“พร้าวไทย (Prow Thai)” ผลิตภัณฑ์แปรรูปมะพร้าวอินทรีย์

ถึงแม้ “มะพร้าว” จะเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ แต่ที่ผ่านมามักประสบปัญหาทางด้านโรคแมลงและราคามาตลอดอย่างยาวนานและต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาภายในและภายนอกที่บุกเข้าโจมตีสร้างความเดือดร้อนต่อสภาวะการยึดอาชีพปลูกมะพร้าวของชาวสวนทั่วประเทศ ส่งผลให้ต้องหาแนวทางออกด้วยวิธีสร้างมูลค่ามะพร้าวแทนการขายผล

“สวนลุงสงค์” เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนน้ำมันมะพร้าวบางใบไม้ ส่งเสริมการปลูกมะพร้าวแบบอินทรีย์ที่มีมาตรฐาน เพื่อนำผลผลิตมะพร้าวมาสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านการวิจัย พัฒนา พร้อมดึงเทคโนโลยีเข้ามาใช้ร่วมกับภูมิปัญญาดั้งเดิมผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเป็นผลสำเร็จ นำมาสู่การแตกไลน์ผลิตเป็นเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สุขภาพเกือบ 20 ชนิด โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล กระทั่งสามารถนำไปจำหน่ายบนเครื่องการบินไทย ตลอดจนในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ นอกจากนั้น ยังนำวัสดุเหลือใช้จากมะพร้าวมารังสรรค์เป็นชิ้นงานของใช้ เครื่องประดับตกแต่ง เป็นการสร้างมูลค่า สร้างรายได้มิให้สูญเปล่า

สวนลุงสงค์ เป็นที่มาของชื่อ คุณสมประสงค์ ศรีเทพ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 9 ตำบลบางใบไม้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสวนมะพร้าวอินทรีย์เก่าแก่ที่ปลูกขึ้นเพื่อยึดเป็นอาชีพมานานกว่า 60 ปี เป็นมะพร้าวพันธุ์พื้นเมือง และมีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 70 ไร่ กระทั่งตอนนี้ได้ส่งมอบภารกิจหน้าที่ให้ คุณศุภชาติ ศรีเทพ (คุณตู่) ลูกชายรับช่วงบริหารงานต่อ

ราคาขายไม่แน่นอน เบนเข็มแปรรูปเพิ่มมูลค่าคุณตู่ กล่าวว่า สมัยที่คุณพ่อปลูกมะพร้าว มีรายได้จากการขายผลเท่านั้น โดยขายให้กับผู้รับซื้อ เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ จนทำให้เกิดปัญหาราคามะพร้าว ขณะเดียวกันมีงานวิจัยถึงประโยชน์ของมะพร้าวต่อสุขภาพ ตลอดจนการแนะนำจากหลายภาคส่วนว่า มะพร้าวสามารถสร้างเงินจากการแปรรูปได้ด้วย แทนที่จะรอขายผลอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้คุณพ่อจึงปรับเปลี่ยนแนวคิดการสร้างมูลค่ามะพร้าวด้วยการแปรรูปเป็นน้ำมันมะพร้าว

ความสำเร็จจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นที่ผลิตจากมะพร้าวอินทรีย์ ได้รับความสนใจอย่างดีเป็นเวลานานกว่า 7 ปี จนกระทั่งคุณตู่ได้เข้ามาสานงานต่อเมื่อ 4 ปี ที่ผ่านมา แล้วมองอนาคตมะพร้าวว่ายังสามารถสร้างมูลค่าอื่นๆ ได้อีกจากผลและส่วนอื่นของต้นมะพร้าว พร้อมดึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อขยายผลเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกทั้งยังจับมาตรฐานมาใส่ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้เป็นที่ยอมรับของชาวไทยและต่างประเทศ

“เมื่อต้องการยกระดับมะพร้าวให้เป็นอินทรีย์อย่างสมบูรณ์จึงจำเป็นต้องได้รับการรับรองจากสถาบันที่ยอมรับตามมาตรฐาน พร้อมไปกับต้องเข้ามาบริหารจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบ เป็นขั้นตอน ตามกฎ กติกา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ การใส่ปุ๋ย แนวทางการปลูก ตลอดจนการจดบันทึกข้อมูลอย่างละเอียด”

