้วไถกลบทิ้งไว้ ประมาณ 1 เดือน พอถึงช่วงเดือนพฤษภาคมฝนเริ่มมาก็พลิกกลับตีร่อง ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 3×3 เมตร

วิธีการดูแล
ปลูกลงเข่งการจัดการจะง่ายกว่า ในช่วงปีแรกปลูกลงดินยังไงต้นก็โตไม่ทันปลูกลงเข่ง เพราะการปลูกในเข่งสามารถบังคับปุ๋ย บังคับน้ำ สามารถบังคับลูกให้ติดตลอดทั้งปีได้ แต่ข้อเสียคือ เมื่อปลูกไปได้ระยะ 2-3 ปี รากจะเดินเต็มเข่งผลผลิตจะป้อมลง ลูกจะเล็กไม่มีคุณภาพ

ส่วนการปลูกลงแปลง ในช่วงปีแรกจะโตช้า แต่พอตั้งตัวได้ ระบบรากเดิน ต้นก็จะโตเร็ว อย่างสวนที่สุพรรณฯ ปลูกมาได้ 2 ปีครึ่ง ต้นสูงประมาณ 2.5-3 เมตร ระบบน้ำ
ปลูกในเข่งรดน้ำตอนเช้าทุกวัน พอถึงช่วงประมาณบ่ายสาม จะเปิดให้น้ำสปริงเกลอร์อีกครั้ง เพื่อไม่ให้ร้อนเกินไป และมีบางสายพันธุ์ที่ไม่ทนร้อน ก็จะนำมาปลูกไว้ทางทิศตะวันออกของบ้าน พอตอนเช้าได้แดด ตอนบ่ายร่มของบ้านจะบังพอดี

ปลูกลงแปลง จะดูที่ดินเป็นหลัก รดน้ำวันเว้นวัน แต่ด้วยศักยภาพของคนสวนที่ดูแล ไม่สามารถดูดินแล้วให้ตัดสินใจเองได้ จึงแก้ปัญหาด้วยการกำหนดให้คนสวนรดน้ำแบบวันเว้นวันไปเลย ถ้าหน้าร้อนรดทุกวัน ถ้าหน้าฝนแต่ฝนไม่ตกก็ให้รดวันเว้นวันไป

ปุ๋ย… เน้นใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ จะทำให้ดินร่วนซุยด้วย ถ้าต้องการให้รากเดินช่วงหน้าฝนให้เอาขี้หมูลงสลับขี้ไก่ แล้วสลับใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 จนถึงช่วงเดือนตุลาคม เริ่มติดดอกเป็นลูกเล็กๆ ก็จะเริ่มใส่ขี้ไก่ ช่วยให้ลูกใหญ่ สีข้างในจะสวย จากนั้นรอเก็บผลผลิต

ปลูกถึงเก็บเกี่ยว… ใช้เวลาปลูก 8 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่ยังได้ปริมาณที่น้อยมาก เพราะต้นยังเล็ก จะเริ่มเก็บผลผลิตได้เต็มที่ตอนต้นได้อายุประมาณปีครึ่งขึ้นไป ต้นจะไม่โทรม แต่ข้อเสียของการปลูกลงดินคือ ดูแลวัชพืชยาก

ศัตรูพืช… มีเหมือนมะนาวบ้านเรา คือ หนอนชอนใบ เพลี้ย การดูแลป้องกันตามโรคที่เกิดขึ้น ผลผลิตและการตลาด
จะควบคุมไม่ให้ผลผลิตออกมาเกิน 100 ลูก ต่อต้น เพราะถ้าให้ผลผลิตออกมากกว่านี้ ลูกจะออกมาเล็กและขายไม่ได้ราคา เพราะที่สวนมีวิธีการขายแบบแบ่งคัดเกรด ถ้าเป็นเกรดพรีเมี่ยม ขายในราคากิโลกรัมละ 3,000 บาท ไซซ์ 40-50 ลูก ต่อกิโลกรัม ส่วนไซซ์รองลงมา ขนาด 50-60 ลูก ต่อกิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 2,500 บาท และสุดท้ายไซซ์ 60-70 ลูก ต่อกิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 2,000 บาท

