พบว่า 7 เดือน ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ 5 ชนิด

มีปริมาณรวม 720 ตัน คิดเป็น 0.08% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดของสินค้า 5 ชนิด และขยายตัว 30.53% โดยมีมูลค่ารวม 76 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.16% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของสินค้าทั้ง 5 ชนิด และขยายตัว 105.15%”

น.ส.ทัศนีย์ กล่าวว่า สำหรับสินค้าที่มีปริมาณการส่งออกสูงสุดตามลำดับ คือ มะพร้าวอ่อนอินทรีย์ ทุเรียนอินทรีย์และทุเรียนอินทรีย์แช่เย็นจนแข็ง กะทิอินทรีย์สำเร็จรูป ใบชาเขียวอินทรีย์ และมังคุดอินทรีย์ โดยปริมาณการส่งออกและมูลค่าการส่งออก 3 ลำดับแรก ได้แก่ มะพร้าวอ่อนอินทรีย์ มีนาคม – กันยายน 2561 มีปริมาณการส่งออกมากที่สุด รวม 475 ตัน คิดเป็น 0.89% ของปริมาณการส่งออกมะพร้าวอ่อนทั้งหมด และขยายตัว 10.26% มูลค่าการส่งออกมะพร้าวอ่อนอินทรีย์ช่วง 7 เดือน มีมูลค่า 20 ล้านบาท คิดเป็น 1.25% ของมูลค่าการส่งออกมะพร้าวอ่อนทั้งหมด ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกหลัก หรือคิดเป็น 80%

น.ส.ทัศนีย์ กล่าวอีกว่า ส่วนทุเรียนอินทรีย์และทุเรียนอินทรีย์แช่เย็นจนแข็ง มีนาคม–กันยายน 2561 มีปริมาณการส่งออก 193 ตัน คิดเป็น 0.04% ของปริมาณการส่งออกทุเรียนทั้งหมด ตลาดส่งออกหลักได้แก่ จีน ทั้งนี้ ทุเรียนอินทรีย์และทุเรียนอินทรีย์แช่เย็นจนแข็ง นับเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด ช่วง 7 เดือน มูลค่า 52 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.17% ของมูลค่าการส่งออกทุเรียนทั้งหมด และกะทิอินทรีย์สำเร็จรูป มีนาคม–กันยายน 2561 ส่งออก 52 ตัน คิดเป็น 0.03% ของปริมาณส่งออกกะทิสำเร็จรูปทั้งหมด และมีมูลค่า 7 เดือน รวม 3 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.04% ของมูลค่าการส่งออกกะทิสำเร็จรูปทั้งหมด

น.ส.ทัศนีย์ กล่าวว่า ในส่วนของใบชาเขียวอินทรีย์ และมังคุดอินทรีย์ ยังไม่มีการส่งออกมากนัก ทั้งนี้ สศก. จะเตรียมเสนอคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อพิจารณาเห็นชอบให้จัดทำรหัสสถิติต่อท้ายพิกัดศุลกากรสำหรับชนิดสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติม ในระยะที่ 2

รวมทั้งกำหนดแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ต่อไป เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ด้านพัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ในการผลักดันให้มีพิกัดศุลกากรสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สนับสนุนกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในจังหวัดน่าน พัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียวพันธุ์ “น่าน 59” ซึ่งต่อยอดมาจากสายพันธุ์ กข 6 ต้นเตี้ย ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง ซึ่งเกษตรกรนิยมปลูกกันมากในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะนอกจากต้านทานโรคไหม้ได้กว้างขึ้นแล้วยังมีกลิ่นหอมด้วย พร้อมยังคงต้นเตี้ย ให้ผลผลิตสูง และสามารถใช้เครื่องจักรกลเก็บเกี่ยวได้ ตอบโจทย์การผลิตในยุคแรงงานเกษตรหายาก และค่าจ้างแรงงานสูง พร้อมนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมการผลิตข้าวเหนียวพันธุ์ “น่าน 59” ในกิจกรรม “วันเกษตรกรระดับเครือข่าย (Field Day)” ประจำฤดูปลูก 2561 ที่แปลงสาธิตผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ กลุ่มชาวนาบ้านบุญเรือง ต.ไหล่น่าน อ.เวียงสา จ.น่าน

ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า สวทช. โดย หน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว (หน่วยงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และไบโอเทค) มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีด้านโมเลกุลเครื่องหมายในการคัดเลือกและจำแนกสายพันธุ์ข้าว ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถในงานวิจัยด้านจีโนม ชีวสารสนเทศ และการปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ

อันนำไปสู่การผลิตข้าวที่ยั่งยืนของประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยเน้นการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวของประเทศไทยให้มีคุณภาพดี ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการเจริญเติบโต เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง ดินเค็ม ดินกรด ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ได้มีการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวมาแล้วมากมาย อาทิ ข้าวหอมชลสิทธิ์ทนน้ำท่วมฉับพลัน ข้าวพันธุ์ กข 51 ทนน้ำท่วมฉับพลัน ข้าวพันธุ์ กข 18 ต้านทานโรคไหม้ ข้าวเหนียวพันธุ์ธัญสิริน ข้าวเหนียว กข 6 ต้นเตี้ย ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เป็นต้น โดยการพัฒนาพันธุ์ข้าว หน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว ได้ทำงานร่วมมือทั้งกับกรมการข้าว และมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งทำงานร่วมกับชุมชนในแง่ของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมเอง และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในแง่ของการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้เอง

นายสินธ์ พรหมพิชัย ประธานเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ พันธุ์ดีจังหวัดน่าน กล่าวว่า เครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ พันธุ์ดีจังหวัดน่าน เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในจังหวัดน่านทั้งหมด 11 เครือข่าย โดยมีมูลนิธิฮักเมืองน่านเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งจุดเริ่มต้นของการได้มาทำงานร่วมกับ ไบโอเทค สวทช. คือ การระบาดของโรคใบไหม้อย่างรุนแรงที่น่าน ทำให้เกษตรกรต้องการข้าวที่มีความต้านทานต่อโรคใบไหม้ จนกระทั่งทางกลุ่มได้รับพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติในการต้านทานโรคไหม้

และมีคุณภาพการกิน เท่าเทียมกับพันธุ์ กข 6 จาก ไบโอเทค สวทช. จำนวน 25 สายพันธุ์ และมีการนำมาทดลองปลูกและคัดเลือกพันธุ์โดยเกษตรกร จนกระทั่งเกิดเป็นพันธุ์ข้าว “ธัญสิริน” ซึ่งเป็นชื่อพันธุ์ที่ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และต่อมา สวทช. ได้สนับสนุนสายพันธุ์ข้าว กข 6 ต้นเตี้ย ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เพื่อยกระดับการผลิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่ม ซึ่งจังหวัดน่านเป็นกลุ่มแรกๆ ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ กข 6 ต้นเตี้ยฯ และได้นำไปปลูกอย่างแพร่หลายในหลายจังหวัดทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี ต้านทานโรคและไม่หักล้ม

“ในปี พ.ศ. 2559 กลุ่มได้รับสายพันธุ์ข้าวเหนียว กข 6 ต้นเตี้ยฯ ใหม่ จำนวน 20 สายพันธุ์ไปปลูกทดสอบในพื้นที่ จ.น่าน เปรียบเทียบกับพันธุ์ข้าวในพื้นที่ (พันธุ์ซิวแดง พันธุ์ธัญสิริน พันธุ์หอมทอง พันธุ์ก่ำเหนียว พันธุ์ก่ำเจ้า พันธุ์แม่โจ้ กข 6 และพันธุ์ กข 18) โดยเกษตรกรมีการดำเนินงานใน 10 พื้นที่ คัดเลือกได้ 3 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีอายุการออกดอกใกล้เคียงกับ กข 6 ดั้งเดิม มีการจัดประเมินคุณภาพเมล็ดทางกายภาพและการกิน โดยมีทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคร่วมกันประเมิน คัดเลือกได้ 2 สายพันธุ์ คือ เบอร์ 17 และ 18 และให้ชื่อว่า “น่าน 59” และเพื่อขยายผลการดำเนินงานจึงจัดกิจกรรม “วันเกษตรกรระดับเครือข่าย (Field Day)” เพื่อเชิญชวนเกษตรกรบริเวณใกล้เคียง หน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมไปถึงกลุ่มผู้ซื้อเมล็ดพันธุ์ มาเยี่ยมชมประเมินสายพันธุ์ข้าวใหม่ น่าน 59” นายสินธ์ พรหมพิชัย กล่าว

