พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า อ.อู่ทอง คลองมะขามเฒ่าจัดทำแผนการ

เวรการใช้น้ำ.ในอัตรา 10 – 15 ลบ.ม./วินาที และประชาสัมพันธ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ จ.นครปฐม คลองจินดาซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยไม้รับน้ำจากแม่กลอง ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ปตร. คลองท่านา 2 เครื่อง ประตูระบายน้ำคลองบางช้าง 2 เครื่อง และ ประตูระบายน้ำบางกระสัน 1 เครื่อง เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำท่าจีน เมื่อความเค็มมีค่าที่กำหนด และใช้เครื่องมือวัดความเค็มแบบเรียวไทม์ 8 แห่ง ในแม่น้ำท่าจีน พร้อมกับเตรียมรถบรรทุกน้ำไปช่วยเหลือสวนกล้วยไม้ที่ขาดแคลนน้ำจืด ตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง จ.นครราชสีมา เนื่องจากได้มีการ เพิ่มความจุเก็บกักจาก 2 ล้าน ลบ.ม. เป็น 4 ล้าน ลบ.ม. อัตราการใช้น้ำ 25,000 ลบ.ม. /วัน สามารถใช้น้ำได้อีกอย่างน้อยประมาณ 5 เดือนหรือถึงเดือนมิถุนายน 2560 จ.จันทบุรี สนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ ช่วยเหลือสวนผลไม้ ตั้งแต่ 6 มกราคม 2560 รถยนต์บรรทุกน้ำ อ.ขลุง 2 คัน อ.แก่งหางแมว 1 คัน เครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว อ.มะขาม 1 เครื่อง สำรองเครื่องจักร ช่วยเหลือสวนผลไม้ รถยนต์บรรทุกน้ำ 14 คัน เครื่องสูบน้ำ 17 เครื่อง

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า จ. พิษณุโลก ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกัก 15.95 ล้าน ลบ.ม.รวม 3 บึง (ตะเคร็ง ระมาณ ขี้แร้ง) พื้นที่เพาะปลูก ประมาณ 3,700 ไร่ ปริมาณน้ำเพียงพอสนับสนุนการเพาะปลูก จ.พิจิตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำที่เก็บกักหน้าฝายทั้งหมด รวม 8.42 ล้าน ลบ.ม.เพาะปลูกข้าวจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 33 สถานี รวม 45,000 ไร่ ใช้น้ำวันละประมาณ 0.28 ล้าน ลบ.ม จะใช้น้ำจากแม่น้ำยมได้ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จากนั้นเกษตรกรจะใช้น้ำจากบ่อตอก บ่อน้ำตื้น และแหล่งน้ำใกล้เคียง จนกระทั่งเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จโดยไม่เกิดความเสียหาย บึงสีไฟ ต้องการเติมน้ำ 2 ล้าน ลบ.ม. ส่งน้ำไปแล้ว 2 รอบ รวม 1.3 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลือจะดำเนินการในรอบเวรการส่งน้ำระยะต่อไป

“กรมป่าไม้” ปั้น 30 ตำแหน่ง “ป่าไม้พันธุ์ใหม่” ส่งประจำฐานปฏิบัติการเขาหัวโล้น รับสมัครวุฒิ “ปวช.-ปวส.-ปวท.” ด้านเกษตรเท่านั้น พร้อมต้องวิ่งอึด 20 กม.ตามหลักสูตร ร.ร.ป่าไม้แพร่ เชื่อสลายศึกสถาบันได้

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมป่าไม้จะเปิดรับข้าราชการรุ่นใหม่เป็นป่าไม้สายพันธุ์ใหม่ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ปฏิบัติงานจำนวน 30 อัตรา เพื่อมาปฏิบัติงานดูแลเขาหัวโล้น ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้อนุมัติตำแหน่งให้เรียบร้อยแล้ว โดยจะรับคนที่จบวุฒิ ปวช. ปวส. และ ปวท.ด้านเกษตร เนื่องจากขณะนี้วงการป่าไม้ไม่มีโรงเรียนป่าไม้แพร่เพื่อจะผลิตนักเรียนป่าไม้ ซึ่งรุ่นสุดท้ายคือรุ่น 36 ปัจจุบันจะมีอายุประมาณ 40 ปี เหลืออายุราชการไม่ถึง 20 ปี จึงต้องเปิดรับป่าไม้สายพันธุ์ใหม่ให้เข้ามาทำงาน โดยเงื่อนไข คือ 1.ต้องมีวุฒิการศึกษาด้านเกษตร ตามที่ ก.พ.กำหนด 2.ผ่านการสอบภาค ก.จาก ก.พ. เมื่อผ่านคุณสมบัติแล้วจะต้องมาสอบข้อเขียนเกี่ยวกับวิชาการป่าไม้ แต่หัวใจสำคัญของป่าไม้พันธุ์ใหม่คือการวิ่ง 20 กม.ให้ผ่าน ตามหลักสูตรของโรงเรียนป่าไม้แพร่ เพราะการวิ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่อยู่ในพื้นที่ รับสมัครทั้งผู้ชาย-ผู้หญิง ถ้าผู้หญิงสอบผ่านก็เป็นป่าไม้สายพันธุ์ใหม่ได้ โดยจะเปิดสอบในเดือนมีนาคม คาดว่าจะเริ่มบรรจุได้ในเดือนพฤษภาคมนี้

นายชลธิศกล่าวต่อว่า เมื่อบรรจุแล้วข้าราชการทั้ง 30 คนจะต้องถูกฝึกอย่างเข้มข้นอีก 6 เดือน แรกของการทำงาน โดยจะมีการจัดทำหลักสูตรย่อของโรงเรียนป่าไม้แพร่ 2 ปี ให้เหลือ 6 เดือน โดยมอบให้นายจเรศักดิ์ นันตะวงษ์ รองอธิบดีป่าไม้เป็นคนกำหนดหลักสูตร เพราะจบจากโรงเรียนป่าไม้แพร่ มีนายอรรถพล เจริญชันษา ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า และนายชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร เป็นคนฝึกหัดภาคปฏิบัติในเรื่องการดำรงชีวิตในป่า การใช้อาวุธปืน การขับขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก การตรวจสอบรังวัดพื้นที่ การตรวจพิกัดดาวเทียม รวมทั้งเรื่องรุกขกรการเป็นหมอต้นไม้ด้วย เมื่อจบหลักสูตร 6 เดือนแล้ว ป่าไม้พันธุ์ใหม่ทั้ง 30 คนจะถูกส่งไปประจำฐานซึ่งเป็นเขาหัวโล้นตามนโยบายของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรี ทส.อย่างน้อย 2 ปี จึงจะสามารถขอโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ เพื่อเป็นการอุดช่องว่างจำนวนข้าราชการฝ่ายปฏิบัติซึ่งไม่เพียงพอ การเปิดรับป่าไม้สายพันธุ์ใหม่ถือเป็นครั้งแรกของกรมป่าไม้ที่เปิดรับคนที่จบด้านเกษตร เพราะที่ผ่านมากรมป่าไม้จะรับเฉพาะคนที่จบด้านวนศาสตร์ และจบจากโรงเรียนป่าไม้แพร่เท่านั้น

เมื่อถามว่า การเปิดรับข้าราชการผู้หญิงแล้วนำไปประจำฐานที่เป็นเขาหัวโล้นซึ่งมีความยากลำบาก จะสามารถทำงานได้หรือไม่ นายชลธิศกล่าวว่า ต้องยอมรับกติกาว่าเมื่อตั้งใจมาเป็นป่าไม้สายพันธุ์ใหม่แล้วก็ต้องอยู่ในป่าได้ และปัจจุบันผู้หญิงเก่งๆ ก็มีเยอะ ที่สำคัญเราเลือกเพศไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของเท่าเทียมทางเพศ แต่ยอมรับว่าการสอบข้าราชการหรือพนักงานของรัฐของกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะสอบเข้าได้มากกว่าผู้ชาย เช่น เปิดรับ 10 ตำแหน่ง ผู้หญิงสอบได้ 8 ตำแหน่ง เป็นต้น แต่ก็ต้องยอมรับแม้การปฏิบัติหน้าที่บางครั้งอาจจะมีปัญหาบ้าง ด้วยความเป็นผู้หญิงที่ต้องไปทำงานด้านปราบปรามและป้องกันการบุกรุกพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการปะทะ

เมื่อถามว่า การเปิดรับเจ้าหน้าที่ป่าไม้สายพันธุ์ใหม่เพราะกรมป่าไม้ขาดแคลนบุคลากรหรือไม่ อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า ข้าราชการกรมป่าไม้มีจำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าที่อยู่ในความรับผิดชอบ กรมป่าไม้ขาดแคลนเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับกลางลงมาจนถึงระดับล่างซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในภาคสนาม ซึ่งขณะนี้กรมป่าไม้กำลังปรับโครงสร้างใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับงาน เพราะกรมป่าไม้มีข้าราชการระดับอำนวยการจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเปิดรับข้าราชการที่จบด้านเกษตรในอนาคตจะมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ นายชลธิศกล่าวว่า ไม่กลัว เมื่อเข้ามาแล้วทุกคนก็เป็นข้าราชการกรมป่าไม้ทั้งสิ้น บางครั้งการทำงานที่มีเพียงวนศาสตร์กับป่าไม้แพร่ เมื่อผสมกันเองก็จะเป็นสายพันธุ์ที่อ่อนแอ ต้องผสมข้ามสายพันธุ์บ้าง จึงจะได้พันธุ์ที่แข็งแรง

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 นายบัญชา อรุณเขต ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์ และผู้แทนเกษตรกร อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า สวนทุเรียนลับแล ที่ได้รับผลกระทบแล้งส่งผลดอกทุเรียนหลง-หลินลับแลดอกแห้งคาต้นเกษตรกรเร่งสูบน้ำช่วยเหลือตัวเอง ด้วยการเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำวางระบบท่อส่งน้ำขึ้นภูเขา เพื่อช่วยเหลือต้นทุเรียนที่กำลังออกดอกทั้งทุเรียนพันธ์หลง-หลินลับแลรวมถึงทุเรียนพันธ์หมอนทองที่เป็นที่ต้องการของตลาดจีน ซึ่งปีนี้ภัยแล้งมาไวส่งผลให้ต้นทุเรียนที่กำลังบานดอกดกแห้งคาต้นไม่ติดผลผลิตซึ่งอากาศที่ อ.ลับแล ในช่วงกลางคืนจะมีอากาศหนาวเย็นแต่อากาศแห้งไม่มีน้ำค้าง และในช่วงเวลากลางวันจะมีอากาศที่ร้อนจัดทำให้ดอกทุเรียนที่กำลังบานดอกแห้งคาต้น

“ทุเรียนบางต้นที่เป็นผลแล้วก็จะร่วงหล่นเพราะความแห้งแล้งโดยเฉพาะทุเรียนต้นอ่อนที่ปลูกในเมื่อปีที่แล้วรากยังลงไม่ลึกหาอาหารได้ไม่เพียงพอเมื่อขาดน้ำก็จะทำให้ต้นทุเรียนแรกปลูกแห้งตายเกษตรกรบางรายปลูกไปเป็นร้อยต้น แต่ขณะนี้เริ่มแห้งตายไปเหลือรอดตายไม่กี่สิบต้นเป็นเหตุให้เกษตรกรที่พอจะมีทุนต้องซื้อเครื่องสูบน้ำวางท่อเพื่อให้น้ำกับสวนทุเรียนของตนเองก่อนที่จะพบกับสภาวะอากาศที่แห้งแล้งหนักกว่านี้ภายในสองเดือนข้างหน้าเกษตรกรบางรายก็ต้องจำใจกู้เงินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือสหกรณ์การเกษตรเพื่อนำเงินมาวางระบบน้ำเพื่อช่วยเหลือต้นทุเรียนของตนเองก่อนที่ต้นทุเรียนจะตายทำให้เกิดความเสียหายไปมากกว่านี้” นายบัญชากล่าว

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 จากการติดตามสภาพอากาศในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูหนาวสู่ฤดูร้อน สภาพอากาศมีทั้งหนาว ร้อนในวันเดียวกัน โดยช่วงกลางดึกจนถึงเช้าตรู่ อุณหภูมิต่ำบริเวณพื้นราบเฉลี่ยที่ 22 องศาเซลเซียส ขณะที่บริเวณยอดเขาพื้นที่ติดกับภูเขา ตามเขตเทือกเขาภูพานอุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ที่ 20 องศาเซลเซียส ขณะที่กลางวันอุณหภูมิสูงเฉลี่ย 35-37 องศาเซลเซียส โดยทางนายสุพจน์ ปั้นทรัพย์ ผอ.สถานีอุตุนิยมวิทยา จ.กาฬสินธุ์ ยังได้แจ้งเตือนว่าระหว่างวันที่ 23-26 ก.พ.นี้อุณหภูมิในพื้นที่จะลดลงอีก 2-4 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสภาวะอากาศแปรปรวน บางพื้นที่มีลมกรรโชกแรงและมีฝน นอกจากนี้ยังมีหมอกหนาในตอนเช้า ประชาชนต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางให้มาก อีกทั้งสภาพอากาศที่มีทั้งร้อนและหนาวเย็น ได้ส่งผลกระทบต่อพืชสวนพืชไร่ ที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต และแห้งเฉาเหี่ยวตายก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต และเป็นสัญญาณเตือนภาวะแล้งเริ่มส่อเค้า เนื่องจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติแห้งขอดอย่างรวดเร็ว

นายฤทัยวุฒิ ภูโทถ้ำ อายุ 50 ปี เกษตรกร หมู่ 7 ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่าหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ตนและญาติพี่น้อง ได้รวมตัวกันปลูกแตงไทยในพื้นที่ 3 ไร่ เพื่อจำหน่าย ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากเห็นว่าปลูกง่าย ประหยัดน้ำ ทนต่อศัตรูพืชรบกวน ผลดิบนำไปประกอบอาหารประเภทอ่อม แกงส้ม แกงเลียง หรือตำเหมือนตำมะละกอ ขณะที่ผลแตงสุกจะมีกลิ่นหอม นำไปประกอบอาหารประเภทของหวาน ราคาจำหน่ายที่ กิโลกรัมละ 10 บาท ซึ่งดีกว่าปลูกข้าวนาปรัง ที่ต้นทุนสูง ดูแลยาก แถมราคารับซื้อไม่แน่นอน

นายฤทัยวุฒิกล่าวอีกว่า แต่เนื่องจากสภาพอากาศในฤดูหนาวปีนี้แปรปรวนบ่อย บางวันฝนตก บางวันหนาว บางวันร้อน ส่งผลกระทบกับสวนแตงไทยเป็นอย่างมาก ทำให้ติดดอกช้า ติดลูกไม่ค่อยดี ประกอบกับภัยแล้งที่มาเร็วกว่าทุกปี ส่งผลกระทบกับผลแตงที่ลูกไม่โต จึงได้เร่งเก็บเกี่ยวทั้งผลแตงแก่เริ่มสุก และผลแตงอ่อน ก่อนที่จะประสบภัยแล้งได้รับความเสียหายไปมากกว่านี้ ถึงแม้จะเสี่ยงแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้แห้งตาย อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุนมากนัก

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ รายงานว่า ภาคเหนืออากาศเย็นถึงหนาว มีหมอกตอนเช้าและหมอกหนาบางพื้นที่ อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิทั่วไปเฉลี่ย 13-37 องศาเซลเซียส ยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด 5-12 องศาเซลเซียส

ทางด้านนายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เปิดเผยว่า สภาพอากาศบนยอดดอยยังหนาวจัด เช้านี้วัดอุณหภูมิได้ 5 องศาเซลเซียส ยังคงมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติทุกวัน

“ช่วงนี้กุหลาบพันปีสีขาวเริ่มบานสะพรั่งแล้ว โดยเฉพาะ 2 ข้างทางจากพระมหาธาตุเจดีย์จนถึงยอดดอยอินทนนท์ สวยงามสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ส่วนที่บริเวณกิโลเมตรที่ 26 ซึ่งมีน้ำตกผาดอกเสี้ยว ขณะนี้ต้นดอกเสี้ยวกำลังแตกใบ และคาดว่าดอกจะบานในช่วงเดือนมีนาคมนี้ เป็นจุดที่น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมต่อไป” นายรุ่งกล่าว

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ห้องประชุมโต๊ะหยงกง ศาลากลางจังหวัดสตูล นายสรเดช สุนทรารชุน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมนางสาวศมานันท์ หวังประเทือง พาณิชย์จังหวัดสตูล นางประภาภรณ์ คัมภิรานนท์ หัวหน้ากลุ่ม GI กรมทรัพย์สินทางปัญญา นางสาวดวงใจ มาตยานุมัติ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสตูล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมหารือเพื่อส่งเสริมให้มีการขึ้นทะเบียนจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียนเพื่อหาแนวทางแก้ไข และการลงพื้นที่ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์ก่อนขึ้นทะเบียน ตลอดจนจัดทำข้อกำหนดมาตรฐานของสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

นางสาวศมานันท์ หวังประเทือง พาณิชย์จังหวัดสตูล กล่าวว่า จังหวัดสตูลเตรียมผลักดันจำปาดะและข้าวอัลฮัมขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพ ซึ่งจำปาดะมีความโดดเด่นเรื่องของความหอมหวานเนื้อนุ่มละมุน ส่วนข้าวอัลฮัมสตูล เป็นข้าวสารที่อุดมสมบูรณ์ด้วยโปรตีนและมีประโยชน์ต่อร่างกายสูง

สำหรับสินค้าทั้ง 2 ชนิด จะต้องเข้ารับการพิจารณาจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยตรวจสอบด้านประวัติความเป็นมา ลักษณะเด่นของสินค้า ความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับภูมิศาสตร์ รวมทั้งระบบควบคุมคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานที่ยั่งยืน หากได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ขยายตลาดในวงกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับชุมชน ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดสตูลให้เฟื่องฟูมากยิ่งขึ้น

ปัญหาเรื่องอาหารของนักบินอวกาศ เป็นปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกาครุ่นคิดอย่างหนักมาตั้งแต่เมื่อครั้งเริ่มโครงการสำรวจอวกาศในอดีต นักบินอวกาศอเมริกันในยุคของ จอห์น เกล็น นักบินอวกาศคนแรกของสหรัฐอเมริกา ต้องอาศัยเนื้อที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ปลอดเชื้อทุกชนิดกับผักบดละเอียด

นักบินอวกาศในยุคใหม่อาศัยอาหารที่ผ่านกระบวนการอบแห้งด้วยเทคโนโลยีทันสมัย “ฟรีซ ดราย” เป็นหลัก แต่นั่นก็ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาแบบถาวรซึ่งทำให้นาซาหันมาหาแนวทางใหม่ นั่นคือการหาหนทางให้นักบินอวกาศเพาะปลูกอาหารกินเองในอวกาศ

หัวหน้าทีมผู้รับผิดชอบในโครงการดังกล่าวคือ ไบรอัน โอเนท วิศวกรประจำศูนย์อวกาศเคนเนดี ซึ่งเคยเป็นผู้นำทีมสร้าง “เวจจี” ระบบเพาะปลูกพืชรุ่นแรกของนาซา ที่ช่วยให้นักบินอวกาศปลูกผักบนอวกาศได้สำเร็จมาแล้ว และในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ โอเนทเตรียมส่งระบบเพาะปลูกพืชรุ่นที่ 2 ที่พัฒนาเพิ่มเติมจากเวจจีและให้ชื่อว่า “ แอดวานซ์ แพลนท์ ฮาบิแทท” หรือ “เอพีเอช” ขึ้นไปประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) และจะเป็นก้าวสำคัญก้าวแรกที่เชื่อว่าจะนำไปสู่การทำฟาร์มเกษตรกรรมในอวกาศ เพื่อการยังชีพของมนุษย์นอกโลกในที่สุด

“เอพีเอช” เป็นระบบเพาะปลูกสำเร็จรูป เหมือนกล่องโลหะขนาดเท่ากับตู้เย็นขนาดเล็ก ภายในติดตั้งเซนเซอร์มากกว่า 180 ตัว กับกล้องอีก 3 ตัว เพื่อทำหน้าที่เก็บบันทึกรายละเอียดของการเติบโตทุกๆ ระยะของต้นไม้ที่ปลูกไว้ภายในระบบที่จะนำไปติดตั้งไว้บนไอเอสเอสอย่างละเอียด เซนเซอร์ต่างๆ จะทำหน้าที่ตรวจบันทึกทั้งอุณหภูมิ, ความชื้น, ระดับออกซิเจน ภายในระบบตลอดเวลา ส่วนกล้อง ซึ่งหนึ่งตัวในจำนวนทั้งหมดเป็นกล้องอินฟาเรด จะทำหน้าที่เก็บบันทึกภาพที่เกิดขึ้นภายในเอพีเอชทั้งหมด ข้อมูลต่างๆ ที่ได้จะถูกส่งไปประมวลผลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่นาซาตั้งชื่อไว้ว่า “ฟาร์เมอร์” (PHARMER-Plant Habitat Avionics Real-Time Manager in Express Rack) เก็บบันทึกไว้เพื่อให้นักวิจัยทางภาคพื้นดินได้ข้อมูลที่ไม่เคยได้รับมาก่อนว่า พืชชนิดต่างๆ เติบโตอย่างไรเมื่ออยู่ในสภาวะแทบไร้น้ำหนักเหมือนในอวกาศ

ระบบเอพีเอช เป็นระบบอิสระที่แทบไม่จำเป็นต้องอาศัยมนุษย์อวกาศเข้าไปยุ่งเกี่ยว ยกเว้นตอนติดตั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งอาหารไปยังสถานีอวกาศนานาชาติลงได้มาก ทั้งนี้ ในปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสิ่งของทั้งอาหารและสัมภาระขึ้นสู่ไอเอสเอสนั้นอยู่ที่ประมาณ 10,000 ดอลลาร์ต่อน้ำหนัก 1 ปอนด์ ซึ่งหมาย ความว่า ขนมปัง 1 แถวที่ราคาบนโลกตกราว 3.35 ดอลลาร์ (ราว 117 บาทในสหรัฐอเมริกา) จะกลายเป็นขนมปังราคาแพงมหาศาลถึง 8,750 ดอลลาร์ (กว่า 300,000 บาท) แถมยังคงสภาพอยู่ได้ไม่นานอีกด้วย

“ ถ้าผมพกมะเขือเทศเชอร์รีขึ้นไปถุงนึง มะเขือเทศของผมจะอยู่ได้ราวสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ แต่ถ้าผมเลือกเอาเมล็ดพันธุ์ไปแทน ผมสามารถปลูกมันได้ มีมะเขือเทศกินได้ตลอด ” โอเนทระบุ

ไบรอัน โอเนท เปิดเผยว่า นวัตกรรมใหม่จริงๆ ในเอพีเอช ก็คือระบบแสง แสงแดดปกติบนโลกจะมีความเข้มอยู่ที่ราว 2,000 ไมโครโมล ในเอพีเอชของนาซาจะปล่อยแสงสว่างที่มีความเข้มออกมาที่ 1,000 ไมโครโมล หรือราวครึ่งหนึ่งของความเข้มของแสงแดดจากดวงอาทิตย์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของพืชแต่ไม่มีให้ในสถานีอวกาศนานาชาติ หรือในที่อื่นใดในอวกาศที่มืดมิดอยู่ตลอดเวลา

ทีมวิจัยของนาซายังคาดหวังจะใช้เอพีเอชเป็นเครื่องทดสอบแสงในแถบสีต่างๆ ทั้งแดง, เขียว, น้ำเงิน และขาว ในระดับความเข้มข้นแตกต่างกันออกไปว่า จะมีผลต่อการเติบโตของพืชแตกต่างกันหรือไม่และอย่างไร โดยหวังว่าจะค้นพบแถบสีของแสงและระดับความเข้มของแสงที่กระตุ้นให้พืชเจริญเติบโตได้ดีที่สุดได้

ไบรอัน โอเนท เชื่อว่า เอพีเอชจะเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการใช้ชีวิตของมนุษย์ในอวกาศ หรือบนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ อย่างเช่นบนดาวอังคารในอนาคต

วันหนึ่งข้างหน้า ก้าวเล็กๆ ก้าวนี้อาจนำนาซาไปสู่องค์ความรู้ในการทำเกษตรกรรมในอวกาศ หรือบนดาวเคราะห์นอกโลกได้ในที่สุด เปิดข้อมูลไม้ผลตะวันออก 4 ชนิดรอบ 2 แจงผลผลิตรวมกว่า 7.7 แสนตัน เพิ่ม 37% จากผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 บูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 2 พบปี 2560 ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นทุกชนิด ผลผลิตรวม 771,112 ตัน เพิ่ม 37% ระบุปลายกุมภาพันธ์นี้พร้อมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อีกครั้ง เพื่อใช้ประกอบการวางแผนบริหารจัดการผลไม้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 2 ปี 2560 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) ร่วมมือกับสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 (สสก.3) จังหวัดระยอง และสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกได้พยากรณ์ผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออก ครั้งที่ 2 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ในปี 2560 ครั้งที่ 2 (ข้อมูล ณ 1 กุมภาพันธ์ 2560) พบว่า เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 669,717 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีจำนวน 664,874 ไร่ เพิ่มขึ้น 4,843 ไร่ หรือร้อยละ 0.73 โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.74 เงาะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.60 และมังคุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.04 ส่วนลองกองลดลงร้อยละ 0.43

ผลผลิตต่อไร่ทั้ง 4 ชนิด คือ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง sbobetg8.com คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดีจูงใจให้เกษตรกรมีการดูแลรักษาดี ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลบางต้นไม่ติดผลหรือให้ผลผลิตน้อย ทำให้มีเวลาในการพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้น อีกทั้งปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวยมากกว่าปีที่ผ่านมา ผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีผลผลิตรวมประมาณ 771,112 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีจำนวน 562,164 ตัน เพิ่มขึ้น 208,948 ตัน หรือร้อยละ 37.17 โดยผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงกลางเดือนมิถุนายน ซึ่งคาดการณ์ว่าผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้าจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยเงาะจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 52.62 เนื่องจากปีที่แล้วสภาพความแห้งแล้งขาดน้ำเงาะติดผลน้อยร่วงหล่นจำนวนมาก แต่ด้วยสภาพอากาศปีนี้มีความเย็นเหมาะสม ส่งผลให้ออกดอกได้มากขึ้น รองลงมาได้แก่ ทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.96 มังคุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.27 และลองกองเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.17

ด้านนายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ในขณะนี้ว่า ทุเรียนออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 95 ผลผลิตที่ติดผลในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบา และทุเรียนที่บังคับสารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทองบางส่วน เงาะออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 80 มังคุดออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 30 ส่วนลองกองยังออกดอกน้อยประมาณร้อยละ 25 ซึ่งลองกองการออกดอกสามารถกระจายออกดอกได้ตลอดทั้งปี ถ้าหากสภาพต้นที่สลดขาดแคลนน้ำ เนื่องจากลองกองส่วนใหญ่จะปลูกแซมพืชอื่น ซึ่งพืชอื่นจะอยู่ในระยะให้น้ำ ทำให้ต้นลองกองยังไม่สลด การออกดอกจึงยังน้อยอยู่

อย่างไรก็ตาม หากสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนอาจทำให้ผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงลดลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศในช่วงแรกของภาคตะวันออกที่มีฝนตกสลับกับอากาศหนาวเย็น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ส่งผลต่อการติดดอกออกผลของผลไม้โดยเฉพาะมังคุดที่ออกดอกล่าช้า โดยดอกมังคุดจะเห็นผลได้ชัดเจนอีกครั้งหลังกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ซึ่งช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ สศท.6 จะลงพื้นที่เพื่อสำรวจและติดตามสถานการณ์อีกครั้ง

อาหารมีบทบาทสำคัญทั้งต่อร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยทุกคน เพราะร่างกายต้องการพลังงานและสารอาหารที่เหมาะสมกับภาวะของโรคที่เป็นอยู่ หากไม่ได้รับอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมอาจเกิดภาวะทุพโภชนาการได้ นั่นก็คือภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารผิดเบี่ยงเบนไปจากปกติ อาจเกิดจากได้รับสารอาหารน้อยกว่าปกติ ซึ่งจะนำไปสู่การมีโรคแทรกซ้อนเพิ่มมากขึ้น หรือนำไปสู่การเสียชีวิตที่รวดเร็วและทรมาน แต่หากเราดูแลด้านอาหารให้ถูกต้อง ผู้ป่วยได้รับพลังงานและสารอาหารที่เหมาะสมจะสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยมีความสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

จุฑามาส โพธิ์ฐิติรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายบริหารจัดการระบบคุณภาพ บริษัท ฟู๊ดเฮ้าส์ เคเทอริ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือโอซีเอส กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ จึงได้แนะนำเมนูอาหารหวานสำหรับผู้ป่วยกับชื่อเมนูว่า “ไอศกรีมแห่งความสุข” ที่ทั้งอร่อยและสุขภาพดี โดยกล่าวว่า ผู้ป่วยที่เราใกล้ชิดส่วนใหญ่จะมีปัญหาด้านการเคี้ยว การกลืน มีแผลในช่องปากและมีภาวะเบื่ออาหาร ส่วนมากเป็นผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ผ่านการทำเคมีบำบัด และผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เมื่อเราคำนึงถึงความสุขของผู้ป่วย เราจะนึกถึงรอยยิ้ม นึกถึงความอิ่มเอมใจ นึกถึงการใช้เวลาร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและครอบครัว ไม่ว่าจะช่วงวัยไหนของชีวิตก็ตาม “ไอศครีม” เป็นคำตอบที่หลายท่านนึกถึง อาจเพราะความหอมหวาน ความเย็นชุ่มช่ำทั่วทั้งปาก เย็นไปถึงใจของผู้ทำและผู้รับประทาน นำไปสู่ความสุขทุกครั้งที่ได้ลิ้มลอง และทำเองได้ง่ายๆ ขั้นตอนการทำ

– ล้างมะม่วงให้สะอาด นำเนื้อมาหั่นเป็นชิ้นแล้วพักไว้
– ผสมน้ำเสาวรสและน้ำตาลทรายคนให้น้ำตาลทรายละลาย
– นำเนื้อมะม่วงมาปั่นกับน้ำเสาวรสใส่เกลือและน้ำมะนาวลงไป
– เมื่อผสมเป็นเนื้อเดียวกันให้นำไปกรองและนำน้ำมะม่วงเสาวรสใส่ภาชนะสำหรับเข้าช่องแช่งแข็ง
– นำน้ำมะม่วงเสาวรสที่เตรียมไว้เข้าช่องแช่แข็ง ประมาณ 2 ชม.ให้เซ็ตตัว
– จากนั้นนำออกมาเข้าเครื่องปั่นอีกครั้งโดยใส่ไข่ขาวผงลงไปปั่นผสมด้วย
– นำเข้าช่องแช่แข็งอีกครั้ง ประมาณ 2 ชม.และนำออกมาปั่นซ้ำอีกครั้งก่อนนำเข้าช่องแช่แข็ง ให้ไอศครีมเซ็ตตัวพร้อมเสิร์ฟ