จากประสบการณ์ที่ทำมา คิดว่า มะนาวคาเวียร์ เป็นพืชที่มีเสน่ห์ในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่สามารถนำมาปลูกในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ และที่ผ่านมาเคยมีแม้กระทั่งคนสั่งผลจากออสเตรเลียมาขาย แต่เมื่อประเทศไทยสามารถปลูกได้เอง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี หรือให้พูดง่ายๆ ก็คือ กลุ่มลูกค้าของที่สวนจะเป็นกลุ่มคนที่เคยมีประสบการณ์จากมะนาวคาร์เวียร์มาอยู่แล้ว คือ

กลุ่มลูกค้าที่เป็นเชฟตามโรงแรม ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่เป็นเชฟจะชอบผลผลิตแบบคละสี คืออย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น คือที่สวนนารองสามารถปลูกมะนาวคาเวียร์ได้ 12 สายพันธุ์ และถ้าแบ่งให้แคบลงมา ก็จะเหลือ 4 กรุ๊ป แยกได้เป็น 4 สี คือ
สีขาว
สีแดง
สีเขียว และ
สีชมพู เพื่อนำไปประดับบนอาหารจานหรู
ลูกค้าจากห้างสรรพสินค้า ลูกค้ากลุ่มนี้จะชอบมะนาวที่ผลมีลักษณะใหญ่ ยาว
ลูกค้าจากสื่อโซเชี่ยล มีการติดต่อซื้อขายกันมาตลอด ซึ่งทุกวันนี้ที่สวนมีผลผลิตส่งให้ได้แค่กับลูกค้าประจำเท่านั้น และยังไม่เคยวิ่งหาตลาดเอง มีแต่ตลาดวิ่งเข้าหา ใน 1 ปี ก็ถือว่าสร้างรายได้จากมะนาวคาเวียร์ได้ไม่น้อย เพราะนอกจากจะขายผลแล้ว ยังมีการขายกิ่งพันธุ์มะนาวคาเวียร์ด้วย ราคากิ่งพันธุ์เริ่มต้นที่ 350 บาท ขนาดความสูงของต้นประมาณ 70-90 เซนติเมตร แต่ถ้าท่านใดอยากได้ต้นสูงกว่านี้ ที่สวนก็มีจำหน่าย แต่ราคาก็แตกต่างกันออกไปตามขนาดของทรงพุ่ม หรือท่านใดสนใจอยากซื้อไว้ประดับบ้านที่สวน ก็มีต้นมะนาวคาเวียร์แบบติดลูกขาย ในราคาต้นละ 8,000 บาท ความสูงของต้น ประมาณ 1.50 เมตร

“ซึ่งการปลูกมะนาวคาเวียร์ ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ผมมองว่าอนาคตยังไปได้อีกไกล อย่างเช่นเดือนที่ผ่านมา มีลูกค้าจากอียิปต์ทักมาหาผมในอินบล็อกส่วนตัว ถามว่าเรามีลูกมะนาวส่งไหม เขาจะรับซื้อ 80-100 กิโลกรัม ต่อเดือน ผมก็เลยตอบว่ายังไม่สามารถผลิตได้มากขนาดที่เขาต้องการ ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองว่าตลาดยังไปได้อีกไกล คนอื่นก็มองว่าเป็นพืชกระแส แต่สำหรับผมมีลูกเมื่อไร ก็ขายได้ตลอด” พี่ใหม่ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทร. 086-358-7670 หรือติดต่อได้ที่ สวนนางรอง อยู่ที่ 41 ซอยอุดมสรรพกิจ ถนนสรรพกิจโกศล ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ และสวนที่จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ที่ 154/1 หมู่ที่ 4 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม คุณนิรินาทย์ เธียรวรโชค หรือ พี่โจ เจ้าของสวน The Lord of the Garden สวนเดอะลอร์ด เจ้าของเสียงฮือฮาไปทั่วประเทศ เมื่อควักกระเป๋าซื้อกล้วยด่างแดงอินโดในราคา 10 ล้านบาท! สัมมนาออนไลน์ หัวข้อ “มหัศจรรย์กล้วยด่างแดงอินโด พันธุ์ไม้สร้างเงินล้าน” ในงานเกษตรมหัศจรรย์และวันเส้นทางเศรษฐี