ด้าน ดร.บุญรัตน์ จงดี หัวหน้าโครงการ การพัฒนาศักยภาพการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สวทช. กล่าวเสริมว่า ข้าวเหนียวพันธุ์ “น่าน 59” พัฒนามาจากข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 ต้นเตี้ย ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เพื่อให้มีความต้านทานโรคไหม้กว้างขึ้นและมีความหอม โดยยังคงลักษณะต้นเตี้ยไว้ ทำให้เก็บเกี่ยวได้ง่าย โดยข้าวพันธุ์น่าน 59 สามารถต้านทานโรคไหม้แบบกว้างกับเชื้อทุกกลุ่มในประเทศไทย ต้านทานเชื้อโรคขอบใบแห้งจำนวน 11 กลุ่ม

จากทั้งหมด 13 กลุ่ม มีความสูงประมาณ 110 เซนติเมตร ลำต้นแข็ง ไม่หักล้ม สามารถทนทานต่อแรงลมเนื่องจากมีขนาดลำต้นเตี้ย สามารถใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวแทนการใช้แรงงานคน ข้าวแตกกอดี ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 600-700 กิโลกรัม ต่อไร่ และในพื้นที่ๆ มีความอุดมสมบูรณ์สามารถให้ผลผลิตกว่า 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ เมล็ดข้าวเรียว หลังขัดสีไม่แตกหัก มีคุณภาพการหุงต้มดีและมีความหอม นอกจากนี้ ยังมีความเหนียวนุ่มคล้ายข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ จ.น่าน ได้ทดลองปลูกและได้ผลผลิตดี ทั้งนี้ เป็นการลดการจ้างแรงงานด้านเกษตรที่เริ่มหายาก ได้พันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์เกษตรกรสร้างความเข้มแข็ง รายได้ และความยั่งยืนต่อไป

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา รศ.ดร. ชนาธิป ผาริโน ผู้อำนวยการฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ ศ.ดร. หยาง เต่า Head of Asia, Africa and International Organization Division ของ National Natural Science Foundation of China หรือ NSFC หน่วยงานหลักผู้สนับสนุนทุนวิจัยแก่สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยของจีน ร่วมกันเป็นประธานในการเปิดงาน “The 6th China – Thailand Joint Conference on Climate Change” เพื่อเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนข้อค้นพบที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือด้านการวิจัย ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนานักวิจัยของทั้งไทยและจีนติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6 ภายใต้บันทึกความร่วมมือระหว่างสกว. และ NSFC ที่ดำเนินการร่วมกันมาเป็นระยะครบ 10 ปี ณ โรงแรมแกรนด์ เมโทรปาร์ค มหานครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยในการประชุมครั้งนี้ มีการนำเสนอผลการศึกษาโครงการวิจัยที่ร่วมกันดำเนินงานระหว่างนักวิจัย 2 ประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความแปรปรวนของสภาพอากาศและมรสุมในภูมิภาคเอเชีย” Climate Change and Climate Variability Over Monsoon Asia Region จำนวนทั้งสิ้น 9 โครงการ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ที่ก่อให้เกิด ผลกระทบที่คุณค่าทางงานวิจัยและสังคมทั้งประเด็นเรื่อง ความแปรปรวนและการคาดการณ์ของสภาพอากาศและส่วนที่เกิน ความแปรปรวนของลมมรสุมและปฏิกิริยาระหว่างบรรยากาศในมหาสมุทรกับบรรยากาศ และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคและปฏิสัมพันธ์ระหว่างดินกับบรรยากาศ

บรรยายภาพ – สกว. ร่วมกับ National Natural Science Foundation of China (NSFC) สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงานประชุม “The 6th China – Thailand Joint Conference on Climate Change” ณ โรงแรมแกรนด์ เมโทรปาร์ค มหานครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

การตอนกิ่งมะละกอ ถือได้ว่าเป็นการขยายพันธุ์โดยที่ไม่ต้องใช้เมล็ด เนื่องจากการปลูกมะละกอด้วยเมล็ดจะมีการกลายพันธุ์ถึง 90% เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเสี่ยงมากในการปลูกเพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่เหมือนกับต้นแม่ ผิดกับการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง ต้นพันธุ์ที่ได้จะเหมือนกับต้นแม่ทุกอย่าง และการปลูกด้วยการตอนกิ่ง ต้นมะละกอจะเตี้ย ทำให้ไม่หักโค่นล้มง่าย และจะให้ผลเร็ว มีลูกดก

มีด ขนาดเล็ก เน้นว่าต้องคมด้วยนะครับ
2. เชือกหรือยางที่มัดได้
3. ถุงพลาสติก ขนาด 3×5 นิ้ว
4. ขุยมะพร้าว
5. ลิ่มไม้เนื้อแข็ง ขนาดเท่าดินสอ หรือใช้เศษอิฐมอญแดง

อย่างแรกและถือว่าเป็นส่วนสำคัญมาก นั่นก็คือ คัดเลือกต้นพันธุ์ที่จะตอนให้ดี ต้นพันธุ์ต้องมีความสมบูรณ์ทุกอย่าง ตั้งแต่ลักษณะของต้นและลักษณะของผลที่เป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงการต้านทานโรคด้วย

เมื่อได้ต้นพันธุ์ที่ดีแล้ว เราก็ตัดต้นให้สูงพอประมาณ ต่อมามะละกอที่ตัดก็จะแตกกิ่งออกมา 4-5 กิ่ง ภายใน 2 เดือนครึ่ง กิ่งจะยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร

เฉือนกิ่งพันธุ์ที่แตกกิ่งออกมา จากข้างล่างไปข้างบนเป็นปากฉลาม จากนั้นใช้ลิ่มไม้เล็กๆ ขัดไว้ไม่ให้เนื้อไม้ติดกัน นำขุยมะพร้าวแช่น้ำไว้ 1 คืน แล้วบีบน้ำออกบรรจุลงถุงพลาสติก มัดให้แน่น ผ่าถุงพลาสติกตรงกลาง รดน้ำให้ชุ่ม แล้วนำไปวางทับรอยแผลที่เฉือนไว้ มัดถุงด้วยเชือกให้แน่น เฉือนท่อน้ำเลี้ยงห่างจากกิ่งตอน ประมาณ 3-5 นิ้ว วิธีนี้จะทำให้รากงอกได้เร็วขึ้นไปอีกภายใน 30-45 วัน รากจะงอกและเดินมาเต็มถุง ถึงช่วงนี้ก็สามารถนำมะละกอตอนกิ่งไปเพาะชำ อนุบาลให้แข็งแรง เพื่อรอการนำไปปลูกต่อไป

ข้อดีของการตอนกิ่งมะละกอมีหลายอย่าง ที่เห็นได้ชัดคือ ต้นเตี้ย ไม่โค่นล้มง่าย ไม่กลายพันธุ์ เก็บง่าย เพิ่มมูลค่า รายได้ดี

สำหรับท่านที่สนใจเข้าศึกษาดูงาน ติดต่อที่ โทร 08-9245-1411 ฉบับนี้ขอลาไปก่อน พบกันใหม่นะครับ… ทำกิน-ทำขาย-อาจรวย “ข้าวอัญชันผัดปลาทู” อร่อย ประโยชน์ดีงาม

“อัญชัน” พืชสมุนไพร มีสรรพคุณดีงามหลายอย่าง ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันตาเสื่อม ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น วันนี้ “อภัยภูเบศร เดย์ สปา” มีเมนูเรียบหรูดูดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพมานำเสนอ ท่านใดจะลองนำไปทำรับประทาน ทำขาย ได้ทั้งนั้น

ข้าวผัดอัญชันปลาทูทอด ส่วนผสมและเครื่องปรุงนำดอกอัญชันสดมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วขยำกับน้ำพอประมาณ จากนั้นกรองเอาแต่น้ำ นำข้าวสารที่เตรียมหุงมาซาวน้ำทิ้งไปก่อน เมื่อได้น้ำอัญชันจากการกรองก็เทลงไปเท่ากับที่จะหุงข้าวตามปกติ
2.นำปลาทูไปทอดให้เหลืองหอม แล้วแกะเอาแต่เนื้อ

