พบเสือกระต่าย รอบ 40 ปี กรมอุทยานฯ เฮหนักมาก

ทีมงานวิจัยสถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาวสุดตื่นเต้น ถ่ายรูป ‘เสือกระต่าย’ หรือ ‘แมวป่า’ ทั้งตัวผู้ตัวเมีย ได้ครั้งแรกในรอบ 40 ปี ชี้ระบบลาดตระเวนป่าอมก๋อยเข้มแข็ง เตรียมสำรวจประชากรจริงจัง

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งข่าวดีจาก นายศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ สำนักสัตว์ป่า ว่า ผู้ช่วยนักวิจัยที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ได้รายงานว่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยนั้น พบเสือกระต่ายหรือแมวป่า โดยทีมงานวิจัยสถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาว นายจิรัชย์ คำอ้าย ผู้ช่วยนักวิจัย โดยที่ นายปริญญา ผดุงถิ่น ช่างภาพอิสระ สามารถถ่ายรูปได้ พบทั้งตัวผู้และตัวเมีย

“ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและน่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะประมาณ 40 กว่าปีแล้ว ที่เราไม่มีข่าวคราวของสัตว์ชนิดนี้ออกมา เวลานี้สามารถยืนยันได้แล้วว่า เสือกระต่ายไม่ได้หมดไปแล้วจากป่าไทยแน่นอน โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2519 ในรายงานสัตว์ป่าเมืองไทย ของ นพ. บุญส่ง เลขะกุล ผู้บุกเบิกงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่าของไทย ว่า เสือกระต่ายหรือแมวป่านั้นกระจายพันธุ์อยู่ในป่าผลัดใบตั้งแต่พื้นที่ภาคกลางขึ้นไปทางตอนเหนือ แต่หลังจากนั้นไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่ามีใครเจอสัตว์ชนิดนี้อีกเลย มีแต่พูดกัน แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่ครั้งนี้มีหลักฐานยืนยันจริงๆ” นายธัญญา กล่าว

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า การเจอเสือกระต่ายครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยเฉพาะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ และระบบการลาดตระเวนป่ามีความเข้มข้น โดยหลังจากนี้ ได้วางแผนขั้นต่อไปสำหรับการดูแลเสือกระต่ายในพื้นที่ดังกล่าว คือการสำรวจจำนวนประชากรว่ามีมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนพื้นที่ดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้น ส่วนตัวคิดว่าน่าจะมีข่าวดีกว่านี้ คือ มีจำนวนเสือกระต่ายมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่ววว่า เสือกระต่ายเป็นสัตว์ในตระกูลแมว อาศัยอยู่ในป่าผลัดใบ เป็นสัตว์ป่าปราดเปรียว ทั้งตัวผู้และตัวเมีย น้ำหนัก 4-6 กิโลกรัม ปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครในเมืองไทยศึกษาสัตว์ชนิดนี้อย่างจริงจัง จึงไม่มีข้อมูลทางวิชาการมากนัก อย่างไรก็ตาม คาดว่าที่มีการเรียกชื่อว่าเสือกระต่ายนั้นเป็นเพราะมันมีใบหูค่อนข้างใหญ่คล้ายกระต่ายป่า หรืออาศัยอยู่ในป่า ที่มักจะมีเหยื่อคือกระต่ายค่อนข้างชุกชุม

“ผมไม่ได้ยินเรื่องราวของเสือกระต่ายมานานมากแล้ว เกือบจะคิดว่ามันสูญพันธุ์ไปจากป่าเมืองไทยด้วยซ้ำไป เพราะสัตว์ชนิดนี้พบเฉพาะในป่าของประเทศอินเดียเท่านั้น ส่วนที่ประเทศไทยมีแต่พูดถึงว่าเห็นตรงนั้นตรงนี้ แต่ไม่มีภาพถ่ายยืนยัน จนกระทั่งเจอล่าสุดที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ที่นายปริญญาถ่ายภาพออกมาชัดเจนมาก” นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