พี่โจ เล่าถึงที่มาของอาชีพเพาะเลี้ยงกล้วยด่างว่า ก่อนหน้านี้ตนทำธุรกิจค้าอัญมณีมาก่อน แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบทำให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศไม่สามารถมาเข้ามาทำการซื้อขายกับทางร้านได้ ตนจึงได้ใช้เวลาว่างช่วงนี้หากิจกรรมอย่างอื่นทำเสริม จนได้ไปบังเอิญเปิดเจอกล้วยด่างใน ยูทูปก็เกิดเป็นความสนใจ จนกลายเป็นความชอบ และความหลงใหลในตัวกล้วยด่างแดงอินโด หลังจากนั้นจึงได้เริ่มศึกษาและเข้าสู่วงการกล้วยด่าง และมีการศึกษาเรียนรู้ข้อมูลทั้งในด้านของวิธีการเพาะเลี้ยง และศึกษาการตลาด จนสามารถพัฒนาจากมือสมัครเล่น สู่มืออาชีพ เพาะเลี้ยงกล้วยด่างจนถึงปัจจุบัน

กล้วยด่างแดงอินโด มีเสน่ห์น่าหลงใหล
เหมือนได้กลับไปเจียระไนอัญมณีอีกครั้ง
เจ้าของบอกว่า การเพาะเลี้ยงกล้วยด่างเปรียบเสมือนกับการที่ได้กลับไปเจียระไนอัญมณีอีกครั้ง เพราะกล้วยด่างแต่ละต้นจะมีลวดลาย สีสันที่แตกต่างกันออกไป เหมือนกับอัญมณีที่แต่ละเม็ดที่จะมีลักษณะรูปทรง และสีที่แตกต่างกัน

ซึ่งความน่าหลงไหลของกล้วยด่างแดงอินโด คือการที่สามารถพัฒนาสายพันธุ์ได้ในตัวเอง เราเป็นเพียงคนคัดสายพันธุ์เท่านั้น และจุดที่ทำให้กล้วยด่างหรือกล้วยแดงอินโดด่าง มีความโดดเด่นและเป็นจุดสนใจ เป็นเพราะมีความพิเศษตรงที่ว่า กล้วยที่เกิดจากการขยายพันธุ์ มีโอกาสที่จะสวยงามกว่าต้นแม่พันธุ์ถึง 80% ส่วนที่เหลือจะมีลักษณะเหมือนต้นแม่พันธุ์ และมีบางส่วนที่มีความแตกต่างของลายน้ำและสีที่เข้ามาปะปน

ส่วนเรื่องการลงทุน รวมถึงที่เป็นข่าวโด่งดังว่าตนยอมควักเงิน 10 ล้าน เพื่อซื้อกล้วยด่างอินโดนั้นเป็นเพราะว่าได้มองเห็นถึงช่องทางการสร้างรายได้ และมองเห็นอนาคตการตลาดว่าวงการกล้วยด่างยังไปได้อีกไกล สามารถสร้างรายได้ให้ผู้ปลูกได้จริง โดยเฉพาะช่วงวิกฤตโควิด ที่หลายคนมองหาช่องทางเพิ่มเงินในกระเป๋า ซึ่งเมื่อเกิดกระแสหรือคนให้ความสนใจกับกล้วยด่างมากขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อตลาดกล้วยด่างที่จะทำราคาให้ดียิ่งขึ้นไป อ้างอิงจากตลาดปัจจุบัน กล้วยด่าง 1 ต้น สามารถให้หน่อแค่ 30 หน่อ ต่อปี หรือมีอยู่แค่ 40,000-50,000 ต้น จากจำนวนคนปลูกที่มีไม่ถึง 40,000 คน แต่คนที่ต้องการมีมากเกือบ 1 แสนคน ต่อปี ส่วนราคาของกล้วยด่างอินโดขึ้นอยู่กับลาย ถ้าลายเทพ ซึ่งมีจำนวนน้อย จับต้องได้ยาก ราคาก็แพงขึ้น