3.นำถั่วพูมาซอยเฉียงๆ พริกขี้หนูซอยละเอียด ส่วนหอมแดงกับกระเทียมนำมาซอยบางๆ 4.จากนั้นตั้งกระทะบนเตาไฟ ใช้ไฟปานกลาง พอน้ำมันเริ่มร้อนใส่กระเทียมลงไปเจียว พอกระเทียมเริ่มเหลืองก็ใส่ปลาทูลงไปผัดให้หอม ตามด้วยข้าวสวยและถั่วพู ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลทรายเล็กน้อย ตามด้วยใส่หอมแดงกับพริกขี้หนูซอยแล้วผัดให้เข้ากันอีกครั้ง

คุณคณิศร มังก้อน อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ที่ 8 ตำบลชัยพร อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬที่มีอาชีพปลูกยางพาราเช่นกัน ซึ่งในเวลาต่อมาราคาน้ำยางที่กรีดจำหน่ายได้ขึ้นลงตามกลไกของตลาด ราคาไม่แน่นอน เขาจึงได้มองหาอาชีพเสริมทางด้านปศุสัตว์มาปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ภายในสวนยางคือ การเลี้ยงไก่งวง

คุณคณิศร เล่าให้ฟังว่า มีความสนใจที่จะเลี้ยงไก่งวงเมื่อประมาณปี 2555 โดยทำควบคู่ไปกับสวนยางพารา สาเหตุที่เลือกเลี้ยงไก่งวง มองทิศทางเรื่องตลาดว่ายังสามารถไปได้ดี เพราะในจังหวัดบึงกาฬยังมีคนเลี้ยงไม่มากนัก จึงมองว่าถ้าได้นำไก่งวงมาเลี้ยงเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ที่ชื่นชอบในการบริโภค ก็น่าจะเป็นการสร้างรายได้ที่ดี และที่สำคัญยังสามารถนำมูลของไก่งวงมาทำเป็นปุ๋ยใส่ให้กับต้นยางพาราได้อีกด้วย

“จากที่ผมทำสวนยางพารามามากกว่า 10 ปี ผมได้มีการจดบันทึกบัญชีครัวเรือนไว้ มองเห็นเลยว่าการทำสวนยาง เงินที่หายไปส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของการซื้อปุ๋ยเคมีเสียส่วนมาก ก็เลยมาคิดทบทวนดูว่าอยากจะทำอะไรดีที่มันน่าจะเกื้อกูลกับการทำสวนยาง ก็คิดว่าเราต้องเลี้ยงสัตว์ที่สามารถนำเอามูลมาทำปุ๋ยได้ มันก็เลยเป็นที่มาของการเลี้ยงไก่งวงตั้งแต่นั้นมา” คุณคณิศร เล่าถึงที่มาด้วยแววตาที่เปี่ยมสุข

สายพันธุ์ของไก่งวงที่นำมาเลี้ยงในช่วงแรกนั้น คุณคณิศร บอกว่า ติดต่อขอซื้อมาจากฟาร์มที่อยู่ภายในจังหวัดนครพนม พร้อมทั้งศึกษาวิธีการเลี้ยงจากฟาร์มที่ซื้อมาอย่างละเอียดเพื่อให้การเลี้ยงไม่เป็นอุปสรรค จึงทำให้ไก่งวงที่นำมาเลี้ยงทั้งหมด 10 ตัว ประสบผลสำเร็จสามารถขยายพันธุ์ได้ จนมีผู้มาติดต่อขอซื้อเพื่อนำไปประกอบอาหารตั้งแต่นั้นมา

แบ่งพื้นที่ในสวนยาง ทำเป็นที่เลี้ยงไก่งวง

ในช่วงแรกที่นำไก่งวงมาเลี้ยงใหม่ๆ คุณคณิศร บอกว่า แบ่งพื้นที่เลี้ยงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กั้นเป็นเล้าเล็กๆ ต่อมาเมื่อคิดที่จะเลี้ยงมากขึ้น จึงจัดสรรพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น โดยเลี้ยงให้อยู่แบบสวนป่ามากที่สุด เพราะไก่งวงมีอุปนิสัยชอบอยู่แบบป่าจึงจะวางไข่ได้ดี

เมื่อนำพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์แล้วมาเลี้ยงได้สักระยะ ไก่งวงตัวเมียจะเริ่มวางไข่อยู่ในพื้นที่ที่จัดให้เหมือนป่า ซึ่งแม่พันธุ์ 1 ตัว จะวางไข่อยู่ที่ 15-18 ฟอง จากนั้นหมั่นคอยเก็บไข่ทุกวันแล้วนำมาใส่ในตู้ฟัก อุณหภูมิฟักอยู่ที่ 35-37 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 28 วัน ไข่ก็จะเริ่มฟักออกมา

