พลิกปัญหาสู่โอกาสปัญหาในการแปรรูปค่อนข้างจะเยอะพอควร

เพราะมีเรื่องของความสดและความหอมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และน้ำมะพร้าว 100% อาจจะติดเชื้อได้ง่าย จึงเริ่มมีการคิดแก้ปัญหากันเกิดขึ้น อย่างเช่น มะพร้าวแช่แข็งตอนแรกใช้เพียงแค่น้ำธรรมดาล้างก็คิดว่าสะอาดแล้ว แต่ที่จริงแล้วเมื่อล้างน้ำเสร็จแล้วต้องนำมาล้างน้ำมะพร้าวเป็นน้ำสุดท้ายเพื่อให้เนื้อมะพร้าวคงความสด

น้ำมะพร้าวสด 100% จะเจาะก่อนจะนำไปกรองแล้วนำไปใส่ขวด มีกระบวนการฆ่าเชื้อโดยการน็อกเย็น ส่งขายตลาดในกรุงเทพฯ หรือรับออเดอร์จากที่ลูกค้าสั่ง นอกจากเจาะน้ำแล้ว ยังสามารถนำทั้งน้ำและเนื้อมะพร้าวมาแช่แข็งได้อีกด้วย โดยการแช่แข็งในอุณหภูมิถึง 5 องศา สามารถเก็บได้เป็นปี เมื่อละลายน้ำออกมาความสดของเนื้อและน้ำก็ยังคงเดิม เนื้อมะพร้าวแช่แข็งจะส่งโรงงานใหญ่ที่ทำเบเกอรี่ น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ถุงละ 80 บาท

ไอศกรีม เริ่มแรกได้สูตรมาจากที่พัฒนาชุมชนแนะนำ อาจารย์ที่ทำอาหารมาสอนสูตรให้ เคยลองทำเองแต่ว่ารสชาติไม่นิ่ง จนได้อาจารย์มาสอน แรกๆ ทำ ชาวบ้านชิมก่อน หลังจากที่รสชาติมันนิ่งก็รับคำติชมจากชาวบ้านมาแก้ไข และเมื่อชาวบ้านมากกว่า 80% ยอมรับก็นำสูตรนี้มาใช้เลย

ทางด้านการตลาด คุณจรัญ ได้กล่าวไว้ว่า “ผมเป็นคนชอบคิดทางตาย เมื่อมีอะไรที่รุ่งมากๆ ไม่นานก็จะตาย ในขณะที่เกษตรกรบอกว่าช่วงนี้กำลังแย่ ผมกำลังมองว่าตอนนี้กำลังปรับตัวน่าจะดี ในขณะที่กำลังรุ่งเรืองเรื่องมะพร้าว ผมว่าอนาคตดับ มันจะมีขั้นตอนให้คิด แล้วถึงเวลาดับเราก็จะสู้ได้ พอเวลามันดับปุ๊บเราก็ดึงมาใช้เลยไอเดียที่เราเก็บไว้เนี่ยว่าเราจะใช้มันตอนไหน เราต้องคิดในตอนที่มันเฟื่องฟู แต่ถ้าไปคิดในตอนที่มันดับ ผมว่ามันไม่ทันแล้ว”

คุณจรัญ ยังบอกอีกว่า มะพร้าวน่าจะไปแปรรูปหรือสร้างมูลค่าได้มากกว่านี้อีกเยอะ สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีคือความรู้ที่เราจะต้องเรียนรู้ไปตลอด และยังทิ้งท้ายไว้ด้วยอีกว่า “จริงๆ ที่ผมฉุกคิดขึ้นได้ ที่เริ่มทำการเกษตรที่พัฒนาใหม่ ผมใช้รูปเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 คือพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด ในขณะที่ตอนที่ผมทำเกษตรแล้วผมยังจน ผมคงไปเป็นโจรไปแล้ว ถ้าผมไม่หยุดคิดแล้วทำแบบพอเพียง แต่ในศาสตร์ของพระองค์ท่าน มันพอเพียงแล้วก็พอใจ มันหาสุขในทุกข์ให้ได้ ทุกข์มันทุกข์อยู่แล้วแหละ แต่มันต้องหาสุขให้ได้”