ยกระดับมะพร้าวอินทรีย์ ด้วยมาตรฐานการจัดการ

คุณตู่ชี้ว่า ความจริงมะพร้าวในสวนเป็นอินทรีย์ตามธรรมชาติเพราะไม่ได้ใช้สารเคมี แต่ใช้วิธีตัดหญ้าปล่อยให้ย่อยสลาย ขณะเดียวกันมะพร้าวเป็นพืชที่ไม่ต้องการปุ๋ยบำรุงอะไรมาก เพราะมะพร้าวที่อยู่ตามธรรมชาติก็ไม่มีใครไปใส่ปุ๋ยหรือบำรุงต้นแต่อย่างใด ดังนั้น อินทรีย์ในความหมายของมาตรฐานการจัดการด้วยวิธีผลิตปุ๋ยเองจากทางมะพร้าวหรือวัสดุทางธรรมชาติที่มีในพื้นที่มาย่อยเพื่อหมักเป็นปุ๋ยพันธุ์

อีกทั้งความเป็นธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ปลูกตั้งอยู่ในจุดที่มีสภาพน้ำ 2 อย่าง อยู่ใกล้ทะเลจึงมีโอเมก้า 69 ตลอดจนมีต้นน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาสูงในจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงทำให้เกิดการทับถมของดินตะกอนที่มีแร่ธาตุสำคัญเกิดประโยชน์ต่อพืชต่างๆ รวมถึงมะพร้าวอินทรีย์จึงทำให้สวนมะพร้าวของครอบครัวมีเอกลักษณ์ตรงผลดกมาก มีเนื้อหนาชั้นเดียว มีความหอมมัน

“นอกจากนั้นพื้นที่ปลูกมะพร้าวอินทรีย์จะต้องล้อมรอบด้วยแนวกันชน ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ โดยทางสวนได้ขุดเป็นคันกั้นน้ำไว้โดยรอบเพื่อป้องกันน้ำด้านนอกไหลเข้ามา ขณะเดียวกันการบริหารจัดการน้ำในสวนจะบังคับด้วยประตูเปิด-ปิด อย่างไรก็ตามน้ำที่ใช้ในสวนมะพร้าวจะเกิดจากน้ำตามธรรมชาติเป็นหลัก”

ภายหลังที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ได้ว่าเป็นอินทรีย์ตามมาตรฐานแล้ว จึงนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องสำอาง แบรนด์ “พร้าวไทย (Prow Thai)” ทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นมาทันที จากผลมะพร้าวธรรมดาที่ขายได้เงินเพียงไม่กี่บาท กลับขยับราคาขายได้ได้สูงกว่าหลายสิบเท่า เป็นผลให้ไม่ต้องไปกังวลกับปัญหาราคาที่ผันแปรตลอดเวลา

ผลิตภัณฑ์แบรนด์ “พร้าวไทย (Prow Thai)” มีสินค้ามากมาย ตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคได้ทุกเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มเพื่อการบริโภค ได้แก่ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น, น้ำมันมะพร้าวสำหรับปรุงอาหาร กลุ่มสปา ได้แก่ น้ำมันสปา, น้ำมันมะพร้าว 100 เปอร์เซ็นต์ และน้ำมันนวดคลายเส้น กลุ่มดูแลทำความสะอาด ได้แก่ สบู่กลีเซอรีนน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น, สบู่น้ำมันมะพร้าว, เจลล้างหน้าและเจลอาบน้ำ กลุ่มดูแลเส้นผม ได้แก่ แชมพู, ครีมนวดผม, ครีมหมักผมและเซรั่มบำรุงเส้นผม กลุ่มดูแลผิวพรรณ ได้แก่ สครับมะพร้าว, ครีมบำรุงผิวหน้าและโลชั่นบำรุงผิวกาย กลุ่มดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่ ยาหม่องน้ำมันมะพร้าว, ครีมทาส้นเท้า, ลิปบาล์ม, โลชั่นกันยุงและครีมบำรุงมือ เก็บทุกอย่างของมะพร้าวมาผลิตขายได้

คุณตู่ เล่าว่า ผลมะพร้าวที่เก็บจากต้นแล้วจะเริ่มผลิตเป็นน้ำมันมะพร้าวก่อน หลังจากนั้นจึงแตกแขนงแปรรูปเป็นเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ความงามอื่นๆ ขณะที่แปรรูปจะมีวัสดุบางอย่างที่เหลือ ซึ่งสมัยก่อนกว่าจะสกัดเป็นน้ำมันมะพร้าวได้สำเร็จ จะต้องทิ้งส่วนที่เป็นน้ำมะพร้าวไปโดยเปล่าประโยชน์

“แต่พอมาถึงช่วงเวลานี้ทุกอย่างควรต้องนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้หมดโดยไม่ทิ้ง ดังนั้นเมื่อได้น้ำมะพร้าวที่ผ่านกระบวนการแยกเป็นน้ำมันมะพร้าวจึงนำเทคโนโลยีมาใส่ในกระบวนการเพื่อนำน้ำมะพร้าวมาผลิตเป็นนมมะพร้าว แล้วต้องตกใจเมื่อมูลค่านมมะพร้าวมีราคาสูงกว่าน้ำมันมะพร้าวเสียอีก”

นมมะพร้าว เกิดจากการคั้นหัวกะทิที่ไม่ต้องเติมน้ำ พอขูดเป็นเนื้อแล้วไปคั้นเพื่อเป็นกะทิแล้วจึงแยกน้ำออกจากไขมัน ซึ่งน้ำกะทิที่แยกออกจากไขมันคือนมมะพร้าว ที่สามารถนำไปใช้ได้สารพัดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเป็นโยเกิร์ตหรือเครื่องดื่ม

ในอนาคตยังมีแผนจะเปิดร้านกาแฟเพื่อสุขภาพโดยจะนำความหวานจากน้ำตาลมะพร้าว หรือนมมะพร้าว ที่ใช้เป็นครีมเทียมใส่กาแฟเสิร์ฟเป็นเมนูพิเศษเพื่อสุขภาพ เนื่องจากจะมีลูกค้าในกลุ่มผู้สูงอายุตลอดจนกลุ่มผู้รักสุขภาพแวะเวียนมาที่สวนลุงสงค์จำนวนมาก ขณะเดียวกันลูกค้ากลุ่มนี้เมื่อได้สัมผัสแล้วติดใจก็อาจเป็นตัวแทนจำหน่ายต่อไปในอนาคต

สำหรับเศษวัสดุทุกส่วนของมะพร้าวยังเก็บไว้ใช้ประโยชน์ด้วยการนำมาผลิตเป็นสิ่งของ เครื่องตกแต่งเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า โดยไม่ทิ้งหรือสูญเสียน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกะลามะพร้าว ผลิตเป็นอุปกรณ์ใช้เหยียบเพื่อบริหารเท้า เปลือกมะพร้าว นำมาทำเป็นภาชนะปลูกต้นไม้ โป่งทางมะพร้าว ผลิตเป็นอุปกรณ์ช่วยทางด้านการดัดเท้า ซึ่งถือเป็นรายแรก โดยทั่วไปพบเห็นใช้ก้านตาล แต่ก้านมะพร้าวมีความแข็งแรง ทนทาน ใช้ได้เช่นกัน หรือแม้กระทั่งใบมะพร้าวนำไปย่อยเพื่อหมักเป็นปุ๋ยใช้ในสวน เสวียนหม้อ/กระเช้า ไม้กวาดทางมะพร้าว สิ่งเหล่านี้เมื่อผลิตแล้วสามารถขายให้แก่นักท่องเที่ยว ตลอดจนผู้ที่เดินทางเข้ามาศึกษาดูงาน

ไม่เพียงเท่านั้น ที่สวนลุงสงค์ยังเพาะต้นกล้ามะพร้าวอินทรีย์ขาย หน่อละ 80 บาท โดยจะต้องสั่งล่วงหน้า ตอนนี้กล้ามะพร้าวขายดีมาก เนื่องจากคนเปลี่ยนจากปลูกยางพาราและปาล์มมาเป็นมะพร้าวแทน

สำหรับช่องทางจำหน่ายหลักของแบรนด์ “พร้าวไทย (Prow Thai)” อยู่ที่สวนลุงสงค์ ที่นี่มีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้วยังได้มีโอกาสเห็นบรรยากาศสวนมะพร้าวพร้อมชมกิจกรรมต่างๆ ของมะพร้าว จะเปิดขายตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ทุกวัน นอกจากนั้น ยังนำไปวางขายขายที่ห้าง Tops ส่วนอีกช่องทางที่นิยมกันมากคือขายทางออนไลน์

การวางเป้าหมายการทำธุรกิจมะพร้าวด้วยการเน้นความเป็นอินทรีย์ปรากฏผลอย่างน่าภาคภูมิใจ เมื่อผลิตภัณฑ์แบรนด์ “พร้าวไทย (Prow Thai)” ได้รับการคัดสรรเป็นสินค้าโอท็อป เพื่อนำไปขายบนเครื่องของสายการบินไทย หลายชนิด อาทิ แผ่นเช็ดเครื่องสำอางจากน้ำมันมะพร้าว หรือชุด SET ที่ประกอบด้วย แชมพู ครีมนวดผม ครีมอาบน้ำ บอร์ดี้โลชั่น แฮนด์ครีม ที่ทุกอย่างล้วนผลิตมาจากมะพร้าวอินทรีย์

“มะพร้าวของจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นพืชที่มีอัตตลักษณ์เฉพาะอันเกิดจากความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ อีกทั้งความเป็นอินทรีย์ของแหล่งมะพร้าวไม่ได้ถูกปรุงแต่งอะไร เป็นสภาพจากธรรมชาติล้วน ดังนั้นจึงเป็นมะพร้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด ตลอดจนยังได้รับการชื่นชมจากชาวต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

จึงเชิญชวน หากท่านมีโอกาสเดินทางมาจังหวัดสุราษฎร์ธานี แวะมาเยี่ยมสวน หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะพร้าวอินทรีย์แบรนด์ “พร้าวไทย (Prow Thai)” ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณตู่ โทรศัพท์ (081) 589-8635 หรือติดตามได้ใน fb:สวนลุงสงค์ คุณตู่ กล่าว

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า มีธุรกิจร้านกาแฟหลากหลายยี่ห้อผุดขึ้นมากันอย่างมากมาย เรียกได้ว่าทั่วประเทศเลยทีเดียว นอกจากนี้ แต่ละร้านยังเสริมสร้างบรรยากาศเป็นส่วนประกอบแห่งการดื่มด่ำกาแฟให้น่าเอร็ดอร่อย น่าดูน่าชม เช่น สร้างกระท่อมกลางทุ่งนา สร้างสะพานเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ตั้งโต๊ะดื่มกาแฟกลางลำห้วย ลำธาร สร้างสถานที่ให้สวยงามเพื่อการถ่ายภาพประกอบ สถานที่ถ่ายภาพที่ลอกเลียนแบบธรรมชาติ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ขาดไม่ได้คือวัตถุดิบที่มาจากกาแฟ ผลผลิตกาแฟมาจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ ดังเช่นที่บ้านสันเจริญ ตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน สภาพพื้นที่เป็นที่ราบสูง อากาศหนาวเย็น สภาพป่าไม้ยังคงรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกต้นกาแฟภายใต้ร่มไม้ใหญ่ จึงมีผลผลิตกาแฟที่มีคุณภาพ และปริมาณผลผลิตกาแฟมากกว่า 900 ตัน ต่อปี พื้นที่ปลูกมากกว่า 3,000 ไร่ เกษตรกรได้รวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตแปรรูปกาแฟ มีสมาชิก 300 ราย แต่ในกระบวนการผลิตกาแฟนั้นมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเก็บเมล็ดกาแฟที่แก่จัดที่เรียกว่าผลเชอรี่ การสี การนำไปหมัก การขัดเมือก การตากเมล็ดให้แห้ง การสีกะลากาแฟ การนำไปคั่วตามขนาดที่ต้องการ การนำไปบดละเอียด

ขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญ คือการสีเมล็ดกาแฟเชอรี่ จะต้องใช้เครื่องที่มีคุณภาพการใช้เครื่องสีที่มีราคาถูก ไม่ได้มาตรฐาน ใช้ไปนานๆ จะเกิดการชำรุด เครื่องเกิดสนิมเหล็ก ทำให้ผลผลิตกาแฟที่ได้ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น สาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน โดย อาจารย์สุรชัย อิ้มทับ และคณะนักศึกษา จึงเกิดแนวคิดในการผลิตเครื่องสีเมล็ดกาแฟเชอรี่ เพื่อช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปกาแฟ และเป็นไปตามนโยบายของ มทร.ล้านนา ให้มีกิจกรรมเพื่อการถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนอีกด้วย โดยใช้เหล็กกล้าเกรดทำอาหารมาทำเป็นส่วนประกอบของเครื่องสีเมล็ดกาแฟเชอรี่ ทำให้ไม่เกิดสนิมเหล็ก ผลผลิตมีคุณภาพ พร้อมทั้งได้ศึกษาทดสอบระยะเวลา อัตราการสีในการสีแต่ละครั้ง ผลปรากฏว่าทำการสีได้ปริมาณมากกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า ช่วยร่นระยะเวลาการสีได้ ร้อยละ 16.97 กว่าเครื่องสีทั่วๆ ไป

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้ทั่วโลกเจอสภาวะอากาศแปรปรวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งพายุฤดูร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วมฉับพลัน ปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าปกติ ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอสำหรับการใช้ในการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง โดยใช้นวัตกรรม “ธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank)” เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้นำป่าชุมชน จาก 10 จังหวัด ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมกิจกรรม “สัมมนาเครือข่ายผู้นำป่าชุมชนกล้ายิ้ม” รุ่นที่ 21 ภายใต้โครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ที่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับกรมป่าไม้ จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2551 กิจกรรมปีนี้ได้มุ่งเน้นประเด็นการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความแปรปรวนของอากาศที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้ ซึ่งพื้นที่ที่เคยชุ่มชื้นจะต้องเผชิญกับภาวะแล้ง ส่วนพื้นที่ที่แห้งแล้งจะเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม อีกทั้งยังเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลกอีกด้วย

นางบุญทิวา ด่านศมสถิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากข้อมูลพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนในภาคอีสานปีนี้จะลดน้อยลง เพราะผลกระทบจากปรากฏเอลนีโญ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรมสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ระดับครัวเรือนจนถึงเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศด้วย บริษัทจึงได้หยิบยกประเด็นการบริหารจัดการน้ำมาเป็นสาระหลักของการสัมมนาผู้นำป่าชุมชนในปีนี้ และได้น้อมเกล้าฯ นำพระราชดำรัส “สืบสาน รักษา และต่อยอด” ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักคิดในการกำหนดเนื้อหาและรูปแบบการสัมมนา โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการจัดการน้ำของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาจุดประกายความคิดแก่ผู้นำป่าชุมชนเพื่อสืบสานและต่อยอดไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ผู้นำป่าชุมชนจะได้ศึกษาเรียนรู้วิธีการจัดการน้ำในรูปแบบต่างๆ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จังหวัดสกลนคร เพื่อสืบสานแนวทางการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ณ ศูนย์แห่งนี้ได้จำลองสภาพปัญหาของภาคอีสานและแสดงวิธีการจัดการปัญหาด้วยวิธีการหลากหลาย ตั้งแต่การชลประทาน การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ การจัดระบบส่งน้ำ การจัดการน้ำที่อ่างเก็บน้ำห้วยตาดไฮใหญ่ การพัฒนาเกษตรกรรมด้วยวิธีการปลูกป่า 5 ชั้น การปลูกสมุนไพร รูปแบบวนเกษตร รวมถึงเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อชีวิตที่พอเพียง บริษัทเชื่อมั่นว่าความรู้ที่ผู้นำป่าชุมชนได้รับจากกิจกรรมครั้งนี้ เมื่อนำไปบูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่นบวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกท่านแล้ว จะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับการบริหารจัดการป่าและน้ำในชุมชนให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรอดพ้นจากปัญหาภัยแล้งด้วย” นางบุญทิวา กล่าว

นอกจากนี้ ผู้นำป่าชุมชนยังจะได้เรียนรู้แนวคิด “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ของ หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ ประธานสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ ซึ่งได้ริเริ่มขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน ด้วยหลักการเติมน้ำไปเก็บในชั้นใต้ดิน โดยขุดบ่อในบริเวณพื้นที่น้ำท่วม น้ำขัง น้ำหลาก หรือจุดรวมของน้ำเพื่อกักน้ำให้ซึมลงไปชั้นหินเป็นการพักน้ำรวมไว้เหมือนธนาคาร อีกวิธีคือ การใช้เศษไม้ ขวดแก้ว เศษอิฐ กรวด หิน หรือวัสดุที่มีในท้องถิ่นมาถมในบ่อเพื่อแทนที่น้ำ ให้น้ำล้นออกมาใช้ได้เร็วขึ้นเมื่อน้ำใต้ดินมีปริมาณมากพอ แนวคิดนี้เป็นเสมือนการออมหรือกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ในหน้าแล้ง หรืออุ้มน้ำในยามน้ำหลาก นับเป็นตัวอย่างของการบูรณาการความรู้ทางวิชาการและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถใช้บริหารจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืน

หลักการของธนาคารน้ำใต้ดิน

ดร. เร่งรัด สุทธิสน ผู้อำนวยการสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ บรรยายหลักการธนาคารน้ำใต้ดินว่า มี 2 รูปแบบ คือ ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด สำหรับใช้แก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร เพื่อการอุปโภค บริโภค และภาคอุตสาหกรรมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
ธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด ใช้แก้ไขปัญหาการระบายน้ำ น้ำเน่าเสีย ทั้งในครัวเรือนและพื้นที่การเกษตร

ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด

ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด มีหลักการสำคัญคือ พยายามเก็บน้ำไว้ใต้ดิน ทะลุชั้นดินเหนียวถึงชั้นหินอุ้มน้ำที่ต่อเชื่อมกับชั้นน้ำบาดาล วิธีนี้จะเก็บน้ำได้ปริมาณมาก เพราะสามารถกระจายน้ำไปได้ทั่ว โดยไม่มีขีดจำกัด ระบบนี้สามารถนำน้ำขึ้นมาใช้ได้จากบ่อกักเก็บและส่งน้ำหรือจากบ่อน้ำบาดาล วิธีนี้เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรกรรม เนื่องจากสามารถสูบน้ำจากบ่อมาใช้ได้โดยไม่หมด เมื่อปริมาณน้ำลดลง น้ำจากใต้ดินก็จะซึมซับกลับเข้ามาเติมเต็มปริมาณน้ำในบ่อให้มีน้ำอย่างสม่ำเสมอ ที่ผ่านมามักเลือกทำบ่อระบบเปิดโดยมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำเค็ม

วิธีการทำธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด คือการขุดบ่อน้ำหรือสระน้ำให้ได้ความลึกทะลุผ่านชั้นดินเหนียวถึงชั้นหินอุ้มน้ำ เพื่อให้หินอุ้มน้ำสามารถดูดซับน้ำลงสู่ชั้นใต้ดิน ขนาดของบ่อจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และลักษณะการใช้ประโยชน์ของน้ำจากบ่อ ระดับความลึกของการขุดบ่อในแต่ละพื้นที่จะไม่เท่ากัน จะขึ้นอยู่กับสภาพดินและชั้นหิน ซึ่งโดยหลักการให้เป็นไปตามหลักอุทกธรณีวิทยา แต่ต้องขุดลึกให้ถึงชั้นหินอุ้มน้ำ

จากต้นแบบระบบบ่อเปิดของสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณได้ขุดบ่อให้ถึงชั้นหินอุ้มน้ำ โดยประมาณความลึก 7-15 เมตร เช่น การขุดบ่อเปิดในลักษณะสี่เหลี่ยมพื้นผ้าให้มีขนาดความกว้าง 25 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 7-12 เมตร หรือการขุดบ่อเปิดในลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัส ให้มีขนาดกว้าง 40 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 7-12 เมตร

แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ลักษณะการขุดสระต้องให้มีความลาดชัน 45 องศา ปากบ่อกว้างกว่าก้นบ่อ การขุดบ่อในลักษณะลาดชันเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้น้ำในบ่อไหลลงสู่ก้นบ่อโดยมีแรงกดของมวลน้ำลงไปยังชั้นหินอุ้มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้น้ำไหลซึมลงสู่หินอุ้มน้ำได้อย่างรวดเร็ว โดยการขุดบ่อระบบเปิดนี้ไม่ควรปั้นดินรอบๆ บ่อ เพราะจะส่งผลกีดขวางทางน้ำที่จะไหลลงสู่บ่อ ทั้งนี้รูปแบบและขนาดของบ่อต้องออกแบบตามบริบทด้านภูมิศาสตร์ของพื้นที่ คำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่และการใช้ประโยชน์

การทำธนาคารน้ำใต้ดินระบบบ่อเปิดที่เป็นการขุดบ่อใหม่ ไม่ใช่การปรับสระน้ำเก่าที่มีอยู่เดิม การวางตำแหน่งของบ่อใหม่ควรจะต้องให้ตั้งฉากหรือขนานกับทิศตามแนวทิศเหนือ-ใต้ และทิศตะวันออก-ตะวันตก เพราะจะช่วยให้การเติมน้ำลงชั้นใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามหลักการธนาคารน้ำใต้ดิน

การขุดบ่อกักเก็บน้ำตามระบบบ่อเปิดของธนาคารน้ำใต้ดินที่จะได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการน้ำนั้น ควรออกแบบทำระบบบ่อเปิดใหม่ที่มีความเหมาะสมตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ทั้งเชิงพื้นที่และทิศ แต่อาจต้องใช้งบประมาณสูง เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางการปรับสภาพบ่อเดิมหรือสระน้ำเดิม ให้สามารถใช้งานได้ตามระบบธนาคารน้ำใต้ดิน

โดยหลักการแล้ว การขุดบ่อระบบเปิดที่จะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องทำเป็นกลุ่มบ่ออย่างน้อย 3 บ่อ โดยแต่ละบ่อห่างกันประมาณ 1,000 ถึง 1,500 เมตร บ่อเปิดของธนาคารน้ำใต้ดินจะมีหน้าที่เติมน้ำลงดินในระดับชั้นหินอุ้มน้ำเพื่อให้น้ำที่เติมลงไปสามารถเชื่อมประสานเสริมกันในระหว่างบ่อที่ขุดไว้ทั้ง 3 บ่อ เป็นการกระจายน้ำลงใต้ดินให้ทั่วถึงกันในระดับชั้นหินอุ้มน้ำ

ในขณะเดียวกัน น้ำจากใต้ดินก็จะซึมผ่านขึ้นมาเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในบ่อหรือสระให้มีน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ให้แห้ง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำได้โดยตรง ทั้งนี้หากมีการออกแบบบ่อเปิดอย่างเหมาะสมตามระบบบริหารจัดการน้ำของธนาคารน้ำใต้ดิน จะช่วยเสริมให้น้ำในบ่อหรือสระเพียงพอตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง จะไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน ขอแนะนำอีกประการหนึ่งของการขุดบ่อเปิด คือรอบปากบ่อควรปลูกหญ้ารอบๆ บ่อ เพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดินและเป็นการกรองน้ำที่ไหลลงบ่อหรือสระด้วย

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เชิญชวนผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมโคแปรรูปสมัครเข้าร่วมโครงการ “จัดทัพโคนมไทย บุกตลาดต่างประเทศด้วย FTA” หวังดึงผู้ประกอบการเป้าหมายที่ผลิตสินค้านมโคแปรรูป ให้ใช้ความตกลง เอฟทีเอเป็นเครื่องมือลดต้นทุนการทำธุรกิจส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดต่างประเทศ และใช้ประโยชน์จากการที่คู่ค้าลดภาษีโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าในอาเซียน โดยเป็นโครงการปีที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จในปี 2561

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมเจรจาฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินโครงการ “จัดทัพโคนมไทย บุกตลาดต่างประเทศด้วยเอฟทีเอ” ซึ่งเป็นโครงการในปีที่ 2 จากความสำเร็จของโครงการ “จับมือผู้ประกอบการโคนมไทยบุกตลาดต่างประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ” เข้าสู่ตลาดจีน ในปี 2561 ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพอใจเมื่อประเมินผลความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ได้รับ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จึงได้ดำเนินโครงการต่อในปี 2562 โดยเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์นมโคแปรรูปโดยมีความตั้งใจที่จะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการนมโคแปรรูปได้ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะเอฟทีเอระหว่างอาเซียน ขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโคของไทยในตลาดอาเซียน รวมทั้งเตรียมความพร้อมรองรับที่ไทยจะต้องเปิดเสรีทางการค้าสินค้านมและผลิตภัณฑ์จากนมโคในปี 2563 ให้กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดรับสมัครผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมโคแปรรูปทั่วประเทศ ที่มีคุณสมบัติ ดังนี้ 1. เป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย 2. ผลิตและ/หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ใช้ส่วนผสมของนมโค 3. สนใจเข้าสู่/ขยายตลาดไปยังต่างประเทศ 4. ไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และ 5. พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้งโครงการ สามารถลงทะเบียนออนไลน์เพื่อเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ได้ที่เว็บไซต์ของกรมเจรจาการค้าระหว่าง

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก 10 ทีม จะได้เข้าร่วมกิจกรรมที่กรมได้คัดสรรเพื่อติดอาวุธให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการนมโคแปรรูปของไทยให้แข่งขันได้ในยุคการค้าเสรี อาทิ 1. รับคำปรึกษาเชิงลึก (Coaching) เพื่อพัฒนาธุรกิจส่งออกโดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าการตลาด 2. กิจกรรมอบรม Boot Camp เน้นการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีเพื่อเข้าสู่ตลาดประเทศคู่ค้า เอฟทีเอให้เกิดขึ้นจริง เข้าใจกลยุทธ์ในตลาดคู่ค้าตลาดคู่แข่งของสินค้าเป้าหมาย และ 3. สำรวจตลาดอาเซียน ในปีนี้จะพาผู้เข้ารอบไปเยี่ยมชมงาน ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาค และเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สร้างเครือข่ายธุรกิจกับผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐของสิงคโปร์

สำหรับโครงการดังกล่าว คาดหวังว่า จะช่วยผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกนมและผลิตภัณฑ์จากนมโคในภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมโคนมไทยได้มีการพัฒนาและปรับตัวอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการมีศักยภาพในการผลิตนมที่มีคุณภาพและมาตรฐานเข้าสู่ตลาด รวมทั้งใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นมโคแปรรูปหลากหลาย เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตลาดผลิตภัณฑ์นมโคแปรรูปก็มีแนวโน้มเติบโตสูงในตลาดอาเซียนซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมืองและรายได้ ที่เพิ่มขึ้นของคนในภูมิภาคแห่งนี้ รวมถึงประเทศคู่ค้าเอฟทีเอส่วนใหญ่ก็ได้ลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์โคนมที่ส่งออกจากไทยเหลือร้อยละศูนย์แล้ว

โดยในปัจจุบันไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์นมหลายชนิด เช่น นมพร้อมดื่ม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เนย ครีมเทียม นมข้นหวาน ฯลฯ ไปยังตลาดอาเซียนและจีน โดยในปี 2561 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์นมของไทยคิดเป็นประมาณ 7,800 ล้านบาท มีอัตรามูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.07 เมื่อเทียบกับปี 2560

ดอกขจร หรือ ดอกสลิด (Cowslip creeper)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Telosma minor Craib.
วงศ์ ASCLEPIADACEAE

หน้าร้อนปีนี้กว่าจะคืบคลานผ่านไปได้ สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดเกือบโดนแดดแผดเผา…โชคดีที่หยาดน้ำจากฟากฟ้าได้รินรดพรมให้โลกคลายร้อนทันท่วงที พร้อมกันนั้นดอกไม้ป่าก็ผุดดอกออกมาชูช่อกันสลอน สิ่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วดินแดนอันเงียบสงบ

ดอกขจร หรือ ดอกสลิด เป็นพืชที่คุ้นเคยที่เกิดขึ้นตามป่า เป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยเราอีกชนิดหนึ่ง และเป็นพืชทางเลือกใหม่ของเกษตรกร “สลิด” เป็นชื่อที่คนไทยใช้เรียกกันทั่วไป แต่ชื่อ “ขจร” เป็นชื่อทางการ หรือชื่อใช้ในการเขียน เพราะถือว่าเป็นคำสุภาพ
ยอดอ่อนและผลอ่อนของดอกขจร ใช้กินเป็นผักได้ ทั้งเป็นผักจิ้ม ผัด หรือแกง

ปัจจุบัน ยังพบว่ามีการขายในตลาดผักทั่วไป แสดงว่าคนไทยยังนิยมกินดอกขจรกันอยู่เช่นในอดีต ดอกขจรปลูกง่าย แข็งแรง ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ชอบแดดจัด จึงใช้ปลูกเลื้อยคลุมนั่งร้าน หรือตามรั้ว มักออกดอกช่วงฤดูฝน ออกดอกติดต่อกันได้นานนับเดือนหากต้นสมบูรณ์ นอกจากจะพบปลูกอยู่ตามสวนและบริเวณบ้านแล้ว ยังพบขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่าดิบแล้ง และป่าละเมาะอีกด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ขจร (Cowslip creeper) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Telosma minor Craib อยู่ในวงศ์ ASCLEPIADACEAE มีชื่อพื้นเมืองว่า สลิด ผักสลิด สลิดป่า กะจอน ขะจอน ผักขิก
รส ดอก มีรสเย็นขมหอม ราก มีรสเย็นเบื่อ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ขจร (Cowslip creeper) เป็นไม้เลื้อยเถาเล็กแตกยอดจำนวนมาก ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางขาว ใบเป็นใบเดี่ยว

ใบ ใบบางผิวเรียบ สีเขียว กว้างและยาว 6-10 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว ใบออกเป็นคู่ๆ เป็นรูปหัวใจ ออกตรงข้อ แต่ละข้อห่างกันประมาณ 6-10 นิ้ว

ดอก ออกเป็นช่อตามข้อ ก้านดอกยาวประมาณ 1 เซนติเมตร กลีบดอกยาวประมาณ 15 เซนติเมตร มีกลีบ 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ส่วนปลายแยก 5 แฉก แต่ละช่อมีดอก 5-20 ดอก ดอกตูมมีสีเขียวครีม เมื่อบานกลีบด้านในเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเข้มขึ้นตามอายุ ดอกบานไม่พร้อมกัน ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานเริ่มหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย ดอกออกมากตั้งแต่ต้นฤดูหนาว ดอกสลิดมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย ส่งกลิ่นหอมตอนเย็นและค่ำ