พระองค์ท่านได้ทรงมีโครงการในพระราชดำริเกี่ยวกับข้าว

ทุกส่วนจะมีเรื่องข้าวเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ และเกี่ยวข้องกับประชาชนชาวไทยทรงให้ความสำคัญต่ออาชีพการทำนาและปัญหาขาดแคลนข้าวในถิ่นทุรกันดาร กระทั่งทรงเคยมีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ว่า อาชีพของเกษตรกรไทยไม่มีอาชีพใดสำคัญกว่าการปลูกข้าวหรือการทำนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯในท้องถิ่นชนบทของประเทศอย่างสม่ำเสมอ พระองค์จึงทรงเห็นสภาพความยากจน เดือดร้อน และเข้าพระราชหฤทัยอย่างลึกซึ้งถึงสาเหตุแห่งปัญหา จึงทรงริเริ่มและพระราชทานแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาในระดับต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะให้ประชาชนพึ่งตนเอง ให้พึ่งพาอาศัยปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด ในบางเรื่องทรงเห็นว่าการจัดสรรทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ๆ จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้าว ได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีข้าวพอกิน จึงเกิดเป็น “ธนาคารข้าว” โดยพระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งทำให้ธนาคารข้าวกลายเป็นแนวคิดที่แพร่หลาย เป็นนโยบายของรัฐ และเป็นแผนงานสำคัญแผนหนึ่งของการพัฒนาชนบทยากจนที่ผ่านมา

กระทั่งการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรชาวเขา ซึ่งเป็นถิ่นทุรกันดาร ทรงพบว่าข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค จึงทรงมีพระราชดำริให้มีการพัฒนาข้าวไร่

และได้ตรัสว่า อนาคตข้าวไร่จะมีบทบาทมาก และใช้น้ำน้อย จึงมีการก่อตั้งสถานีวิจัยข้าวที่ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เป็นสถานที่พัฒนาและวิจัยเกี่ยวกับข้าวไร่โดยเฉพาะ

รวมไปถึงพืชเมืองหนาว ธัญพืชเมืองหนาว เพื่อที่จะนำมาให้ชาวเขา นอกจากนี้ยังมีโครงการเมล็ดพันธุ์ข้าว และโครงการฝนหลวง เพื่อบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งในหลาย ๆ ส่วนที่พระองค์ท่านได้ทรงมีพระราชดำริมา กรมการข้าวพร้อมสานต่อพระราชปณิธาน และจริง ๆ แล้วภารกิจหลักของกรมการข้าวมีมานาน มีการก่อตั้งแล้วยุบเลิกไป

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้มีหน่วยงานดูแลเรื่องข้าวอย่างครบวงจร โดยเฉพาะงานวิจัยและงานส่งเสริมต่าง ๆ เพื่อที่จะพัฒนาข้าวให้อยู่คู่กับประเทศไทย จึงได้ตั้งกรมการข้าวขึ้นมาอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาส่วนพระองค์เกี่ยวกับข้าว ประกอบด้วย 3 โครงการได้แก่ 1.โครงการข้าวครบวงจร เนื่องจากปัญหาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรใช้ปลูกไม่ดีพอ และเป็นที่มาของโครงการธนาคารข้าว 2.โครงการสาธิตการทำการเกษตรแบบผสมผสาน 3.โครงการตลาดเพื่อชุมชน เป็นโครงการที่ดำเนินการในพื้นที่ 6 ไร่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งกองทุนตลาดชุมชน จำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ ปัจจัยการผลิต โรงสีข้าว มาจำหน่ายส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ในราคาถูก

“วิจัยพันธุ์ข้าว” ความท้าทาย

นายอนันต์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมการข้าวได้สานต่อทำงานวิจัยข้าวทุกด้าน แต่ในระยะหลังเน้นเรื่องการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งมีทั้งการพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมาเป็นข้าวบริสุทธิ์ มาทำเป็นพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง และพันธุ์ที่ต้องมาผสมคัดเลือกพันธุ์ที่ดีออกมา เพื่อส่งเสริมให้ชาวนานำเอาไปเป็นพันธุ์ที่ใช้กันอย่างมากและเน้นพัฒนาพันธุ์ที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ทั้งพัฒนาพันธุ์ข้าวทนโรค ทนแมลง ทนน้ำท่วม

การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้มีผลผลิตต่อไร่สูง และต้นทุนต่ำ รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ ที่สำคัญคือกรมเองได้สนองงานของพระองค์ท่านเรื่องของการพัฒนาพันธุ์พื้นเมือง ข้าวที่มีคุณลักษณะพิเศษ

แต่เดิมพันธุ์ข้าวบ้านเราจะมีลักษณะมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีพันธุ์ข้าวหลายหมื่นพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์พื้นเมือง ที่ปลูกมากที่สุดเป็นพันธุ์หลัก ๆ คือ ข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งถือว่าเป็นข้าวคุณภาพดี

โซนปลูกข้าวหอมมะลิที่มากที่สุด คือ ภาคอีสานตอนล่างและภาคเหนือตอนล่าง และยังมีข้าวเหนียว กข 6 เป็นผลงานการพัฒนาพันธุ์ของกรมการข้าว รวมถึงข้าวเหนียว ข้าวขาว ซึ่งตอนนี้พัฒนาถึง กข 69

และการวิจัยพัฒนาพันธุ์ที่ออกมาใหม่ คือ กข 61 62 และ 63 ซึ่ง กข 63 จะไปรองรับเฉพาะด้านแปรรูปข้าวเป็นหลัก ส่วน กข 57 เป็นพันธุ์ข้าวที่ทนหนาว ก็จะใช้ปลูกในช่วงนาปรังฤดูหนาว นับว่าข้าวมีความหลากหลายทั้งกายภาพและชีวภาพ ซึ่งนักวิจัยและชาวนาต้องปรับตัวให้สอดรับกับมิติดังกล่าวไปพร้อม ๆ กัน

“ข้าว” พืช ศก.-สังคม-วัฒนธรรม

“ผมเรียนทุกครั้งว่า ข้าวมีหลายมิติ ไม่เหมือนกับข้าวโพด ยาง ปาล์ม หรือพืชอื่น ๆ คือ มีมิติเดียวเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่ข้าวเป็นทั้งพืชวัฒนธรรม พืชสังคม ไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น เดิมทีเช่นพื้นที่โซนนิ่งไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวคือ 11 ล้านไร่ ถ้าหากเรามองในแง่เศรษฐกิจ ในจำนวนพื้นที่ทั้งหมดนี้ทั้ง 11 ล้านไร่ ไม่เหมาะสมเลย และควรปลูกพืชอย่างอื่น แต่พอเป็นมิติทางวัฒนธรรม ประชาชนปลูกเพื่อบริโภคต่าง ๆ ก็ยังต้องปลูก”

ดังนั้นบทบาทของกรมการข้าว คือต้องมีงานวิจัยว่า ดินเค็มตรงนั้นไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว แต่เขาปลูกอยู่แล้ว เป็นวิถีชีวิตเชิงสังคม วัฒนธรรม จึงต้องคิดว่าหากจะปลูกต้องใช้พันธุ์ใด อย่างไรจึงจะเหมาะสม

เช่นเดียวกับพันธุ์ข้าวของชาวเขา แน่นอนว่าเป็นพื้นที่ไม่เหมาะสม แต่เราต้องมีการวิจัยคิดค้นพันธุ์ข้าวให้ทนต่อฤดูหนาว หรือพื้นที่ เช่น ที่ จ.ชัยภูมิ ได้ร่วมลงพื้นที่กับท่านรัฐมนตรีแล้วเห็นว่า ที่ดินที่เดียวสามารถทำข้าวหอมมะลิและข้าวอินทรีย์ได้ด้วย ซึ่งต้องดูมิติใหม่ด้วย

วันนี้เราได้ปรับโซนนิ่ง โดยปรับบทบาทกรมการข้าว บทบาททางสังคม เข้าร่วมกัน อย่างหน่วยงานรัฐ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ใช้แผนที่ดิน กรมชลประทานดูแผนที่น้ำต่าง ๆ แล้วเอาความต้องการเรื่องข้าวเข้ามา พระราชดำริของพระองค์ท่านเข้ามา

ดังนั้นบทบาท ณ วันนี้ ต้องเอาทุกมิติมาดู ปรับปรุงแผนที่ปลูกข้าว (Agri-map) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ดังที่พระองค์ท่านได้มีพระราชดำรัสเอาไว้ ในเรื่องของแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่สู่การดำรงชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

งาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล”

เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ระหว่างวันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2559 กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรภาคเอกชน และ บมจ.มติชน โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จะจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน งาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ” ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ

ถือเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะพระบิดาแห่งงานวิจัยและพัฒนาข้าวไทย ภายในงานจะมีการแสดงพันธุ์ข้าวพระราชทาน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ที่กรมการข้าวรับรองพันธุ์ เช่น พันธุ์หอมมะลินิลสุรินทร์ ข้าวซีบูกันตัง ของภาคใต้ ข้าวขาวเจ๊กคลองชัยนาท รวมทั้งโครงการหลวง และร่วมแสดงความไว้อาลัย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อเกษตรกรและชาวนาไทย

นายชัยมงคล ไชยรบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สกลนคร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาชาวนาถูกผลิตคำพูดไว้อย่างสวยหรู ว่า เป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่ปัจจุบันชาวนาอยู่ในสภาวะผลผลิตตกต่ำ อาจไม่สามารถขายข้าวให้ต่างชาติได้ แต่เชื่อมั่นว่าในประเทศไทยยังมีจังหวัดที่สั่งข้าวเข้าไปบริโภค รวมถึงจังหวัดจันทบุรี ต้องสั่งข้าวเข้าไปกิน หากจับคู่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.) บริหารจัดการแทนโรงสี เพื่อนำข้าวคุณภาพดี ต้นทุนต่ำจากจังหวัดสกลนคร ส่งให้ผู้บริโภคในจังหวัดจันทบุรีหรือจังหวัดอื่นๆ ที่สั่งข้าวกิน จะสามารถแก้ปัญหาได้

“การทำนาในภาคอีสาน ส่วนหนึ่งเก็บไว้กิน อีกส่วนนำไปขาย สกลนครมีปริมาณการผลิตข้าว 6-7 แสนตัน บริโภคภายในจังหวัด ประมาณ 3 แสนตัน ส่วนที่เหลือคือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ต้องสั่งข้าวเข้าไปบริโภคภายในจังหวัด ถ้า อปท. สำรวจความต้องการขายและความต้องการซื้อของแต่ละจังหวัด แล้วให้ท้องถิ่นประสานความร่วมมือ จะเป็นแนวทางแก้ปัญหาให้ชาวนาได้ ทั้งนี้ อปท. มิได้มุ่งหวังทำการค้าแข่งขันกับผู้ใด แต่มองที่ชาวนาไม่สามารถจัดการเรื่องการตลาดได้ จึงต้องจัดการชาวนาให้เข้มแข็ง มี อปท. เป็นผู้ประคับประคอง ขอยืนยันจะทำเรื่องนี้อย่างดีที่สุด โดยนัดพูดคุยกับท้องถิ่นทั้งประเทศจับคู่แลกเปลี่ยนสินค้ากัน” นายชัยมงคล กล่าว

นายธนภณ กิจกาญจน์ นายก อบจ. จันทบุรี กล่าวว่า ประชาชนชาวจันทบุรี 80% มีอาชีพทำสวนผลไม้ ซึ่งจันทบุรีและสกลนคร เรามีความคล้ายคลึงกัน โดยจันทบุรีมีศูนย์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์คุ้งกระเบน ส่วนสกลนครมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ซึ่งจันทบุรีมีผลไม้เป็นหลัก ส่วนสกลนคร 85% มีข้าวเป็นหลัก ดังนั้น ทั้ง 2 จังหวัด หรืออีกหลายๆ จังหวัด จึงมีแนวคิดเสนอกระทรวงมหาดไทย หรือกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ อปท. ทุกระดับดำเนินการช่วยเหลือ เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายของรัฐบาล

“อบจ. สกลนคร และ อบจ. จันทบุรี ตกลงกันว่าจะนำข้าวสารคุณภาพดีจากสกลนคร ต้นทุนไม่สูงของชาวนาสกลนคร ไปขายที่จันทบุรีอย่างน้อย 50 ตัน ก่อน และจะสั่งข้าวเข้าไปจำหน่ายเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ ชาวนาสามารถขายข้าวในราคาที่พึงพอใจ การกดขี่หรือการเอารัดเอาเปรียบจากโรงสีคงจะไม่เกิดขึ้น”

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการส.ป.ก.และปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำคณะ ร่วมเวทีเสวนา “ผืนดินพระราชทาน…สืบสานพระราชปณิธานแผ่นดินพ่อ” ในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีเกษตรกรที่ทำกินในที่ดินพระราชทาน นายสนอง เทียนบูชา นายนพดล สว่างญาติ และเกษตรกรโฉนดหมายเลข 1 เข้าร่วมเสวนาด้วย

นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก.ได้เล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกร ”…พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกๆ ด้าน ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและการพัฒนาการเกษตร เป็นปัญหาหนึ่งที่พระองค์ทรงสนพระทัย และ ทรงเป็นผู้ริเริ่มในการพัฒนาด้านการเกษตรต่างๆ เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประกาศใช้บังคับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชได้พระราชทานที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในพื้นที่ 8 จังหวัด จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้กันเนื้อที่บางส่วนออกเนื่องจากที่ดินไม่ได้ใช้เพื่อการเกษตรและมีภาระผูกพันกับหน่วยงานราชการอื่นจึงคงเหลือพื้นที่ให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินได้ 43,902 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครปฐม จังหวัดนครนายก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานี”

เลขาธิการส.ป.ก กล่าวเพิ่มเติมว่า “การดำเนินการปฏิรูปที่ดินในผืนดินพระราชทานทั้ง 5 จังหวัด ส.ป.ก. ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาเส้นทางคมนาคม ชลประทาน และที่สำคัญคือการพัฒนาเกษตรกรตามหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อสร้างโอกาส “การเข้าถึงองค์ความรู้” “การเข้าถึงระบบตลาด”และ “การเข้าถึงแหล่งทุน” ปัจจุบันมีเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน 3,264 ราย ส.ป.ก.ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาส่งเสริมและสนับสนับสนุนให้เกษตรกรได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาท เราได้จัดตั้งนิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดิน จัดตั้งศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานขึ้น และที่เรากำลังจะเดินหน้าต่อไปคือการสร้างเครือข่ายเกษตรกร สร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน สร้างเครือข่ายสหกรณ์ในผืนดินพระราชทานให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้สมกับที่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้….”

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ขับเคลื่อนกิจกรรมสู่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน สืบสานพระปณิธานแผ่นดินพ่อ เพื่อการพัฒนาศักยภาพผืนดินทำกิน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ ให้ความช่วยเหลือด้านองค์ความรู้ และเข้าถึงโอกาสทางเลือกในการเปลี่ยนอาชีพควบคู่กับการสนับสนุนการตลาด และปัจจัยพื้นฐาน จะช่วยทำให้เกษตรกรในเขตที่ดินพระราชทาน มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะพึ่งตนเองตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้คงอยู่กับเกษตรกรตลอดไปสมดังพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ่อผู้ให้ผืนดินทำกิน

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดกิจกรรม “วันยุวเกษตรกรโลก” ภายใต้ Theme 4-H ยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมติวเข้มสอนเยาวชนเกษตรฝึกหัดการขยายพันธุ์พืช และจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านสื่อ Social Network ในยุค Thailand 4.0 ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 ณ ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีภารกิจในการพัฒนาเกษตรกร และองค์กรเกษตรกร โดยการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาอาชีพการเกษตร ซึ่งส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน คือ การสนับสนุนสมาชิกครอบครัวเกษตรกรให้รวมตัวเป็นกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และกลุ่มยุวเกษตรกร เพื่อเป็นสื่อกลางสำหรับการเผยแพร่ความรู้ต่อให้เกษตรกรทั่วไป สำหรับกลุ่มยุวเกษตรกรจะได้รับการบ่มเพาะความรู้และฝึกหัดการเกษตรพื้นฐาน สร้างทัศนคติที่ดีมีใจรักอาชีพการเกษตร รวมทั้งการทำงานในรูปแบบกลุ่ม เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเข้ารับการพัฒนาขึ้นไปเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ในการรับบริการความรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างเครือข่าย เริ่มต้นประกอบอาชีพการเกษตรเป็น Young Smart Famer และ Smart Farmer ต่อไป

โดยในปี 2557 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร 2 คน ที่ปรึกษายุวเกษตรกร 1 คน และยุวเกษตรกร 1 คน รวม 4 คน เป็นผู้แทนประเทศไทย เดินทางไปร่วมประชุม The 1st Global 4-H Network Summit 2014 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผู้แทนประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วมเข้าประชุม จำนวน 160 คน จาก 50 ประเทศ รวม 5 ภูมิภาค ได้แก่ เอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา และแคริบเบียน โดยสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้แทนของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการประชุม The 1st Global 4-H Network Summit 2014 ได้มีการลงนามร่วมกับผู้แทนภูมิภาคอื่นๆ รับรองกฎบัตรเครือข่ายยุวเกษตรกรโลกและประกาศปฏิญญากรุงโซล เพื่อการขับเคลื่อนงาน 4-H ร่วมกัน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 และมีผลทำให้วันนี้ของทุกปี ถือว่าเป็น “วันยุวเกษตรกรโลก (Global 4-H Day)” โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป เพื่อดำเนินงานขับเคลื่อนการดำเนินงานยุวเกษตรกร (4-H) ของทุกประเทศทั่วโลกให้เจริญก้าวหน้า

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปี 2559 กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดจัดงานฉลอง “วันยุวเกษตรโลก” ร่วมกับสมาคมยุวเกษตรสากลแห่งประเทศไทย (IFYE Thailand) ภายใต้ Theme 4-H ยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 ณ ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จ.กาญจนบุรี เพื่อให้ยุวเกษตรกรผู้มาร่วมงานได้เรียนรู้ฝึกหัดการขยายพันธุ์พืช และจำหน่ายสินค้าการเกษตรผ่านสื่อ Social Network ตลอดจนสร้างกลุ่มยุวเกษตรกรให้เข้มแข็ง รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์งานยุวเกษตรกรในยุค Thailand 4.0 โดยจัดกิจกรรมพร้อมกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมีการจัดกิจกรรมดังกล่าว สำหรับผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย ยุวเกษตรกร จำนวน 200 คน เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน ครูที่ปรึกษา อีกจำนวน 50 คน รวมทั้งสิ้น 250 คน โดยกิจกรรมอื่นๆ ที่มุ่งเน้นด้านการเกษตรจะมีการจัดฐานเรียนรู้ ได้แก่ การขยาย Cactus ในกระถาง, การเพาะถั่วงอกมือถือ, ตลาดเกษตรออนไลน์, เศรษฐกิจพอเพียง (ปลูกผักในภาชนะเหลือใช้), การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เช่น จิ้งหรีด ชันโรง, กิจกรรมรื่นรมย์ชมสวนกล้วย และ English in Agriculture เพื่อให้ ยุวเกษตรกรได้มีประสบการณ์พื้นฐานการเกษตร และการทำงานเป็นกลุ่ม รวมทั้งจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรขึ้นใหม่เพื่อขยายผลต่อไปอย่างน้อย 9 กลุ่ม 9 โรงเรียน เป็นการเตรียมความพร้อมภาคเกษตรในอนาคต

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นายทองเปลว กองจันทร์ sananegerek.com ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ภัยแล้ง 2559/60 ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานว่าในที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 59/60 ในเขตพื้นที่ชลประทาน ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำทุนเพื่อใช้บริหารจัดการ 31,245 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แบ่งเป็นจัดสรรน้ำเพื่อใช้ฤดูแล้ง 17,673 ล้านลูกบาศก์เมตร และสำรองน้ำไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ปี 60 จำนวน 13,205 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปริมาณน้ำที่จัดสรรไว้ในฤดูแล้ง ปี 60 จำนวน 17,673 นี้ แบ่งเป็นอุปโภคและบริโภค 2,339 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 13% รักษาระบบนิเวศ 5,440 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 31% การเกษตร 9,579 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 54% และอุตสาหกรรม 315 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 2%

นายทองเปลว กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้ 5 อ่างเก็บน้ำ ยกเลิกการส่งน้ำเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ทั้งการปลูกข้าวและปลูกพืชไร่ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคเท่านั้น ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา 4 แห่ง คือ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแชะ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 1 แห่ง คือ เขื่อนปราณบุรี ในขณะที่อ่างเก็บน้ำอีก 5 แห่ง จะสนับสนุนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการปลูกพืชใช้น้ำน้อย (ยกเว้นข้าว) เท่านั้น ได้แก่ เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์, เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี และภาคใต้ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้นำ 8 มาตรการช่วยเหลือภัยแล้ง ปี 58/59 ขึ้นมาพิจารณา โดยจะคัดเลือกมาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดในฤดูแล้ง 59/60 มาใช้ อาทิ จ้างงานในฤดูแล้ง โครงการพัฒนาอาชีพตามความต้องการของชุมชน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เป็นต้น

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน นางวิภารัตน์ ไชยานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร (กทม.) รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบปัญหาภาวะราคาข้าวตกต่ำโดยการรับซื้อข้าวใหม่ในรอบปีการผลิต 2559-2560 ต่อที่ประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ว่า กทม.ได้รับซื้อข้าวจากเกษตรกรโดยตรง จำนวน 1,000 ตัน เพื่อจำหน่ายให้ข้าราชการและลูกจ้าง กทม.ในราคาถูก ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะจัดส่งข้าวให้ กทม.กระจายไปตาม 50 เขต ภายในเดือนธันวาคมนี้ และในอนาคตจะรับซื้อข้าวจากสหกรณ์และเกษตรกรเพิ่มเติมเพื่อจำหน่ายให้โรงพยาบาลและโรงเรียนในสังกัด กทม.ต่อไป

“เบื้องต้น กทม.ได้ประสานผ่านกระทรวงมหาดไทย และกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรับซื้อข้าวใหม่ในรอบปีการผลิต 2559–2560 จำนวน 1,000 ตัน จากสหกรณ์และเกษตรกรใน 23 จังหวัด โดยตรง และจำหน่ายให้ข้าราชการและลูกจ้าง กทม.ในราคาถูก โดยข้าวหอมมะลิใหม่ ถุงขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม ราคา 160 บาท และข้าวขาว ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม ราคา 120 บาท” นางวิภารัตน์ กล่าว