สนใจมะพร้าวและผลผลิตแปรรูปจากมะพร้าวติดต่อ คุณจรัญ เจริญทรัพย์ บ้านเลขที่ 196 หมู่ที่ 6 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ลบภาพจำการปลูกส้มที่เคยมีมา จากที่เมื่อก่อนหลายท่านคิดว่า ส้มจะปลูกให้ดีได้ต้องปลูกที่ภาคเหนือเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้มีเกษตรกรรุ่นใหม่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ส้ม” สามารถปลูกบนพื้นที่ใดก็ได้ แม้แต่สภาพพื้นที่เป็นดินทรายอย่างทางภาคอีสานก็สามารถปลูกส้มให้ได้ผลผลิตดีและมีคุณภาพได้แล้ว เพียงต้องอาศัยเทคนิคและความขยันในการปรับปรุงบำรุงดินสักหน่อย

คุณสมยศ บ่อหิน อยู่บ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 2 ตำบลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ เกษตรกรคนเก่งผู้พลิกผืนดินทรายมาปลูกส้มสายน้ำผึ้ง แถมยังได้ส้มคุณภาพดี อย่างที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนืออีกด้วย

คุณสมยศ เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำสวนส้ม ตนประกอบอาชีพวิ่งรถขายเคมีเกษตรมาก่อน ซึ่งในขณะนั้นได้พบเจอกับเกษตรกรมากหน้าหลายตา จนวันหนึ่งมีโอกาสเข้าไปขายเคมีเกษตรในสวนส้มที่อำเภอฝาง ได้ไปเจอกับเกษตรกรผู้ที่คร่ำหวอดในวงการส้ม เขาให้ความรู้เรื่องการปลูกส้มมามากมาย ก็ได้มีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากตรงนั้นมาวันละเล็กวันละน้อย จนสามารถชวนพี่ที่สนิทกันหาเช่าพื้นที่ทดลองทำสวนส้มที่อำเภอฝางแล้วค่อนข้างได้ผลดี จึงได้ทดลองนำมาปลูกที่บ้านจังหวัดบึงกาฬบ้าง ปลูกไปปลูกมาเริ่มติดใจและประกอบกับที่ช่วงนั้นอาชีพค้าขายเคมีเกษตรเริ่มทำได้ยากขึ้นในเรื่องของการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงตัดสินใจเลิกขาย แล้วกลับมาบ้านเพื่อทำสวนส้มอย่างเต็มตัว

มือใหม่หัดปลูกส้มสายน้ำผึ้ง 5 ไร่ ที่บึงกาฬ
สร้างรายได้เฉียดล้าน
คุณสมยศ บอกว่า หลังจากที่ทดลองนำส้มมาปลูกที่บ้านจังหวัดบึงกาฬ ถือว่าตนเองเป็นคนโชคดีที่ไม่ต้องใช้เวลาลองผิดนาน เพราะมีผู้เชี่ยวชาญที่สะสมประสบการณ์มาหลายสิบปีคอยแนะนำทางลัดให้ นับเวลามาถึงปัจจุบันก็ปลูกส้มมาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี มีพื้นที่ปลูกส้มทั้งหมด 5 ไร่ หรือประมาณ 535 ต้น โดยส้มที่เลือกปลูกเป็นส้มสายน้ำผึ้ง ได้ผลดีมาเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากเน้นการป้องกันมากกว่าให้เกิดก่อนแล้วค่อยแก้ปัญหา แบบนี้จะยับยั้งโรคได้ยากกว่า

ถ้าถามถึงสาเหตุว่า ทำไม ถึงมาเลือกปลูกส้มที่ภาคอีสาน ก็ต้องบอกว่า ใช้ความเสี่ยงผสมกับความน่าจะเป็นด้วย เพราะจากที่สังเกตมาแล้วว่าสภาพอากาศที่ภาคเหนือก็คล้ายๆ กับอากาศทางภาคอีสาน มีร้อน มีฝน มีหนาว เหมือนกัน จึงเริ่มนำมาปลูก เลยไม่คิดมาก ปลูกครั้งแรกก็เริ่มปลูกแบบเต็มพื้นที่เลย คือ 5 ไร่ ปลูกทั้งที่สภาพพื้นดินเป็นดินทราย แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะสภาพดินสามารถปรับปรุงเติมธาตุอาหารเข้าไปได้เรื่อยๆ หลักๆ จะเป็นปุ๋ยคอก ขี้วัว มีใส่ปุ๋ยเคมีบ้างเล็กน้อย

เทคนิคการปลูกส้มบนพื้นที่ดินทรายให้ได้ผลผลิตดี
การเตรียมดิน… พื้นที่ปลูกตรงนี้เคยเป็นพื้นที่ทำนามาก่อน จึงจำเป็นต้องมีการยกร่องเพื่อให้ระบายน้ำได้ดี ไม่ให้มีน้ำท่วมขัง ขุดเตรียมดินโดยการใช้ปุ๋ยคอกคลุกกับโดโลไมท์ไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วจึงค่อยนำต้นกล้ามาลงปลูก

ขุดหลุม… ถ้าเป็นกิ่งตอนไม่ต้องขุดลึกมากเอาแค่พอถมรากได้แล้วเสียบหลักเลย แต่ถ้าเป็นกิ่งชำจะต้องขุดลึกกว่าเดิมอีกหน่อย เผื่อไว้สำหรับถุงดำ หลังจากนั้นประมาณสัก 3-4 เดือน ค่อยใส่ปุ๋ย ใส่ครั้งแรกจะไม่ใช้วิธีการหว่าน แต่จะใช้วิธีการฝัง ใช้ไม้เสียบแล้วหยอดปุ๋ยลงไป

ระยะห่างระหว่างต้น… ที่สวนจะปลูกถี่หน่อย คือระยะ 3×4 เมตร แต่ถ้าจะให้ดีต้องเป็นระยะ 4×4 เมตร หรือ 4×5 เมตร เพื่อไม่ให้ต้นชนกัน แสงจะเข้าถึงจะช่วยลดการเกิดเชื้อรา และช่วยการออกดอกของส้มได้ดีอีกด้วย

ระบบน้ำ… สายพีอี ปล่อยน้ำพุ่งไปที่ต้น แต่ส่วนมากจะเริ่มปลูกส้มกันในช่วงฤดูฝน หรือช่วงก่อนฤดูฝนสักนิดอยู่แล้ว ช่วงนี้ก็ยังไม่ต้องดูแลรดน้ำอะไรมาก แต่ถ้าหมดหน้าฝนไปแล้วน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญในการปลูกส้มเลย ถ้าไม่มีน้ำก็ปลูกส้มไม่สำเร็จ ถ้าส้มขาดน้ำจะเกิดปัญหา ใบสลด ลูกร่วง ลูกเป็นมะกรูด ผิวไม่สม่ำเสมอ ซังขม และถ้าเป็นช่วงดอกก็จะร่วง ส่งผลไปถึงส้มในฤดู คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ทางที่ดีควรรดน้ำทุกวัน หรือรดแบบวันเว้นวัน และการให้น้ำต้องดูอาการของใบเป็นหลักด้วย ถ้าใบเริ่มสลดก็ให้รดได้เลย ถ้าเป็นส้มเล็กไม่มีพืชพี่เลี้ยงต้องให้วันเว้นวัน หรือถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งจริงๆ ก็ให้ใช้ฟางหรือเศษหญ้ามาคลุมเพื่อรักษาความชื้นให้อยู่ได้นาน

ปุ๋ย… ถ้าเป็นส้มเล็ก จะใส่ช่วงก่อนฝน และช่วงหลังฝน สูตร 25-7-7 หรือสูตรเสมอ ปริมาณการใช้ไม่มาก ประมาณ 1 กำมือ การใส่ไม่ต้องโรยตรงโคนต้น แต่ให้โรยรอบๆ และต้องคอยสังเกตอาการของใบด้วย ถ้าเริ่มรู้สึกว่าใบมีอาการหิวปุ๋ยก็ต้องใส่เพิ่มเข้าไป ส่วนมากใบจะฟ้องถึงค่อยใส่ แต่บางคนใส่ปุ๋ยทุกเดือนก็มี เพื่อเร่งให้โตเร็วๆ

หลังจากนั้น เมื่อเริ่มมีดอก มีลูก เริ่มจะไว้ผล ก็เริ่มใส่ปุ๋ย 15-0-0 แคลเซียม บวกกับสูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณนี้

การใส่ปุ๋ย แบ่งเป็นช่วง เมษายน-พฤษภาคม ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 1 มิถุนายน-สิงหาคม ไม่ต้องใส่ เพราะเป็นหน้าฝน และจะทำให้เกิดโรคแคงเกอร์ หลังจากนั้นเริ่มใส่ปุ๋ยอีกครั้งเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต… ขึ้นอยู่ที่การดูแล ตัวอย่างที่สวนเริ่มเก็บผลผลิตได้ตอนอายุ 3 ปี เก็บได้นิดหน่อย ปีที่ 4 พอได้เพิ่มขึ้นมาอีกนิด มาเข้าสู่ปีที่ 5 ก็คือปีนี้ ผลผลิตเริ่มออกตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถือว่าผลผลิตดก แต่ทรงพุ่มยังไม่โต เก็บผลผลิตได้ประมาณ 10 ตัน ต่อ 5 ไร่ ผลผลิตต่อต้น 1-2 ตะกร้า ถ้าทรงพุ่มใหญ่หน่อย จะได้ผลผลิตประมาณ 3-4 ตะกร้า ต่อต้น 1 ตะกร้า น้ำหนักประมาณ 22 กิโลกรัม คูณ 500 ต้น ก็ประมาณ 20 ตัน ผลผลิตออกมาค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ

โรคแมลง… หลักๆ มีเพลี้ยไฟไรแดง หนอนชอนใบ เชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุให้เกิดโรคแคงเกอร์ และโรคราสีชมพู วิธีแก้คือ ต้องพึ่งสารเคมี นำประสบการณ์ตอนที่ขายเคมีภัณฑ์มาใช้ ก็จะพอรู้ว่าใช้ตัวไหนแล้วได้ผลดี คือต้องใช้สลับไปเรื่อย

รายได้จากการขายผลผลิต
ต่อปีถ้าผลผลิตออกมาดี ไม่เจอภัยธรรมชาติ ไม่เจอพายุลูกเห็บ ก็สามารถสร้างรายได้เกือบ 1 ล้านบาท วิธีคิดคำนวณแบบง่ายๆ คือ ปลูกส้ม 5 ไร่ เก็บได้ ต้นละ 2 ตะกร้า ปลูกอยู่ 500 ต้น น้ำหนักตะกร้าละ 22 กิโลกรัม คิดราคากิโลกรัมละ 40 บาท เป็นเงิน 800,000 บาท แต่ถ้าโชคดีขายได้กิโกรัมละ 50 บาท ทั้งหมด คิดเป็นเงิน 1 ล้านบาทพอดี เมื่อหักต้นทุนออกมาแล้วยังเหลือกำไรอยู่มาก เพราะทำเองทุกอย่าง ไม่มีคนงาน จะมีแค่ ค่าน้ำมัน ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย ค่ายา รวมๆ แล้วประมาณ 200,000 บาท ต่อปี ถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีกว่าการทำนามากๆ

ลูกค้ากลุ่มหลักๆ มีทั้งลูกค้าออนไลน์ขายผ่านเฟซบุ๊ก และกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าทั้งในจังหวัดและใกล้เคียง ที่เริ่มรู้ข่าวว่าที่บึงกาฬมีสวนส้มสายน้ำผึ้งแล้ว หรือคนในพื้นที่จะเรียกว่า ส้มเซกา ราคาขายเองหน้าสวน ขายตามไซซ์ กิโลกรัมละ 50-60 บาท ยึดราคานี้เป็นหลัก ตลาดจะขายกิโลกรัมละ 80 บาท ที่สวนก็ยังขายราคาเดิม แต่ถ้าส้มออกมาดกมากขายในจังหวัดไม่หมด ก็จะมีตลาดรองรับ คือโทร.ให้แม่ค้าทางเหนือมารับ ราคาซื้อขายขึ้นอยู่กับตลาด ปีที่แล้วจะได้ราคาดี กิโลกรัมละ 30 กว่าบาท เพราะส้มที่สวนจะผิวสวย ลูกโต รสชาติจะหวานอมเปรี้ยว แม่ค้าจะชอบ เขาเลยให้ราคาดี

ฝากถึงเกษตรกร
“สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่ไม่มีความรู้ในการทำเกษตรมาก่อนก็อยากให้ค่อยเป็นค่อยไป หมั่นศึกษาหาความรู้และทำให้เต็มที่ อย่าเอาผมเป็นตัวอย่าง ที่ปลูกทีเดียว 5 ไร่ เพราะคุณอาจจะไม่ได้โชคดีเหมือนผม ที่มีคนคอยให้คำปรึกษา และในความคิดผม ทำอะไรไม่ต้องทำหลายอย่าง แต่ทำอย่างเดียวแล้วทำให้ดีที่สุด เอาให้แตกฉาน ไปเรียนรู้ไปสัมผัส ไม่ต้องฟังคนอื่นมาก แต่ต้องเรียนรู้กับคนที่เขารู้จริง ถ้าทำได้ประสบความสำเร็จ อาชีพเกษตรกรรมจะเป็นอาชีพที่ให้ความสุขกับชีวิตได้มากที่สุด ได้ทำงานอยู่ที่บ้าน อยู่กับครอบครัว อยู่กับลูก อยู่กับภรรยา” คุณสมยศ กล่าวทิ้งท้าย

ในช่วงนี้เป็นฤดูกาลที่ดอกเข้าพรรษากำลังจะออกดอกมาให้ได้เชยชมกัน ซึ่งก็เป็นช่วงที่จะเข้ากับเทศกาลเข้าพรรษาในทางพระพุทธศาสนา จึงทำให้เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ทุกคนจะนำดอกไม้ชนิดนี้ตัดดอกรวมช่ออย่างสวยงามเพื่อนำไปบูชาในการทำบุญ ซึ่งดอกเข้าพรรษาไม่เพียงแต่ตัดดอกขายได้เท่านั้น แต่ปัจจุบันเริ่มมีการปลูกและขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเป็นพันธุ์ไม้ปลูกประดับมากขึ้น จนสามารถสร้างเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้ไม่น้อยทีเดียว

คุณธวิยา พาป้อง อยู่บ้านเลขที่ 79/1 หมู่ที่ 12 ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ได้เห็นความสวยงามของดอกเข้าพรรษา จึงทำให้เธอเกิดแรงบันดาลใจและเรียนรู้ที่จะปลูกให้ได้ดอกที่สวยงาม เธอจึงได้เรียนรู้และนำไม้เข้ามาปลูกอย่างจริงจังจนประสบผลสำเร็จ และสามารถต่อยอดทำไม้ชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับเธอได้อีกด้วย

คุณธวิยา เล่าว่า ก่อนที่จะมาเริ่มเป็นเกษตรกรเต็มตัวเหมือนเช่นทุกวันนี้นั้น สมัยก่อนเป็นพนักงานขายอยู่ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งในขณะนั้นตัวเธอเองกำลังตั้งท้องและมีกำหนดใกล้คลอด พร้อมกับโควิด-19 กำลังเริ่มระบาดจึงได้ตัดสินใจลาออกมาอยู่บ้านอย่างเต็มตัว ในช่วงนั้นได้ไปเห็นญาติปลูกดอกเข้าพรรษาส่งจำหน่ายเป็นรายได้ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่เธอได้สัมผัสกับดอกเข้าพรรษา และได้นำมาทดลองปลูกอย่างจริงจังในพื้นที่บ้านของเธอ

“ช่วงนั้นเราก็อยู่บ้านยังไม่ได้ทำไร พอหลังคลอดก็ได้มีโอกาสไปเห็นว่าคุณลุงที่เป็นญาติกัน แกเพาะพันธุ์ดอกเข้าพรรษาอย่างจริงจัง และสามารถเกิดรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ทีนี้พอเราได้ไปดูบ่อยๆ ก็เห็นว่าดอกมีหลายสี มีความสวยงามมาก เราก็เลยค่อยๆ หาแหล่งซื้อสายพันธุ์เข้ามาเรื่อยๆ พอมีจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็มาปลูกดูแลจนประสบผลสำเร็จ มาสร้างตลาดขายแบบออนไลน์เป็นหลัก” คุณธวิยา บอก

ดอกเข้าพรรษา เป็นไม้ดอกไม้ประดับที่ดูแลไม่ยาก คุณธวิยา บอกว่า จะนำมาปลูกให้โตจนไม้แตกหน่อใหม่ที่สมบูรณ์สักระยะหนึ่ง เมื่อเห็นหัวของต้นดอกเข้าพรรษามีลักษณะการโตที่จะแบ่งเป็นต้นใหม่ได้แล้ว จากนั้นก็จะแยกมาปลูกลงในวัสดุเพาะจำพวกขี้เถ้าในถุงดำใหม่ได้ทันที ดูแลต่อไปประมาณ 2 เดือน ต้นดอกเข้าพรรษาก็จะเริ่มโตพอที่จะส่งจำหน่ายได้ โดยก่อนที่จะส่งให้กับลูกค้าใน 2 สัปดาห์ถัดไป เราก็จะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอบำรุงต้นลงไปด้วย เพื่อให้ไม้มีความแข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น

สำหรับในเรื่องของการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชดอกเข้าพรรษานั้น จะมีการใช้น้ำส้มควันไม้ในเบื้องต้นก่อน ถ้าเห็นว่ากำจัดไม่อยู่ก็จะเปลี่ยนเป็นสารเคมีเข้ามาช่วยตามความเหมาะสมของการระบาดในช่วงนั้นๆ

การทำตลาดเพื่อจำหน่ายดอกเข้าพรรษานั้น คุณธวิยา เล่าว่า ในยุคปัจจุบันการขายสินค้าออนไลน์ค่อนข้างตอบโจทย์ ก็จะมีกลุ่มในเพจต่างๆ ให้ได้เข้าไปโพสต์ภาพไม้ที่ปลูกในสวนให้ลูกค้าได้เห็น จากนั้นไม่นานก็จะมีลูกค้าติดต่อเข้ามาขอซื้อเป็นระยะ ทางตัวเธอเองก็จะส่งไปแพ็กให้ไม้มีความปลอดภัยมากที่สุด เมื่อไม้ไปถึงมือลูกค้าแล้วก็จะลดความเสียหายลงไป

โดยราคาดอกเข้าพรรษาที่มีอายุ 2 เดือน ราคาจะอยู่ที่ต้นละ 50 บาท โดยจำหน่ายอยู่ราคาเดียว ต่อมาเพื่อให้ไม้ดูน่าซื้อมากขึ้น เธอก็จะนำมาใส่กระถางแบบรวมกอกัน ก็จะช่วยให้สามารถอัพราคาการขายได้เพิ่มขึ้นไปอีกราคาหนึ่ง

“พอเราเริ่มมาทำตรงนี้ ต้องบอกเลยว่ามีความสุขมาก เพราะเรายิ่งทำเราก็ยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้น ได้นำไม้ชนิดอื่นเข้ามาขายด้วย ยิ่งเป็นสถานการณ์โควิด-19 ต้นไม้ค่อนข้างที่จะขายดี เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุด และจะเรียนรู้พัฒนาการปลูกให้มีคุณภาพยิ่งๆ ขึ้นไป” คุณธวิยา บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการปลูกดอกเข้าพรรษา และต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ชื่ออื่นๆ ม่อนไข่ ละมุดเขมร ละมุดอินเดีย โตมา หมากป่วน เลกีมา (ลูกท้อเวียดนาม) ท้อเขมร (ปราจีน) ทิสซ่า (เพชรบูรณ์)

หนูไม่ได้เกิดเมืองไทยนะคะ เคยสืบสาวบรรพบุรุษพบว่าถิ่นกำเนิดอยู่ที่เม็กซิโกตอนใต้ อเมริกาใต้ กระจายอยู่ตั้งแต่กัวเตมาลา คอสตาริกา ปานามา แม้กระทั่งนิการากัว แต่แปลกไหมคะ ใครได้ยินชื่อหนูแล้วจะถามว่าหนูมาจากประเทศจีน หรือสิบสองปันนาตอนเหนือประเทศไทย ก็แหม พอเอ่ยชื่อ “เซียน” ก็นึกถึง โป๊ยเซียน แปดเซียน พอเอ่ยคำว่า “ท้อ” ก็ไปหมายถึงลูกท้อ ที่เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว และเกษตรกรภาคเหนือของไทยก็มีปลูกต้นท้อ ยังนำผลเล็กๆ ใส่ขวดดองขายนักท่องเที่ยวเลย จึงทำให้สับสนในการเรียกชื่อ

สรุปว่า ถ้ากล่าวถึงลูกท้อ นั้น ภาษาอังกฤษเรียก Peach เมื่อออกดอก ก็จะทิ้งใบหมด เรียกว่า Peach Blossoms ดอกมีทั้งสีขาว สีแดง หรือสีชมพู ใครเห็นก็ไปเปรียบแก้มสาวงามว่า แก้มนวลเนียนเหมือนดอกท้อ หนูพยายามทำความเข้าใจว่า ต้นท้อ ลูกท้อ ดอกท้อ นั้น ไม่ใช่หนู แต่ชื่อ “เซียนท้อ” ของหนูก็ยังมีคนข้องใจเรื่องทำไมต้องเป็น “เซียน” หนูจึงต้องหาข้อมูลตอบคนถามคำว่า เซียน อีก เพราะมีคนพูดว่า “เซียน” นี่หมายถึงสุดๆ เลย เคยได้ยินมาว่า เซียนเหยียบเมฆ โค้งปราบเซียน โจรชั้นเซียน เซียนผู้หญิง เซียนหุ้น ความหมายของเซียนเป็นเรื่องระดับเทพ เซียน แปลว่า ผู้วิเศษ ผู้สำเร็จ หากจะขยายความก็คือผู้เชี่ยวชาญ เก่งกาจด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น เซียนพระ แต่หนูคุ้นกับคำว่า โป๊ยเซียน หรือ แปดเซียน ถือว่าเป็นเทพเจ้าจีน หมายถึง นักสิทธิ์ในลัทธิเต๋า เป็นผู้บรรลุถึงอมตะภาพแห่งร่างกายและวิญญาณ ในเรื่องปรัมปราจีน มีชื่อเสียงมานานตั้งแต่ราชวงศ์ถัง แต่เวลาที่เกี่ยวข้องกับชื่อของหนูมีพวกชอบดราม่ากันอีกว่าทำไมเซียนถึงท้อ จะให้อธิบายคำว่า “ท้อ” อีกก็เรื่องมากเกินไปแล้ว แม้จะท้อแท้แต่ก็ไม่ถอย มาพูดกันตรงๆ เรื่องหนูดีกว่า

ว่ากันว่า หนูเป็นผลไม้ชื่อแปลกที่เข้ามาเมืองไทยเชิงเกษตรไม่เกิน 20 ปี จึงยังไม่เป็นที่รู้จักเพาะปลูกแพร่หลายนัก ผลผลิตส่วนใหญ่มากที่สุดก็จากทางภาคเหนือ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีจากภาคอีสานบ้างแล้ว ส่วนใหญ่วางขายตามสถานที่ท่องเที่ยว นิยมเรียกกันว่า ม่อนไข่ ซึ่งแปลว่า ไข่แดง จากผลไม้ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก หนูจึงมีคนนำไปตั้งเป็นคำถามในสื่อทีวีสื่อออนไลน์บ่อยๆ หนูเคยออกรายการช่อง 8 กลายเป็นตัวปริศนาในรายการ Infinity เกมไม่รู้จบ เป็นการตอบคำถามสุดอึ้ง ตอบถูกได้รวย คุณหนุ่มกรรชัย เป็นพิธีกรนำเซียนท้อมาวาง แล้วให้เลือกว่าชื่ออะไร มีลูกชิด ลูกจันทร์ ลูกท้อ มะกอกน้ำ ผู้ตอบตอบว่าเป็นลูกจันทร์ รายการเฉลยว่าผิด ที่ถูกต้องตอบว่า ลูกท้อ หนูเองยิ่งงง งงไปใหญ่ จึงมีคนคอมเม้นต์คำตอบว่าเฉลยก็ผิดเช่นกัน ที่ถูกต้องคำตอบว่า ลูกเซียนท้อ มีคนแสดงความคิดเห็นเยอะเลยว่า เรียกลูกท้อก็ผิด ไม่ใช่ลูกท้อจีน เห็นไหมคะแม้ว่าจะมีคนเริ่มรู้จัก แต่ก็ยังเรียกชื่อปนกันสับสนไปหมด

เรื่องของหนูเชิงวิชาการเกษตรมีไม่มาก ทางเข้าเว็บ UFABET แต่เชิงโภชนาการมีวิจารณ์มากมาย เพราะจัดเป็นไม้สมุนไพรด้วย หนูเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 10-20 เมตร เป็นไม้เนื้อแข็งไม่ผลัดใบ ใบเรียวแหลมรูปหอก ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร กว้าง 4-7 เซนติเมตร ใบบางเป็นมัน ดอกสีครีม มี 5-6 กลีบ กลิ่นหอม คล้ายละมุด มีผลคล้ายหัวใจทั้งกลม และรี ปลายผลแหลม มีจงอย สุกงอมแล้วเปลือกและเนื้อมีสีเหลืองเข้ม รับประทานได้ เนื้อเหนียวคล้ายฟักทอง หรือไข่แดงสุก มีรสอมหวานคล้ายๆ มันเทศนึ่ง มีเมล็ดขนาดใหญ่ในผล เพาะขยายพันธุ์ได้ดี หากตัดผลสุกแก่มาบ่มไว้ให้สุกงอมจะเพิ่มรสชาติหวานขึ้น จะไม่มีรสฝาดปน เนื้อผลสุกเหลืองสด เหนียวคล้ายแป้งทำขนม ใช้ทำแยม คัสตาร์ด แพนเค้กก็ได้ หรืออบให้สุกจิ้มเกลือ พริกไทย กินเป็นสมุนไพรรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน เมล็ดรักษาแผลเน่าเปื่อย เปลือกต้นรักษาอาการไข้ตัวร้อน ผื่นคัน แต่เนื้อไม้แข็งละเอียดแปรรูปเป็นไม้กระดานในงานก่อสร้างได้ดี ปลูก 3 ปีก็ให้ผล เมื่อผลสุกจัดจะได้ขนาด 3 ลูก 1 กิโลกรัม โดยใช้พื้นที่เพียง 1 ไร่ ปลูกได้ถึง 36 ต้น

จึงมีสโลแกนว่า ปลูก 1 ไร่ หายยากจน ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีคนรู้จักหนูมากขึ้น เพราะโลกออนไลน์ หรืออาจจะหาซื้อ หรือซื้อหาเป็นของฝากเพราะเห็นแปลกทั้งรูปร่างผลและชื่อแปลก บางคนฟังเพี้ยนเรียกเป็น “เทียนท้อ” ถ้าไม่ใช่ผลสีเหลืองผิวเกลี้ยงแล้ว ก็คงจะคล้ายๆ กับอะโวกาโด คือต่างกันที่ผิวขรุขระและสีเขียวอมดำ แต่เซียนท้อเป็นเหมือนผิวสาวชาวพม่าเหลืองเกลี้ยง มีคนไปเที่ยวที่ “ม่อนแจ่ม” เชียงใหม่ ทุกคนมักซื้อ “ม่อนไข่” แล้วถ่ายรูปลงออนไลน์แชร์กันจนกลายเป็นที่รู้จักทั่วไป นำมาปลูกกันเป็นไม้ประดับในรั้วบ้านกันแล้ว

ผลของเซียนท้อ มีคุณค่าอาหารสูง มีไนอะซีน วิตามินมาก ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สาวใดรับประทานเป็นประจำ ผิวแก้มจะผ่องนวลเป็นสาวแก้มเนียน จนเซียนผู้หญิง…ก็ต้องง้อ สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน ขึ้นต้นมาเหมือนทุกครั้ง แต่ในช่วงนี้ต้องบอกว่าแอบเหงาเล็กๆ ทำงานแบบเวิร์กฟรอมโฮมมาเป็นเดือนแล้ว เริ่มคิดถึงออฟฟิศ คิดถึงบรรยากาศการทำงาน ผู้คนที่อยู่ร่วมกัน แต่ในวันเช่นนี้เราต้องดูแล ป้องกันตัวเอง รักษาระยะห่าง ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ไม่อยู่ในที่ชุมชนคนหมู่มาก ใช้เครื่องใช้ของใครของมัน ชาม ช้อน แก้วน้ำ สิ่งเหล่านี้แม้จะอยู่บ้านเดียวกันก็ต้องช่วยกันทำในสิ่งเหล่านี้ ทำให้ในแต่ละวันกว่าจะผ่านไปได้ก็เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แอบอิจฉาพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ตามไร่นาสวนหรือแปลงเกษตรของตัวเอง ห่างไกลผู้คน ห่างไกลสิ่งที่เรียกว่าเชื้อแปลกปลอมที่จะมาก่อเชื้อ มาเป็นเกษตรกรกันดีไหมครับ

วันนี้อยากพูดเรื่องกล้วยๆ ให้ได้ทราบกันครับ เราประคองชีวิตกันด้วยความยากลำบากมากแล้ว เรามาหาเรื่องที่ง่ายๆ บ้าง ก็น่าจะดี โบราณว่า “ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก” กระนั้น เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้รู้จักกับชาวสวนผู้ปลูกกล้วยขายอยู่รายหนึ่ง ว่ากันว่าหวีละ 30-40 บาท ก็ดูจะแพงแล้วสำหรับกล้วยน้ำว้า แต่เกษตรกรรายนี้สามารถส่งขายกล้วยน้ำว้าได้ราคา หวีละกว่า 50 บาทเลยเชียว เขามีอะไรดี กล้วยเขาต่างจากกล้วยสวนอื่นอย่างไร และรายได้เฉพาะทำสวนกล้วยสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้จริงๆ หรือ ลองมาติดตามนะครับ