“พอไข่ฟักออกมาเป็นตัวแล้ว เราก็จะเตรียมลูกไก่งวงไปกก ซึ่งการกกก็ดูที่สภาพอากาศ ถ้าอากาศร้อนมากก็กกแค่ 1-2 วัน แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวก็กกถึง 7 วัน ซึ่งอาหารที่ให้ลูกไก่งวงระยะนี้กินก็จะเป็นอาหารไก่เล็ก ให้กินตลอดทั้งวัน พอครบกำหนดแล้วจึงจะย้ายไปเลี้ยงที่กรงยกสูงต่อ โดยต้องมีที่กันยุงให้ไก่ด้วย เพื่อไม่ให้ยุงมากัดกินเลือดได้ อาหารก็จะเป็นอาหารไก่บ้าง ควบคู่กับอาหารอื่น ใช้เวลาเลี้ยงไก่ชุดนี้ไปอีกประมาณ 4-5 เดือน ถึงจะเอาออกจากกรงสูง” คุณคณิศร บอกถึงวิธีการดูแลลูกไก่งวง

ไก่งวงที่เลี้ยงในกรงยกสูงมีอายุครบจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 5 กิโลกรัม ต่อตัว ปล่อยเลี้ยงลงดินได้ปกติเหมือนกับตัวอื่นๆ ซึ่งในระยะนี้ถ้ามีคนมาติดต่อขอซื้อก็สามารถจำหน่ายได้เลย แต่ถ้ายังไม่จำหน่ายก็สามารถเลี้ยงไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไปได้

ในเรื่องของการป้องกันโรคนั้น คุณคณิศร บอกว่า ถ้าเลี้ยงแบบกึ่งธรรมชาติให้ไก่ได้วิ่งเล่นคุ้ยเขี่ยดิน ไก่จะมีความแข็งแรงโดยที่ไม่ต้องทำวัคซีน ซึ่งตั้งแต่เลี้ยงมาก็ยังไม่เจอโรคที่ระบาดหนักจนทำให้ไก่ตายจนเสียหาย

ต่อยอดการสร้างตลาด ด้วยการทำเมนูอาหารไก่งวงคุณคณิศร เล่าถึงการจำหน่ายไก่งวงให้ฟังว่า ช่วงแรกที่นำมาเลี้ยงก็มีผู้สนใจอยากกินเนื้อไก่งวงได้เข้ามาติดต่อขอซื้อถึงที่ฟาร์ม ต่อมาได้เกิดแนวความคิดที่อยากจะมีการต่อยอดเพื่อฐานตลาดกว้างขึ้น จึงได้เปิดร้านสำหรับปรุงเมนูอาหารจากไก่งวง เพื่อให้ลูกค้าที่ชื่นชอบได้มีโอกาสชิมโดยที่ไม่ต้องซื้อไก่งวงแบบยกตัวไปประกอบอาหารเอง

“ตอนนี้ไก่งวงเราก็มีเพื่อนสมาชิกที่เลี้ยงกันมากขึ้น โดยแยกกันเลี้ยง พอที่ร้านเริ่มขายดีขึ้นก็จะนำเนื้อไก่งวงของสมาชิกที่มีอยู่ มาส่งให้ที่ร้าน เพื่อปรุงเป็นอาหาร เพราะลำพังผมเลี้ยงคนเดียว ไก่งวงมีไม่พอขาย เพราะตอนนี้คนแถวนี้นิยมกินกันมากขึ้น ซึ่งไก่งวงก็สามารถทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นลาบ ต้มยำ ทอด ก็สามารถทำได้หมด ซึ่งบางทีคนที่อยู่ฝั่ง สปป.ลาว ก็มีข้ามมากินที่ร้านเราด้วย เพราะเขาบอกว่าชอบ ฝั่งประเทศเขายังหากินยากอยู่” คุณคณิศร บอกถึงการนำมาแปรรูปเป็นเมนูอาหาร

นอกจากนี้ ที่ฟาร์มของคุณคณิศรยังมีลูกไก่งวงที่ฟักออกจากไข่อายุ 7 วัน จำหน่ายให้กับคนที่สนใจอยากจะซื้อไปทดลองเลี้ยง โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ตัวละ 100 บาท ส่วนตัวใหญ่ที่มีอายุ 5 เดือนขึ้นไป ราคาอยู่ที่ตัวละ 500 บาท ส่วนผู้ที่ชื่นชอบในเนื้อไก่งวงจะซื้อไปประกอบอาหารเอง ก็มีจำหน่ายแบบยกตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท

ทั้งนี้ คุณคณิศร บอกว่า การเลี้ยงไก่งวงถือว่าเป็นอาชีพที่เลี้ยงครอบครัวได้ เพียงมีการจัดการที่ดีและทำการตลาดให้หลากหลาย ก็สามารถทำเป็นอาชีพหลักได้แบบสบายๆ เพราะตลาดของไก่งวงยังสามารถเติบโตได้อีก ซึ่งในพื้นที่ของจังหวัดบึงกาฬเองยังผลิตจำหน่ายได้ไม่เพียงพอ และที่สำคัญผู้บริโภคฝั่ง สปป.ลาว ยังเข้ามาหาซื้อกันมากขึ้น จึงทำให้ตลาดของไก่งวงเป็นอาชีพที่ยังไปได้อีกไกล

“ยิ่งเราสามารถทำส่งขายฝั่ง สปป.ลาว ได้นี่จะยิ่งดี ราคาจะยิ่งสูง เพราะคนที่นั่นชอบมาก อย่างที่ร้านเขาก็ข้ามมากินที่ร้านอยู่ประจำ เวลาที่เขามาเที่ยวฝั่งบ้านเรา เมนูที่เขานิยมก็จะเป็นลาบไก่งวง ต้มยำ และก็ไก่งวงทอด 3 เมนูนี้จะเป็นเมนูหลักที่ใครมาต้องสั่งกิน ซึ่งไก่งวง 1 ตัว เนื้อค่อนข้างมาก สามารถทำอาหารเลี้ยงคนได้ประมาณ 20 คน โดยชาวบ้านแถวนี้บางทีก็หุ้นเงินกันมาซื้อแบบยกตัวไปทำกินกันเองก็มี ยิ่งช่วงเทศกาลจะขายดีมาก โตไม่ทันขายว่ากันง่ายๆ” คุณคณิศร เล่าถึงความต้องการของตลาด

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงไก่งวงเป็นอาชีพ คุณคณิศร ให้คำแนะนำว่า ต้องคิดทบทวนก่อนว่ามีความชอบที่จะเลี้ยงสัตว์หรือไม่ เพราะสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิต บางครั้งการเลี้ยงต้องมีการดูแลเอาใจใส่ แต่เมื่อเลี้ยงแล้วจะบอกว่ามีข้อดีหลายประการ เช่น มูลของสัตว์ ไม่ว่าจะวัวควาย หรือแม้แต่ไก่งวงก็สามารถนำมูลมาทำเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้พืชผลทางการเกษตรได้ จึงทำให้เกษตรกรสามารถลดเรื่องการซื้อปุ๋ยลงไปได้มาก ทำให้ประหยัดต้นทุน

“พอเรามีไก่งวงที่เลี้ยงไว้ ช่วงที่ราคายางไม่ดี เรายังไม่อยากกรีดขาย เราก็ไม่เดือดร้อนก็ยังไม่ต้องกรีด รอให้ราคาขึ้นก็ค่อนกรีดขาย เพราะเรายังมีไก่งวงที่เลี้ยงไว้ อย่างน้อยรายได้เราก็สามารถได้จากทางนี้ และที่สำคัญตั้งแต่มาเลี้ยงไก่งวง เรื่องการซื้อปุ๋ยเคมีถือว่าลดลงไปมาก ผมก็จะใช้มูลของไก่งวงนี่แหละ มาใส่ให้กับต้นยางพาราที่ปลูก เท่ากับว่าต้นทุนการผลิตเราก็ถูกลง ยังไงเราก็ต้องได้ผลกำไรอย่างแน่นอน การเกษตรทำเงินให้เราได้ไม่ยาก ขอเพียงผู้ที่จะทำมีแนวคิดในเรื่องของการจัดการให้ดีเท่านั้นพอ” คุณคณิศร กล่าวแนะนำ