การปลูก-ดูแลไม่ยาก แค่เพียงใส่ใจ
พี่โจ บอกเล่าเรื่องการดูแลกล้วยด่างว่า สมัคร Holiday Palace ไม่มีอะไรซับซ้อน วิธีการปลูกการดูแลเหมือนต้นไม้โดยทั่วไป แต่ข้อสำคัญคือดินที่ปลูกต้องเป็นดินร่วนซุย เพราะรากของกล้วยด่างต้องการช่องว่างในดินเพื่อระบายอากาศ ส่วนการรดน้ำ ไม่ควรรดให้ฉ่ำมาก ยิ่งในช่วงหน้าฝน วันที่มีฝนตกชุก ต้องดูแลให้ดี ต้องไม่ให้มีน้ำขัง เพราะจะทำให้รากของกล้วยด่างมีโอกาสเน่าได้ ปุ๋ยก็ใส่เหมือนปกติทั่วไปถ้าใส่ปุ๋ยเคมีให้เน้นที่สูตรเสมอ 15-15-15, 16-16-16 หรือจะเป็นปุ๋ยคอกมูลวัว มูลไส้เดือนก็ใช้ได้ ส่วนเรื่องแมลงก็เป็นสิ่งสำคัญ ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะตั๊กแตน ด้วง ที่ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของกล้วยด่าง

แนะนำสำหรับมือใหม่เข้าวงการกล้วยด่าง
“ฝากถึงมือใหม่ที่สนใจอยากเข้าวงการกล้วยด่างตอนนี้ยังไม่สายเกินไป เพราะว่ากล้วยด่างแดงอินโด สามารถพัฒนาได้ไกล เนื่องจากลายของแต่ละต้นที่ปลูกสามารถเปลี่ยนไปได้ตลอด และก่อนที่จะเริ่มต้นเข้าสู่วงการกล้วยด่างก็อยากจะให้ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนว่าตลาดเป็นยังไง ไปในทิศทางไหน มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือเวลาจะทำการซื้อขายให้ซื้อขายกับแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีตัวตน และศึกษาไปถึงเรื่องของลาย ว่าลายไหนคนนิยม จะลงทุนในรูปแบบไหน หากจะเริ่มต้นจับลายที่มีราคาถูกการแข่งขั้นก็จะสูง แต่ถ้าหากจะลงทุนต้นราคาแพงๆ ก็จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลให้แน่นก่อน” พี่โจ กล่าวทิ้งท้าย

ช่วงนี้จะมีฝนตกและฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร เตือนให้เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียวเฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ผัก และหนอนม้วนใบ สำหรับหนอนกระทู้ผักจะพบตัวหนอนที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แทะผิวใบด้านล่าง โดยหนอนจะกัดกินจากขอบใบเข้าไป ทำให้เหลือแต่ผิวใบด้านบนจนมองเห็นใบโปร่งใสคล้ายร่างแห เมื่อหนอนโตขึ้นจะแยกกลุ่มออกไปกัดกินใบทั่วทั้งแปลง ส่งผลทำให้ผลผลิตถั่วเขียวลดลง

หากพบการระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อไวรัสของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 1-2 ครั้ง กรณีที่พบใบถูกทำลาย 30% ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนม้วนใบ โดยจะพบตัวหนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และชักใยบางคลุมตัวไว้แล้วกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้นจะกระจายกันออกไปหาใบ หรือชักใยดึงเอาใบหลายๆ ใบมาห่อรวมกัน และอาศัยกัดกินอยู่ภายในใบที่ม้วนนั้นจนหมด จากนั้นจะเคลื่อนย้ายไปทำลายใบอื่นต่อไป

กรณีที่พบใบถูกทำลาย 30% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอินดอกซาคาร์บ 15% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทอกซีฟีโนไซด์ 24% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบ ซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร