พลโท ณัฏฐพัชร สกุลรังสฤษฏ์ เสนาธิการ หน่วยบัญชาการทหาร

พัฒนา กล่าวต่อว่า พิพิธภัณฑ์นี้เราจัดตั้งตั้งแต่ปี 2553 โดยวัตถุประสงค์เพื่อจะเป็นที่รวบรวมประวัติศาสตร์ ความเป็นมาตั้งแต่อดีตของการจัดตั้ง สมัยที่ยังเป็นกองอำนวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ในสมัยซึ่งมีสงครามเรียกว่าสงครามเย็น มีการแบ่ง 2 ค่าย ระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์ กับค่ายประชาธิปไตยที่นี่ แล้วก็จะบอกกล่าวเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงไว้ที่นี่ เพื่อให้คนในรุ่นปัจจุบันและพี่น้องประชาชนได้ศึกษาได้เรียนรู้ ได้รับทราบถึงภารกิจและประวัติของหน่วย

โดยไฮไลต์ที่สำคัญสูงสุดที่เราจัดแสดงคือ พระปรีชาญาณ พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ถือได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ที่นี่ก็จะเป็นมุมหนึ่ง เราจะมีประวัติของพระองค์ท่านไว้ที่นี่ สิ่งที่พระองค์ท่านได้ฝากไว้เป็นมรดกให้กับลูกหลาน ในปัจจุบันก็คือเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องของสิ่งที่พระองค์ได้ประดิษฐ์ สิ่งที่พระองค์ทรงถ่ายทอด ได้ทรงสั่งสอนประชาชน แล้วก็โครงการพระราชดำริอีกมากมาย 4,000 กว่าโครงการ เอาไว้ที่นี่ รวบรวมไว้เป็นศาสตร์พระราชา ซึ่งจะเป็นมุมหนึ่งในเรื่องของศาสตร์พระราชา ซึ่งศาสตร์พระราชาก็จะเป็นสิ่งที่ได้รวบรวมไว้ทั้งหมด เอาไปใช้โดยใช้หลักของ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา สุดท้ายคือประชาชนได้อยู่ดีมีสุข เป็นส่วนที่เก็บไว้ที่นี่

ภารกิจหลักของหน่วย คือการนำศาสตร์พระราชาที่พระองค์ท่าน ได้มอบให้กับประชาชนชาวไทย นำไปขยายผลให้อยู่ในความทรงจำของประชาชน และประชาชนได้ยึดถือแนวทางอันนี้ นำไปใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน การจัดแสดงประวัติความเป็นมาของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ซึ่งเราเริ่มต้นมาจากสงครามเย็นแบ่งออกเป็นสองค่าย คือค่ายคอมมิวนิสต์และค่ายประชาธิปไตย ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2485 ซึ่งสมัยนั้นก็จะมีการส่งคนเข้าไปในพื้นที่ชนบทห่างไกลก็จะไปปลุกระดม จะไปสร้างความแตกแยก สร้างเงื่อนไขให้ประชาชนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อรัฐบาล จนกระทั่งเกิดการต่อสู้ระหว่างคนไทยด้วยกันในยามนั้น ซึ่งในสมัยนั้นท่าน จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภายใต้การเสนอแนะของกระทรวงมหาดไทย ก็เลยจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมา

สมัยก่อนยังเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กองอำนวยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า กรป.กลาง ซึ่งตอนนั้นก็จะบูรณาการหน่วยงานต่างๆ 13 หน่วยงาน เอามาร่วมกันในการทำงาน มีทั้งทหาร ตำรวจ และประชาชนมาร่วมกัน แล้วก็ไปทำงาน การจัดแสดงการพัฒนาการดำเนินงาน จนกระทั่งเป็น หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา

พันเอก กฤตพันธุ์ รักใคร่ ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ กล่าวว่า หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้สนองการทำงานตามแนวพระราชดำริ ในพระบรมวงศานุวงศ์มาอย่างยาวนาน มีภารกิจเพื่อพี่น้องประชาชนทั้งในยามเกิดภัยพิบัติและยามสงบสุขมาอย่างยาวนาน ผมขอเรียนเชิญพี่น้องประชาชนมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เพื่อศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์พระราชา ซึ่งพวกเรายึดถือใส่เกล้าใส่กระหม่อมเป็นหลักในการทำงาน ภารกิจช่วยเหลือพี่น้องประชาชนของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนามีมากมายครับ ฉบับหน้าเราจะพาไปพบการบรรเทาสาธารณภัย พลาดไม่ได้นะครับ

ถอดบทสัมภาษณ์โดย จ่าเอกหญิง รจนา หอยสังข์ ติดต่อประสานงาน รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ ที่ตั้งสำนักงาน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดนครปฐม 73140 อีเมล

หนึ่งในความสำเร็จที่ คุณกรรภิรมย์ ทองประสาน ได้เข้ามาเดินบนเส้นทางผู้ปลูกอินทผลัม และติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศนั้น เพราะเน้นสายพันธุ์ที่เหมาะกับลูกค้าชาวไทย โดยเลือกสายพันธุ์เคแอลวัน

“ทางสวนไม่ได้เจาะจงให้ลูกค้าปลูกอินทผลัมเพียงอย่างเดียว เพราะให้ผลปีละ 1 ครั้ง เท่านั้นเอง ราคาขาย กิโลกรัมละ 700 บาท ซึ่งทางสวนเริ่มขายอินทผลัมเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ กิโลกรัมละ 300 บาท ตอนนี้ราคาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เพราะฉะนั้นทางสวนจึงเลือกสายพันธุ์เคแอลวัน ซึ่งประเทศไทยเพาะเอง มีตั้งแต่ 250 บาท ถึง 4,500 บาท คือสำหรับราคา 4,500 บาท เป็นต้นโตแล้ว ออกช่อในกระถางแล้ว ส่วนราคาสายพันธุ์ต้นอินทผลัมปีนี้จะแพงมาก ถ้าปีแรกๆ ประมาณ 900 บาท ต่อต้น แต่ปีนี้นำเข้า ต้นละ 1,700 บาท ขายต้นละ 2,000 บาท พันธุ์ที่นิยม คือ บาร์ฮี ซึ่งนิยมปลูกในอินเดีย และอังกฤษ” คุณกรรภิรมย์ เล่าให้ฟังทิ้งท้าย

สำหรับอินทผลัมเป็นพืชในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีความสูงประมาณ 30 เมตร ลำต้นมีขนาด 30-50 เซนติเมตร มีใบติดอยู่บนต้น ประมาณ 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3.4 เมตร ใบเป็นแบบขนนก ใบย่อยนั้นพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกจะออกจากโคนใบ ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ต้นอินทผลัมให้ผลครั้งแรกเมื่ออายุ 3-5 ปี และมีอายุยืนยาวกว่า 100 ปี ให้ผลผลิตต่อปีเฉลี่ย 100-150 กิโลกรัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ เช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่นๆ โดยแต่ละสายพันธุ์มีเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกัน ซึ่งพันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์บาร์ฮี (Barhi) เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับกินสด มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรัก ปัจจุบัน มีการปลูกแพร่หลาย และมีห้องแล็บเพาะเนื้อเยื่ออยู่ในประเทศอังกฤษด้วย โดยสายพันธุ์นี้ได้รับฉายาว่าเป็น “แอปเปิ้ลแห่งตะวันออกกลาง”

ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่ง คือ เมดจูล (Medjool หรือ Medjhol หรือ Medjull) หรือ บางครั้งเรียกว่า สายพันธุ์อัมบาต (Ambatt) หรือมีอีกชื่อว่า พันธุ์ 7 ศอก เป็นพันธุ์อินทผลัมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตอนนี้ เป็นพันธุ์ที่ให้ผลสำหรับกินผลแห้ง มีแหล่งกำเนิดในประเทศโมร็อกโก ได้รับฉายาว่าเป็น “ราชาแห่งอินทผลัม”

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร (สสก.) ที่ 5 จ.สงขลา เปิดเผยว่า ผลไม้ ปี 2561 จะมีผลผลิตในปริมาณที่มาก มีทุเรียนให้ผลผลิตกว่า 278,000 ตัน เพิ่มขึ้นถึงกว่า ร้อยละ 61 จาก ปี 2560 มังคุด ให้ผลผลิตกว่า 111,000 ตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10.4 เงาะ ให้ผลผลิตกว่า 84,000 ตัน มากกว่าปี 60 ร้อยละ 10.2 และ ลองกอง ให้ผลผลิตกว่า 70,000 ตัน จะมากกว่าปี 60 ร้อยละ 6.13 ราคาสร้างความพึงพอใจให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

“ราคาผลไม้ในภาคใต้ ได้ราคาที่สูง เพราะมีคุณภาพ โดยเฉพาะในตลาด จ.ระนอง มังคุด ราคาที่ กก.50-60 บาท ทุเรียนราคา กก.ละ 100 บาท ถือว่าราคาดีมาก เฉพาะมังคุดในภาคใต้คาดว่าจะมีเงินสะพัด 5,500 ล้านบาท” นายสุพิท กล่าว

นายสุพิท กล่าวว่า ผลผลิตส่วนใหญ่ จะออกพีคปลายเดือน กค.- ส.ค. ประมาณ ร้อยละ 30-40 ภาคใต้ตอนล่าง ทุเรียนยังให้ผลผลิตไปถึงเดือน ก.ย. 61 ส่วนภาคใต้ตอนบน ทุเรียน ผลผลิตค่อนข้างจะเหลือร้อยละ 30-40 แต่มีมากกว่าปี 60 ในช่วงฤดูปกติ เพราะส่วนหนึ่งได้ผลิตออกนอกฤดูไปก่อนแล้ว

นายสุพิท กล่าวว่า นโยบายผลิตแปลงใหญ่ที่รัฐบาลวางไว้ ในส่วนสวนผลไม้ ประสบความสำเร็จอย่างสูง และมีแนวโน้มว่าการทำแปลงใหญ่จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ถึงจะมีพื้นที่กระจัดกระจายไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะการมาร่วมกันผลิตจะมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และผลิตตามที่ตลาดต้องการ มีตลาดรองรับ

“ทุเรียนแปลงใหญ่ ขณะนี้มีประมาณ 41 แปลง ประมาณ 10,000 ไร่ ซึ่งได้ขยายตัวเติบโตขึ้นมาก ประสบความสำเร็จด้วยราคาสูงเป็นมูลเหตุจูงใจ และที่ประสบความสำเร็จคือ ทุเรียนบ้านทรายขาว ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ตลาดต้องการทั้งหมด และมีการสั่งจองหมดแล้ว มีการวางขายในระดับห้าง”

นายสุพิท กล่าวว่า ผลไม้แปลงใหญ่ตลาดนำการผลิต มีการผลิตได้ตามคุณภาพ ตามมาตรฐาน ตามที่ตลาดต้องการ สามารถเข้าไปส่งเสริม ให้ความรู้ในการดูแลและควบคุมคุณภาพ

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การผลิตมันสำปะหลัง ปี 2560/2561 (ต.ค.60-ก.ย.61) คาดว่า มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 7.87 ล้านไร่ ผลผลิต 27.24 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่ 3,462 เมื่อเทียบกับ ปี 2559/2560 พบว่า พื้นที่เก็บเกี่ยว ปริมาณผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ ลดลง 9.70% 10.67% และ 1.06% ตามลำดับ เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งบางพื้นที่ฝนตกชุกและปริมาณน้ำฝนมาก ทำให้ดินชุ่มน้ำ หัวมันสำปะหลังเน่าเสียหาย ผลผลิตต่อไร่จึงลดลง ประกอบกับเกษตรกรขาดเงินทุนในการบำรุงรักษาแปลงเพาะปลูกมันสำปะหลัง ทำให้มันสำปะหลังมีขนาดเล็กและคุณภาพไม่ดี ผลผลิตรวมจึงลดลงด้วย

สำหรับราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ ตั้งแต่เดือน ต.ค.60 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ราคาที่เกษตรกร ขายได้เดือน มิ.ย.61 เฉลี่ย กก. 2.51 บาท สูงขึ้นจากปีที่แล้ว ที่ราคา กก. ละ 1.15 บาท (เพิ่มขึ้น 118%)เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการ ประกอบกับประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าหลักมีความต้องการใช้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังปรับตัวสูงขึ้น จึงเป็นสาเหตุทำให้ราคามันสำปะหลังปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ในเดือน มิ.ย. 61 ถือเป็นช่วงปลายฤดูกาลเก็บเกี่ยว ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ประกอบกับฝนตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โรงงานแป้งมันสำปะหลังส่วนใหญ่หยุดปรับปรุงเครื่องจักร และจากราคามันสำปะหลังที่ปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรบางส่วนจึงเร่งขุดมันสำปะหลังตั้งแต่ต้นปีการผลิต และเพาะปลูกซ้ำเพื่อรีบเก็บเกี่ยวในช่วงที่ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งผลผลิตรอบสุดท้ายจะออกตลาดในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. จึงอยากฝากถึงเกษตรกร ให้ระมัดการเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตมันสำปะหลังที่ไม่ครบอายุเพื่อให้ทันราคาที่ยังคงสูงอยู่ เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังโรงงานที่ไม่ครบอายุ จะส่งผลให้คุณภาพและปริมาณผลผลิตลดลง

อีกทั้งท่อนพันธุ์ที่จะนำไปปลูกต่อไม่สมบูรณ์ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังรุ่นต่อไป และเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดอีกด้วย และในส่วนของภาครัฐเตรียมแนวทางบริหารจัดการ โดยคณะรัฐมนตรี เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 2560/61 รวม 14 โครงการ เพื่อแก้ไขปัญหามันสำปะหลังทั้งระบบ

“ยาสูบ” ยันเลิกแจกโควต้ารับซื้อใบยาสูบ แจงเหตุ “ยอดบุหรี่ร่วง-สต๊อกล้น” 7 ปี อ้างผลพวงจากโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ เกษตรกรโอดรายได้หาย 2 พันล้าน หนี้สินรุงรัง หวั่นกระทบเป็นลูกโซ่

นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ ยสท. คงไม่สามารถแจกโควต้ารับซื้อใบยาสูบรอบปี 2562 ให้แก่เกษตรกรได้เหมือนกับทุกปีที่จะแจกโควต้าช่วงเดือน ก.ค. เพื่อที่เกษตรกรจะเริ่มเพาะปลูกในเดือน พ.ย. แล้วก็ซื้อขายกันในปีถัดไป เนื่องจาก ยสท. ไม่มีเงินที่จะรับซื้อใบยาสูบ ที่ปกติต้องใช้ปีละกว่า 2,000 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำ เนื่องจากยอดขายบุหรี่ที่ตกลง หลังโครงสร้างภาษียาสูบใหม่ ต้องผลิตลดลง และมีสต๊อกใบยาสูบเหลือจำนวนมาก

“ตอนนี้สต๊อกเหลือมาก มีถึง 5-7 ปี จากปกติควรมีสต๊อกแค่ 18 เดือน ในทุกชนิดใบยา หรืออย่างมากสุดต้องไม่เกิน 24 เดือน แต่พอเกินเราก็ต้องมาตรวจว่าเสื่อมสภาพหรือไม่ ถ้าเสื่อมก็ต้องทิ้ง และอาจถูก ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ตรวจสอบ” นางสาวดาวน้อย กล่าว

ก่อนหน้านี้ นางสาวดาวน้อย ระบุว่า ผลดำเนินงานปีงบประมาณ 2561 นี้ ยสท. จะประสบภาวะขาดทุนแน่นอน แม้ช่วง 6 เดือนแรก (ต.ค. 2560-มี.ค. 2661) จะมีกำไรประมาณ 200 ล้านบาท เมื่อเทียบกับอดีตที่จะมีกำไรตก เดือนละกว่า 700 ล้านบาท

ขณะที่ นายจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะกรรมการ ยสท. กล่าวว่า ในฤดูกาลเพาะปลูกปีนี้ ก็ต้องแจ้งชาวไร่ยาสูบว่า เราไม่มีโควต้ารับซื้อรัฐบาลต้องหาวิธีช่วยเกษตรกร

นายอรุณ โปธิตา ตัวแทนชาวไร่ยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การงดการรับซื้อยาสูบจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างมาก เนื่องจากใบยาสูบนั้นถือเป็นรายได้หลักของเกษตรกร คาดว่าปีนี้ความเสียหายของเกษตรกรชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศน่าจะสูงถึง 2,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรชาวไร่ยาสูบในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่คาดว่าจะสูญเสียรายได้มากถึง 1,000 ล้านบาท และเฉพาะกลุ่มเกษตรกรไร่ยาสูบในเชียงใหม่ จะสูญเสียรายได้ 300 ล้านบาท นอกจากนี้ ปัจจุบัน เกษตรกรหลายรายก็มีภาระหนี้สินจากการกู้เงินจากธนาคารมาสร้างเตาอบใบยา ราคาเตาละประมาณ 500,000 บาท

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้บ่มใบยาสูบ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ให้ข้อมูลว่า การงดรับซื้อใบยาสูบโดยอ้างเรื่องใบยาสูบเก่ายังคงค้างสต๊อกเป็นจำนวนมาก จะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบประสบความเดือดร้อนหนักและกระทบเป็นทอดๆ ตั้งแต่ผู้ปลูก ลูกจ้าง และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ มีเกษตรกรปลูกใบยาสูบเป็นบริเวณกว้าง เฉพาะภาคเหนือตอนบนก็มีรวมกันกว่า 67,977 ไร่ จำนวนเกษตรกรกว่า 15,500 คนแล้ว โดยในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา แพร่ และน่าน นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรอีกหลายจังหวัดในภาคอีสานที่ปลูกยาสูบ อาทิ จ.นครพนม หนองคาย เพชรบูรณ์ สุโขทัย ร้อยเอ็ด เป็นต้น

ชื่ออื่นๆ หนานเฉาเหว่ย, หนานเฟยเฉา, หนานเฟยซู่, ป่าเฮ่วหมอง, บิสมิลลาฮ (Bismillah)

ผมเป็นต้นไม้ที่เด่นดังโดยไม่ตั้งใจ แม้ว่าชื่อผมจะฟังไม่ไพเราะ แต่ก็มีความหมายเป็นมงคลกับคนที่ยังไม่ตาย ชื่อผมวนเวียนแถวๆ ป่าช้า เพราะคำว่า ป่าช้าเหงา ก็หมายถึงไม่มีคนตายเข้าป่าช้า คำว่า “ป่าเฮ่ว” ก็เป็นภาษาล้านนา และไทใหญ่ แปลว่า ป่าช้าเช่นกัน และสำหรับคนจีนจะรู้จักผมในชื่อ หนานเฉาเหว่ย เป็นอย่างดี สำหรับ 3 จังหวัดภาคใต้ก็เรียกผมว่า บิสมิลลาฮ (เป็นภาษาอาหรับ)

ชาวโลกรู้จักผมตั้งแต่ แอฟริกา ที่เค้าใช้กินเป็นผักและใช้รักษาโรคมาเลเรีย, ที่อเมริกาก็ขายเป็นยาเพิ่มภูมิคุ้มกัน เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม เบาหวาน และต่อมลูกหมาก รวมทั้งควบคุมน้ำตาล ที่พม่าและมาเลเซียก็รู้จักผม แต่ผมดังจากเมืองจีนก่อนจะมาดังในเมืองไทยไม่นาน แม้ว่าก่อนหน้านี้มีแต่พ่อหมอไทใหญ่เขาใช้แก้โหลง คือ ยาแก้พิษ สำหรับชาวกะเหรี่ยงจะใช้เป็นยาแก้หวัด และเรียกยาแก้ขม ทั้งๆ ที่ใบขมมากๆ ส่วนตำหรับยาล้านนาใช้รักษาโรคเรื้อรังที่เรียกว่า โรคสาน คือโรคที่มีก้อนเนื้อผิดปกติรวมทั้งฝีต่างๆ และโรคขาง คือแผลเปื่อยเรื้อรังตามอวัยวะต่างๆ

ผมภูมิใจและเป็นเกียรติมากที่สุดคือ ถูกจัดเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมมาก เพราะตั้งแต่ปี 2547 ที่ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จัดทำโครงการ “ชลอวัยไกลโรค” ได้สืบหาสมุนไพรสำหรับผู้สูงอายุ ก็ได้พบผมที่ “บ้านสามขา” จังหวัดลำปาง เริ่มวิจัย จัดทำข้อมูล สรรพคุณพบว่า ป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายโดยอัลฟาท็อกซิน ป้องกันสารพิษไม่ให้ตับเสียจากเบาหวาน และไตวาย ปัจจุบันมีขายทั้งต้น สด แห้ง และแบบผง

สุภาษิต “ขมเป็นยา” ใช้ได้ตรงกับผม เคี้ยวใบสดก็ขม แต่หลังจากอมแล้วกลืนจะรู้สึกหวานคอ แต่ถ้าหากใช้ใบสด 4-5 ใบ ต้มน้ำดื่มก่อนอาหาร 3 เวลา หรือตากใบแห้งทำเป็นผงชาชงก็ลดความขมได้ หรือสะดวกซื้อที่เป็นแคปซูลจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จะได้ไม่ต้องทนขม ถ้าอยากจะปลูกก็แค่เสียบกิ่งปักดิน 1 เดือน ได้กิน รับรอง เก๊าต์ เบาหวาน ความดัน ไม่เข้ามาใกล้เลย

แต่…แหม! ถ้าปลูกไว้ที่บ้านทุกคนแล้ว ทนเคี้ยว-กลืน ต้ม-ดื่ม ลืมคำว่าขม รับรองป่าช้าเหงา กลัวแต่ว่า “สัปเหร่อตกงาน” แน่ๆ สูตรน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งลดความอ้วน

เชื่อว่าคุณผู้หญิงหลายท่านกำลังเป็นกังวลกับน้ำหนักของตัวเองที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายท่านต้องหันไปพึ่งยาลดความอ้วน ซึ่งเป็นอันตรายมาก วันนี้เราจึงหาสูตรลดความอ้วนด้วยวิธีธรรมชาติมาฝาก คุณมงคล สุทธิสาร หรือ คุณกอล์ฟ เจ้าของบ้านสวนช่อจันทร์ เลขที่ 20 ม.2 บ้านสะอาด ต.พรสวรรค์ อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ผู้คิดค้นสูตรน้ำช่อจันทร์

ส่วนผสมน้ำผึ้ง 1 ช็อต น้ำมะนาว 1 ช็อต โรยเกลือนิดนึง แล้วคนใส่น้ำอุ่นดื่ม ไม่เกิน 20 วินาที เราจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ แต่คุณกอล์ฟบอกว่าเมื่อดื่มน้ำมะนาวสูตรนี้เข้าไปแล้ว ไม่ส่งผลให้ถ่ายพร่ำเพรื่อ ถ่ายรอบเดียวแล้วจบ ซึ่งสูตรนี้ทดสอบมาแล้วว่า ช่วยลดลดความอ้วนได้ ช่วยล้างไขมันตามลำไส้ เพราะในลำไส้จะมีเศษไขมันเล็กๆ น้อยๆ ที่เกาะ น้ำผึ้งและน้ำมะนาวจะช่วยล้าง คุณกอล์ฟใช้ระยะเวลาดื่มเป็นระยะเวลา 4 เดือน จากที่เคยน้ำหนัก 108 กิโลกรัม ตอนนี้เหลืออยู่ 80 กิโลกรัม คุณกอล์ฟจึงได้แนะนำสูตรให้กับเพื่อนๆ ชิม ซึ่งได้ผลตอบรับดี

เพื่อนบอกอร่อยต่อๆ กันมา และที่ลดน้ำหนักได้ตามๆ กันคือท่านผู้ว่าจังหวัดร้อยเอ็ด ท่าน ผอ. ของ กศน. ในอำเภอ และคนในหมู่บ้าน คุณกอล์ฟ จึงลองทำขาย ออกผลิตภัณฑ์ชื่อแบรนด์ “น้ำช่อจันทร์” ซึ่งส่วนผสมน้ำช่อจันทร์คุณกอล์ฟใช้วัตถุดิบอย่างดี น้ำมะนาวก็ใช้จากสวนตัวเอง น้ำผึ้งก็ต้องเป็นน้ำผึ้ง 3 ดอก หมายความว่า ต้องสั่งซื้อน้ำผึ้งจากสวนที่ปลูกต้นไม้มากกว่า 3 ชนิด ขึ้นไป เพื่อความหอมหวานของน้ำผึ้ง ซึ่งคุณกอล์ฟก็ขายไม่แพง เพียงขวดละ 120 บาท รสชาติอร่อย หอม หวาน จะผสมกับโซดากินดับกระหายคลายร้อนก็ดีไม่น้อย

กรมอุตุฯ เผย วันนี้ ไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง ระบุ พายุโซนร้อน “พระพิรุณ” ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เตือนประชาชนเตรียมรับมือฝนหนัก ตั้งแต่ วันที่ 4 ก.ค. นี้ เป็นต้นไป
เมื่อวันที่ 2 ก.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย