พริกไทยซีลอน พืชไม้เลื้อยอายุยืน ปลูกง่าย ให้ผลผลิตดี

“พริกไทย” เป็นต้นไม้อายุยืน จัดอยู่ในประเภทไม้เลื้อย ลักษณะลำต้นจะเป็นข้อๆ ลักษณะใบจะมีสีเขียวสด มีใบที่ใหญ่คล้ายใบโพ ดอกของพริกไทยจะมีดอกที่เล็ก และออกดอกเป็นช่อตรงข้อของลำต้น มีลักษณะเป็นพวง จะมีเมล็ดกลมๆ ติดกันอยู่เป็นพวง สำหรับบ้านเราพริกไทยถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในการประกอบอาหาร เป็นยารักษาโรค และในปัจจุบัน พริกไทยยังพบมากในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ความงามบางชนิด

หากพูดถึงสรรพคุณทางยาพื้นบ้าน ส่วนมากใช้รักษาและบรรเทาอาการเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ขับพยาธิ แก้ลมจุกเสียดแน่น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุแก้อาการอาหารไม่ย่อย ระงับอาการอาเจียน ผ่อนคลายอาการไม่สบายจากอาหารเป็นพิษ นี่ถือเป็นส่วนหนึ่งของประโยชน์จากพริกไทยเท่านั้น

แท้จริงแล้ว พริกไทยเป็นพืชที่สามารถใช้รักษาในโรคต่างๆ ได้ทุกส่วน เช่น ราก ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ, เถาพริกไทย ช่วยรักษาอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง, ดอก ช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น, เมล็ด ช่วยแก้หวัดและลดไข้, ใบและราก ช่วยแก้อาการปวดมวนท้อง เป็นต้น

คุณชัยยศ วันคง อายุ 38 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 94 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันคุณชัยยศประกอบอาชีพเกษตรกรปลูกพริกไทยซีลอน เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก กิ่งพันธุ์พริกไทยซีลอน คุณชัยยศ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามาเป็นเกษตรกรว่า เดิมทีผมเกิดในครอบครัวเกษตรกร ทำให้รู้สึกว่าการเกษตรก็เหมือนชีวิตของเรา เข้าใจและรับรู้เรื่องการทำการเกษตรมาตั้งแต่จำความได้ เริ่มทำงานรับจ้างทำการเกษตรทั่วไป และช่วยที่บ้านทำเกษตรตั้งแต่อายุ 15 ปี

“พอเรียนจบอนุปริญญา ก็ได้เข้ากรุงเทพฯ มาทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ในช่วงแรกก็ดูจะเป็นไปด้วยดี มีเงินเดือนที่แน่นอน ส่งให้พ่อแม่และเลี้ยงดูตนเอง แต่พอระยะเวลาผ่านไปหลายปี เริ่มทำให้มองเห็นว่าการจะพัฒนาไปให้ไกลกว่าเดิมกับอาชีพตรงนี้ที่ทำอยู่คงเป็นไปไม่ได้ เลยเกิดความคิดว่างั้นเรากลับไปพัฒนาพื้นที่ดินของพ่อแม่ดีกว่า เชื่อมั่นว่ายังไงเราก็ทำได้ เหตุผลนี้ทำให้ตัดสินใจออกจากงานประจำในอายุ 27 ปี”

คุณพ่อของคุณชัยยศเคยปลูกพริกไทยมาก่อน ทำให้คุณชัยยศและครอบครัวมีความรู้และประสบการณ์อย่างมากในการปลูกพริกไทยให้ได้ผลผลิตที่ดี ในตอนนั้นคุณแม่ของคุณชัยยศก็ได้ยกที่ดินจำนวน 4 ไร่ ให้กับคุณชัยยศเพื่อใช้ทำกิน คุณชัยยศเริ่มต้นพัฒนาที่ดิน 4 ไร่ จากการปลูกพริกไทยพันธุ์ซีลอน จำนวน 600 หลัก และปลูกพืชผัก ผลไม้ โดยใช้หลักการทำเกษตรแบบผสมผสาน ที่สามารถมีผลผลิตไปขายได้ในทุกวัน ทำให้คุณชัยยศมีรายได้ตลอดทั้งปีจากการทำเกษตร

คุณชัยยศ กล่าวว่า เหตุผลที่ทำให้เลือกปลูกพริกไทยพันธุ์ซีลอน เพราะพริกไทยพันธุ์ซีลอนเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศบ้านเราอย่างมาก และพริกไทยพันธุ์ซีลอนให้ผลผลิตที่เยอะ เมล็ดใหญ่ ช่อที่ยาว พริกไทยพันธุ์ซีลอนปลูกแล้วยังไงก็มีตลาดรองรับอย่างแน่นอน และสามารถให้ผลผลิตได้นาน

พริกไทยซีลอนมีคุณลักษณะเด่นคือ มีใบและทรงพุ่มใหญ่ ฝักยาว น้ำหนักดี สามารถเก็บฝักอ่อนจำหน่ายได้ เมื่อฝักมีอายุตั้งแต่ 3-6 เดือน ซึ่งถือเป็นข้อดี เพราะสามารถอั้นฝักไปเก็บขายในช่วงเดือนที่พริกไทยมีราคาแพงได้ อีกทั้งพริกไทยสายพันธุ์นี้ไม่ค่อยมีโรครบกวน แต่จะมีปัญหาเดียวในช่วงปลายฝนต้นหนาวคือ ราน้ำค้าง ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ไม่ยุ่งยาก

คุณชัยยศอธิบายถึงขั้นตอนการปลูกพริกไทยพันธุ์ซีลอน เนื่องจากพื้นที่ปลูกเป็นที่ราบสูง ทำให้สวนของคุณชัยยศประสบปัญหาในช่วงฤดูแล้งเพราะมีน้ำใช้ที่จำกัดมากๆ ในการทำเกษตร ทำให้ในช่วงฤดูแล้งที่ไม่มีฝนตกลงมา คุณชัยยศต้องใช้น้ำอย่างจำกัดเพื่อหล่อเลี้ยงต้นพริกไทยให้ต้นไม่ตาย เนื่องด้วยพริกไทยชื่นชอบน้ำมาก หากได้รับน้ำที่มากพอสมควรในการดูแล จะทำให้ต้นพริกไทยสมบูรณ์ได้ดี ส่งผลให้ได้รับผลผลิตที่มากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนในการปลูกพริกไทยพันธุ์ซีลอน หลังจากเตรียมดินเสร็จแล้ว เตรียมนำหลักปลูกลงดินในความลึกที่ 3-3.5 เมตร เว้นระยะห่าง 2×2 เมตร โดย 1 หลัก สามารถปลูกได้ 3 ต้น ถือว่ากำลังพอดีสามารถเติบโตได้ดี ไม่มีการแย่งอาหารของพืช ในส่วนของการรดน้ำจะใช้สายน้ำหยดในการรด ในช่วงแรกของการเพาะปลูก อาจจะรดน้ำวันละ 1 ครั้ง หรือวันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และสภาพอากาศของแต่ละที่ เพราะในช่วงแรกของการเพาะปลูก เมล็ดพันธุ์ต้องการน้ำเป็นอย่างมากเพื่อช่วยในการเจริญเติบโต แต่หากต้นพริกไทยโตแล้ว สามารถเปลี่ยนการรดน้ำได้เป็น 3-4 วัน 1 ครั้ง พริกไทยพันธุ์ซีลอนสามารถเก็บผลผลิตได้ครั้งแรกเมื่ออายุครบ 9 เดือน และผลผลิตจะดกมากเมื่อมีอายุครบ 2 ปี พริกไทยพันธุ์ซีลอนถือเป็นพืชที่สามารถออกผลผลิตได้นาน ให้ผลดก และทนต่อโรค

คุณชัยยศ กล่าวว่า ในส่วนของผลผลิตพริกไทยจะถูกไปจำหน่ายในตลาดใหญ่สำหรับขายส่ง โดยราคานั้นจะเป็นไปตามราคาของตลาดในแต่ละวัน จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาติดต่อถึงหน้าสวน ทำให้สวนของเราเป็นที่รู้จักโดยการบอกต่อ ทำให้มีผู้รู้จักและสนใจเข้ามาติดต่อซื้อกิ่งพันธุ์เพื่อนำไปปลูกสร้างอาชีพ และผู้ที่ต้องการซื้อกิ่งพันธุ์เพื่อไปขายต่อ ครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สวนพริกไทยพันธุ์ซีลอนเป็นที่รู้จักอย่างมากในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง.

แต่เมื่อเวลาผ่านไป การเพาะกิ่งพันธุ์พริกไทยซีลอนเกิดขึ้นจำนวนมาก ทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่รับกิ่งพันธุ์เพื่อไปขายต่อ กดราคาทางสวนของเรา ทำให้ในหลายครั้งก็เท่าทุนหรือขาดทุนไปเลย เพราะในแต่ละพื้นที่การดูแลแตกต่างกัน ต้นทุนก็ย่อมแตกต่าง จุดนี้จึงทำให้คุณชัยยศใช้ประสบการณ์และวิธีการขายเมื่อสมัยเคยทำงานประจำ มาปรับกลยุทธ์และมุ่งตลาดออนไลน์

คุณชัยยศ กล่าวว่า สวนของเราสามรถกำหนดราคาขายกิ่งพันธุ์พริกไทยซีลอนเองได้ การปลูกพริกไทยให้ต้นสมบูรณ์อายุยืน ให้ผลผลิตดก ต้องให้ความสนใจใส่ใจเป็นพิเศษ และจุดแข็งของสวนเราที่ทำให้ครองใจลูกค้ามายาวนานจนเกิดการบอกต่ออย่างแพร่หลาย

“ทางสวนให้คำปรึกษากับทุกคนที่มีปัญหาและต้องการคำตอบเกี่ยวกับพริกไทยซีลอน สามารถตอบได้ทุกปัญหาพร้อมบอกแนวทางแก้ไข ถึงแม้ไม่ใช่ลูกค้าของสวน เพื่อสนับสนุนพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของไทย”

สำหรับท่านใดที่สนใจผลผลิตพริกไทยซีลอน กิ่งพันธุ์พริกไทยซีลอน สามารถติดต่อคุณชัยยศ วันคง อายุ 38 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 94 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ 086-203-9789 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก กิ่งพันธุ์พริกไทยซีลอน

คุณสมร รัตนะชัย ไม่ใช่ชาวลพบุรีโดยกำเนิด แต่แต่งงานกับหนุ่มเมืองลิง เริ่มต้นชีวิตด้วยการรับจ้างและค้าขายทั่วไป สู้ชีวิตมาตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอค้าขายทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้ หรือรับจ้างทุกอย่าง เนื่องจากตัวคุณสมรเองไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะเคยประสบอุบัติเหตุกระทบกระเทือนทางสมอง และด้วยที่ไม่ได้เรียนหนังสือจึงไม่สามารถอ่านเขียนได้ ทำให้ไม่สามารถเลือกอาชีพได้มากนัก ประกอบกับต้องช่วยแม่เลี้ยงน้องอีก 3 คน ชีวิตที่ต้องดิ้นรนอยู่นิ่งไม่ได้จึงเริ่มขึ้น

“เมื่ออายุ 25 ได้แต่งงานมีครอบครัว สามีเป็นคนลพบุรี ทำอาชีพค้าขายอยู่ในตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง เมื่อแต่งงานแล้วก็ช่วยกันกับสามีทำการค้าขายผลไม้ในตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง โดยปกติจะวิ่งรับซื้อผลไม้จากสวน ตามฤดูกาลในจังหวัดต่างๆ เมื่อหมดผลไม้ตามฤดูกาลก็จะกลับไปทำเกษตรกับสามีที่จังหวัดลพบุรี ปลูกผักและรับซื้อพืชผักเพื่อมาขายที่ตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง บางครั้งราคาพืชผักตกก็ขาดทุน ค้าขายแบบนี้อยู่ 4 ปี ก็เริ่มสังเกตเห็นลู่ทางการค้าขาย ว่าเขาค้าขายอะไรและช่วงไหน ที่ผัก ผลไม้ มีราคาดี”

คุณสมร บอกว่า ย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตนเองได้ไปขายของที่ตลาดสี่มุมเมืองตามปกติ แต่ได้สะดุดตากับแผงขายมะละกอเจ้าหนึ่ง เห็นว่ามะละกอสายพันธุ์อะไร ทำไม มีรูปทรงและสีแตกต่างจากมะละกอทั่วไป จึงได้สอบถามและได้คำตอบกลับมาว่า “มะละกอลูกนี้ เป็นมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ เป็นมะละกอสายพันธุ์ใหม่ ขายโลละ 48 บาท”

คุณสมร ตกใจมากที่มะละกอมีราคาถึง 48 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งในยุคสมัยนั้น มะละกอฮอลแลนด์ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณสมรสนใจปลูกมะละกอฮอลแลนด์ จึงได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมะละกอฮอลแลนด์มากขึ้น ด้วยความที่คุณสมรเป็นคนช่างสงสัย มีความใฝ่รู้ และมีความนอบน้อมเข้ากับผู้คนได้ง่าย ทุกครั้งที่คุณสมรไปรับผัก ผลไม้ จากจังหวัดอื่นๆ เพื่อที่จะนำไปขายต่อ ก็จะสังเกตความแตกต่างมะละกอฮอลแลนด์ที่ปลูกในแต่ละพื้นที่ว่า รูปทรง สีเนื้อด้านใน และรสชาติ มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

กระทั่งวันหนึ่ง คุณสมร ได้มีโอกาสไปสถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดนครราชสีมา ทำให้คุณสมรได้รู้จักมะละกอหลายสายพันธุ์มากขึ้น แต่คุณสมรก็ยังคงให้ความสนใจกับมะละกอสายพันธุ์ฮอลแลนด์มากที่สุด จึงตัดสินใจซื้อต้นกล้ามะละกอฮอลแลนด์ 50 ต้น

คุณสมร บอกว่า เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ซื้อต้นกล้ามะละกอฮอลแลนด์ ในราคาต้นละ 30 บาท เพื่อมาทดลองปลูก แต่ด้วยคุณสมรนั้นไม่มีพื้นที่ในการเพาะปลูก จึงขอปลูกในพื้นที่ไร่ของแม่สามี คุณสมร ลองผิดลองถูกในการปลูกมะละกอฮอลแลนด์ ทั้งความรู้ที่ได้จากผู้อื่นและจากประสบการณ์ของตนเอง ผ่านไป 1 เดือน ต้นมะละกอฮอลแลนด์เริ่มโตขึ้น ทำให้มีกำลังใจในการปลูกมะละกอฮอลแลนด์มากขึ้น จึงนำต้นกล้าจากสถานีวิจัยปากช่องมาปลูกเต็มพื้นที่ 1 ไร่ บนพื้นที่ของแม่สามี พอถึงช่วงผลผลิตออก ก็ได้คุณภาพดีตามที่ตนเองได้คาดหวังไว้ ทำให้คุณสมรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากผลผลิตมะละกอฮอลแลนด์ อีกทั้งผลผลิตของคุณสมรค่อนข้างเป็นที่ต้องการของตลาด จึงนำกำไรบางส่วนมาเช่าพื้นที่ เพื่อปลูกมะละกอฮอลแลนด์เพิ่ม

ปัจจุบัน คุณสมร มีพื้นที่ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ของตนเอง จำนวน 63 ไร่ คุณสมร บอกว่า มะละกอฮอลแลนด์ของตนเองเป็นที่ต้องการของตลาด เพราะมีจุดเด่นเฉพาะ ลักษณะเป็นทรงกระบอก รสชาติดี สีแดงสวย โดยไม่ใช้สารเร่งให้แดง เป็นเนื้อชั้นเดียว เนื้อแน่น กรอบ สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นโดยที่เนื้อยังคงแน่น กรอบ หวาน ซึ่งแตกต่างจากมะละกอฮอลแลนด์ทั่วไป ด้วยประสบการณ์ในการปลูกมะละกอฮอลแลนด์กว่า 14 ปี ทำให้มีประสบการณ์ในการปลูกและวิธีการดูแลแตกต่างจากคนอื่น

คุณสมร อธิบายถึงหลักการในการปลูกมะละกอฮอลแลนด์ว่า เริ่มจากการเพาะต้นกล้ามะละกอฮอลแลนด์ อัตราส่วนในการผสมดินปลูก ใช้ขี้วัว 30 เปอร์เซ็นต์ ดินดำ 70 เปอร์เซ็นต์ นำ 2 ส่วน มาผสมกัน และนำใส่ถุงเพาะ ขนาด 2×5 นิ้ว โดยใส่ดินครึ่งถุง และใส่เมล็ดมะละกอฮอลแลนด์ จำนวน 5 เมล็ด ต่อถุง จากนั้นใส่ดินที่ได้ผสมไว้จนเกือบถึงปากถุง และนำลงแปลงเพาะต้นกล้า ที่มีการให้น้ำผ่านสปริงเกลอร์ ด้านบนของแปลงเพาะต้นกล้ากางซาแรนไว้ เพื่อไม่ให้ต้นกล้าถูกแสงแดดโดยตรง ซาแรนที่เหมาะสมกับต้นกล้ามะละกอ ควรมีความหนา 70 เปอร์เซ็นต์ และ 90 เปอร์เซ็นต์ หากเพาะในช่วงฤดูร้อนก็จะใช้ซาแรนความหนา 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าช่วงในฤดูปกติที่ไม่ร้อนจนเกินไป ก็จะใช้ซาแรนความหนา 70 เปอร์เซ็นต์ อัตราส่วนในการรดน้ำ จะรดน้ำต้นกล้า 3 เวลา ตอนเช้า 30 นาที เที่ยง 20 นาที และเย็น 10 นาที ในช่วง 10 วันแรกของการเพาะต้นกล้าต้องควบคุมให้กล้าทุกต้นโตให้พร้อมกัน ดังนั้น การรดน้ำในช่วง 10 วันแรกค่อนข้างสำคัญมาก

หลังจากลงเพาะต้นกล้า 15-18 วัน เริ่มเปิดซาแรนเพื่อให้ต้นกล้าคุ้นเคยกับแสงแดดและแข็งแรงมากขึ้น แต่ถ้าหากวันไหนอุณหภูมิมากกว่า 35 องศาเซลเซียส ต้องปิดซาแรน เพราะแสงแดดที่แรงมากเกินไป อาจทำให้ต้นกล้าตายได้ เมื่อต้นกล้ามีอายุ 48-55 วัน ก็สามารถนำลงแปลงปลูกได้

การเตรียมดินสำหรับแปลงปลูก ใช้ปุ๋ยขี้วัวนมแล้วไถด้วยผาล 3 เพื่อพลิกหน้าดิน การใส่ปุ๋ยขี้วัวทำให้ดินบริเวณนั้นเป็นแหล่งอาหารของไส้เดือน และประโยชน์ของไส้เดือนทำให้พื้นที่บริเวณนั้นดินเกิดการร่วนซุยเหมาะสำหรับการเพาะปลูกมะละกอฮอลแลนด์อย่างมาก หลังจากนั้น ตากดินไว้ 1 เดือน ไถรอบ 2 โดยใช้ผาล 7 และตากดินไว้อีก 15 วัน จากนั้นยกร่อง โดยใช้ผาล 7 โอบดินขึ้นมาให้เป็นร่อง 2-3 รอบ จำนวนรอบในการยกร่องแล้วแต่สภาพดินของแต่ละพื้นที่ แต่ดินที่มะละกอชอบมากที่สุดคือ ดินดำ เพราะคุณสมบัติของดินดำจะอุ้มน้ำได้เป็นอย่างดี เมื่อยกร่องเสร็จแล้วเปิดสายน้ำหยดเป็นเวลา 1 คืน เพื่อให้ดินเกิดความชุ่มชื้นก่อนนำต้นกล้าลงแปลงปลูก

การนำต้นกล้าลงในแปลงปลูก จะเว้นระยะห่าง 2.10-2.40 เมตร ต่อ 1 ต้น

คุณสมร ให้เหตุผลว่า เมื่อต้นมะละกอโตขึ้น ใบของมะละกอแต่ละต้นจะช่วยกันบังแสงแดดที่จะส่องลงมาสู่ลำต้น ทำให้มะละกอเมื่อออกผลผลิตแล้วไม่ถูกแดดแรงมากจนเกินไป เพราะถ้าแดดแรงมากอาจทำให้สีของผลมะละกอไม่เสมอกัน

เมื่อนำต้นกล้าลงแปลงปลูกแล้ว ให้น้ำหยดต่อเป็นเวลา 1 คืน หลังจากนั้นรดน้ำวันเว้นวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นเพื่อเป็นการลดความร้อนให้กับต้นมะละกอ เป็นเวลา 20 วัน จากนั้นใส่ขี้วัวที่โคนต้น ต้นละ 1-2 กำมือ และเปลี่ยนการรดน้ำเป็น 2 วัน 1 ครั้ง เมื่อครบ 7 วัน ก็พรวนดินพูนโคนต้น เมื่อต้นมะละกอมีอายุ 70-75 วัน จะเริ่มออกเกสร ก็คัดแยกเพศโดยเอาแต่ดอกที่เป็นกะเทยไว้ หลังจากนี้จะเข้าสู่ช่วงติดลูก ก็ลิดแขนงที่ออกมาจากก้านมะละกอเพื่อไม่ให้แย่งสารอาหารกัน

คุณสมร มีหลักการปลูกมะละกอที่ต้องการประหยัดต้นทุนและใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด เมื่อถึงช่วงเร่งดอก จะใช้ขิงแก่ 3 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ต้มให้เหลือน้ำ 1 ลิตร ใบน้อยหน่า 1 ปี๊บ ต่อน้ำ 20 ลิตร ต้มให้เหลือน้ำ 1 ลิตร เปลือกสะเดา 3-4 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ต้มให้เหลือน้ำ 1 ลิตร นำทั้ง 3 อย่าง ผสมกับน้ำ 200 ลิตร และน้ำหมักชีวภาพที่หมักไว้ อัตราส่วนนี้สามารถฉีดพ่น ได้พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ เพื่อป้องกันเพลี้ยไฟและไรแดง ใช้การฉีดพ่นทางใบเป็นเวลา 15 วัน สลับกับใส่ปุ๋ยทางดิน สูตร 15-15-15 และยังคงรดน้ำ 2 วัน ต่อ 1 ครั้ง ไปเรื่อยๆ หลังจาก 15 วัน ฉีดพ่นทางใบด้วยสารแคลเซียมโบรอน ทำแบบนี้ไปจนมะละกอหมดอายุในการเก็บเกี่ยวเป็นเวลา 3 ปี

“ช่วงแรกอาจจะมีรายได้ที่ไม่มากนัก เพราะมีต้นทุนที่สูง แต่ปัจจุบันเราสามารถลดต้นทุนโดยใช้สารชีวภาพและเพาะต้นกล้ามะละกอฮอลแลนด์ได้เอง ทำให้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นหลักล้านต่อปี จากการจำหน่ายผลผลิตมะละกอฮอลแลนด์และต้นกล้ามะละกอฮอลแลนด์”

สำหรับท่านใดที่สนใจ ผลผลิตมะละกอฮอลแลนด์ ต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์มะละกอฮอลแลนด์ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมร รัตนะชัย บ้านบ่อคู่ หมู่ที่ 4 ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี โทรศัพท์ 087-915-4135, 086-124-7767 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก กูลสกิจ ฟาร์ม

ปิดฉากปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ khlongsaensaep.com เส้นทางเศรษฐีออนไลน์-นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ในเครือ มติชน ผู้นำสื่ออันดับต้นของไทย จุดความหวัง สร้างพลังใจ ให้ผู้ประกอบการทั่วไทยเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง ด้วยการจัดงาน “SMEs Hero Fest” ระหว่างวันที่ 10-12 ธันวาคม 2565 ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ ผู้ประกอบการยกทัพถ่ายทอดวิทยายุทธ์ธุรกิจ พร้อมจัดเต็มอาหารอร่อย-สินค้าโดนใจ ให้ชิม-ช้อปกว่า 60 ร้านค้า

โดย “SMEs Hero Fest” ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จํากัด, กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, ธนาคารออมสิน, กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์, บริษัท โอ.ซี.อาร์ จำกัด,Otteri wash & dry, ร้านย่างให้, แทนคุณ นวดไทย ตอกเส้น สไตล์ล้านนา โดย คุณพัชรกัณญ์ สุขไกร และ Coway Thailand

“SMEs Hero Fest” คิกออฟอย่างยิ่งใหญ่ โดยในวันที่ 10 ธันวาคม มี สเปเชียล ทอล์ก หัวข้อ “SMEs ต้นแบบ เปิดแนวคิด สร้างธุรกิจแบบไม่มีทางตัน” โดย นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สัมภาษณ์พิเศษโดย สรกล อดุลยานนท์ หรือ “หนุ่มเมืองจันท์” พร้อมด้วยเอสเอ็มอีหลายสิบชีวิต ที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยมีผู้บริหารเครือมติชน นำโดย นางสาวปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการเครือมติชน ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

เพราะทุกกิจกรรมในงาน มอบความรู้ และกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างหมดเปลือก ทั้งการเดินทางก็ทำได้สะดวกรวดเร็ว ด้วยรถไฟฟ้า MRT ลงสถานีสามย่าน ทำให้ตลอดระยะเวลา 3 วัน มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน มีเม็ดเงินสะพัดในงานรวมกว่า 3 ล้านบาท ปิดท้ายงานเอสเอ็มอี ฮีโร่ เฟส ได้อย่างสุดประทับใจ! “SMEs Hero Talk” ถ่ายทอดเคล็ดลับการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จโดยกูรูเอสเอ็มอีตัวจริง!

หนึ่งในไฮไลต์ของ “SMEs Hero Fest” คือ เวทีเสวนา “SMEs Hero Talk” ที่เชิญผู้ประกอบการกว่า 14 ราย มาร่วมถ่ายทอดเคล็ดลับการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างความหวังและสร้างกำลังใจให้ผู้ประกอบการรายย่อย ไมว่าจะเป็น หัวข้อ “เพาะกล้าไม้ป่าและไม้หายาก ขายออนไลน์” โดย ปรเมศ สุขมงคล นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่หารายได้จากการเพาะกล้าไม้ขายตั้งแต่อายุ 14 ปี, “จับเทรนด์ธุรกิจต้นไม้ ปี 2023 ที่ต้องรู้ อย่างมืออาชีพ” โดย ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง นักจัดสวนชื่อดัง เจ้าของร้าน Little Tree Garden, “จักรวาลรสดีเด็ด ปั้นแบรนด์อย่างไรให้ต่อยอดได้ไม่มีที่สิ้นสุด” โดย สิทธิฉันท์ วุฒิพรกุล (เฮียนพ) เจ้าของร้านรสดีเด็ด, “ถอดความสำเร็จ ‘อ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย” ในธุรกิจร้านสะดวกซักยุคใหม่” โดย กวิน นิทัศนจารุกุล เจ้าของแแฟรนไชส์ร้านสะดวกซัก Otteri wash and dry

ต่อด้วยเวที “สวนมะพร้าวน้ำหอม ยกระดับสวนเป็น GAP ทำแบรนด์ ไม่ยาก” โดย นางสาวยอดหญิง พรชัยสิทธิ์ ทายาทสวนมะพร้าวน้ำหอม คลองเขื่อน, “ถอดรหัส 2 ร้านดัง เจมส์ บูลองเจอรี x คอปเปอร์ บุฟเฟ่ต์ ขายอย่างไร ให้คิวแน่นตลอดปี” โดย นายพชร เถกิงเกียรติ เจ้าของกิจการ James Boulangerie และนายเกษมสันต์ สัตยารักษ์ ผู้จัดการทั่วไป คอปเปอร์ บุฟเฟ่ต์ ที่มีของที่ระลึกแจกผู้เข้าฟังเป็นเซ็ตครัวซองต์และซุปเห็ดทรัฟเฟิล จำนวน 100 ชุด, “SMEs ธุรกิจกัญชา-สมุนไพรไทย ไปต่อได้อย่างไร” โดย นายธวัช จรุงพิรวงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชน Thai Herb Centers, “เรียนรู้ความล้มเหลว ข้อผิดพลาด เริ่มจากติดลบ 10 ล้าน สู่ 400 สาขา” โดย นายมณฑล ทองคำ เจ้าของ “ย่างให้” แฟรนไชส์หมูกระทะรูปแบบใหม่ ร่วมด้วย นายเกียรติศักดิ์ อุดมนาค (เสนาหอย) หนึ่งในหุ้นส่วนธุรกิจ “ผัวสี่บะหมี่เสียว”, ‘รวยด้วยควาย’ ขายน้ำเชื้ออย่างเดียวก็รวยแล้ว” โดย นายวัชธีระ วงษาหลง หรือ “บิล บรบือ” เจ้าของฟาร์มควายไทย จ.มหาสารคาม, “TikTok ช่องทางการขายทรงพลัง ที่คนค้าขายต้องรู้” โดย นายธีรศานต์ สหัสสพาศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจและการตลาดดิจิทัล, และ “Data-Driven Marketing (ทำการตลาดโดยใช้ข้อมูล)” โดย นายชูศิลป์ เมธีไชยพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด