พร้อมกันนี้ ได้หารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาการตัดปาล์ม

ดิบของเกษตรกร ขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายดูแลและรักษาเสถียรภาพด้านราคาผลปาล์ม และ CPO ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้ แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ผูกมัดใดๆ

ทั้งนี้ จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมัน ปี 2560/2561 จะมีปริมาณ 11.74 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.73% จากปี 2559/2560 ที่มีปริมาณ 10.9 ล้านตัน โดยผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ตลาด คาดว่าในไตรมาส 1 มีผลผลิตออกสู่ตลาดแล้วปริมาณ 2.707 ตัน เพิ่มขึ้น 12.2% จากปีก่อน และมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบยกมาจากสิ้นเดือนมกราคม 2560 ปริมาณ 237,157 ตัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2559 ซึ่งมีปริมาณ 293,467 ตัน แต่ประมาณการสต๊อกน้ำมันปาล์มช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2560

จากตัวเลขการแจ้งตามประกาศ กกร. (คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ) รวมกับปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มดิบที่ได้จากการคำนวณตามปริมาณผลปาล์มที่ได้จากการประสานของ สศก. เบื้องต้นว่า คาดว่าจะมีผลปาล์มออก 936,190 ตัน คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 168,514 ตัน หากความต้องการใช้ในประกาศ ณ ไบโอดีเซล บี 5 ปริมาณ 66,000 ตัน และปริมาณการใช้เพื่อบริโภคและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เดือนละ 84,000 ตัน จะเหลือสต๊อก 251,000-252,000 ตัน

ที่ประชุมคาดการณ์ว่าแนวโน้มราคาผลปาล์มจะปรับตัวลดลง เพราะความต้องการใช้ลดลง ผู้ประกอบการชะลอการรับซื้อเพื่อรอผลผลิตฤดูกาลใหม่ ซึ่งขณะนี้เริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2560 คาดว่าจะออกมาสู่ตลาด 10-20% ของปริมาณผลผลิต

ดังนั้น จึงได้มีการพิจารณาความเป็นไปได้ว่า ในการกำหนดเกณฑ์การตั้งราคาแนะนำซื้อผลปาล์มน้ำมัน อัตราน้ำมัน 18% ว่าควรจะคงอยู่ในระดับ 5.70 บาท และเพื่อจูงใจให้เกษตรกรตัดผลปาล์มสุกเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงก็ควรเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพิ่มราคาแนะนำปาล์มน้ำมันที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มสูง เช่น ไม่น้อยกว่า กิโลกรัมละ 0.30 บาท ทุกๆ 1% น้ำมันตั้งแต่ 18 เปอร์เซ็นต์ ถึง 22 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

โดยปัจจุบันราคาผลปาล์มในเดือนมีนาคม อยู่ที่กิโลกรัมละ 5.60 บาท ลดลงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กิโลกรัมละ 7.65 บาท ส่วนราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยอยู่ที่ กิโลกรัมละ 29 บาท ลดลงจากปีก่อนที่ กิโลกรัมละ 29.02 บาท เทียบกับราคาน้ำมันปาล์มดิบมาเลเซีย ที่กิโลกรัมละ 23.56 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ กิโลกรัมละ 22.20 บาท

นายมานิต วงษ์สุรีรัตน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ประชุมได้ขอความเห็นถึงสถานการณ์ปาล์มจากภาคเอกชน ซึ่งทางโรคสกัดมองว่าแนวโน้มผลผลิตปาล์มอาจจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปริมาณน้ำฝนที่มีมากตั้งแต่กลางปี 2559 ถึงปัจจุบัน จึงคาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตราว 11-12 ล้านตัน ส่วนราคารับซื้อผลปาล์มในพื้นที่ขึ้นอยู่กับราคารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงกลั่น หากรับซื้อราคาสูงทางโรงสกัดก็สามารถรับซื้อผลปาล์มราคาสูง หากโรงกลั่นซื้อต่ำก็รับซื้อผลปาล์มได้ราคาต่ำ

“ขณะนี้ทางเอกชนเสนอให้กรมการค้าภายในไปพิจารณาออกมาตรการแก้ปัญหาเกษตรกร และจุดรับซื้อ ที่มักจะมีพฤติกรรมทำลายคุณภาพผลปาล์ม เช่น ตัดผลปาล์มไม่สุก แยกลูกร่วง ใส่ทราย ซึ่งทำให้โรงสกัดไม่สามารถรับซื้อผลปาล์มราคาสูงได้ ดังนั้น หากมีมาตรการทางด้านกฎหมายในเชิงบังคับหรือมีบทลงโทษ ก็เป็นแนวทางที่ดี หรือถ้าจำเป็นต้องใช้มาตรการออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยอาศัย มาตรา 44 ก็ทำได้เลย เพราะถึงอย่างไรโรงสกัดก็ต้องซื้อปาล์มตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์น้ำมัน และขายตามราคาที่โรงกลั่นกำหนด”

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติมีหน้าที่โดยตรงตามกฎหมายในการจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนจากการทำมาตลอด 2 – 3 ปี จนได้รูปเล่ม ได้แนวความคิด กรอบความคิด และนำเสนอไปถึงนายกรัฐมนตรี และนายกฯได้ส่งต่อส่วนงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาตั้งข้อสังเกตุ ซึ่งได้ปรับปรุงเอกสารตามข้อสังเกตุของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีส่งแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560-2564 แล้ว เพื่อนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา

หลังจากผ่านครม.ก็จะเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องคุยกับสภาเกษตรกรแห่งชาติเรื่องการทำแผนงานตามแผนแม่บทนั้น เรื่องใดที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรมรับไปดำเนินการ เช่น เรื่องการตลาด การแปรรูป สภาเกษตรกรแห่งชาติก็พร้อมเข้าไปสนับสนุน เรื่องไหนที่สภาเกษตรกรฯสามารถทำได้ก็อาจเรียกร้องการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้งานทุกงานตามแผนนั้นสามารถบรรลุเป้าหมาย จากนี้ไปเกษตรกรทั้งประเทศสามารถมีแผนแม่บทของตัวเองซึ่งนับเป็นฉบับแรก ถ้าเป็นแบบนี้เกษตรกรจะทำงานอย่างมีทิศทางมีหลักการและจะไม่สับสนในการเปลี่ยนแปลงการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่ การตลาดกับเครือข่ายเกษตรกรที่พร้อมมาเป็นพี่เลี้ยงในการสนับสนุน สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องใหม่และเป็นทางรอดของเกษตรกรในระยะยาว และเมื่อผ่านการพิจารณาจากครม.แล้ว ก็ต้องเชิญประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในฐานะสภาเกษตรกรฯเป็นต้นเรื่อง เช่น ขอเชิญประชุมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อที่จะมาจำแนกงานตามแผนแม่บทนั้นว่าแต่ละงานหน่วยงานไหนควรจะเป็นผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนต่อ

ภาพวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านทวิตเตอร์เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นไก่ขนาดยักษ์สีขาวกำลังออกจากกรง เล่นเอาฮือฮากันไปทั่วโลกออนไลน์ มีคนรีทวีตและไลค์เป็นหมื่นเป็นแสน แล้วก็ก่อให้เกิดคำถามขึ้นตามมาว่า นั่นเป็นไก่จริงๆ หรือมีคนเจ้าปัญญาไปทำอะไรให้มันดูใหญ่โตเพื่อหลอกชาวบ้านเขาทั้งโลกกันแน่

คำตอบก็คือ ไก่ในคลิปที่ว่า มีตัวตนจริงๆ เป็นไก่พันธุ์ที่เรียกว่า “บราห์มา” ที่เกิดจากความสำเร็จในการผสมและคัดเลือกสายพันธุ์ในสหรัฐอเมริกา มีการขึ้นทะเบียนสายพันธุ์ไว้อย่างเป็นทางการโดยสมาคมผู้เลี้ยงไก่อเมริกันต่อสมาคมคุ้มครองมาตรฐานอเมริกัน ในปี 1874 ต้นสายพันธุ์มาจากไก่ขนาดใหญ่ที่ได้จากประเทศจีน “บราห์มา” โดยทั่วไปมีน้ำหนักตัวละราว 5 กิโลกรัม แต่เคยมีบันทึกเอาไว้ว่า มีบราห์มาที่เลี้ยงอย่างอุดมสมบูรณ์สามารถโตได้จนมีน้ำหนักตัวมากถึง 8 กิโลกรัม จุดสังเกตพิเศษนอกเหนือจากขนาดตัวแล้วยังสังเกตได้จากขนพองฟูและมีมากเป็นพิเศษบริเวณใกล้โคนหางและข้อเท้า

“บราห์มา” พันธุ์แท้มี 3 สี คือสีออกขาวอย่างที่เห็นในภาพ กับสีออกคล้ำเพราะมีดำแซมมากหน่อย สุดท้ายคือสีน้ำตาลอมเหลืองซึ่งไม่มีให้เห็นบ่อยนัก วันที่ 29 มีนาคม 2560 ที่โครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ภูหินร่องกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ขณะนี้สภาพอากาศเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัว แต่นับได้ว่าอากาศที่นั่นยังคงมีกลิ่นอายของสายลมเย็นๆ พัดมาให้ชุ่มชื่นตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงนี้ ต้นกาแฟอาราบิก้า ซึ่งเป็นกาแฟที่นิยมของท้องตลาด ที่โครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ภูหินร่องกล้า ได้ปลูกไว้เป็นแปลงสาธิต กำลังออกดอกสีขาว บานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวล พร้อมกันบนพื้นที่ 3 ไร่เศษ

นายศุภกุล จันทร์ลา หัวหน้าโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก กล่าวว่า โครงการพระราชดำริ เกิดขึ้นเพื่อเป็นการพัฒนาและรักษาพื้นที่ป่าไม้ให้คนอยู่กับป่า ป่าอยู่กับคน สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้น โดยได้เริ่มโครงการฯ 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเห็นปัญหาของชาวไทยภูเขาที่ต้องพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ในพื้นที่บ้านใหม่ร่องกล้า หมู่ที่ 10 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง ได้ปรับเปลี่ยนอาชีพจากเดิมมีการปลูกฝิ่นและไร่กะหล่ำ หันมาส่งเสริมการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า เพิ่มอาชีพ สร้างรายได้

นายศุภกุล กล่าวต่ออีกว่า สำหรับกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่โครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้า ได้เริ่มนำมาปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 โดยมีแปลงสาธิตในโครงการฯ บนเนื้อที่ 3 ไร่เศษ โดยในช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน ต้นกาแฟจะออกดอกเป็นสีขาวบานสะพรั่งเต็มต้น พร้อมกับส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ ก่อนที่จะร่วงโรยกลายเป็นเมล็ดกาแฟ และจะสุกงอมเป็นเม็ดสีแดงในช่วงเดือน ธันวาคม-มกราคม จากนั้นก็จะเก็บเมล็ดกาแฟที่แก่เต็มที่ ไปสีเพื่อกะเทาะเปลือกออก ให้เหลือแต่กะลาของเมล็ดกาแฟ จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งสนิท และเก็บไว้เป็นเวลา 1-2 ปี เพื่อบ่มเพาะและเพิ่มรสชาติความเข้มข้นของกาแฟ ก่อนที่จะนำไปคั่วและบดเป็นกาแฟพันธุ์อาราบิกาที่สมบูรณ์ และนำมาชงเป็นกาแฟสด โดยมีสูตรที่เน้นรสชาติเข้มข้น ถึงรสกาแฟอย่างแท้จริง ทำให้นักท่องเที่ยฤวคอกาแฟที่ได้ชิมต่างติดใจในรสชาติความเข้มข้น แต่กลมกล่อมของกาแฟพันธุ์อาราบิก้า แห่งโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้า จึงได้ตั้งแบรนด์ของโครงการฯ ว่า “กาแฟพบรัก@ภูหินร่องกล้า”

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 ที่บริเวณโซนนก ภายในสวนสัตว์นครราชสีมา รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร ประธานผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารนกกระเรียนโลกขึ้น เพื่อจัดแสดงภารกิจด้านการเพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย ให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจได้ศึกษา โดยได้แบ่งพื้นที่ภายในอาคารเป็น 4 ห้อง ได้แก่ ห้องที่ 1 นำเสนอเรื่องราวการทำงานเกี่ยวกับนกกระเรียนตามโครงการในพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ห้องที่ 2 พื้นที่จัดการเพาะพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย จนถึงการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ห้องที่ 3 ห้องฉายวีดิทัศน์ แสดงเรื่องราวของนกกระเรียนพันธุ์ไทย ผ่านจอวีดิทัศน์ และห้องที่ 4 จำแนกนกกระเรียนสายพันธุ์ต่างๆ ทั่วโลก

ทั้งนี้ อาคารนกกระเรียนโลก จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ทุกวัน พร้อมกันนี้ยังได้มีกรงแสดงนกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่ทางสวนสัตว์นครราชสีมาทำการเพาะพันธุ์สำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศ ก่อนที่จะนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่จังหวัดกระบี่ นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวขณะลงพื้นที่ให้ความรู้ความเข้าใจสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์(จีไอ)แก่ชุมชน ผู้ประกอบการ และข้าราชการว่า กรมฯกำลังเร่งส่งเสริมให้หนึ่งจังหวัดมีหนึ่งสินค้าจีไอ ให้ครบทั้ง 77 จังหวัดในปีนี้ และส่งเสริมการขึ้นทะเบียนจีไอไทยในต่างประเทศ ขณะนี้มี 6 จังหวัดที่ยังไม่มีการขึ้นทะเบียน หรือยื่นคำขอเพื่อขึ้นทะเบียนจีไอ ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ระนอง สตูล สมุทรสาคร สิงห์บุรี และกำแพงเพชร กรมฯจึงลงพื้นที่จังหวัดกระบี่เยี่ยมชมแหล่งผลิตกาแฟกระบี่ และหอยชักตีนกระบี่ เพื่อเตรียมความพร้อมและผลักดันให้จังหวัดกระบี่มีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ นอกจากนี้กระบี่ยังมีสินค้าชุมชนที่มีศักยภาพและเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างกระปิแหลมสักอีกด้วย

นายทศพล กล่าวอีกว่า กรมจะเดินหน้าสร้างการยอมรับในตราสัญลักษณ์จีไอให้มากขึ้น เพราะสินค้าจีไอเป็นการรับรองแหล่งผลิตสินค้า คุณภาพที่ผูกผันกับวัตถุดิบ หรือภูมิปัญญาในท้องถิ่น การขึ้นทะเบียนจีไอจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญในการยกระดับสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าชุมชน โดยหอยชักตีนมีราคาที่ 40-60 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) ส่วนกาแฟกระบี่ เมล็ดกาแฟสด ราคา 70 บาทต่อกก. เมื่อคั่วเสร็จราคาเมล็ดกาแฟจะสูงถึง 400 บาทต่อกก.

นายทศพล กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยให้ความคุ้มครองสินค้าจีไอไทยและต่างประเทศ รวม 90 รายการ เป็นสินค้าจีไอของไทย 76 รายการ ใน 53 จังหวัด และจีไอของต่างประเทศ 14 รายการ 8 ประเทศ โดยสินค้าจีไอไทยที่ได้รับการคุ้มครองในต่างประเทศ มีทั้งหมด 6 รายการ ได้แก่ ในสหภาพยุโรป 4 สินค้า คือ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ในเวียดนาม คือ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน และผ้าไหมยกดอกลำพูนในอินโดนีเซีย

นายทศพล กล่าวอีกว่า สำหรับ “หอยชักตีนกระบี่” เรียกอีกอย่างว่า “หอยสังข์กระโดด”เป็นหอยทะเลที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นทรายปนโคลน และบริเวณหญ้าทะเลและสาหร่าย ตั้งแต่เขตน้ำขึ้น-ลง ไปจนถึงในระดับความลึกถึงประมาณ 55 เมตร มีขนาดประมาณ 6- 10 เซนติเมตร พบได้ในทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ที่เรียกหอยชักตีน เพราะตัวหอยมีลักษณะพิเศษตรงที่ปากจะมีติ่งคล้ายๆ เล็บสีน้ำตาลยื่นออกมา ใช้สำหรับเดิน ชาวบ้านเรียกกันว่า “ตีน” ในการกินหอยนี้จะต้องดึงส่วน “ตีน” ให้ตัวหลุดออกมา จึงเรียก “ชักตีน” ส่วน“กาแฟคลองท่อม” หรือ “กาแฟกระบี่” เป็นกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า นิยมปลูกในพื้นที่ราบ มีความสูงจากระดับทะเลไม่มากนัก ความพิเศษ คือ รสชาติที่เข้มข้น และพื้นที่ปลูกคลองท่อมจังหวัดกระบี่มีแร่ธาตุภูเขาไฟในดินสูงทำให้รสชาติกาแฟเป็นเอกลักษณ์

พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การดำเนินการแปลงใหญ่ ปี 2559 ที่วางเป้าหมายไว้ 600 แปลง 33 ชนิดสินค้า 9 ประเภท 1.53 ล้านไร่ จากเกษตรกรทั้งหมด 96,697 ราย เสร็จสิ้นและมีผลสัมฤทธิ์ออกมาแล้ว โดยผลสัมฤทธิ์จากแปลงใหญ่ 9 กลุ่มสินค้า มีส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ อาทิ แปลงใหญ่กลุ่มข้าวสามารถลดต้นทุนได้ 19% จากเป้าหมายที่วางไว้ 20% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 13% ในขณะที่พืชไร่ ต้นทุนลดลง 22.7% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 27.8% โดยมีมูลค่าเพิ่มจากผลผลิต 3,437 ล้านบาท มูลค่าจากการลดต้นทุน 1,427 ล้านบาท สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร รวม 4,864 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2560 กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มแปลงใหญ่อีก 1,512 แปลง โดยขณะนี้มีการรับรองแล้ว 1,417 แปลง เหลือประมาณ 95 แปลง อยู่ระหว่างดำเนินการรับรอง อย่างไรก็ตาม ภายใน 5 ปี กระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มแปลงใหญ่ จำนวน 7,000 แปลง

“การดำเนินการแปลงใหญในปัจจุบันเดินหน้าไปมาก คาดว่าภายใน 3 ปี จะถึงเป้าหมาย 7,000 แปลงได้ นอกจากนี้ ยังมีแปลงข้าวหรือกลุ่มข้าวที่กระทรวงเกษตรฯ สั่งปรับขนาดของพื้นที่ จาก 1,000 ไร่ เหลือ 300 ไร่ เพื่อให้สามารถรวมเป็นแปลงใหญ่ ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นแล้ว 700 แปลง ทั้งนี้ เมื่อแปลงใหญ่ข้าวมีขนาดใหญ่และจำนวนมากขึ้น สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือเรื่องของคุณภาพการดำเนินการตามมาตรการของแปลงใหญ่ ซึ่งจะต้องให้ผลผลิตมีคุณภาพและปลอดภัยกับผู้บริโภค” พล.อ. ฉัตรชัย กล่าว

นายสมชาย ชาญณรงค์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับการเตรียมตัวแผนการพัฒนาแปลงใหญ่ในปีการผลิต 2560/61 ทางกรมส่งเสริมฯ ได้มีการเตรียมความพร้อม ทั้งการอบรมให้ความรู้เกษตรกรก่อนเริ่มปลูก รวมทั้งการประสานงานด้านการตลาดกับโมเดิร์นเทรดที่ติดต่อเข้ามาซื้อสินค้าโดยตรงกับเกษตรกร อาทิ เทสโก้โลตัส ท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ต บิ๊กซี โดยแต่ละรายต้องการสินค้าเกษตรหลากหลายชนิดและต่างพื้นที่จำนวนกว่า 100,000 ตัน ทั้งนี้ ทางกรมส่งเสริมฯ จึงประสานกับแปลงใหญ่ระดับจังหวัด ให้ประสานกับอำเภอ และเกษตรกรรายแปลง เพื่อกำหนดแผนการผลิตก่อนฤดูการผลิตใหม่จะมาถึง เพื่อให้มีผลผลิตจากแปลงใหญ่ส่งเข้าห้างสรรพสินค้าได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธรรมรงค์ คงวัดใหม่ รองผู้ว่าฯ นราธิวาส พร้อมด้วย ดร. จงรัก พลาศัย นายกสภา ม.นราธิวาสราชนครินทร์ ผศ.ดร. รสคนธ์ แสงมณี อธิการบดี ม.นราธิวาสราชนครินทร์ และ นายสุวิทย์ พูนศิลป์ ผู้ช้วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกิจกรรมเกี่ยวข้าวหอมกระดังงาลิ้มรสชาติ ข้าวหอมกระดังงา ที่ฟาร์มคณะเกษตรศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลงแขกเกี่ยวข้าวและร่วมรับประทานข้าวสวยที่เป็นข้าวหอมกระดังงา ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดนราธิวาส

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ม.นราธิวาสราชนครินทร์ และ ธ.ก.ส. ที่ต้องการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวหอมกระดังงาในทุกพื้นที่เพื่อส่งเสริมรายได้ให้กับเกษตรกร เนื่องจากเป็นข้าวที่มีมูลค่า และมีคุณค่าทางอาหารสูง เป็นที่ต้องการของท้องตลาด อีกทั้งการส่งเสริมปลูกในมหาวิทยาลัยจะเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาในทุกคณะได้เรียนรู้และสัมผัสการปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยว สร้างโอกาสในการเรียนรู้ได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวหอมกระดังงาแบบนาประณีตในพื้นที่ที่เคยเป็นป่าเสม็ด และเก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องมือเกี่ยวข้าวของท้องถิ่นที่เรียกว่า “แกะ” ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ควรจะอนุรักษ์ต่อไป

สำหรับบรรยากาศในการเกี่ยวข้าวครั้งนี้เป็นไปอย่างสนุกสนาน นักศึกษาร่วมกันใช้แกะในการเกี่ยวข้าว บางรายเพิ่งเคยใช้แกะเป็นครั้งแรก จึงรู้สึกตื่นเต้น และอยากเรียนรู้วิธีการเกี่ยวข้าวด้วยแกะไว้เพื่อสอนลูกหลานต่อไป

วันที่ 29 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากมีฝนตกลงมาหลายวันประกอบกับมีอุณหภูมิที่สูงถึง 35 องศาเซลเซียส ทำให้ในสวนยูคาลิปตัสท้ายหมู่บ้านคำสมบูรณ์ ต.บึงโขงหลง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ มีเห็ดยูคา หรือเห็ดขมยูคา ออกดอกแทงโผล่ขึ้นเหนือดินจำนวนมาก ชาวบ้านต่างพากันออกไปเก็บมาขายให้นักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำคลายร้อนในหาดบ้านคำสมบูรณ์ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดบึงกาฬ

นางทองพลู ไชยวงษ์ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 307 หมู่ 3 บ้านคำสมบูรณ์ เล่าว่าช่วงนี้ว่างงานปิดหน้ายางพารา จึงได้ออกจากบ้านไปเก็บเห็ดยูคามาขาย หลังฝนตกอากาศร้อนอบอ้าวเห็ดยูคาจะออกดอกเป็นจำนวนมาก จึงนำมาขายให้นักท่องเที่ยวสดๆ กิโลกรัมละ 50 บาท วันหนึ่งจะได้อยู่ประมาณ 20 กิโลกรัม คิดเป็นเงินก็ตกวันละ1,000 บาท ใช้เวลาเก็บแค่ 1-2 ชั่วโมง หากเหลือขายให้นักท่องเที่ยว ก็จะนำไปขายในตลาดสด สำหรับเห็ดยูคารับประทานแล้วช่วยในการรักษาโรคเบาหวานและความดันได้ดีด้วย เห็ดยูคามีรสขม ก่อนจะนำไปทำเป็นอาหารก็ต้มใส่ใบมะขาม หรือผลมะแว้ง เพื่อลดความขมลงได้

วันที่ 30 มีนาคม 2560 สถานการณ์พายุในพื้นที่ จ.สกลนคร ยังเกิดต่อเนื่องแม้สถานการณ์เริ่มเบาลง แต่ยังส่งผลให้ต้นไม้ตามถนนต่างๆหักโค่นทับถนน กลับผลดีต่อชาวบ้านโนนสูง ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร ถือโอกาสนำรถไถนาเดินตามตระเวนไปตามท้องถนนในพื้นที่ จากนั้นนำเอาต้นไม้ เช่น ต้นยูคา ต้นกระถิน ต้นขี้เหล็ก และต้นไม้ทั่วไป ที่หักโค่นจากแรงลมพายุ ทำการตัดแต่งกิ่งให้ได้ขนาด จากนั้นขนไปยังที่นาซึ่งทำเป็นเตาดินสำหรับเผาถ่าน

นายทวีศักดิ์ สำราญใจ อายุ 55 ปี กล่าวว่า ตนมีอาชีพรับจ้างทั่วไป แต่ช่วงนี้พายุได้พัดเอาต้นไม้ตามถนนและในบริเวณบ้านของชาวบ้านหักโค่น ตนจะอาสาไปตัดต้นไม้นำออกจากพื้นที่ให้แทนโดยไม่มีค่าจ้าง จากนั้นตากแดดให้แห้งพอดี ก่อนจะใส่เตาเผาถ่าน โดยใช้เวลาในการเผาถ่านต่อรอบ 10-12 วัน จะได้ถ่านประมาณ 10 กระสอบปุ๋ย ขายกระสอบปุ๋ยละ 160 บาท ใน 1 เดือนจะมีรายได้จากการเผาถ่ายขายประมาณ 4-5 พันบาท เป็นรายได้เสริมอย่างดีโดยไม่ได้ลงทุนอะไรมากนอกจากค่าน้ำมันรถไถถือว่าเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในช่วงที่เกิดพายุฤดูร้อนในระยะนี้

มก. ต้อนรับ ดร.ประหยัด นันทศีล นักธรณีวิทยาหนึ่งเดียวของไทย ร่วมสำรวจขั้วโลกใต้กับทีมนักวิจัยประเทศญี่ปุ่น อย่างอบอุ่น เผย พบตัวอย่างหินแร่ หินแปร กว่า 200 ตัวอย่าง บ่งชี้ถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ junkhost.com ได้จัดงานแถลงข่าวต้อนรับและเปิดเผยข้อค้นพบจากการสำรวจทวีปแอนตาร์กติกของ ดร.ประหยัด นันทศีล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักธรณีวิทยาผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหินแปรที่มีอายุเก่าแก่กว่า 650 ล้านปีในยุคพรีแคมเบรียน หนึ่งเดียวของไทย ที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปร่วมทีมสำรวจทวีปแอนตาร์กติก ของประเทศญี่ปุ่นในปี 2559-2560 เพื่อสำรวจธรณีวิทยาทางด้านตะวันออกของทวีปแอนตาร์กติก

โดยมี ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเปิดงานแถลงข่าวและแสดงความยินดีในการปฏิบัติภารกิจบรรลุผลสำเร็จ นับเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและคนไทยอย่างยิ่ง ด้าน ศ.ดร.สุภา หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของนักธรณีวิทยาไทย ซึ่งเป็นบุคลากรคนแรกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เข้าร่วมทีมสำรวจทวีปแอนตาร์กติกเป็นครั้งแรก พร้อมกับมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีและต้อนรับกลับบ้านอย่างอบอุ่น ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับของคณาจารย์ บุคลากร นิสิตคณะวิทยาศาสตร์ และผู้สนใจที่เข้ารับฟังการแถลงข่าวครั้งนี้จนเต็มห้องประชุม 341 ชั้น 3 อาคารวิทยาศาสตร์กายภาพ 45 ปี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร.ประหยัด นันทศีล เป็นหนึ่งในคณะทำงานโครงการวิจัยขั้วโลกตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งส่งนักวิทยาศาสตร์ไทยไปร่วมวิจัยที่ขั้วโลกใต้กับคณะสำรวจแอนตาร์กติกของประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนเป็นประจำทุกปี โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตรียมสานต่อการเข้าร่วมทีมสำรวจวิจัยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการวิจัย ขั้วโลกตามพระราชดำริฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ว่า “หากสามารถสนับสนุนให้นักวิจัยไทยได้เดินทางไปทำงานวิจัยที่ขั้วโลกใต้อย่างสม่ำเสมอก็จะยังประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ” นอกจากนี้ยังวางแผนให้นิสิตระดับปริญญาโท – เอก ด้านธรณีวิทยา ร่วมศึกษาวิจัยตัวอย่างหินที่ค้นพบในครั้งนี้กับทีมสำรวจแอนตาร์กติกของประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่รองรับนวัตกรรมวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยในอนาคต ทั้งนี้ ในอีก 5 ปี ข้างหน้าคาดว่าจะมีงานวิจัยทางด้านธรณีวิทยาของขั้วโลกเกิดขึ้นในประเทศไทยจากตัวอย่างหินที่เก็บมาจากขั้วโลกใต้ครั้งนี้ด้วย

ผลการร่วมสำรวจทวีปแอนตาร์กติกของ ดร.ประหยัด นันทศีล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มก. ร่วมกับคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกของประเทศญี่ปุ่นรุ่นที่ 58 หรือ 58th Japanese Antarctic Research Expedition (JARE 58) ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 – 22 มีนาคม 2560 ซึ่งการเข้าร่วมสำรวจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือด้านการวิจัยขั้วโลกระหว่างประเทศในทวีปเอเชีย (Asian Forum for Polar Science, AFoPS) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีและใน JARE 58 นี้สถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งประเทศญี่ปุ่น (National Institute of Polar Research, Japan) หรือ NIPR ได้จัดโปรแกรม AFoPS ทางสาขาธรณีวิทยาภายใต้การนำทีมของ Professor Dr. Yoichi Motoyoshi โดยคัดเลือกนักธรณีวิทยาจากประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียที่ยังไม่มีสถานีวิจัยขั้วโลกให้เข้าร่วมโปรแกรม AFoPS อันได้แก่ มองโกเลีย อินโดนิเซียและไทย โดยมีเป้าหมายคือการสำรวจหินแปรขั้นสูงที่ปรากฏให้เห็นในหลายๆ พื้นที่ตั้งแต่ Lützow-Holm Bay ถึง Ammundsen Bay ได้แก่ Akebono Rock, Akarui Point, Tenmondai Rock, Skallevikhalsen, Runvågshetta, Langhovde, West Ongul Island และ Mount Riiser-Larsen