ธ.ก.ส.ใกล้ปิด “จำนำยุ้งฉาง” ข้าวไหลเข้าโครงการแค่ 1 ล้านตันข้าวเปลือกเชื่อชาวนาไถ่ถอนกว่า 7 แสนตัน วงการค้าข้าวชี้ราคาข้าวอยู่ช่วงขาลง เหตุข้าวเวียดนามออกสู่ตลาดส่งผลข้าวไทยแข่งราคาหนัก หลังรัฐเปิดประมูลขายข้าว 2.8 ล้านตัน ผู้ส่งออกเสนอราคาซื้อต่ำมาก

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รายงาน ครม. เพื่อรับทราบความคืบหน้าการดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวปีการผลิต 2559/2560 ณ เดือนมกราคม 2560 ในส่วนสถานการณ์ด้านการตลาดปรากฏ มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกที่ความชื้น 15% (30 ม.ค. 2560) ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนดำเนินโครงการ (15 พ.ย. 2559) โดยข้าวหอมมะลิ เพิ่มขึ้น 500-1,700 บาท/ตัน, ข้าวหอมมะลิ เพิ่มขึ้น 1,000-1,200 บาท/ตัน, ข้าวเหนียวคละ 1,100-2,000 บาท/ตัน, ข้าวเจ้า 5% 100-500 บาท/ตัน และข้าวปทุมธานี 200-400 บาท/ตัน เป็นผลมาจากการดำเนินโครงการ 4 โครงการ สามารถดึงอุปทาน (ปริมาณ) ข้าวเปลือกออกไปแล้ว ประมาณ 5.099 ล้านตัน หรือคิดเป็น 37.77% จากเป้าหมาย 13.5 ล้านตัน แบ่งเป็น

1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกและการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/2560 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีการจ่ายสินเชื่อไปแล้ว 3,129.15 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณข้าวเปลือก 357,414.65 ตัน เกษตรกรได้รับสินเชื่อ 58,190 ราย ส่วนค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว มีการโอนเข้าบัญชีเกษตรกรแล้ว 286,437 ราย เป็นเงิน 2,781.48 ล้านบาท จากเป้าหมายวงเงิน 40,151.08 ล้านบาท หรือคิดเป็น 6.92%
2) สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรรวม 245 แห่ง เป็นเงิน 6,749.93 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณข้าวเปลือก 959,918.57 ตัน

3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2559/2560 ใน 40 จังหวัด ผู้ประกอบการ 243 ราย จำแนกเป็นข้าวเปลือก 2,903,867.43 ตัน และข้าวสาร 541,963.59 ตัน รวมเป็นข้าวเปลือกรับซื้อจากเกษตรกร 3,725,024.38 ตัน คิดเป็น 46.56% มูลค่า 35,863.86 ล้านบาทและ 4) โครงการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก ณ วันที่ 20 ม.ค. 2560 จัดมาแล้ว 41 จังหวัด รวม 98 ครั้ง คิดเป็น 78.40% ของเป้าหมาย โดยมีปริมาณรับซื้อที่ 56,704.55 ตัน มูลค่า 471.78 ล้านบาท ขายได้สูงกว่าตลาดตันละ 100-1,200 บาท

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/2560 (จำนำยุ้งฉาง) มีความคืบหน้าไปได้ดี โดยชาวนาที่นำข้าวมาเข้าโครงการส่วนใหญ่ยังเป็นชาวนาทางภาคอีสาน ส่วนภาคกลางไม่ค่อยมี เนื่องจากไม่มียุ้งฉางเป็นของตัวเอง

มีรายงานข่าวจาก ธ.ก.ส.เข้ามาว่า การจำนำยุ้งฉางได้เริ่มจ่ายเงินสินเชื่อให้แก่ชาวนาตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2559 จนถึงต้นเดือน ก.พ. 2560 ปรากฏมีชาวนาเข้าร่วมโครงการแล้ว 161,675 ราย สถาบัน/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์การเกษตร 34 สถาบัน คิดเป็นปริมาณข้าวเปลือก 954,000 ตันข้าวเปลือก มูลค่าสินเชื่อ 8,700 ล้านบาท โดยเฉพาะชาวนาอีสานปีนี้ส่วนใหญ่นำข้าวมาเข้าโครงการจำนำยุ้งฉางเกือบหมด

“ไม่ขายสดให้โรงสีกับพ่อค้า” ส่งผลให้โรงสีต้องรอซื้อหลังโครงการครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งประเมินว่า หลังจากจบโครงการในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้จะมีปริมาณข้าวเปลือกกว่า 1 ล้านตัน จากเป้าหมาย 3 ล้านตัน และน่าจะมีเกษตรกรไถ่ถอน เพราะราคาตลาดดีขึ้นค่อนข้างมาก สุดท้ายจะเหลือข้าวในยุ้งฉางประมาณ 300,000 ตันเท่านั้นซึ่งจะประมูลหลังจากปิดโครงการไปแล้ว 5 เดือน (กรกฎาคม)

สวนทางกับมุมมองของวงการค้าข้าวที่มองว่าราคาส่งออกข้าวมีแนวโน้ม “ทรงตัวและอาจจะลดลง” เนื่องจากซัพพลายข้าวโลกมีปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตข้าวนาปีของเวียดนามที่จะออกสู่ตลาดในเดือนมีนาคมนี้ ประมาณ 10-12 ล้านตัน โดยปกติเวียดนามขายล่วงหน้าไว้ แต่ปีนี้ไม่มีออร์เดอร์ล่วงหน้าจึงต้องมาแข่งขันประมูลขายข้าวขาว 25% ให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์กับประเทศไทยอย่างแน่นอน ซึ่งไทยน่าจะชนะประมูลล็อตนี้ ปริมาณ 100,000 ตัน จากปริมาณที่ซื้อทั้งหมด 250,000 ตัน และยิ่งหากรัฐบาลพิจารณาอนุมัติขายข้าวในสต๊อกที่เปิดประมูลลอตล่าสุด 2.86 ล้านตันออกไป โดยไม่คำนึงถึงระดับราคาเสนอซื้ออีก “จะยิ่งทำให้ราคาข้าวต่ำลง” เพราะรอบนี้มีผู้เสนอราคาซื้อที่ต่ำมาก เช่น ข้าวขาว 5% ตันละ 6,000-8,000 บาท จากราคาตลาด 11,000 บาท, ข้าวหอมมะลิตันละ 13,000 บาท จากราคาตลาด 24,000-25,000 บาท, ข้าวหอมจังหวัดตันละ 10,000 บาท ราคานี้อาจจะมีส่วนชี้นำราคาตลาดข้าวให้ลดลงได้ ซึ่งไม่เพียงจะกระทบข้าวนาปรังรอบใหม่ที่กำลังออกสู่ตลาด แต่จะกระทบต่อสต๊อกข้าวในมือเอกชนด้วย และหาก ธ.ก.ส.เปิดระบายข้าวจากโครงการจำนำยุ้งฉางอีก ราคาข้าวหอมมะลิจะลดลงอย่างรุนแรง

“แนวโน้มราคาข้าวลดลงอย่างนั้นชาวนาคงจะไม่มาไถ่ถอนข้าวเปลือกออกจากโครงการรับจำนำยุ้งฉาง ซึ่งธ.ก.ส.ต้องเก็บข้าวไว้ และพิจารณาแนวทางการระบายอย่างรอบคอบ ไม่ให้กระทบกับราคาตลาดเหมือนกับปีก่อน” แหล่งข่าวกล่าว

ด้านนางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงผลการยื่นซองเสนอราคาข้าวสารสต๊อกรัฐบาล ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 2.86 ล้านตัน ปรากฏมีผู้ยื่นซองเสนอราคาทั้งหมด 66 ราย จากผู้ผ่านคุณสมบัติทั้งหมด 73 ราย หลังเปิดซองมีผู้เสนอราคาซื้อสูงสุดจำนวน 48 ราย ใน 185 คลัง ปริมาณ 2.03 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 70.98% ของปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมด มูลค่าที่เสนอซื้อประมาณ 18,500 ล้านบาท

โดยชนิดข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปริมาณ 745,000 ตัน (สัดส่วน 26.05%) ข้าวขาว 5% ปริมาณ 479,000 ตัน (16.75%) คณะทำงานระบายข้าวจะพิจารณาผลประมูลในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้

“รัฐบาลได้ระบายข้าวสต๊อกไปแล้ว 8.7 ล้านตัน มีการรับมอบข้าวไปแล้ว 7.7 ล้านตัน เหลืออีก 1 ล้านตัน ซึ่งอยู่ระหว่างการรับมอบข้าวกับบางส่วนข้าวมีปัญหาด้านคุณภาพทำให้รับมอบไม่ได้ และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-14 กุมภาพันธ์ ไทยสามารถส่งออกข้าวไปได้แล้ว 1.6 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 23,800 ล้านบาท ล่าสุดบริษัทคอฟโก้ ผู้นำเข้าจีนได้ตกลงซื้อข้าวจากไทยเพิ่มอีก 100,000 ตัน (หรือแสนตันที่สาม) จากสัญญาซื้อขายข้าว 1 ล้านตัน ในราคา 386 และ 391 เหรียญ/ตัน ตามขนาดบุรรจุ” แหล่งข่าวกล่าว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 มีความว่า

“…สิ่งสำคัญที่เราพอกิน อุ้มชูตัวเราได้ ให้มีความพอเพียงแก่ตัวเอง พึ่งตนเองได้ หมายความว่า ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน มีความเป็นอยู่อย่างประมาณตน มีกินมีใช้ตามอัตภาพ แล้วที่เหลือจึงจะขายเป็นรายได้ต่อไป…”

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้วยการจัดตั้ง “โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ขึ้นอย่างไม่เป็นทางการในพื้นที่ป่าดงนาทามอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดอุบลราชธานี มีการถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการนำจุลินทรีย์ หรือ EM มาใช้ทางด้านการเกษตรและปศุสัตว์ อาทิ การทำปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยแห้ง การเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก การเพาะปลูก การเลี้ยงไก่ ฯลฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้จึงมีการขยายผลไปสู่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ทั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ มูลนิธิ วัด และชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่นต่อไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวม กระทั่งในปี 2546 โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงถูกกำหนดให้เป็นโครงการสายการบังคับบัญชาของ กฟผ.

คุณสุระพงษ์ สมชื่อ หัวหน้าแผนกสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงโครงการดังกล่าวเมื่อคราวที่ไปบรรยายพิเศษในงาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ” ที่นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จัดขึ้นเมื่อปลายปี 2559 ว่า

“งานชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนดำเนินการเพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในการเกื้อกูลและสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างธรรมชาติกับการดำรงชีพของมนุษย์ เป็นการสอนให้รู้จักนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นมาประยุกต์ปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการบริโภค ตลอดจนทำมาหากินเลี้ยงปากท้องภายใต้หลักการสำคัญคือต้องปลอดสารพิษเท่านั้น รวมถึงต้องไม่มีการก่อหนี้สิน มีการผสมผสานหลักการทำเกษตรให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้คำนึงถึงการรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แล้วนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด”

คุณสุระพงษ์ ชี้ว่า แนวทางนี้ควรยึดตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ อาทิ ส่งเสริมให้วิถีชีวิตของคนไทยหารายได้แบบพอมีพอกิน พึ่งตนเองได้, ให้ความรู้ ความเข้าใจในแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบไม่พึ่งพาเคมี เพื่อป้องกันการทำลายระบบนิเวศ, เสริมสร้างจิตสำนึกให้เกิดการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลระหว่างกัน, สนับสนุนและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง, ส่งเสริมเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ฯลฯ เป็นต้น สำหรับแนวทางในการดำเนินงานครอบคลุมด้านต่างๆ ได้แก่

ด้านการเกษตร ที่จะต้องแบ่งย่อยออกเป็นนาข้าว, พืชไร่, พืชสวน และพืชผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ
ด้านประมง เป็นการจำแนกสัตว์น้ำชนิดต่างๆ การจัดเตรียมบ่อเลี้ยงปลาให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด
งานด้านปศุสัตว์ แบ่งออกเป็นการเลี้ยงไก่พื้นเมืองและการเลี้ยงสุกร ทั้งนี้ ต้องมีการกำหนดการใช้จุลินทรีย์ที่เหมาะสมกับสุกร เพื่อให้เกิดอัตราการแลกเนื้อสูง ทำให้เนื้อมีสีแดงปราศจากไขมัน รวมทั้งยังทำให้สุกรมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย
สำหรับ 4. ด้านสิ่งแวดล้อม จะต้องให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสียหาย ตลอดจนนำแนวทางป้องกันมิให้สิ่งแวดล้อมต่างๆ ถูกทำลาย ทั้งนี้ สิ่งแวดล้อมที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ การบำบัดน้ำเสีย, การกำจัดกลิ่นเหม็น และการสร้างถังพิทักษ์โลกหรือถังใช้สำหรับบำบัดเศษอาหาร

คุณสุระพงษ์ กล่าวว่า ชีววิถีไม่ใช่อาชีพ แต่ต้องการผลิตอาหารเพื่อใช้เลี้ยงครอบครัวให้ได้อย่างพอเพียง แล้วพึ่งพาตัวเองได้ด้วยแนวคิดแบบง่ายๆ สามารถทำได้ในบริเวณบ้านพักตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องไปหาที่ดินผืนใหม่ จะใช้ขนาดพื้นที่เท่าไรก็ได้ตามแต่ที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

“หรือแม้แต่ในเมืองกรุงถ้าต้องการทำก็สามารถทำได้เช่นกัน อย่างแนวทางที่คิดคือสิบล้อพอเพียง ที่เพียงใช้ยางล้อรถที่เสียไม่ใช้งาน แล้วให้กลับด้านในออกเพื่อให้มีพื้นที่กว้างแล้วนำดินมาใส่ปลูกพืช ต้นไม้ล้มลุกได้ทุกแห่งในบริเวณบ้าน”

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของชีววิถีนั้น คุณสุระพงษ์ บอกว่า ห้ามนำสารเคมีมาใช้เลย ไม่ว่าอะไรก็ตาม ทั้งนี้ พระเอกในกระบวนการนี้คือจุลินทรีย์เท่านั้น เพราะต้องการให้นำจุลินทรีย์ไปใช้ในการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมัก รดต้นพืช ป้องกันแมลงศัตรูอย่างได้ผล แล้วขณะเดียวกัน ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย

คุณสุระพงษ์ เผยว่า จากเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมาที่ กฟผ. เข้าไปดำเนินงานในโครงการชีววิถีในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศแล้วประมาณ 60,000 ชุมชน ขณะเดียวกัน ได้มองว่าในจำนวนกลุ่มนี้หากดำเนินกิจกรรมได้เองอย่างเข้มแข็งก็จะถูกยกระดับให้เป็นชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง กฟผ. ที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองหรือบางแห่งสามารถพัฒนาไปได้ถึงการเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ที่ถูกคัดเลือกไว้จำนวน 35 แห่งทั่วประเทศ

อย่างที่อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เป็นชุมชนบ้านข้าวหอม ที่ผลิตข้าวอินทรีย์ได้อย่างมีคุณภาพ มีพื้นที่ปลูกประมาณ 400 ไร่ ซึ่งทาง กฟผ. ได้สนับสนุนโรงสีขนาดเล็ก พร้อมอุปกรณ์เครื่องจักรบางส่วน อีกทั้งยังมีการตั้งเป้าหมายว่าในปี 2564 จะสร้างชุมชนต้นแบบให้ได้จำนวน 89 ชุมชน โดยร่วมมือกับพันธมิตรเครือข่ายที่มีอยู่ทั้งหมด

“แนวทางชีววิถีไม่ใช่อาชีพ เพราะหากท่านมีอาชีพประจำอยู่แล้ว ก็สามารถนำแนวทางชีววิถีไปปฏิบัติภายหลังเสร็จจากงานประจำ ฝึกฝนทำให้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ลึกซึ้งจนเกิดเป็นความชำนาญแล้วค่อยขยายผลออกไปทีละเล็กน้อย จนไปถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้น แล้วท่านจะพบว่าแนวทางเช่นนี้จะช่วยทำให้มีกินมีใช้ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก สร้างความเข้มแข็งต่อการดำรงชีพได้อย่างยั่งยืนจริง” คุณสุระพงษ์ กล่าว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ลงพื้นที่ศึกษาแนวทางพัฒนาการเกษตรจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กรณีศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ระบุ การค้าผ่านด่านศุลกากรแม่สอดปี 2559 มีมูลค่ารวม 68,313 ล้านบาท ขณะนี้มี 4 สหกรณ์การเกษตรที่ดำเนินธุรกิจการค้ากับประเทศเมียนมาร์ เผย ปัญหาการลักลอบค้าขายในบริเวณชายแดนพบน้อยลง และมีการเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายที่ถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้น

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาแนวทางพัฒนาการเกษตรจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กรณีศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 , 2 และ 12 ได้ดำเนินการศึกษาถึงสถานการณ์การค้า รูปแบบการบริหารจัดการด้านการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งประกอบด้วยเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญในระดับพื้นที่ เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการค้าส่งออกและนำเข้าสินค้าเกษตร 5 อันดับสูงสุด และผู้จัดการสหกรณ์ที่นำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรของไทย-เมียนมาร์ รวม 139 ราย พบว่า

สถานการณ์การค้าผ่านด่านศุลกากรแม่สอดจังหวัดตากปี 2559 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 68,313 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออก 64,240 ล้านบาท และมูลค่านำเข้า 4,073 ล้านบาท ซึ่งการนำเข้าสินค้าจะดำเนินการแบบมีข้อตกลงซื้อขายระหว่างกันของผู้ซื้อและผู้ขาย โดยร้อยละ 70 นำเข้าและส่งออกผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายด้านการส่งเสริมการค้าชายแดนของทั้งสองประเทศ

สำหรับรูปแบบการบริหารจัดการด้านการนำเข้า – ส่งออกสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ พบว่า มีสหกรณ์การเกษตรที่ดำเนินธุรกิจการค้ากับประเทศเมียนมาร์ 4 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด สหกรณ์นิคม แม่ระมาด จำกัด สหกรณ์การเกษตรแม่ระมาด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรพบพระ จำกัด ตามนโยบายของรัฐบาลด้านการส่งเสริมการค้าชายแดนที่มีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักภายใต้กรอบ AFTA ซึ่งอนุญาตให้นำเข้าผลผลิตได้ในช่วง 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคมของทุกปี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรภายในประเทศ โดยปริมาณการนำเข้าขึ้นอยู่กับปริมาณการจัดสรรโควตาให้แก่สหกรณ์

ด้านความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) เห็นว่าปัญหาการลักลอบค้าขายในบริเวณชายแดนน้อยลงและเปลี่ยนเป็นรูปแบบการซื้อขายที่ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาด้านโลจิสติกส์ และการพัฒนาคลังสินค้าเริ่มมีมากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมในการแข่งขันทางการค้าในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย และปัญหาการลับลอบนำเข้าสินค้าเกษตรอยู่บ้าง

ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาการเกษตรในเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก ควรเน้น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) เน้นการทำงานร่วมกันระหว่าง Stakeholders ในพื้นที่ เช่น จัดเวทีเพื่อเจรจาให้ผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าเกษตรดำเนินการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อป้อนอุตสาหกรรม เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น 2) ประสานการทำงานเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐของไทย – เมียนมาร์ เช่น จัดให้มีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับประเด็นปัญหาสถานการณ์การนำเข้า – ส่งออกผ่านด่านชายแดนแม่สอด 3) ส่งเสริม

สนับสนุน เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ เช่น sbobetsix.com สนับสนุนให้สถาบันเกษตรกร/ผู้ประกอบการภาคเอกชนสร้างคลังสินค้า (แก้มลิง) สนับสนุนอุปกรณ์การตลาด เช่น ไซโล เครื่องอบ ลานตาก ให้มีศักยภาพในการบริหารจัดการผลผลิตในพื้นที่ และ 4) พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พัฒนาประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ตลอดจนจัดสรรและกำหนดกรอบอัตรากำลัง/บุคลากรของหน่วยงานภาครัฐให้สามารถปฏิบัติงานประจำตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สำหรับท่านที่สนใจข้อข้อมูลผลการศึกษาเพิ่มเติม สามารถขอรับข้อมูลได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจ

เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เวลา ๑๕.๐๐ น. ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๘-๒๕๕๙ (ครั้งที่ ๓๙)

นายเจียม ดวงสงค์ ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่นที่ ๒๓ ประกอบธุรกิจส่วนตัว ที่ปรึกษาบริษัทไทยฟาร์มมิ่ง, ประธานพัฒนาฟุตบอล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เข้ารับพระราชทานโล่ศิษย์เก่าแม่โจ้ดีเด่น

นายสุกิจ ติดชัย ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่นที่ ๔๘ ผู้อำนวยการกองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เข้ารับพระราชทานโล่ศิษย์เก่าแม่โจ้ดีเด่น นายพิศาล ตันสิน ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่นที่ ๔๙ หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีภูมิทัศน์, ประธานที่ปรึกษาสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คณะเทคโนโลยีการเกษตร เข้ารับพระราชทานโล่ศิษย์เก่าแม่โจ้ดีเด่น

ดร.ชาติชาย เกตุพรหม ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่นที่ ๕๑ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด เข้ารับพระราชทานโล่ศิษย์เก่าแม่โจ้ดีเด่น

นางปรียา เหลียวพัฒนพงศ์ ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่นที่ ๕๑ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอซีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด, เจ้าของสวนเกษตรเชิงพาณิชย์ Pandora hills, ที่ปรึกษา หจก.เฟรช บานาน่า

นายชิน เถียรทิม ศิษย์เก่าแม่โจ้รุ่น ๕๒ ผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วน โอ.เค.เมล็ดพันธุ์, กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูดส์ซีดส์ จำกัด, รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แม่โจ้ยูไนเต็ด จำกัด เข้ารับพระราชทานโล่ศิษย์เก่าแม่โจ้ดีเด่น

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ติดตามโครงการอุตสาหกรรมยาง หรือ Rubber City ของนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา บนพื้นที่ 1,218 ไร่ มั่นใจ Rubber City มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งทั้ง ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ในการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพารา อีกทั้งสามารถดึงผลผลิตยางในพื้นที่มาแปรรูปก่อให้เกิดการจ้างงานได้เพิ่มขึ้น

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเข้าไปเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีพื้นที่ 1,218 ไร่ ในการรองรับอุตสาหกรรมนวัตกรรมยาง อุตสาหกรรมน้ำยางข้น อุตสาหกรรมยางคอมปาวด์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง